Chapter 252
252 / 357
18 min read
Chapter 252: Fulfilling Past Promises.
Published Mar 17, 2026, 01:09 AM
บทที่ 252: ทำตามสัญญาในอดีต
[ข้อความจากผู้เขียน: ประกาศเล็กน้อย เร็วๆ นี้จะมีการโหวตใหม่บน Pa treon การโหวตนี้จะตัดสินว่าตัวละครตัวไหนจะได้เข้าร่วมในการโหวตครั้งต่อไปเพื่อรับภาพประกอบ รอติดตามกันได้ที่ Pa treon ของผมนะครับ... แล้วเจอกันครับทุกคน]
...
"ทำไมเธอถึงไม่ทำอะไรเลยล่ะ?" ซาช่าเอ่ยถามถึงข้อสงสัยที่อยู่ในหัวของหญิงสาวทั้งสี่คน
"..." ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะในขณะที่พวกเธอพยายามทำความเข้าใจความคิดของเทพีองค์นั้น
แต่แล้ว...
"ใครจะสนล่ะ?" อยู่ๆ สกาธัชก็พูดขึ้น และเธอก็สามารถดึงความสนใจจากสาวๆ ได้ทันที
หญิงสาวผมสีแดงยาวเงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปที่พวกเธอโดยตรง
"ใครจะไปสนความคิดของเทพีกัน?" เธอพูดด้วยสีหน้าดูแคลน
"..." สาวๆ ต่างพากันเงียบกริบ
"พวกเธอเริ่มเสียสมาธิแล้วนะ" สกาธัชกล่าวต่อ
"หมายความว่ายังไง?" นาตาเชียถาม พยายามทำความเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย
สกาธัชเมินคำถามของนาตาเชียและพูดต่อว่า "มันไม่สำคัญหรอกว่ายัยนั่นจะช่วยเขาหรือไม่ มันไม่สำคัญเลยสักนิด"
"สิ่งที่สำคัญก็คือ ยัยตัวแสบนั่นสนใจในตัวเขามาก..." ดวงตาของสกาธัชทอประกายสีแดงฉานดุจเลือด ยัยนั่นคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงกล้ามาไล่ตามลูกศิษย์ของเธอ?
"...." ไวโอเล็ต, ซาช่า และนาตาเชียหรี่ตาลงเมื่อได้ยินสิ่งที่สกาธัชพูด
"หืม..." รูบี้วางมือลงบนคางและดูเหมือนจะกำลังใช้ความคิด
"นั่นก็จริง" เมื่อนึกถึงสิ่งที่วิกเตอร์พูดเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น รูบี้ก็อดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับแม่ของเธอ
"..." วิกเตอร์เผยยิ้มออกมาเล็กน้อยและเงียบมาตลอด สำหรับเขาแล้ว การสนทนาและการโต้เถียงของสาวๆ นั้นเหมือนกับบทเพลงที่บรรเลงโดยนักประพันธ์ที่เก่งที่สุดในโลก
เขาคิดถึงมันจริงๆ
และ... เขาชอบจริงๆ เวลาที่สาวๆ พูดถึงเขาและพยายามปกป้องเขา
มันไม่ใช่เพราะอีโก้หรืออะไรทำนองนั้น
แต่... เขาแค่รักมัน
เพราะนั่นคือวิธีที่พวกเธอแสดงความรักต่อเขา
'ถึงอย่างนั้น...' วิกเตอร์มองไปที่สกาธัช เห็นหญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไขว่ห้างขณะถือหนังสือเล่มหนาไว้ในมือ เขาอดไม่ได้ที่จะคิดว่าเธอช่างงดงามเหลือเกิน...
ดวงตาสีแดงฉานของเขาเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย
เขาประเมินความแข็งแกร่งของตัวเองกับสกาธัช และเป็นไปตามที่เขาคาดไว้:
'มันยังไม่พอ...' แม้จะฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่องตลอด 1 ปี แต่เขาไม่ได้ก้าวหน้าในด้าน 'พลัง' มากนัก ทว่ากลับก้าวหน้าในด้านเทคนิคที่ดูประณีตและเฉียบคมขึ้นมาก
วิกเตอร์กำลังติดอยู่ในช่วงคอขวด และเขาเข้าใจดีว่าธรรมชาติของแวมไพร์คือกฎที่ไม่อาจทำลายได้ และเขาก็ไม่สามารถก้าวข้ามมันไปได้
เชื่อเถอะ... เขาพยายามแล้ว การฝึกแทบตายมันก็มีข้อดีของมันอยู่ แต่...
'มันยังไม่พอจริงๆ'
แต่ความคิดนั้นไม่ได้ทำให้วิกเตอร์รู้สึกหดหู่ ในทางกลับกัน มันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นมากขึ้นที่รู้ว่าเขายังแข็งแกร่งขึ้นได้อีก และเมื่อเขานึกถึงการต่อสู้ของนาตาเชีย เขาก็เห็นว่าเขายังมีอีกหลายวิธีที่จะพัฒนาเทคนิคของเขาต่อไป
และเมื่อเขาพัฒนาเทคนิค เขาก็จะพัฒนาความแข็งแกร่ง ลดการเคลื่อนไหวที่ไร้ประโยชน์ และกลายเป็นนักรบที่ 'สมบูรณ์' มากขึ้น
'ฉันต้องอดทน' ใช่ เขาควรจะมีความอดทนและจดจ่อกับสิ่งที่มีอยู่ เขาต้องฝึกฝนสิ่งที่มีเพื่อให้วันหนึ่งเขาสามารถไปถึงระดับของผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าได้
อย่างไรก็ตาม เธอใช้เวลาถึง 2,000 ปีกว่าจะมาถึงจุดที่เธอเป็นอยู่ในวันนี้ และวิกเตอร์ก็ต้องผ่านสิ่งเดียวกัน เขาต้องรอ 2,000 ปีเพื่อให้ร่างกายวิวัฒนาการตามธรรมชาติ
แต่... เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 เขาไม่อยากรอ...
'2,000 ปีมันนานเกินไป' ใช่แล้ว 2,000 ปีนั้นเป็นเวลาที่ยาวนานมาก เพราะอารยธรรมต่างๆ สามารถรุ่งเรืองและล่มสลายได้ในช่วงเวลานั้น ใครจะไปรู้ล่ะ?
บางทีโลกอาจจะอวสานไปแล้วในอีกสองพันปีข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้ วิกเตอร์จึงนึกถึงทางเลือกอื่น
'นาตาเลีย...' พูดให้ชัดเจนก็คือ... พลังของตระกูลของเธอ
'ถ้าใครคนหนึ่งมีความสามารถในการปิดโลกทั้งใบและชะลอเวลาได้ เขาก็ต้องทำแบบนั้นในสเกลเล็กๆ ได้แน่นอน' ความคิดของวิกเตอร์คือการสร้างห้องที่เวลาผ่านไปเร็วขึ้นสำหรับเขา เพื่อให้ร่างกายของเขาแก่ตัวลงและเขาจะได้ฝึกฝนไปในเวลาเดียวกัน
'แต่... นั่นเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้' ทว่าจากที่วิกเตอร์เข้าใจ มีเพียงอเล็กซิออสเท่านั้นที่มีพลังนั้น
ลูกสาวของเขาไม่มี
และวิกเตอร์มั่นใจ 100% ว่าอเล็กซิออสจะไม่ช่วยเขาแน่นอน
ทำไมเหรอ? เพราะอเล็กซิออสเป็นคนรับใช้ที่ซื่อสัตย์
และเช่นเดียวกับเหล่าเมดของเขา คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์จะไม่ช่วยเหลือ 'ศัตรู' ที่อาจจะเกิดขึ้นของคนที่พวกเขารับใช้อยู่
'เขาน่าจะช่วยฉันได้ แต่ฉันคงต้องทำสัญญาหรืออะไรบางอย่างที่สั่งห้ามไม่ให้ฉันทำอันตรายต่อวลาดหรือใครก็ตามในครอบครัวของเขา' และนั่นคือสิ่งที่วิกเตอร์ไม่ต้องการ
เขาไม่ต้องการถูกล่ามโซ่...
แค่ความจริงที่ว่าเขาไม่สามารถทำสิ่งที่ต้องการได้ก็ทำให้เขารู้สึกขยะแขยงแล้ว
"แล้วเราควรทำยังไงดีล่ะ?" ไวโอเล็ตถามขึ้น
"..." และเมื่อได้ยินเสียงของไวโอเล็ตที่อยู่ข้างๆ วิกเตอร์ก็ตื่นจากภวังค์ความคิดของเขา
"สิ่งที่พวกเธอควรทำตั้งนานแล้วไงล่ะ" สกาธัชปิดหนังสือเสียงดังปังและพูดด้วยรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า:
"ฝึกซ้อม"
"...." ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง และผู้หญิงทุกคนต่างมองไปที่สกาธัชด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ทำไมทุกอย่างมันต้องจบลงที่การฝึกซ้อมด้วยล่ะ?
"แน่นอน ฉันจะเป็นคนฝึกพวกเธอเอง"
"...." ไวโอเล็ต, ซาช่า และแม้แต่นาตาเชียต่างก็ทำหน้าเซ็ง เพราะพวกเธอไม่อยากฝึกซ้อมเลย
"นั่นเป็นความคิดที่ดีค่ะ หนูต้องการคำชี้แนะจากท่านแม่เหมือนกัน" ดวงตาของรูบี้มืดมนลงดุจหลุมดำ:
"หนูสามารถเข้าถึงร่างแวมไพร์เคานต์ได้แล้ว แต่หนูยังคงมีปัญหาในการควบคุมมัน... หนูต้องการคำชี้แนะจากท่านค่ะ"
"โอ้?" สกาธัชจ้องมองลูกสาวของเธอด้วยรอยยิ้มที่แสดงความสนใจ เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของลูกสาว มันคือรอยยิ้มที่ตื่นเต้น... รอยยิ้มแบบเดียวกับวิกเตอร์
"..." สกาธัชอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงและหันไปมองวิกเตอร์:
"...วิกเตอร์..." น้ำเสียงของเธอฟังดูคุกคามอย่างยิ่ง
"..." วิกเตอร์เบือนหน้าหนีและเริ่มผิวปาก
"นายทำอะไรกับลูกสาวของฉัน?" เสียงของเธอฟังดูมืดมน
*ฟิ้ววว!* (เสียงผิวปาก)
"พูดเรื่องอะไรน่ะ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย" เขาแสร้งทำเป็นไร้เดียงสา
"...." สกาธัชหรี่ตาลง
และมองไปที่ลูกสาวของเธอ:
"เขาทำอะไรกับลูก?" เธอตัดสินใจถามเหยื่อแทน
"...?" รูบี้ไม่เข้าใจคำถาม แต่เมื่อคิดว่าแม่คงพูดถึงวิธีที่เธอสามารถเข้าถึงร่างแปลงได้ เธอจึงตอบไปว่า:
"มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกค่ะ เขาแค่สัญญาว่าถ้าหนูฝึกกับเขา เขาจะให้รางวัลหนู..." ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อในช่วงท้าย
แน่นอนว่ารางวัลที่ว่านั่นก็คือ 'เรื่องนั้น'
การบ่มเพาะคู่, สำรวจถ้ำมังกร, ข้ามยอดเขา และอื่นๆ อีกมากมาย
และพวกเธอก็เข้าใจความหมายแฝงนั้นได้อย่างชัดเจน
ยกเว้นเพียงคนเดียว
"รางวัลแบบไหนล่ะ?" สกาธัชถามขณะหรี่ตามอง
"....." ซาช่า, นาตาเชีย และไวโอเล็ตหันไปมองสกาธัชด้วยสีหน้าที่บอกว่า:
'ให้ตายเถอะยัยแก่ ท่านอายุมากกว่าศาสดาบางองค์เสียอีก ทำไมท่านถึงไม่เข้าใจความหมายแฝงล่ะ? ล้อเล่นหรือเปล่าเนี่ย?'
"...คือ..." ใบหน้าของเธอแดงยิ่งขึ้นไปอีก
*อึก...*
เธอพยายามกลืนน้ำลายและรวบรวมความกล้า
"ซ... เซ...-" เธอเผลอกัดลิ้นตัวเอง...
และใบหน้าของเธอก็แดงก่ำยิ่งขึ้น
"..." ดวงตาของสกาธัชมืดมนลงเมื่อในที่สุดเธอก็เข้าใจ วิกเตอร์ใช้วิธีไม้ตายล่อ รูบี้จะช่วยเขาในการฝึก และเขาจะให้รางวัลเธอด้วยสิ่งที่เธอชอบ... และเขาก็ทำแบบนั้นจริงๆ จนสุดท้ายเธอก็กลายเป็นพวกเสพติดการฝึกไป เพราะในจิตใต้สำนึก เธอรู้ว่าเธอจะได้รับรางวัลถ้าเธอทำแบบนั้น:
"ไอ้เจ้าบ้า นายทำให้ลูกสาวฉันเสพติดไปแล้วนะ" สกาธัชมองไปที่วิกเตอร์ แต่กลับพบว่าชายคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
ดวงตาของเธอส่องประกายสีแดงฉานขณะที่เธอค้นหาวิกเตอร์ และพบเขายืนอยู่ที่ประตูอย่างรวดเร็ว
"วิกเตอร์..." ดวงตาและใบหน้าของเธอมืดมนราวกับหลุมดำ
รอยยิ้มของวิกเตอร์กว้างขึ้น:
"เฮ้ สกาธัช ผมต้องไปจัดการธุระบางอย่างก่อน เดี๋ยวพอผมกลับมา... ผมจะฝึกกับคุณนะ"
"...โอ้?" สกาธัชรู้สึกสนใจในสิ่งที่วิกเตอร์กำลังจะพูด
"ผมต้องการคำสอนจากคุณ..." เขาแสดงรอยยิ้มที่อ่อนโยน "และผมอยากใช้เวลาอยู่กับคุณตามลำพังด้วย ผมคิดถึงคุณนะ"
"…ฮะ?" แรงกดดันทั้งหมดของสกาธัชดูเหมือนจะสลายหายไปราวกับใบไม้ที่ปลิวไปตามลม
"แล้วเจอกันนะ สกาธัช" เขาเผยรอยยิ้มเล็กน้อย และร่างกายของเขาก็เริ่มถูกปกคลุมด้วยสายฟ้า
*เปรี้ยง!*
และเพียงพริบตาเดียว เขาก็หายไป ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของสายฟ้า
"....."
ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมห้อง ในขณะที่สาวๆ มองไปที่สกาธัชซึ่งยืนอึ้งอยู่กับที่ เธอเหมือนกับนักผจญภัยที่เผลอสบตากับเมดูซ่าจนกลายเป็นหินไปแล้ว
"...เขาเก่งขึ้นมากในการรับมือกับสกาธัช..." ไวโอเล็ตพึมพำออกมา
และสาวๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
"อา!" อยู่ๆ ซาช่าก็เบิกตากว้าง
นาตาเชียหันไปมองซาช่า "มีอะไรเหรอจ๊ะลูก?"
"ตามเขาไปกันเถอะ!"
"เอ๋...? แต่แม่ต้องไปจัดการปัญหาของตระกูล..." เธอพูดตามความจริง เพราะเธอเพิ่งทิ้งทุกอย่างไว้ในมือของวิกตอเรียเมื่อไม่กี่วันก่อน
"ใครจะไปสนเรื่องตระกูลกันล่ะคะ?"
"นั่นคือสิ่งที่คนที่เป็นทายาทควรพูดจริงๆ เหรอน่ะ?" ไวโอเล็ตถามด้วยสายตาเรียบเฉย
แต่ดูเหมือนซาช่าจะไม่ได้ฟังเธอ เพราะเธอกำลังจดจ่ออยู่กับความคิดของตัวเอง
"..." รูบี้หันไปมองไวโอเล็ต:
"คำพูดพวกนั้นออกมาจากปากเธอมันช่างย้อนแย้งจริงๆ"
"..." ไวโอเล็ตเงียบไปขณะมองรูบี้:
"ฉัน-..." เธอทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง
"ฉันนับได้เลยล่ะว่าเธอละเลยหน้าที่ของทายาทกี่ครั้งเพื่อไปไล่ตามวิกเตอร์" รูบี้หยิบสมุดสีแดงที่มีแม่กุญแจประหลาดออกมา
"ฉันเขียนบันทึกไว้หมดแล้วในนี้" รูบี้เผยรอยยิ้มเล็กๆ
"...." ไวโอเล็ตมองรูบี้ด้วยสีหน้าตกตะลึง
"ทำไมเธอถึงมีสมุดเล่มนี้ล่ะ!?"
"แบ็คม-... แค่ก ฉันหมายถึง เผื่อว่าฉันต้องการโน้มน้าวให้เพื่อนของฉันทำอะไรบางอย่างให้ฉันน่ะ"
'ยัยนี่! เมื่อกี้เธอตั้งใจจะพูดว่า แบ็คเมล์ (ขู่เข็ญ) ใช่ไหม?' ดวงตาของไวโอเล็ตทอประกายสีแดงฉาน
ซาช่าเดินเข้าไปหาแม่ของเธอและกระซิบที่หู:
"เราจะได้อยู่กันตามลำพังนะแม่-" เธอไม่จำเป็นต้องพูดจนจบ เพราะนาตาเชียเข้าใจทันทีว่าลูกสาวของเธอหมายถึงอะไร
หญิงสาวรีบลุกขึ้นจากเตียง เสื้อผ้าเริ่มถูกสร้างขึ้นบนร่างกายของเธอ และเธอมองไปที่ลูกสาวด้วยประกายสายฟ้าที่วูบวาบในดวงตา
"ไปกันเถอะ"
"...." รอยยิ้มของซาช่ากว้างขึ้น
*เปรี้ยง, เปรี้ยง*
ร่างของหญิงสาวทั้งสองถูกปกคลุมด้วยสายฟ้าและหายไปในไม่ช้า
"เฮ้อ ทำไมฉันถึงไม่มีพลังแบบนี้บ้างนะ? ฉันจะได้ตามพวกนั้นไปได้เดี๋ยวนี้เลย" ไวโอเล็ตคร่ำครวญถึงโชคชะตาของตัวเอง
"แม่คุณ เธอมีพลังที่แวมไพร์ทุกคนอยากได้เชียวนะ"
"...?" ไวโอเล็ตมองรูบี้ด้วยความสับสน
"พลังอะไรเหรอที่เธอพูดถึง?"
"เธอก็เดินตากแดดได้ไง ยัยบ้า ลืมไปแล้วเหรอ?"
"โอ้... แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ?" ไวโอเล็ตไม่เข้าใจ ถ้าเลือกได้ เธออยากจะมีพลังเท่ากับคางูยะมากกว่า เธอจะได้ตามวิกเตอร์ไปได้ตลอด 24... ไม่สิ 25 ชั่วโมงต่อวัน 8 วันต่อสัปดาห์ 666 วันต่อปี
... ปฏิทินมันไม่ได้เป็นแบบนั้นโว้ย!
รูบี้หรี่ตาลง "...พวกมีอภิสิทธิ์แบบนี้ควรจะไปตายซะ..." เธออิจฉาพลังของไวโอเล็ตจริงๆ เพราะถ้าเธอมีพลังเดินกลางแสงแดดได้ เธอคงไม่ต้องสวมเสื้อโค้ทอึดอัดนั่น และเธอคงจัดการเรื่องต่างๆ ในโลกมนุษย์ได้ง่ายขึ้น
"...นั่นก็ย้อนแย้งจริงๆ ที่คำพูดนี้ออกมาจากปากเธอ..." ไวโอเล็ตไม่พลาดโอกาสที่จะย้อนรูบี้คืน
"ทำไมล่ะ?"
"เธอก็เป็นลูกสาวของสกาธัช แถมยังเกิดมาพร้อมกับพลังสองอย่างเลยนี่นา"
"แวมไพร์คนอื่นคงได้กระอักเลือดตายแน่ๆ ถ้าได้ยินสิ่งที่พวกเธอพูด"
"..." รูบี้เริ่มคิดตามสิ่งที่ไวโอเล็ตพูดและเสริมว่า "นั่นก็จริง พวกนั้นมีท่าทางเหมือนนายน้อยในนิยายกำลังภายในเลย เป็นไปได้มากที่พวกเขาจะทำแบบนั้นจริงๆ"
"...?" ไวโอเล็ตไม่เข้าใจสิ่งที่รูบี้พูดเลย เพราะเธอยังไม่ได้เข้าสู่โลกของวัฒนธรรมนั้น
...
วิกเตอร์หยุดลงที่กลางห้องโถงของคฤหาสน์สกาธัช เขาเเปลือยท่อนบน สวมเพียงกางเกงเท่านั้น
"วิกเตอร์ นายทำอะไรน่ะ?" ลาคัสถามด้วยความสงสัย
"...?" วิกเตอร์มองไปที่ลาคัสและเห็นว่าเธออยู่กับเซียน่า, เปปเปอร์, โอฟิส และเอเลนอร์
"โอ้ พวกเธอมาได้จังหวะพอดีเลย" วิกเตอร์มองไปที่เอเลนอร์
"แต่ฉันไม่ได้ไปไหนเลยนะ ฉันติดอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ต้นแล้ว" เอเลนอร์แย้ง
วิกเตอร์ชี้ไปที่เอเลนอร์ "เธอต้องตามฉันไปที่ที่หนึ่ง"
เอเลนอร์หรี่ตาลง "...ฉันปฏิเสธได้นะ รู้ใช่ไหม?"
"ถ้าเธอไม่ไป ฉันจะขโมยม้าของเธอ ฉันรู้ว่ามันถูกจอดไว้ข้างนอกเมืองหลวง"
ดวงตาของเอเลนอร์ทอประกายแดงฉาน "...ลองขโมยโคลอี้ไปจากฉันดูสิ ลองดูเลย... ฉันรับรองได้เลยว่าหัวของนายจะหลุดกระเด็นทันทีที่นายแตะต้องม้าของฉัน" เธอหวงม้าของเธอมาก
"โอ้..." รอยยิ้มของวิกเตอร์กว้างขึ้น และเขาเริ่มจ้องมองเอเลนอร์
"วิกเตอร์ทำตัวเหมือนนักเลงเลย" เปปเปอร์พึมพำ
"แต่เขาไม่ได้ทำตัวแบบนี้มาตลอดเหรอ?" เซียน่าพูดขึ้น
"... ก็ไม่นะ" เปปเปอร์ใช้เวลาสักพักกว่าจะตอบ
"ปกติเขาจะมีท่าทางเหมือนท่านแม่ ข้อแตกต่างคือเขาไม่ใช่ท่านแม่ เราเลยนึกว่าเขาเป็นพวกนักเลงน่ะ" ลาคัสอธิบาย
"อ๋อออ" ทั้งสองคนเข้าใจตรงกันแล้วในตอนนี้
ทันใดนั้นเอง
*ตึงงง!*
ประตูหน้าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
"...." ทั้งกลุ่มมองไปที่ประตูและเห็นหญิงสาวผมสีดำยาวและดวงตาสีม่วง เธอมาพร้อมกับผู้หญิงอีกคนที่หน้าตาคล้ายกับเธอ
เจ้าหญิงสองคนที่ดูดุดันปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับผู้คุ้มกันของพวกเธอ
"โอฟิส!"
"เกะ" ใบหน้าของโอฟิสบิดเบี้ยวเล็กน้อย
"คำว่า 'เกะ' หมายความว่ายังไงน่ะ? ฮะ?"
"..." โอฟิสเบือนหน้าหนีและเมินพี่สาวของเธอ
"ในที่สุดฉันก็หาเธอเจอ กลับบ้านได้แล้ว" เอลิซาเบธสั่ง
"ขอปฏิเสธ!" (Kotowaru!) ใบหน้าของโอฟิสดูเหมือนจะดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นชั่วขณะ
"..." สองพี่น้องมองโอฟิสด้วยความตกตะลึง แล้วหันไปมองวิกเตอร์:
"นายสอนอะไรเธอเนี่ย?"
"ทำไมโยนความผิดมาให้ผมล่ะ? ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ" เขาเขากรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม แต่ในไม่ช้าอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไป และเขามองไปที่พวกผู้คุ้มกันด้วยสายตาที่เปล่งประกายสีแดงฉาน:
"พวกคุณรออยู่ข้างนอก"
"...พวกเราไม่ทำตาม-" หัวหน้าผู้คุ้มกันตั้งท่าจะพูดบางอย่าง แต่วิกเตอร์ไม่สนใจเลยแม้แต่นิดเดียว
"ผมบอกว่า..." น้ำเสียงของวิกเตอร์เริ่มมืดมนลง และเขาสั่งด้วยดวงตาที่แดงฉาน "พวกคุณทุกคนไปรออยู่ข้างนอก"
ร่างกายของพวกผู้คุ้มกันสั่นสะท้านเล็กน้อย พวกเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ และในวินาทีนั้นเอง พวกเขาก็เสียสติสัมปชัญญะและกลายเป็นเพียงหุ่นเชิด:
"ครับ มาสเตอร์"
ผู้คุ้มกันทุกคนหันหลังและเดินออกจากคฤหาสน์ไป
"...." ความเงียบเข้าปกคลุมสถานที่
ใบหน้าของเปปเปอร์และลิลิธแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่เอลิซาเบธมองวิกเตอร์ด้วยความเกรงกลัวเล็กน้อยซึ่งจางหายไปในไม่ช้า
"ท่านพ่อเท่จัง" ดวงตาของโอฟิสเปล่งประกาย เธอไม่รู้สึกกลัวเลย แต่ในไม่ช้าใบหน้าของเธอก็กลายเป็นแปลกๆ
"...ท่านพ่อเท่?"
"ท่านพ่อเท่... หืม?" ดูเหมือนเธอจะพยายามไขความลึกลับระดับเทพเจ้า
*เปรี้ยง, เปรี้ยง*
นาตาเชียและซาช่าปรากฏตัวขึ้นข้างๆ วิกเตอร์
"โอ้ กลุ่มใหญ่ขึ้นแล้วนะเนี่ย..." ซาช่ากล่าว
"จะไปด้วยกันไหม?" วิกเตอร์ถาม
"พวกเราไปไม่ได้เหรอ?" ทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน
เขาเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและพูดว่า "ผมไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย"
"..." ทั้งสองยิ้มออกมาเล็กน้อย
"คางูยะ" วิกเตอร์เรียกเสียงดัง และในไม่ช้าเงาก็ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน
วิกเตอร์จ้องมองเข้าไปในดวงตาของคางูยะ:
[ผมจะไปเยี่ยมเจ้ายักษ์นั่นและต้นไม้ประหลาด ฝากดูแลบ้านให้ผมด้วยนะ]
[...จะไปคนเดียวเหรอคะ?]
[นาตาเชียกับซาช่าจะไปกับผมด้วย... แล้วก็เอเลนอร์ด้วย]
[อย่างน้อยก็พาเมดไปสักคนสิคะ มาสเตอร์]
[คุณแนะนำใครล่ะ?]
[อีฟค่ะ... ช่วงนี้เธอค่อนข้างไม่มั่นคง เธอต้องการความใส่ใจจากมาสเตอร์ค่ะ]
[...ผมไม่รู้เลยนะเนี่ย....] วิกเตอร์รู้สึกแย่กับเรื่องนั้น
[ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแบบนั้นหรอกค่ะ มาสเตอร์ ในหัวของมาสเตอร์มีแต่เรื่องการฝึกและความเป็นห่วงภรรยา มันเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ค่ะ]
[แต่ห้ามลืมพวกเรานะคะ...]
วิกเตอร์มองคางูยะอย่างจริงจัง:
[เรื่องนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน... เพราะพวกคุณคือเมดที่น่ารักของผมไงล่ะ]
[...ฉันทราบค่ะ...] คางูยะเผยยิ้มออกมาเล็กๆ ตลอดปีที่ผ่านมา วิกเตอร์ให้ความสำคัญกับเหล่าเมดเสมอ มีเพียงตอนที่เขากำลังจะกลับไปไนติงเกลเท่านั้นที่เขาไม่ได้มองพวกเธอมากนัก แต่นั่นก็เข้าใจได้
และ...
'ยังมีฉันอยู่' คางูยะอยู่ที่นั่นเพื่อดูแลเหล่าเมดเช่นกันในตอนที่มาสเตอร์ของเธอยุ่งเกินไป
"...." ทั้งกลุ่มเงียบไปเมื่อเห็นวิกเตอร์จ้องมองคางูยะเงียบๆ
"... นี่มันแปลกนะ" เปปเปอร์พูดขึ้น
"ใช่" ทุกคนเห็นด้วยด้วยเหตุผลที่ต่างกัน พวกเขารู้ว่าเขากำลังคุยกับคางูยะ แต่มันเป็นวิธีที่พวกเขาไม่เข้าใจ
มีเพียงเอลิซาเบธและลิลิธเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุนั้น พวกเธอจึงเห็นด้วยกับสิ่งที่เปปเปอร์พูด
"หืม..." นาตาเชียมองดูเรื่องนี้ด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
ซาช่าและแม้แต่พวกเมดต่างก็มีบางอย่างที่พิเศษกับวิกเตอร์ มีเพียงเธอและสกาธัชเท่านั้นที่ไม่มีอะไรเลย! แบบนี้มันไม่ยุติธรรม! ผู้หญิงที่อายุมากกว่าก็ต้องการอะไรบางอย่างเหมือนกันนะ!
ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรบางอย่าง
"ผมไปล่ะ" วิกเตอร์พูดขึ้นขณะหันไปมองหญิงสาวคนหนึ่ง
"…เอ๋?" เอเลนอร์รู้สึกไม่ดีเมื่อเห็นดวงตาของวิกเตอร์
"ระวังตัวด้วยนะคะ มาสเตอร์"
"ขอบใจนะ เมดของผม"
ก่อนที่วิกเตอร์จะไป โอฟิสก็ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ เขาและจับมือของวิกเตอร์ไว้:
"หืม?"
"ท่านพ่อ... เลือด... หิว..." เธอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทุกคนเข้าใจเจตนาของเธอได้ดี
"อะ-..." โลกของสองพี่น้องดูเหมือนจะถูกแช่แข็ง และพวกเธอมองโอฟิสด้วยความตกตะลึง
เขามองเด็กสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและพูดว่า "...พ่อจะรีบกลับมา ถ้าหนูยังอยู่ที่นี่ พ่อจะให้เลือดนะ ตกลงไหม?"
"อือ... ตกลงค่ะ..."
*เปรี้ยง, เปรี้ยง*
วิกเตอร์หายตัวไป ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของสายฟ้า และปรากฏตัวที่หน้าเอเลนอร์ก่อนจะอุ้มหญิงสาวขึ้นในท่าเจ้าหญิง
"หือ...? ปล่อยฉันนะ-"
"อย่าเปิดปากหรือตะโกนล่ะ เดี๋ยวจะเผลอกัดลิ้นตัวเอง"
*เปรี้ยง, เปรี้ยง*
วิกเตอร์หายตัวไปอีกครั้ง
"นั่นไง เธอถูกลักพาตัวไปแล้ว" เซียน่าพูด
"หวังว่าพ่อบ้านของเธอจะไม่รู้นะ ไม่งั้นเขาคงโกรธน่าดู" ลาคัสกล่าว
"ใครจะสนล่ะ? ดูเหมือนวิกเตอร์จะไม่แคร์ด้วยซ้ำ"
".... ก็นะ ใช่เลย" ลาคัสอดไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับเปปเปอร์
ซาช่าและนาตาเชียมองหน้ากัน และจากนั้น
*เปรี้ยง, เปรี้ยง*
ทั้งสองคนก็ตามวิกเตอร์ไป
"...." พี่น้องทั้งสามคนและคางูยะมองไปที่เจ้าหญิงทั้งสอง
"พวกเธอกำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมาในอีกไม่ช้า..." คางูยะคาดการณ์ และเธอก็รีบเอามือปิดหูทันที
พี่น้องทั้งสามคนเลียนแบบสิ่งที่คางูยะทำและรอคอย
เส้นเลือดเริ่มปูดขึ้นที่หัวของสองพี่น้องเมื่อพวกเธอเห็นใบหน้าของโอฟิส และพวกเธอก็กรีดร้องออกมา
"อาร์ลูการ์ด!!!"
.....
หากคุณต้องการสนับสนุนผมเพื่อให้ผมสามารถจ้างศิลปินมาวาดภาพตัวละครในนิยายของผมได้ เชิญแวะชมที่ Pa treon: Pa treon.com/VictorWeismann
ชมภาพตัวละครเพิ่มเติมได้ที่:
https://discord.gg/4FETZAf
ชอบไหม? เพิ่มเข้าชั้นหนังสือเลย!
อย่าลืมโหวตเพื่อสนับสนุนหนังสือหากคุณชอบนะครับ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.