ตอนที่ 487
487 / 1087
อ่าน 14 นาที
Chapter 487: Peeling layer after layer (4)
เผยแพร่เมื่อ 3 เม.ย. 2569 19:44
บทที่ 487: ลอกเปลือกออกทีละชั้น (4)
“หากได้ลงมือทำเรื่องพรรค์นั้นด้วยกันคงรื่นรมย์ไม่น้อย เราควรหาเรื่องสนุกๆ ทำร่วมกันเสียหน่อยจะเป็นไรไป”
เคิลหันมองไปยังอัลเบรูที่กำลังแย้มพลายรอยยิ้มขณะเอื้อนเอ่ยคำว่า ‘เรื่องสนุก’ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมา อัลเบรูจึงเริ่มตรัสต่อ
“เจ้าวางแผนการใหญ่เช่นนี้ เพราะเอลิสเนห์ที่หนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
เขายังไม่ได้รับคำอธิบายที่แน่ชัดว่าเหตุใดเคิลถึงคิดจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในอาณาจักรโมลเดน ทว่าอัลเบรูสันนิษฐานว่ามันต้องเกี่ยวข้องกับการโค่นล้ม ‘ดาวสีขาว’ อย่างแน่นอน เพราะเขาทราบมาว่าเอลิสเนห์ที่หนึ่ง ผู้ปกครองแห่งอาณาจักรโมลเดน แท้จริงแล้วคือ ‘นักอัญเชิญภาพมายา’ หนึ่งในขุนพลใต้บัญชาของดาวสีขาวนั่นเอง
“เสด็จพี่”
“ว่าอย่างไร”
อัลเบรูมองไปยังเคิลที่จู่ๆ ก็หันมามองเขาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์แทนที่จะตอบคำถาม ช่างเป็นแววตาที่ดูประหลาดล้ำจนน่าขนลุก
‘เจ้าหมอนี่ที่ขยันสร้างสถานการณ์ให้ข้าปวดเศียรเวียนเกล้ากำลังคิดจะทำอะไรอีก?’
ในขณะที่อัลเบรูเริ่มสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันอัปมงคล...
“อืม... เสด็จพี่ ข้าว่าท่านเองก็ร่วมต่อสู้ได้เช่นกันนะ”
เคิลหวนนึกถึงภาพในอดีตที่อัลเบรู ผู้มีสายเลือดควอเตอร์ดาร์กเอลฟ์ ดูจะพึงพอใจไม่น้อยเมื่อได้รับขวดมานาแห่งความตายไป
“หืม?”
อัลเบรูถึงกับชะงักงัน
เขาตระหนักถึงเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้แววตานั้นทันที
‘นั่นมันสายตาแบบเดียวกับเวลาที่ข้าพบเจอใครบางคนที่พอจะใช้งานได้ไม่มีผิด!’
อัลเบรูเคยเห็นแววตาเช่นนี้สะท้อนอยู่ในกระจกยามที่เขาค้นพบข้าราชการผู้ทรงความสามารถและเริ่มเข้าไปเจรจาพาทีด้วย และแววตาของเคิลในยามนี้ก็ถอดแบบมาจากเขาในตอนนั้นราวกับพิมพ์เดียว
‘ไม่เด็ดขาด’
เขาจะเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเจ้าตัวแสบที่ชอบทำให้เขาแทบบ้าคนนี้ไม่ได้
การร่วมมือกันทำงานกับการถูกดึงเข้าไปร่วมวงในแผนการอันบ้าคลั่งนั้นมันคนละเรื่องกัน
“ข้าจะไม่สู้”
อัลเบรูส่ายศีรษะอย่างเด็ดขาด
“ท่านจะไม่ยอมสู้จริงๆ หรือ?”
เขาสะดุ้งกับคำถามย้ำนั้น เคิลถามออกไปโดยไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แต่อัลเบรูมิอาจรู้ได้
“...แน่นอนว่าข้าพร้อมจะก้าวออกไป หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับอาณาจักรโรอันหรือราษฎรของข้า”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
อัลเบรูเริ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นการตอบรับอันไร้ซึ่งจิตวิญญาณของเคิล เขาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะถามออกไป
“เหตุใดน้องชายของข้าถึงถามเช่นนี้? เจ้าควรจะบอกเรื่องอาณาจักรโมลเดนแก่ข้าไม่ใช่หรือ?”
“ดาวสีขาวกำลังสร้าง ‘พฤกษาโลกปลอม’ ขึ้นมา”
“หืม?”
อัลเบรูชะงักไปอีกครา ในขณะที่เคิลยังคงบันทึกทุกสิ่งที่จารึกอยู่บนแผ่นหินพลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกมันสร้างมันขึ้นมาในพระราชวังอาณาจักรโมลเดน เหล่าเอลฟ์เคยลอบเข้าไปแล้วครั้งหนึ่งแต่แผนการล้มเหลวเพราะมานาแห่งความตาย”
“...หือ?”
“นั่นคือเหตุผลที่เหล่าดาร์กเอลฟ์กำลังพิจารณาจะร่วมมือกับกลุ่มของข้าเพื่อช่วยเหลือพฤกษาโลกในครั้งนี้ และเรายังวางแผนจะลากสมาคมทหารรับจ้างรวมถึงอาณาจักรใกล้เคียงในทวีปตะวันออกให้มาร่วมวงด้วย”
อัลเบรูนิ่งเงียบไปโดยพลัน
“อ้อ แล้วพวกเอลฟ์ก็จะอยู่กับเราด้วยเช่นกัน”
เคิลหยุดพูดและหันไปมองอัลเบรูที่เงียบงันไป ทั้งสองสบประสานสายตากัน
“น้องชายตัวดีของข้า ผู้ที่ชอบทำให้ข้าปวดประสาทได้ตลอดเวลา”
“...ข้าทำให้ท่านปวดประสาทงั้นหรือ? เพราะเหตุใดกัน?”
“ช่างมันเถอะ”
อัลเบรูส่ายหน้าก่อนจะเริ่มตรัสอีกครั้ง
“อาณาจักรโรอันไม่มีกำลังพลมากพอจะส่งไปยังทวีปตะวันออก เรื่องนี้เจ้าน่าจะรู้ดี”
“ข้ารู้”
ไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่าดาวสีขาวจะรุกรานอาณาจักรโรอันเมื่อใด ด้วยเหตุนี้ อาณาจักรโรอันจึงต้องซุ่มรวบรวมกำลังพลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าต้องทำอย่างลับที่สุดเพื่อไม่ให้ราษฎรต้องตระหนกตกใจ
อัลเบรูจ้องมองเคิลเงียบๆ เคิลรู้สถานการณ์ดีอยู่แล้วแต่ก็ยังชวนเขาให้ ‘ทำด้วยกัน’ ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจ้าชายรัชทายาท
“ข้าเดาว่าสิ่งที่เจ้าต้องการจากข้า ไม่ใช่กำลังทหารสินะ”
“ถูกต้องแล้ว”
สิ่งที่เคิลต้องการคืออะไรกันแน่?
อัลเบรูเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“เจ้าจำเป็นต้องมีฐานะที่น่าเชื่อถือเพื่อขอความร่วมมือจากสมาคมทหารรับจ้างและอาณาจักรใกล้เคียงในทวีปตะวันออก และมันคงเป็นการยากที่เจ้าจะจัดการกับผลกระทบที่จะตามมาเพียงลำพัง”
มีความแตกต่างอย่างมหาศาลระหว่าง ‘เคิล เฮนิทูส’ ที่เดินทางไปยังทวีปตะวันออกด้วยตนเอง กับ ‘เคิล เฮนิทูส’ ผู้เป็นตัวแทนของ ‘อาณาจักรโรอัน’ หนึ่งในมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปตะวันตก
“และเจ้าต้องการการยืนยันจากอาณาจักรคาโรและอาณาจักรโรอันเกี่ยวกับตัวตนและการกระทำของเอลิสเนห์ที่หนึ่ง ผู้คนในทวีปตะวันออกย่อมโน้มเอียงที่จะยอมรับความจริงจากผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์สูงส่ง”
เขายิ้มอย่างสง่างามพลางเอ่ยสำทับ
“จงใช้นามของข้า และสร้างความปั่นป่วนให้เต็มที่หากใครกล้าขวางทางเจ้า”
หากอาณาจักรในทวีปตะวันออกคิดจะขัดขวาง...
หากใครบังอาจถามเคิลว่า ‘เจ้าเป็นใครถึงกล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้’...
“นามของอาณาจักรโรอันและนามของข้า เจ้าสามารถนำไปใช้ได้ตามใจชอบในทวีปตะวันออก”
เคิลอาจจะเป็นเจ้าคนเฮงซวยในสายตาเขา แต่เขาไว้ใจว่าเคิลจะไม่ใช้อำนาจนั้นในทางที่ผิดเด็ดขาด ถึงจะน่าปวดหัวเพียงใด แต่ก็มีเหตุผลที่ทำให้ชายผู้นี้กลายเป็นวีรบุรุษแห่งอาณาจักรโรอัน
“ท่านจะทำอย่างไร หากข้าทำตามใจชอบจนทวีปตะวันออกส่งหนังสือร้องเรียนมายังอาณาจักรโรอัน?”
อัลเบรูยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“ใครจะสน? พวกมันจะข้ามทะเลมารุกรานเรางั้นหรือ? กว่าจะเดินทางมาถึงด้วยเรือก็คงกินเวลานาน และการเคลื่อนย้ายมวลสารข้ามทวีปก็เป็นไปไม่ได้ และหากพวกมันคิดจะมาหาเรื่องเราล่ะก็...”
เคิลมองเห็นประกายตาของอัลเบรูที่วาวโรจน์แม้ในความมืดมิด
“เราจะปักธงของอาณาจักรโรอันลงบนทวีปตะวันออกเสียเลย”
“ท่านช่างมีความโลภที่น่าประทับใจยิ่งนัก”
“ข้าจะรับไว้ในฐานะคำชมก็แล้วกัน”
“ตามใจท่านเถอะ”
อัลเบรูสังเกตท่าทีของเคิลที่ตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันเหความสนใจจากแผ่นหินไปยังตัวห้องโถงศิลาพลางถามอีกคำถามหนึ่ง
“แต่เจ้ามีหลักฐานยืนยันหรือไม่ว่าพลังของดาวสีขาว พลังธาตุท้องฟ้านั่น... มาจากโลกปีศาจจริงๆ?”
“อา คือเรื่องนั้น...”
เคิลเริ่มอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่าสมมติฐานของเขานั้นถูกต้อง
ท้ายที่สุด ก็ถึงเวลาที่จะพูดถึงการไปเยือนพฤกษาโลกครั้งล่าสุด เขาเลือกเฉพาะเรื่องที่สามารถแบ่งปันได้จากการสนทนากับพฤกษาโลกมาอธิบาย
“แล้วเรื่องโลกปีศาจล่ะ? เจ้าได้ถามพฤกษาโลกเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?”
“อืม...”
เคิลนิ่งไปครู่หนึ่งหลังจากฟังคำถามของอัลเบรูพลางจมดิ่งลงในความคิด
เขาได้พาอดีตนักบวชหญิงเอลฟ์ ‘อาดีต’ ไปยังโรงเตี๊ยมหลังจากทำข้อตกลงกับ ‘ซัลลี่’ ผู้ทำสัญญากับธาตุไฟ และเขาก็ต้องกลับไปยังหมู่บ้านเอลฟ์พร้อมพฤกษาโลกเพื่อพบกับอาดีต ที่นั่นเขาได้สนทนากับพฤกษาโลกอีกครั้ง
‘ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับสมมติฐานของข้าเรื่องเผ่าปีศาจและโลกปีศาจ? ข้าหมายถึงพลังธาตุท้องฟ้าของดาวสีขาว’
พฤกษาโลกเอ่ยบางสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับคำถามของเคิล
‘ดังที่ข้าเคยกล่าวไว้คราก่อน ข้ามิอาจมองเห็นสิ่งใดได้มากนักในช่วงปลายของยุคบรรพกาล เพราะนัยน์ตาของข้าถูกบดบังด้วยความมืดมิด’
พฤกษาโลกย้ำเตือนสิ่งที่เคยเอ่ยในครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน
ยุคบรรพกาล... เรื่องราวที่นางไม่อาจมองเห็นกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ เพราะทัศนวิสัยถูกความมืดเข้าปกคลุมในเวลานั้น
‘ความมืดนั้นคือสิ่งใด?’
เคิลถามย้ำเหมือนที่เคยถาม และพฤกษาโลกก็ตอบกลับมาในทำนองเดิม
‘ข้าพูดได้เพียงสิ่งที่โลกอนุญาตให้ข้าเอ่ยเท่านั้น ข้าเคยบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่?’
‘ใช่ครับ ท่านเคยบอกเช่นนั้น’
‘และข้าก็บอกด้วยว่า ข้ามิอาจเอ่ยถึงสิ่งที่ข้าไม่อาจมองเห็น’
‘นั่นก็ถูกของท่าน’
พฤกษาโลกหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังชั่งใจก่อนจะเอ่ยต่อ
‘ข้ามิอาจคาดการณ์ถึงตัวตนที่แท้จริงของความมืดนั้นได้ ทว่า ตัวข้าที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคสมัยนั้นได้เห็น ‘ความมืด’ จริงๆ แต่น่าเสียดายที่ข้ามิอาจอภิปรายเรื่องนี้ได้’
มันเป็นคำตอบเดิมเหมือนในอดีต นางไม่อาจระบุตัวตนของความมืดได้ แต่นางเห็นมัน... และนางพูดไม่ได้ว่ามันคืออะไร
ทว่า ครั้งนี้พฤกษาโลกกลับเอ่ยต่ออย่างที่มิเคยทำมาก่อน
‘เคิล สิ่งที่ข้าสามารถบอกเจ้านั้นมีไม่มากนัก’
‘ท่านไม่ต้องฝืนตัวเองหรอกครับ ท่านพฤกษาโลก’
พฤกษาโลกหัวเราะเบาๆ ให้กับคำตอบที่สุขุมของเคิล ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
‘ข้าจะบอกเจ้าอีกเรื่องหนึ่ง’
พฤกษาโลกมีชีวิตยืนยาวกว่ามังกร... ยาวนานกว่าดาวสีขาว... นางดำรงอยู่มาอย่างยาวนานนับกัปนับกัลป์ เป็นตัวตนที่เกิด ดับ และจุติใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘เคิล จงเปลี่ยนกระบวนการคิดของเจ้าเสียใหม่’
นางกำลังบอกให้เคิลเปลี่ยนมุมมอง
‘เหตุใดเจ้าจึงต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงด้วยตนเองเล่า?’
‘อา!’
ไม่ว่าจะเป็นประตูสู่โลกปีศาจ หรือประตูสู่พิภพเทพ...
ไม่มีความจำเป็นที่พวกเขาจะต้องจัดการกับมันด้วยมือตัวเองเลย
‘เหตุใดต้องทำเรื่องที่ยุ่งยากลำบาก และพยายามแบกรับจัดการมันด้วยตัวเองถึงเพียงนั้น?’
*อูววววว—*
ลำต้นของพฤกษาโลกเริ่มสั่นไหว เคิลได้ยินเสียงอาดีตกรีดร้อง แต่พฤกษาโลกยังคงเอ่ยต่ออย่างเยือกเย็น นางเร่งพูดโดยไม่หยุดราวกับต้องการจะถ่ายทอดข้อมูลให้เคิลได้รับรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘เหล่าเทพเจ้าทำสัญญากับมนุษย์ เจ้าจะเรียกมันว่าการทำข้อตกลงก็ได้ เหล่านักบุญและหญิงศักดิ์สิทธิ์คือผู้ที่มีพันธสัญญาต่อเทพเจ้า พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ตัวหรอก พวกเขาเพียงคิดว่าตนเองถูกเลือกและได้รับพรสวรรค์ มันคล้ายคลึงกับสัตยาบันแห่งความตายนั่นแหละ’
สัญญาหรือข้อตกลงกับเทพเจ้าที่มนุษย์ไม่ล่วงรู้ คล้ายกับสัตยาบันแห่งความตาย...
‘ไม่มีพลังใดในโลกที่ได้มาเปล่าๆ เหตุใดเทพเจ้าถึงมอบพลังให้แก่นักบุญและหญิงศักดิ์สิทธิ์? แม้พวกเขาจะไม่รู้ แต่เหล่าเทพกำลังส่งผ่านเจตจำนงของตนสู่โลกใบนี้ผ่านทางพวกเขา’
*อูววววว—*
กิ่งก้านของพฤกษาโลกสั่นสะเทือนรุนแรง
‘เทพแห่งดวงอาทิตย์พยายามกำจัดสิ่งมีชีวิตที่มีธาตุความมืดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติผ่านทางมนุษย์’
อาดีตตะโกนเรียกพฤกษาโลกเพื่ออ้อนวอนให้หยุดพูด แต่พฤกษาโลกยังคงเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ดูผ่อนคลาย
‘นอกจากนี้ ยังมี ‘สัญญา’ อีกมากมาย เช่นเดียวกับที่เทพแห่งความตายได้รับความตายเป็นเงื่อนไขในการทำข้อตกลงเพื่อให้สายตาของเทพเจ้ายังคงจับจ้องมองมายังโลกใบนี้’
เคิลรู้สึกตกตะลึงที่พฤกษาโลกเอ่ยถึง ‘ดวงตาของเทพแห่งความตาย’ ซึ่งนางเคยปฏิเสธที่จะพูดถึงคราวก่อน
พฤกษาโลกเอ่ยต่อ
‘เจ้าคิดว่าเผ่าปีศาจจะไม่มีเรื่องพรรค์นั้นหรือ?’
‘อา...’
เคิลหลุดเสียงอุทานออกมา
และในวินาทีนั้นเอง...
*โครม!*
กิ่งที่ใหญ่ที่สุดของพฤกษาโลกหักสะบั้นและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
‘พวกมันก็เหมือนๆ กันหมดนั่นแหละ’
เสียงของพฤกษาโลกเริ่มแผ่วเบาลง นางหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
‘ดูเอาเถอะ พวกมันกำลังพยายามทำให้ข้าหุบปากเสียเดี๋ยวนี้’
เคิลจดจ่ออยู่กับเสียงของพฤกษาโลก
‘เคิล ชีวิตของเจ้า และชีวิตของพวกเราคือสิ่งเดียวที่สำคัญ อย่าปล่อยให้พวกมันจูงจมูกเจ้าไปมา ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงหรือสัญญา... เจ้าสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่ใจเจ้าปรารถนา’
‘นั่นคือแผนของข้าอยู่แล้ว’
‘ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว... ทำตามใจชอบเหมือนที่ข้ากำลังพร่ามพลายอยู่นี่ไง และจงมองไปที่นักบุญแจ็คและฮันนาห์ รวมถึงเคจที่ตัดขาดจากการเป็นนักบวชด้วย สัญญาและข้อตกลงของพวกมันย่อมมีจุดอ่อนอยู่เสมอ’
บางอย่างผุดขึ้นในใจของเคิลในขณะนั้น พฤกษาโลกเอ่ยทิ้งท้ายอย่างแผ่วเบา
‘...ไว้ค่อยคุยกันต่อ... วันหลังนะ’
จากนั้นนางก็เงียบเสียงลง มิอาจเอ่ยคำใดได้อีก
“น้องชาย? เฮ้ น้องชาย เหตุใดเจ้าถึงเหม่อลอยเช่นนั้น? เจ้ากล้าเมินคำถามของข้าแล้วไปคิดเรื่องอื่นงั้นหรือ? คงไม่ใช่หรอกนะ?”
“อา...”
เคิลรีบดึงสติกลับมาจากความคิดเรื่องพฤกษาโลก เขาเห็นมุมปากของอัลเบรูที่กระตุกยิ้มอย่างประหลาด
“ในที่สุดเจ้าก็ตื่นเสียที”
เคิลหลบสายตาของอัลเบรูอย่างรวดเร็ว
“อะแฮ่ม อย่างไรก็ตาม โอกาสที่พลังของดาวสีขาวจะมาจากโลกปีศาจนั้นมีสูงมาก”
ตราบใดที่ดาวสีขาวทำข้อตกลงหรือเซ็นสัญญากับเผ่าปีศาจล่ะก็...
“ข้าเดาว่าคงไม่เหมาะที่จะคุยเรื่องพฤกษาโลกตอนนี้สินะ?”
“ก็คงจะอย่างนั้นมั้งครับ?”
เขาไม่สามารถบอกอัลเบรูเกี่ยวกับบทสนทนาที่เขาเพิ่งนึกออก หรือเรื่องที่เทพแห่งความตายต้องการทำข้อตกลงกับเขาได้
เมื่อเห็นอัลเบรูนิ่งเงียบไป เคิลจึงคิดว่าการสนทนาจบลงด้วยดีและเริ่มบันทึกข้อมูลในห้องศิลาต่อจนครบถ้วน ด้วยเหตุนั้น เขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นแววตาของอัลเบรู
‘อืม... ดูเหมือนเทพแห่งความตายจะทำอะไรบางอย่างกับคุณชายเคิล พฤกษาโลกเลยต้องเตือนเขา’
เขาได้รับรายงานจากท่านป้าทาชาผ่านอุปกรณ์สื่อสารทางไกลก่อนหน้านี้แล้ว
‘จริงด้วยสิเพคะ ฝ่าบาท คุณชายเคิลมักจะปัดเรื่องพวกนี้ทิ้งเสมอ ดังนั้นหลานชายตัวน้อยของหม่อมฉัน เราควรเตรียมการบางอย่างแทนเขาดีไหมเพคะ?’
‘แน่นอนอยู่แล้ว’
เขาเห็นชอบตามข้อเสนอของทาชา
เคิลไม่ได้สังเกตเห็นแววตาอันเคร่งขรึมของอัลเบรูจนกระทั่งบันทึกทุกอย่างในห้องศิลาเสร็จสิ้น เขาปลดกระดุมคอเสื้อออกเพราะรู้สึกร้อนจากการใช้พลังก่อนจะเอ่ยกับอัลเบรู
“เราไปกันเถอะ?”
อัลเบรูกลับคืนสู่ร่างผมทองนัยน์ตาสีฟ้าและเปิดประตูห้องศิลาออก
“ได้สิ เราควรไปกันเดี๋ยวนี้”
และในวินาทีนั้นเอง...
“มนุษย์!”
ทั้งเคิลและอัลเบรูต่างหันไปมองหน้ากันด้วยความตกใจ
“...ราอน?”
“...ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น”
พวกเขาได้ยินเสียงอันร้อนรนของราอน เคิลและอัลเบรูรีบมุ่งหน้าขึ้นสู่ผิวดินทันที เคิลเห็นราอนที่เลิกพรางตัวและบินร่อนลงมาอย่างรวดเร็วเมื่อเขาผ่านช่วงกลางของบันได
ราอนตะโกนก้องทันทีที่เห็นหน้าพวกเขา
“ขอโทษ! ข้าขอโทษจริงๆ! แต่มันด่วนมาก!”
ในอุ้งเท้าหน้าของราอนมีอุปกรณ์สื่อสารทางไกลติดอยู่ เคิลไม่ได้เห็นราอนทำสีหน้าเช่นนี้มานานมากแล้ว เขาจึงอ้าปากถาม
“เกิดอะ—”
“บัด!”
ทว่าราอนเร็วกว่า
“บัด บัด! พวกเขาบอกว่าหัวของบัดจะหลุดแล้ว!”
“...หือ?”
‘อะไรหลุดนะ?’
สมองของเคิลขาวโพลนไปชั่วขณะ ราอนยื่นอุปกรณ์สื่อสารมาตรงหน้าเขา
— ไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ คุณชาย
รอนยิ้มให้เขาอย่างสุขุมเย็นเยือก
— เขายังไม่เสียหัวไปในตอนนี้หรอกครับ
“เขาบอกว่ากำลังจะเสียมันไปในไม่ช้าต่างหาก!”
— ก็ประมาณนั้นครับ
รอนแย้มยิ้มบางๆ ขณะเอ่ยต่อ
— ดูเหมือนบัดจะกลายเป็นตัวประกันไปเสียแล้ว เราถูกสั่งให้ไปที่นั่นก่อนที่พวกเขาจะเป่าหัวของบัดให้กระเด็น
เคิลหวนนึกถึงบทสนทนากับบัดก่อนจะมาที่นี่
‘ฮ่าฮ่าฮ่า! เชื่อมือข้าเถอะ! อาณาจักรโมลเดนงั้นหรือ? ข้าจะสืบให้รู้ซึ้งทุกซอกทุกมุมเลย! คอยดูสิ! มูฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!’
บัดผู้ร่าเริงที่ได้กลับไปยังสมาคมทหารรับจ้างเป็นครั้งแรกในรอบนานปี ตะโกนบอกเขาพร้อมกับกระดกเหล้าเข้าปากอย่างรื่นรมย์...
รอนเอ่ยต่อ
— ตามคำบอกเล่าของ ‘เกล็น โพเอฟฟ์’ เพื่อนสนิทของบัด เขาถูกจับกุมตัวไปเพราะความบุ่มบ่ามครับ
เคิลถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“...ฝีมือใคร?”
— ฝีมือของเจ้าหญิงผู้ถูกช่วงชิงบัลลังก์แห่งอาณาจักรโมลเดนครับ
‘หืม? เดี๋ยวนะ ใครนะ?’
เคิลมองไปที่รอน รอนตอบกลับด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมเมตตาตามแบบฉบับของเขา
— เจ้าหญิงคนสุดท้ายที่พ่ายแพ้ในการศึกชิงบัลลังก์กับเอลิสเนห์ที่หนึ่ง บัดถูกนางจับตัวไปครับ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.