ตอนที่ 814
814 / 1353
อ่าน 14 นาที
Chapter 814 War flames impossible to extinguish
เผยแพร่เมื่อ 16 มี.ค. 2569 18:52
บทที่ 814 เปลวไฟแห่งสงครามที่ไม่อาจดับมอด
เมื่อกษัตริย์ยอมจำนนและถูกจับกุม เหล่าทหารของอาณาจักรคราปก็ไม่คิดจะดื้อแพ่งต่อสู้ต่อไปอย่างสูญเปล่าอีก
พวกเขารู้ดีกว่าใครว่าช่องว่างระหว่างตนกับผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่สามนั้นยากจะถมให้เต็มได้ด้วยจำนวน ต่อให้ในกองทัพจะมีผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่สองอยู่ถึงประมาณ 20 คนก็ตาม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่ายังมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะสามารถเอาชนะราชาเจเรมีได้ในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง แต่ยังสามารถจับกุมตัวเขามาได้แบบเป็นๆ อีกด้วย
ไป๋เซอมินเดินเข้าไปหาราชาฟิลิปและสังเกตเห็นว่าชุดเกราะของเขายังดูดีอยู่ ทว่ากลับมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิว นอกจากนี้ยังมีสายเลือดบางๆ ไหลซึมออกมาจากภายในเกราะแขนซ้ายลงสู่มือเปล่า และไหลหยดไปตามตัวหอกสีทอง
"ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" ราชาฟิลิปหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจและกล่าวด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขว่า "บาดแผลเล็กน้อยพวกนี้ให้ฮีลเลอร์รักษาได้ง่ายๆ มันเทียบไม่ได้เลยกับผลประโยชน์จากสงครามที่เราเพิ่งได้รับมา!"
ไป๋เซอมินมองไปที่ "ผลประโยชน์จากสงคราม" และพยักหน้าโดยสัญชาตญาณ "กองทัพที่มีทหารกว่า 700,000 นาย ซึ่งในจำนวนนั้นมีผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่หนึ่งอย่างน้อย 200,000 นาย และอีกประมาณยี่สิบคนที่เลื่อนระดับเป็นลำดับที่สองได้แล้ว... นี่ยังไม่นับรวมสมบัติและอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหมด พร้อมกับดินแดนของอาณาจักรคราปและพลเมืองของมันด้วย"
ราชาฟิลิปสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันมามองไป๋เซอมิน ดวงตาสีมรกตของเขาฉายแววแห่งความจริงใจขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "เซอมิน สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้มันเพียงพอแล้วที่ข้าจะยินดีมอบสำเนาของทุกอย่างที่เจ้าเคยขอไว้ก่อนหน้านี้ให้ เจ้าแน่ใจนะว่านั่นคือทั้งหมดที่เจ้าต้องการจะขอจริงๆ?"
สิ่งที่ไป๋เซอมินเสนอต่อราชาฟิลิปเมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน นับตั้งแต่อาณาจักรมนุษย์ทั้ง 50 แห่งที่ก่อตั้งขึ้นสามารถขับไล่เผ่าปีศาจไปได้โดยสูญเสียเพียงอาณาจักรเดียว ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังของมนุษยชาติที่รวมเป็นหนึ่งเดียวและพลังของแต่ละอาณาจักร
สงครามระหว่างสองอาณาจักรนั้นนองเลือด และการปะทะกันระหว่างผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่สามสองคนก็นำมาซึ่งหายนะ เพราะหากทั้งสองฝ่ายไม่เต็มใจที่จะสละชีวิตในทุกการโจมตี การปะทะกันเช่นนั้นอาจลากยาวไปได้ถึงหนึ่งหรือสองวันเต็มในกรณีที่แย่ที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เพราะการตายของกษัตริย์หมายถึงการล่มสลายของอาณาจักรหลังจากการสูญเสียผู้ปกครอง จึงไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าสู่หนทางแห่งการครอบครอง แม้ว่าทุกคนจะเคยคิดฝันอยู่ในใจก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ด้วยการปรากฏตัวของตัวประหลาดที่ไม่ธรรมดาอย่างไป๋เซอมินซึ่งไม่ควรจะมีตัวตนอยู่ในโลกนี้ สงครามนองเลือดและการต่อสู้ที่ยาวนานซึ่งทำให้อาณาจักรตกอยู่ในความเสี่ยงจึงสามารถหลีกเลี่ยงได้ ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพลังของผู้วิวัฒนาการวิญญาณฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าอีกฝ่ายอย่างท่วมท้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การปะทะกันระหว่างสองฝ่าย แต่เป็นการบดขยี้อย่างสิ้นเชิง
"ท่านฉลองเร็วเกินไปแล้ว ฝ่าบาท" ไป๋เซอมินส่ายหัว เขามองไปที่ทหารที่เพิ่งยอมจำนนและกล่าวอย่างช้าๆ ว่า "นี่คือกองทัพที่พ่ายแพ้แต่ยังไม่ถูกบดขยี้ อาณาจักรคราปยังคงสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง และพวกเขาก็แค่ต้องการโอกาสเท่านั้น"
ราชาฟิลิปมองไปที่สีหน้าที่ดูไม่ค่อยสู้ดีของทหารอาณาจักรคราป และอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยหลังจากได้ยินคำพูดของไป๋เซอมิน
การควบคุมกองทัพที่ทรงพลังซึ่งประกอบด้วยคนหลายแสนคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าในดินแดนของอาณาจักรคราปน่าจะมีผู้วิวัฒนาการวิญญาณอีกอย่างน้อย 200,000 นายประจำการอยู่ตามเมืองและหมู่บ้านต่างๆ เพื่อปกป้องอาณาจักรจากสัตว์กลายพันธุ์และเผ่าพันธุ์อื่นๆ
"มันน่าอายหน่อยๆ ที่ต้องพูดแบบนี้ แต่ข้าเกรงว่าข้าไม่มีประสบการณ์ในเรื่องแบบนี้เลย" ราชาฟิลิปกล่าวพลางนวดหน้าผากเพราะเริ่มรู้สึกปวดหัวขึ้นมา
ไป๋เซอมินเหลือบมองเขาและอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ "แน่นอน ฝ่าบาทไม่ทรงทราบวิธีรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้หรอก เพราะเมื่อท่านก้าวขึ้นครองบัลลังก์ในฐานะกษัตริย์ เกลส์ก็เป็นอาณาจักรที่มั่นคงและมีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายศตวรรษอยู่แล้ว"
ราชาฟิลิปพยักหน้าและถอนหายใจ "เป็นอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ... การปกครองคนที่อยู่ตัวแล้วนั้นง่ายกว่าการสร้างคนขึ้นมาเพื่อปกครองมากนัก"
"เอาล่ะ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง" ไป๋เซอมินกล่าว
ภายใต้สายตาที่ประหลาดใจของราชาฟิลิป เขาเดินนำไปหลายก้าวก่อนจะหยุดและหันกลับมา "ผมเกือบลืมไป ฝ่าบาท ท่านควรมุ่งหน้าไปยังสนามรบทางทิศตะวันตก ส่วนผมจะมุ่งหน้าไปยังสนามรบทางทิศตะวันออก ผมจะนำกองทัพนี้ไปด้วยและใช้มันเพื่อบุกโจมตีอาณาจักรเพื่อนบ้านโดยตรง ในขณะที่ปล่อยให้กองกำลังของเกลส์อยู่ที่ชายแดนเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของอาณาจักรอื่นที่ต้องการจะบุกเข้ามา แบบนี้ท่านตกลงไหม?"
กษัตริย์แห่งเกลส์ไม่ต้องหยุดคิดเลยแม้แต่น้อยก่อนจะพยักหน้า "แน่นอน เอาตามที่เจ้าว่าเลย"
อาณาจักรเกลส์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโลกอีเวนไทด์ (Eventide World) และไม่มีอาณาจักรใดที่สามารถโจมตีจากด้านหลังได้ หากไม่นับรวมทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีเพียงสามอาณาจักรเท่านั้นที่สามารถโจมตีเกลส์จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้ ดังนั้น จึงชัดเจนว่าสนามรบใดจะดุเดือดและนองเลือดที่สุด
อย่างไรก็ตาม ราชาฟิลิปยังคงสับสนว่าไป๋เซอมินจะทำให้ทหารของอาณาจักรคราปเชื่อฟังเขาได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว การยอมจำนนกับการเชื่อฟังนั้นเป็นคนละเรื่องกัน... แต่สิ่งที่กษัตริย์แห่งเกลส์ไม่รู้ก็คือ การเดินทางของไป๋เซอมินและผู้อยู่อาศัยบนโลกทุกคนนั้นนองเลือดและยากลำบากกว่าที่เขาจะจินตนาการได้นับครั้งไม่ถ้วน
ต่างจากฟิลิปที่เกิดและเติบโตในสถานที่ที่มั่นคง ไป๋เซอมินต้องปรับตัวก่อนแล้วจึงต่อสู้เพื่อสร้างสถานที่เล็กๆ ที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับตัวเขาเองและผู้คนของเขา
'ผู้คนจะได้เรียนรู้หลายอย่างเกี่ยวกับหัวใจมนุษย์เมื่อพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก... แต่กษัตริย์ของอาณาจักรย่อมไม่มีทางเข้าใจเรื่องแบบนี้' ไป๋เซอมินมองไปที่ใบหน้าของเหล่าทหารอาณาจักรคราปที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และในไม่ช้าดวงตาของเขาก็ฉายแววสังหาร
"ผมต้องการให้ทุกคนฟังผม เพราะผมจะไม่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง!"
เสียงของเขาดังกังวาน และในขณะเดียวกับที่เขาปล่อยจิตสังหารออกมา ทักษะออร่าหมาป่าเดียวดาย (Lonely Wolf Aura) ก็ถูกกระตุ้น ทหารอาณาจักรคราปต่างแข็งทื่อเมื่อเห็นภาพลักษณ์ของหมาป่าสีเลือดปรากฏขึ้นข้างหลังเขา และหัวใจของพวกเขาก็เริ่มหวาดกลัวเมื่อรู้สึกได้ถึงเคียวมัจจุราชที่แกว่งไกวอยู่เหนือศีรษะ
"ใครก็ตามที่ไม่ให้ความร่วมมือในสงครามกับพวกปีศาจ จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ ครอบครัวของคนทรยศเหล่านั้นจะถูกปฏิบัติเหมือนคนทรยศด้วยเช่นกัน พวกเขาจะถูกทำให้เป็นทาสเพื่อรับใช้ครอบครัวของผู้ชนะ เมื่อมนุษยชาติได้รับชัยชนะ"
ไป๋เซอมินไม่ได้ตะโกน แต่เสียงของเขาก็ชัดเจนพอที่คนประมาณ 500,000 คนที่ยังยืนหยัดอยู่จะได้ยินอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"อะไรนะ?!"
"ทาสงั้นเหรอ?!"
"ไอ้สารเลว!"
"พวกแกมันบ้าไปกันหมดแล้ว ไอ้พวกสุนัขรับใช้เกลส์!"
"อย่าบังอาจมาแตะต้องครอบครัวของข้านะ!"
"..."
ความโกรธสามารถเอาชนะความกลัวได้ชั่วขณะหลังจากได้ยินว่า ไม่เพียงแต่พวกเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ แต่แม้แต่ครอบครัวของพวกเขาก็ยังต้องทนทุกข์กับผลพวงที่นึกไม่ถึงในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำ แต่น่าเสียดายที่ความกลัวมักจะท่วมท้นเกินไปเมื่อความแตกต่างระหว่างสองฝ่ายนั้นกว้างจนน่าหัวรน
ครืนนน!!!
เงาของหมาป่าสีเลือดเริ่มชัดเจนขึ้นมากเมื่อไป๋เซอมินปล่อยจิตสังหารออกมามากกว่า 80% รอบบริเวณดูเหมือนจะถูกย้อมด้วยสีแดงก่ำอยู่ครู่หนึ่ง และทหารอาณาจักรคราปก็รู้สึกราวกับว่าร่างกายของพวกเขากำลังถูกโยนลงไปในทะเลที่เต็มไปด้วยเลือดและกระดูก
แม้แต่ใบหน้าของราชาฟิลิปก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย และมุมมองที่เขามีต่อไป๋เซอมินก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ไม่เพียงแต่เขาจะประหลาดใจกับความรุนแรงของจิตสังหารเท่านั้น แต่กษัตริย์ยังตกใจเพราะเขาไม่คาดคิดว่าไป๋เซอมินจะใช้คำขู่เรื่องทาส เนื่องเพราะในโลกอีเวนไทด์ เรื่องเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาดและถูกตำหนิอย่างรุนแรง
"ใครบอกให้พวกแกพูด?" ไป๋เซอมินกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาของเขาเป็นประกายเย็นเยียบและน้ำเสียงเต็มไปด้วยจิตสังหารขณะกล่าวเน้นทีละคำ "ขัดขืนตาย ครอบครัวจะเป็นทาส เชื่อฟังรอด ทั้งพวกแกและคนที่แกพวกรักจะได้รับเกียรติและศักดิ์ศรี เรียบง่ายแค่นั้น ไม่มีทางเลือกที่สามสำหรับพวกแก"
ไม่เหนือความคาดหมายของไป๋เซอมิน ความโกรธบนสีหน้าของเหล่าทหารกูถเปลี่ยนเป็นความกลัวที่ไม่ได้เกิดจากออร่าที่ท่วมท้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากคำพูดของเขาด้วย คนเราอาจไม่กลัวความตาย แต่ย่อมกลัวแน่นอนว่าสิ่งใดอาจเกิดขึ้นกับคนที่พวกเขารักที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง
"ปีศาจ... มีแต่ปีศาจเท่านั้นที่อำมหิตได้ขนาดนี้" นายพลลาคอสตาแห่งอาณาจักรคราปซึ่งเป็นผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่สองเลเวล 97 พึมพำออกมา
ไป๋เซอมินมองไปที่นายพลที่มีใบหน้าซีดเผือดคนนั้นและกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ "ปีศาจเหรอ? ผมถูกเรียกแบบนั้นมาหลายครั้งแล้ว และยังเคยได้รับตำแหน่งที่น่ารังเกียจกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่ผมไม่ถือสาหรอก... เพราะสุดท้ายแล้วผมก็ยังเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่และศัตรูของผมก็ตายไปหมดแล้ว ถ้าการจะอยู่รอดต้องทำให้ผมกลายเป็นปีศาจ งั้นก็ช่างมันเถอะ"
เขาไม่ใช่เซียน และไป๋เซอมินก็รู้ดี เขาเคยทำบางอย่างที่ไม่ได้ถูกต้องตามจริยธรรมหรือศีลธรรม อย่างไรก็ตาม ในวันสิ้นโลก บางทีอาจมีเพียงพระเจ้าที่แท้จริงเท่านั้นที่สามารถคำนึงถึงความดีของผู้พ้องมนุษย์ได้ ในขณะที่มนุษย์อย่างเขาทำได้เพียงแค่กัดและจิกเพื่อปกป้องชีวิต ผลประโยชน์ และชีวิตของเหล่าคนที่ต่อสู้เคียงข้างเขาเท่านั้น
"เราจะมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อคุยกับกษัตริย์แห่งอาณาจักรไมสตัน ถ้าเขาไม่ตกลงที่จะร่วมมือกับเผ่าพันธุ์มนุษย์และยังตัดสินใจที่จะสนับสนุนพวกปีศาจต่อไป เราก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฆ่าพวกเขาให้มากเท่าที่จำเป็นเพื่อให้พวกเขารู้สึกตัว" ดวงตาของไป๋เซอมินกวาดมองไปที่ฝูงชน และเสียงเย็นชาของเขาก็ลากยาวขณะถามอย่างสงบว่า "ใครมีข้อคัดค้านไหม?"
เวลาผ่านไปหลายวินาทีแต่ไม่มีใครพูดอะไรเลย และเมื่อเห็นดังนั้น ไป๋เซอมินก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขามองไปที่ราชาฟิลิปและกล่าวเสียงดัง "ฝ่าบาท แล้วเจอกันที่เมืองแบร์เครสต์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!"
โดยไม่รอคำตอบ ไป๋เซอมินหันไปทางทิศตะวันออกและสั่งด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก "เคลื่อนทัพ!"
* * *
ใช้เวลาเพียง 1 วัน ข่าวนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งอาณาจักร
เหล่าขุนนางของเมืองเวอมอร์ไม่ลังเลที่จะใช้หินวิญญาณเพื่อกระตุ้นอุปกรณ์สื่อสารทางไกล และในไม่ช้าข่าวเกี่ยวกับความพ่ายแพ้ของอาณาจักรคราปที่อยู่ห่างออกไป 40 กิโลเมตรทางตอนเหนือของเมืองก็กลายเป็นที่รับรู้ ไม่เพียงแต่ในเมืองใหญ่อีกสี่แห่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเมืองเล็กเมืองน้อยอีกด้วย
ราชาเจเรมี คราป ผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่สามที่มีเลเวลสูงกว่า 150 และมีชื่อเสียงโด่งดัง ถูกคนแปลกหน้าเอาชนะในการต่อสู้!
กองทัพ 700,000 นายถูกหยุดยั้งและพ่ายแพ้ต่อราชาฟิลิปเพียงลำพัง!
"อะไรนะ?! กษัตริย์ของอาณาจักรคราปยอมจำนนและมอบอำนาจให้กษัตริย์ของเรางั้นเหรอ?!"
"นี่แกกำลังจะบอกว่ากองทัพศัตรูมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกทันทีเพื่อรับมือกับการโจมตีของอาณาจักรไมสตัน ที่เคลื่อนพลมาบุกอาณาจักรเราหลังจากเจ้าหญิงเออร์เนสต้าถูกจับในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับปีศาจงั้นเหรอ?!"
"ใครคือคนที่เอาชนะราชาเจเรมีได้? นั่นมันผู้วิวัฒนาการวิญญาณระดับสูงที่กำลังพูดถึงอยู่นะ! กษัตริย์ของอาณาจักรเลยนะนั่น!"
"หึ สมควรแล้ว ไอ้พวกสวะจากอาณาจักรคราปกล้าดียังไงมาโจมตีเราและสมรู้ร่วมคิดกับพวกปีศาจ?"
"สู้! แสดงให้พวกมันเห็นถึงความแข็งแกร่งของอาณาจักรเรา!"
"หลังจากยึดคราปได้แล้ว องค์เหนือหัวของพวกเราต้องยึดไมสตันได้อย่างแน่นอน นั่นแหละคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่ออดีตพันธมิตรคิดจะหักหลังเรา!"
"พวกมันคิดว่าอาณาจักรเกลส์ของเราจะอ่อนแอลงหลังจากสู้กับพวกปีศาจงั้นเหรอ? พวกโง่เอ๊ย! ตอนนี้พวกแกต้องชดใช้ให้กับความโง่เขลาของตัวเองแล้ว!"
บทสนทนาที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นไปทั่วทั้งอาณาจักร และตามโรงเตี๊ยมก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่กระจายข่าวลือต่างๆ นานา บางคนถึงกับบอกว่าพวกเขาได้ยินข่าวลือว่าราชาฟิลิปมีแผนจะบุกโจมตีสามอาณาจักรแม่ด้วยซ้ำ
ไม่ว่าข่าวลือจะเป็นเพียงข่าวลือหรือมีความจริงเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ขวัญและกำลังใจรวมถึงความภาคภูมิใจของพลเมืองในอาณาจักรเกลส์พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากได้รับรู้ข่าวว่ากองกำลังหลักของอาณาจักรคราป ซึ่งเคยมีอำนาจทัดเทียมกับเกลส์มาโดยตลอด กลับถูกบดขยี้และสยบลงโดยไม่มีโอกาสจะโต้กลับได้เลย
ในเมืองแบร์เครสต์ เซราฟิน่าและเอลลิสที่ยืนอยู่ตรงระเบียงซึ่งติดกับห้องโถงบัลลังก์ มองดูฝูงชนที่มาชุมนุมกันนอกปราสาทด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด
"กษัตริย์จงเจริญ!"
"เจ้าหญิงจงเจริญ!"
"เกียรติยศแด่ราชินีเฮเลน่า!"
"ราชวงศ์เกลส์จงเจริญ!"
"เกลส์จงเจริญ!"
"ฆ่าพวกปีศาจ!"
"ฆ่าพวกคนทรยศ!"
"แก้แค้นให้กับการสิ้นพระชนม์ขององค์ราชินี!"
พลเมืองของอาณาจักรแผดร้องจนใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงขณะชูมือขึ้นและจ้องมองปราสาทด้วยความเคารพรักและศรัทธา
"ทำไม... ทำไมกัน..." เซราฟิน่าเอามือปิดปากและพบว่ามันยากที่จะเชื่อมโยงคนเหล่านี้เข้ากับพลเมืองผู้อ่อนโยนที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิต
ทั้งหมดที่เธอเห็นในดวงตาของพลเมืองเกลส์ตอนนี้มีเพียงความปรารถนาในการต่อสู้ ความกระหายในสงคราม และการแก้แค้น
เธอก็เช่นเดียวกับเอลลิส ที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของไป๋เซอมินและกษัตริย์ฟิลิปผู้เป็นบิดาเลย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ข่าวสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเวอมอร์แพร่สะพัดออกมา เจ้าหญิงทั้งสองจึงได้รู้ว่าเปลวไฟแห่งสงครามได้ปะทุขึ้นแล้วโดยที่พวกเธอไม่รู้ตัว
เซราฟิน่าหันไปมองพี่สาวของเธอและถามด้วยความกระวนกระวาย "ทำ... ทำไมเสด็จพ่อถึงไม่บอกเราเรื่องนี้?!"
เอลลิสไม่ได้พูดอะไร และขณะที่เธอมองดูฝูงชนที่บ้าคลั่งอยู่นอกปราสาท เธออดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นขณะที่ใบหน้าของเธอซีดลงเรื่อยๆ
ไม่ว่าบทสนทนาที่ไป๋เซอมินและราชาฟิลิปคุยกันในห้องโถงบัลลังก์หลังประตูที่ปิดสนิทในวันนั้นจะเป็นอย่างไร แต่มันคือความลับที่พวกเขาไม่ต้องการให้รั่วไหลอย่างแน่นอน ตอนนี้เอลลิสเข้าใจเหตุผลแล้วว่าทำไมทั้งคู่ถึงไม่พูดอะไร
ไม่ว่าผู้ชายสองคนนั้นจะตกลงอะไรกันเพื่อดำเนินการตามแผนการที่อาจหาญและดุเดือดเช่นนี้ แต่เจ้าหญิงทั้งสองก็กระจ่างแจ้งในสิ่งหนึ่ง
ตอนนี้เกลส์ได้ใช้กำลังเพื่อสยบอดีตอาณาจักรพันธมิตร และก็น่าจะอยู่ในช่วงสงครามกับอาณาจักรไมสตันแล้ว ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรภายใต้การดูแลของอาณาจักรแม่แห่งเดียวกันมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่มีทางหวนกลับได้อีกแล้ว
เปลวไฟแห่งสงครามได้ลามไปถึงถังดินปืนและระเบิดออกมาอย่างสมบูรณ์แล้ว
ตอนนี้พวกเธอทำได้เพียงแค่สู้เท่านั้น
* * *
ระยะทางระหว่างเมืองเวอมอร์และเมืองเคเดียนั้นไกลพอที่ผู้วิวัฒนาการวิญญาณปกติที่เลเวลต่ำกว่า 50 จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วันเต็มเพื่อไปถึงที่นั่น แม้แต่ผู้วิวัฒนาการวิญญาณลำดับที่สองก็ยังต้องการเวลาหลายชั่วโมงเพื่อร่นระยะทางนั้น
เนื่องจากไป๋เซอมินกำลังนำกองทัพขนาดใหญ่ ซึ่งแม้จะได้รับความร่วมมือแต่เขาก็ไม่อาจลืมไปได้ว่าพวกเขาก็คือสุนัขไฮยีน่าที่ยังไม่ถูกทำให้เชื่อง ความเร็วในการเคลื่อนทัพจึงช้าลงไปอีก ดังนั้นเมื่อเขาไปถึงเมืองเคเดีย มันจึงผ่านไปแล้วสองวันนับตั้งแต่สงครามระหว่างเกลส์และไมสตันปะทุขึ้น
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.