Chapter 184
184 / 1536
13 min read
Chapter 184: Talk With Guo Lan
Published Apr 8, 2026, 07:24 AM
**บทที่ 184: บทสนทนากับกัวหลาน**
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบบนชั้นหนึ่ง กัวหลานนั่งเหม่อลอยด้วยดวงใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใบหน้านวลเนียนยังคงซับสีระเรื่อเมื่อภาพบทรักอันเร่าร้อนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนัันยังคงวนเวียนเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ นางพร่ำบ่นกับตัวเองในใจด้วยความสับสน ‘ทำไมเจ้าถึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ เฟย? เจ้าในตอนนี้ช่างแตกต่างจากคนเดิมที่ข้าเคยรู้จักเหลือเกิน... เจ้าที่เคยเงียบขรึม ขี้อาย และไม่ชอบสุงสิงกับสตรีนางใด’
‘แต่ดูเจ้าตอนนี้สิ รอบกายกลับห้อมล้อมไปด้วยสตรีมากมาย มิหนำซ้ำเจ้ายังมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับทั้งแม่และลูกคู่นั้นอีก...’
จางเฟยซึ่งเพิ่งเดินลงมาจากชั้นสามหยุดยืนอยู่ที่เชิงบันได สายตาคมกริบจ้องมองไปยังกัวหลานด้วยความลังเลใจ เขารู้จักนิสัยใจคอของนางดีกว่าใคร และกังวลเหลือเกินว่ากระต่ายน้อยขวัญอ่อนอย่างนางอาจจะรับความจริงไม่ได้ หรืออาจถึงขั้นหวาดกลัวในตัวตนที่แท้จริงของเขา
ไม่นานนัก จงเยียนและหยางลู่เอ๋อที่เดินตามลงมาก็ขยับกายเข้ามายืนด้านหลัง ทั้งคู่ส่งยิ้มให้และผลักดันเขาเบาๆ เป็นสัญญาณให้เขาเข้าไปหานางเสียที
จางเฟยลอบถอนหายใจยาวก่อนจะสืบเท้าเข้าไปหากัวหลานและเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ข้าอยากคุยกับเจ้า กัวหลาน"
กัวหลานสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด นางรีบลุกขึ้นหมายจะวิ่งหนีไปให้พ้นหน้า แต่จางเฟยกลับคว้าต้นแขนของนางไว้เพื่อรั้งไม่ให้นางจากไป กัวหลานพยายามดิ้นรนขัดขืนสุดกำลังพลางแผดเสียงใส่เขาด้วยความอัดอั้น "ปล่อยข้านะ! ข้าเกลียดท่าน! ข้าไม่อยากจะคุยกับท่านอีกต่อไปแล้ว!"
"ได้โปรดให้โอกาสข้าได้อธิบายทุกอย่างเถิด หลานเอ๋อ" จางเฟยพยายามอ้อนวอน ทว่ากัวหลานกลับยกมือขึ้นปิดหูแน่น ไม่ยอมรับฟังสิ่งใด จนกระทั่งจางเฟยต้องจำใจปัดมือของนางออก "อย่างน้อยที่สุด ฟังคำอธิบายของข้าก่อน แล้วหลังจากนั้นเจ้าจะตัดสินใจอย่างไรข้าก็จะไม่ขัด หากเจ้าไม่อยากจะเห็นหน้าหรือพูดคุยกับข้าอีก ข้าสัญญาว่าจะไม่มากวนใจเจ้าอีกเลยตลอดกาล"
"ฟังเขาหน่อยเถอะแม่นางน้อย" หยางลู่เอ๋อเอ่ยแทรกขึ้นมาจากเชิงบันได "เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กัวหลานก็หยุดดิ้นรนในทันที นางหันไปมองสตรีทั้งสองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน แต่ทั้งคู่กลับพยักหน้าให้พรัอมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเห็นใจ "ก็ได้! ท่านต้องเล่าความจริงให้ข้าฟังห้ามปิดบังเด็ดขาด!"
"อืม ข้าจะเล่าความจริงทั้งหมดให้เจ้าฟัง" จางเฟยพยักหน้ารับ ก่อนจะโอบเอวนางไว้แล้วใช้วิชาเคลื่อนย้ายพริบตาพานางหายวับไปโผล่ที่ดาดฟ้าในชั่วพริบตา
.
เมื่อมาถึงที่นั่น กัวหลานเบิกตาโพล่งด้วยความตกตะลึงสุดขีด นางไม่เข้าใจเลยว่าเขาพาตัวนางเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างไรในเสี้ยววินาที นางยังไม่ทันจะได้กะพริบตาเสียด้วยซ้ำ แต่กลับมายืนอยู่บนดาดฟ้าเสียแล้ว
จางเฟยค่อยๆ ปล่อยมือจากกัวหลานและจ้องมองนางด้วยสายตาอันอ่อนโยน เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มของนางแผ่วเบาพลางเอ่ย "ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ข้าในตอนนี้ไม่ใช่เพียงชายธรรมดาสามัญอีกต่อไป บางที... เจ้าอาจจะตกใจยิ่งกว่านี้หากได้รู้ความจริงทั้งหมด แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ข้ายินดีจะยอมรับการตัดสินใจของเจ้า"
สิ้นคำ จางเฟยสืบเท้าถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะปลดปล่อยพลังเพื่อแปลงกายสู่ร่าง 'อินคิวบัส' ทันใดนั้น ดวงตาของกัวหลานพลันเบิกกว้างด้วยความสยดสยอง นางก้าวถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับร่างปีศาจราคะที่แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายอันน่าลึกลับและทรงพลัง
ทว่าก่อนที่จางเฟยจะได้ทันเอ่ยปาก กัวหลานที่ขวัญเสียถึงขีดสุดก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างก่อนจะสิ้นสติไปในทันที แต่จางเฟยกลับว่องไวกว่า เขาใช้พลังปราณประคองร่างของนางเอาไว้เพื่อไม่ให้ล้มกระแทกพื้น
[ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้านาย สตรีผู้นี้ดูภายนอกเหมือนจะเข้มแข็ง แต่ที่แท้กลับขวัญอ่อนถึงเพียงนี้ ถึงกับเป็นลมล้มพับไปเพราะเห็นร่างอินคิวบัสของท่านเลยหรือเนี่ย]
จางเฟยคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว เขาจึงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นโดยให้กัวหลานนอนหนุนตัก ก่อนจะส่งผ่านพลังธาตุแสงเข้าสู่ร่างกายของนางเพื่อปรับสมดุล ‘ช่างเถอะ... ว่าแต่เราได้ทรัพยากรมาจากตระกูลเม่ยและตระกูลหลี่มากน้อยเพียงใด? เจ้านับไว้ครบถ้วนหรือยัง?’
[ข้าเริ่มนับตั้งแต่วินาทีที่ท่านนำพวกมันเข้าสู่กระเป๋ามิติทันที และตอนนี้ข้าจะแสดงผลให้ท่านดูเดี๋ยวนี้]
===
อัญมณีสีแดง: 100,000,000
อัญมณีสีเขียว: 200,000
อัญมณีสีน้ำเงิน: 50,000
แก่นอสูรระดับต่ำ: 5,000
แก่นอสูรระดับกลาง: 100
แก่นอสูรระดับสูง: 50
===
‘โอ้?’ หลังจากกวาดสายตาอ่านตัวเลขเหล่านั้น จางเฟยก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ‘สองตระกูลนั้นช่างมั่งคั่งเหลือเกิน ทั้งที่เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ เท่านั้นเองหรือ?’
[เจ้านาย เกือบสามในสี่ของทรัพยากรเหล่านี้มาจากห้องสมบัติและแหวนมิติของตระกูลหลี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากตระกูลหลิวและตระกูลฉู่ ว่าแต่ท่านต้องการจะซื้อทักษะอสูรตัวนั้นเลยหรือไม่? ตอนนี้ท่านมีแก่นอสูรระดับต่ำสะสมอยู่ถึง 11,550 ชิ้นแล้ว ขณะที่ทักษะนั่นต้องการเพียง 10,000 เท่านั้น]
‘ตกลง ซื้อเลยเถอะเม่ย’
{ท่านได้รับทักษะ: ประตูเคลื่อนย้าย (Warp Portal) x1}
{ระบบหักแก่นอสูรระดับต่ำจำนวน 10,000 ชิ้นออกจากบัญชีของท่าน}
[ประตูเคลื่อนย้าย: ผู้ใช้สามารถบันทึกตำแหน่งสถานที่ได้ห้าแห่งพร้อมกัน เพื่อใช้เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย ทว่าการบันทึกสถานที่ใหม่จะแทนที่ตำแหน่งเดิมทันที นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนย้ายได้เฉพาะภายในโลกหรืออาณาจักรเดียวกันเท่านั้น ไม่สามารถข้ามไปยังดินแดนอื่นที่ต่างมิติได้]
จางเฟยยกยิ้มด้วยความพึงพอใจหลังจากอ่านรายละเอียด ‘ด้วยวิธีนี้ ข้าจะสามารถไปหาจื่อฉินและหลิงเสวี่ยเมื่อไหร่ก็ได้ที่ต้องการ แต่ก่อนอื่นข้าต้องมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคกลางเพื่อบันทึกพิกัดของสำนักพวกนางไว้ก่อน’
[ความจริงแล้วการเดินทางไปที่นั่นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับท่านหรอกเจ้านาย ท่านเพียงแค่ต้องใช้วิชา 'ย่างก้าวเมฆาเก้าชั้น' อย่างต่อเนื่องเท่านั้น แม้มันจะทำให้ปราณของท่านเหือดแห้งอย่างรวดเร็ว แต่ในร้านค้ามีโอสถฟื้นฟูปราณระดับสูงจำหน่ายอยู่ ท่านสามารถใช้มันเพื่อแก้ปัญหานี้ได้]
‘อืม ข้าจะทำเช่นนั้นเมื่อเรากลับไปยังโลกหยกฟ้าอีกครั้ง’ ทันใดนั้น จางเฟยก็ได้ยินเสียงครางแผ่วเบาออกมาจากลำคอของกัวหลาน นางค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น และพยายามจะขยับกายหนีออกจากตักของเขาเพราะเห็นว่าเขายังอยู่ในร่างอินคิวบัส แต่จางเฟยกลับรวบตัวนางมากอดไว้แน่น "ขอโทษด้วย... ข้ารู้ว่าเจ้าหวาดกลัวร่างนี้ของข้า แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสำแดงมันให้เจ้าเห็น"
"อย่างที่เจ้าเห็น ข้าในตอนนี้คือปีศาจราคะ หรือที่รู้จักกันในนาม อินคิวบัส"
จางเฟยเริ่มต้นอธิบายความจริงว่าเขาเคยเผชิญกับความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่สตรีลึกลับนางหนึ่งได้ช่วยชีวิตเขาไว้จากเงื้อมมือมัจจุราช ทว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนางช่วยชีวิตเขาด้วยการเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นอินคิวบัส
กัวหลานจ้องมองจางเฟยด้วยความตกตะลึงอย่างต่อเนื่อง แต่นางกลับนิ่งเงียบและยอมรับฟังทุกอย่างที่เขาเล่าออกมา ลึกๆ ในใจของนางรู้สึกทั้งเศร้าสร้อย สับสน และเวทนาในชะตากรรมของเขายิ่งนัก นางค่อยๆ เอื้อมมือสั่นเทาไปสัมผัสร่างกายของเขา และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าเขาทั้งสอง ปีก และหางที่งอกออกมานั้นเป็นของจริงมิใช่ภาพลวงตา
"หลังจากที่ข้ากลายเป็นอินคิวบัส ข้าก็ไม่อาจควบคุมความต้องการของตนเองได้ ข้าจึงมักจะพัวพันกับสตรีมากหน้าหลายตา ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังจำเป็นต้องได้รับสิ่งที่เรียกว่า 'แก่นแท้แห่งสตรี' เพื่อเพิ่มพูนพลังฝีมือ ซึ่งข้าสามารถหาได้จากเหล่าสตรีเท่านั้น" กัวหลานเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงนเมื่อได้ยินเช่นนั้น แต่นางยังคงไม่ปริปากเอ่ยสิ่งใดออกมา เพราะไม่รู้จะโต้ตอบจางเฟยอย่างไรดี
"อย่างไรก็ตาม อย่าได้คิดว่าข้าต้องการพวกนางเพียงเพื่อหวังเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเท่านั้น ข้าดูแลและห่วงใยพวกนางจากใจจริง ถึงกระนั้นข้ายังมีสตรีอีกหลายคนที่ไม่ได้อยู่ในฐานะภรรยา เช่นหยางลู่เอ๋อและหวงหรง พวกนางเป็นเพียงข้ารับใช้ ข้าจึงปฏิบัติต่อพวกนางต่างออกไป"
"นอกจากตัวตนอินคิวบัสแล้ว ข้ายังมีอีกหนึ่งตัวตน และเจ้าอาจจะชอบมันเหมือนที่เยียนเอ๋อและคนอื่นๆ ชอบ" จางเฟยพยุงกัวหลานให้ลุกขึ้นยืน เพราะเขาตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดเผยทุกอย่างให้นางรับรู้
นางขมวดคิ้วสงสัยในความหมายของคำพูดนั้นอีกครั้ง แต่เขากลับยิ้มกว้างและไม่รอช้า พลันแปลงกายเข้าสู่ 'ร่างจิ้งจอก' ร่างกายของเขาสั่นไหวและหดเล็กลงอย่างรวดเร็วก่อนจะกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกสีขาวนวลตา มีหางสามหางโบกสะบัดอยู่เบื้องหลัง ร่างจิ้งจอกของเขาในยามนี้ดูสง่างามและตัวโตกว่าปกติ "นี่คืออีกตัวตนหนึ่งของข้า"
แตกต่างจากตอนที่เห็นร่างอินคิวบัสอย่างสิ้นเชิง กัวหลานถึงกับยืนตะลึงกับภาพที่เห็น แม้นางจะรู้สึกประหลาดใจที่เห็นสุนัขจิ้งจอกพูดได้ แต่นางกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวจางเฟยอีกต่อไป เพียงชั่วครู่ต่อมานางก็สงบสติอารมณ์ได้และโผเข้าอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขน พลางลูบไล้ไปตามเส้นขนสีขาวนุ่มละมุนอย่างเพลิดเพลิน
ดูเหมือนว่านางจะหลงรักร่างจิ้งจอกของเขาเข้าเสียแล้ว เช่นเดียวกับจงเยียนและสตรีคนอื่นๆ โดยเฉพาะเส้นขนที่ฟูนุ่มน่าสัมผัสเช่นนี้
"เจ้าไม่กลัวข้าแล้วหรือ หลานเอ๋อ?"
กัวหลานส่ายหน้าตอบจางเฟย "ก่อนหน้านี้ข้ายอมรับว่าหวาดกลัวร่างปีศาจของท่านยิ่งนัก แต่ร่างจิ้งจอกนี้ข้าชอบมันเหลือเกิน... ชอบจนหยุดลูบไม่ได้เลย"
‘ให้ตายสิ! ผู้หญิงนี่แพ้ทางของขนฟูจริงๆ’ จางเฟยพึมพำในใจพร้อมกับหัวเราะขื่นๆ แต่เขาก็ยอมปล่อยให้นางลูบไล้อยู่อย่างนั้นขณะที่ทั้งคู่สนทนากันในหัวข้อต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็โดดลงจากอ้อมแขนแล้วกลับคืนสู่ร่างมนุษย์ ทำให้กัวหลานถึงกับทำปากยื่นด้วยความขัดใจ "ตอนนี้เจ้าก็รู้ความจริงทุกอย่างแล้ว เจ้าลองกลับไปทบทวนดูให้ดีเถิด ไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจอย่างไร ข้ายินดีจะยอมรับผลนั้น"
กัวหลานไม่ได้ตอบเขาทันที นางยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังตกอยู่ในห้วงความคิดอันลึกซึ้ง จางเฟยไม่ได้รบกวนนาง เขาปล่อยให้นางใช้ความคิดอยู่กับตัวเองในความเงียบสงบ
ไม่นานนัก กัวหลานก็ลอบถอนหายใจออกมาแผ่วเบา นางเดินเข้าไปสวมกอดเขาและประทับจูบลงบนริมฝีปากของเขาโดยตรง จางเฟยรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูกที่นางตัดสินใจเช่นนี้ เขาโอบกอดนางตอบและมอบจูบอันดื่มด่ำกลับไปทันที
รสจูบนั้นค่อยๆ ทวีความเร่าร้อนขึ้น ลิ้นของทั้งคู่เกี่ยวกระหวัดแลกเปลี่ยนความหวานล้ำอย่างไม่รู้เบื่อ จนทำให้จางเฟยเริ่มจะควบคุมความต้องการที่พลุ่งพล่านในตัวไม่อยู่
ทว่าเขาจำต้องข่มใจระงับตัณหาเอาไว้อย่างสุดกำลัง เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม มิเช่นนั้นนางอาจจะคิดว่าเขาต้องการนางเพียงเพราะความใคร่และกลับมาโกรธเขาอีกครั้งได้
ห้านาทีผ่านไป ทั้งคู่ถอนจูบออกจากกัน กัวหลานกระชับกอดจางเฟยแน่นขึ้น น้ำตาอุ่นๆ รินไหลออกมาจากดวงตาจนเปียกชื้นบนแผงอกของเขา นางเอ่ยเสียงสั่นเครือปนสะอื้น "ข้ารู้ว่าข้าช่างเห็นแก่ตัวนักที่อยากจะเก็บท่านไว้เพียงผู้เดียว และข้าก็ยอมรับได้ยากจริงๆ กับความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของท่าน... แต่ข้ารักท่านเหลือเกิน รักจนไม่อาจสูญเสียท่านไปได้"
"แม้ข้าจะรู้สึกเสียใจและลำบากใจที่ต้องเห็นท่านอยู่กับสตรีอื่นมากมาย แต่ข้าจะพยายามยอมรับความสัมพันธ์ของท่านกับพวกนาง ดังนั้น... โปรดให้เวลาข้าในการทำใจและปรับตัวกับเรื่องนี้หน่อยนะ เฟย"
"อืม ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี เจ้าค่อยๆ คิดไปเถอะ ไม่ต้องรีบร้อน" จางเฟยกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น "ขอบใจเจ้ามากนะที่ยอมรับในตัวข้า กัวหลาน"
หลังจากนั้น จางเฟยก็พากัวหลานมานั่งลงข้างกาย เขาเล่าเรื่องราวอื่นๆ ให้นางฟังเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกตนและดินแดนอื่นๆ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้นางอย่างมาก
.
ในขณะเดียวกัน ที่เหนือน่านน้ำมหาสมุทรทางทิศใต้ คนสามคนเพิ่งจะเดินทางมาถึงหลังจากบินมาอย่างยาวนาน ทว่าสตรีสองนางกลับแสดงท่าทีหงุดหงิดออกมา จนหนึ่งในนั้นทนไม่ไหวต้องเอ่ยถาม "นี่ เฟย! ท่านยังไม่ได้บอกเราเลยนะว่าทำไมระดับพลังของท่านถึงทะลวงผ่านเข้าสู่ 'ขอบเขตแก่นแท้ระดับ 1 ดาว' ได้กะทันหันเช่นนี้!"
"ก่อนหน้านี้พลังของท่านเพิ่งจะอยู่แค่ 'ขอบเขตสร้างรากฐานระดับ 6 ดาว' เองมิใช่หรือ? แต่จู่ๆ ท่านกลับก้าวกระโดดขึ้นมาจนแซงหน้าพวกเราไปเสียอย่างนั้น!"
"บอกความจริงมาเถอะนะ เฟย" ลั่วอวี่เสริมทัพพลางทำปากยื่น "ข้ารู้อยู่แล้วว่านี่คือร่างแยกของท่าน และสายเลือดจิ้งจอกของท่านก็วิเศษนัก แต่ข้าก็ยังรู้สึกประหลาดใจกับความเร็วในการฝึกฝนของท่านอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเรากลับไปที่สำนัก ท่านจะต้องได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในทันทีแน่ๆ แล้วหลังจากนั้นพวกเราคงจะหาโอกาสพบท่านได้ยากขึ้น"
"ฮ่าฮ่าฮ่า" จางเฟย [ร่างแยก] หัวเราะร่าหลังจากฟังคำตัดพ้อของนาง "โธ่... ทำไมพวกเจ้าต้องคิดเช่นนั้นด้วยล่ะ? ถึงแม้ข้าจะได้เป็นศิษย์สายใน แต่ข้าก็สามารถพวพวกเจ้าทั้งสองไปอยู่ด้วยกันได้ ลืมไปแล้วหรือ?"
"อีกอย่าง พลังของพวกเจ้าเองก็ใกล้จะถึงจุดคอขวดที่มุ่งสู่ขอบเขตแก่นแท้เต็มทีแล้ว ข้ามั่นใจว่าพวกเจ้าทั้งคู่จะสามารถทะลวงผ่านได้ก่อนที่เราจะกลับถึงสำนักแน่นอน และเมื่อนั้นพวกเจ้าก็ได้เลื่อนเป็นศิษย์สายในพร้อมกับข้าอยู่ดี"
"มันก็จริงอย่างที่ท่านว่า" สตรีทั้งสองพยักหน้าเห็นพ้อง "ตลอดสามวันที่ผ่านมาพวกเราฝึกฝนคู่ (Dual Cultivate) กับท่านอย่างต่อเนื่อง พลังของพวกเราจึงใกล้จะบรรลุแล้ว แต่เราก็ยังอดเคืองไม่ได้ที่ท่านแซงหน้าพวกเราไปดื้อๆ ทั้งที่พวกเราฝึกฝนมานานกว่าท่านตั้งไม่รู้กี่เท่า"
"ก็นะ... ข้ายังมีคู่ครองอีกหลายคนในภูมิภาคอื่นอยู่นี่นา พวกเจ้าอย่าได้น้อยใจไปเลย ตกลงไหม?" สตรีทั้งสองได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเดินเข้ามากอดแขนเขาไว้คนละข้าง จางเฟย [ร่างแยก] จึงนำทางพวกนางมุ่งหน้าต่อไป "ไปกันเถอะ เราต้องรีบตามหาหมู่บ้านนั้นให้เจอ วันนี้เราจะพักกันที่นั่นเพื่อสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจครั้งนี้"
**- โปรดติดตามตอนต่อไป -**
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.