Chapter 305
305 / 1536
12 min read
Chapter 305: Eastern Desert
Published Apr 8, 2026, 07:36 AM
# บทที่ 305: ทะเลทรายบูรพา
หลังจากได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดี เสิ่นฮ่าวหรานก็รุดไปยังคลังสินค้าในทันที เขาตัดสินใจลิ้มรสผงลึกลับนั้นด้วยตนเองเพื่อพิสูจน์ความจริง และเช่นเดียวกับคนสนิทของเขา เสิ่นฮ่าวหรานไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย นอกจากรสชาติที่หวานล้ำติดตรึงอยู่ที่ปลายลิ้น
จางเฟยคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าการกระทำของเสิ่นซือซีไม่มีทางรอดพ้นสายตาของใครบางคนไปได้ โดยเฉพาะภายใต้การเฝ้าระวังที่เข้มงวดภายในหอคอยแห่งนี้ ด้วยเหตุนี้เขาจึงจงใจคัดสรร ‘เมล็ดพันธุ์พิษ’ ชนิดพิเศษขึ้นมา ซึ่งฤทธิ์ของมันจะไม่แสดงผลในทันที หากปราศจากตัวกระตุ้นที่เหมาะสม พิษนี้ก็จะเป็นเพียงผงธรรมดาที่ไม่มีใครสามารถตรวจพบหรือตระหนักได้เลยว่ามันคือเพชฌฆาตเงียบ
“เจ้าบสัมผัสถึงความผิดปกติใดๆ ในร่างกายบ้างหรือไม่หลังจากลิ้มรสมัน?” เสิ่นฮ่าวหรานเอ่ยถามเสียงเข้ม
“หามิได้ขอรับ” ผู้ใต้บังคับบัญชาส่ายหน้ายืนยัน “ข้าน้อยชิมมันไปหลายนาทีแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ข้าน้อยจึงยังเคลือบแคลงใจนักว่าจุดประสงค์ที่น้องสาวของท่านโปรยสิ่งนี้ลงในเสบียงของเราคืออะไรกันแน่”
“เจ้าเห็นใครมาหาซือซีบ้างหรือไม่ หรือนางได้ไปพบใครก่อนจะมาที่นี่ไหม?” ชายคนเดิมยังคงส่ายหน้ายืนยัน เพราะในยามที่จางเฟยลอบเข้าหาเสิ่นซือซีนั้น เขาได้ใช้ทักษะล่องหนอย่างแนบเนียนจนไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นร่องรอย
“ประหลาดนัก! ในที่แห่งนี้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่อาจเร้นกายจากการเฝ้าติดตามของเจ้าได้ แต่ข้าเชื่อมั่นว่าคนอย่างพวกเขาไม่มีวันทำเรื่องพรรค์นี้แน่”
“ท่านกำลังหมายถึง เสิ่นหวง และ เสิ่นซินหย่า อย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง” เสิ่นฮ่าวหรานพยักหน้า “พวกเขามีสมบัติวิเศษประเภทพรางพรายที่ทรงพลังจนยากจะตรวจจับ และป่านนี้ก็น่าจะเข้ามาอยู่ในสำนักแล้ว ทว่าพวกเขาไม่ใช่พวกที่ชอบใช้วิธีสกปรกลับหลัง ข้าจึงมั่นใจว่าไม่ใช่คำสั่งของพวกเขาแน่ ส่วนเสิ่นเสวี่ยอี้และพรรคพวกของนาง หากไม่อยู่ในห้องพักที่มีค่ายกลกำบังจิตสัมผัส ก็ย่อมไม่มีทางหลบเลี่ยงการสอดแนมของพวกเจ้าได้”
“แล้วท่านได้ติดต่อ ‘จือยวี่เฟิงจื้อ’ เพื่อให้มาตรวจสอบผงนี่หรือยัง?”
“เราต่างก็รู้ดีว่าจือยวี่เฟิงจื้อคือคนของเสิ่นเสวี่ยอี้ เชิญเขามาก็ไร้ประโยชน์ เพราะเขาไม่มีวันบอกความจริงแก่เราแน่” เสิ่นฮ่าวหรานเอ่ยพลางโคจรพลังปราณสลายผงเหล่านั้นให้สิ้นซาก ทว่าเขากลับหารู้ไม่ว่า ทันทีที่สัมผัสถูกมัน เขาก็ได้ก้าวเท้าเข้าสู่กับดักที่จางเฟยวางไว้อย่างสมบูรณ์เสียแล้ว “ข้าจะไปหาซือซีเดี๋ยวนี้”
“เราควรเปลี่ยนเสบียงเหล่านี้ทั้งหมดเลยหรือไม่ขอรับ?”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้” เสิ่นฮ่าวหรานส่ายหน้า “งานมงคลสมรสจะเริ่มขึ้นในเช้าตรู่อีกสองวันข้างหน้า เราต้องทุ่มเทสมาธิไปที่เรื่องนั้นก่อน เพราะมันเกี่ยวพันถึงอนาคตของเรา แต่เจ้าสามารถสั่งให้คนอื่นๆ นำเสบียงเหล่านี้ไปกำจัดทิ้งเสีย แล้วเราค่อยเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดหลังจบงานวิวาห์”
ทันทีที่เสิ่นฮ่าวหรานจากไป ชายผู้นั้นก็เรียกตัวคนสนิทหลายคนมาจัดการทำลายเสบียงทิ้งอย่างเร่งด่วน ทว่าน่าเสียดายที่พวกเขาไม่เฉลียวใจเลยว่า ฤทธิ์ของผงเหล่านั้นยังไม่จางหายไปโดยสิ้นเชิง ทำให้ทุกคนที่สัมผัสต้องตกอยู่ภายใต้พันธนาการลับของมันในทันที
.
.
*ปัง!*
เสียงถีบประตูที่ดังสนั่นทำให้หัวใจของเสิ่นซือซีสั่นสะท้าน นางมองเห็นพี่ชายของตนยืนตระหง่านด้วยใบหน้าที่ถมึงทึงด้วยความโกรธเกรี้ยว ทว่านางยังคงพยายามรักษาความเยือกเย็นเอาไว้แล้วเอ่ยถามออกไป “ท่านพี่ทำอะไรของท่าน? เหตุใดจึงบุกเข้ามาในห้องของข้าเช่นนี้!”
“อย่ามาแสร้งทำเป็นไขสือ!” เสิ่นฮ่าวหรานแผดคำรามพร้อมปลดปล่อยกลิ่นอายกดดันอันมหาศาลเข้าใส่ จนเสิ่นซือซีล้มลงไปกองบนเตียง เขาถลันเข้าไปประชิดตัวน้องสาวและบีบคอระหงของนางไว้แน่น “เจ้ามีจุดประสงค์อะไรที่โปรยผงนั่นใส่เสบียงของเรา! ใครเป็นคนสั่งเจ้า!”
เสิ่นซือซีส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย “ไม่มีใครสั่งข้าทั้งนั้น! ข้า... อึก!”
“อย่ามาโกหก!” เสิ่นฮ่าวหรานตะคอกพร้อมเพิ่มแรงบีบที่ลำคอจนใบหน้าของนางแดงก่ำและเริ่มขาดอากาศหายใจ “บอกมา! ใครสั่งเจ้า! มิเช่นนั้นข้าจะทำลายตบะของเจ้าเสีย แล้วโยนเจ้าให้สัตว์อสูรเกรี้ยวกราดรุมทึ้ง!”
เสิ่นซือซีสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดกลัว เพราะนางรู้ดีว่าพี่ชายของตนเป็นคนจริงที่พูดคำไหนคำนั้น ทว่าในใจของนางก็ยังหวาดเกรง ‘ตราประทับทาสมาร’ ของจางเฟยที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณเช่นกัน ‘บ้าจริง! ไม่ว่าทางไหนข้าก็ต้องตาย!’
‘หากถูกทำลายวรยุทธ์และถูกกินทั้งเป็นโดยสัตว์อสูร สู้ให้ข้าตายเพราะตราประทับนั่นยังจะดีเสียกว่า!’
เสิ่นฮ่าวหรานเริ่มหมดความอดทน ความโกรธแค้นประทุถึงขีดสุด เขาฟาดฝ่ามือลงบนทรวงอกของน้องสาว “อย่ามาลองดีกับความอดทนของข้า! พูดออกมาเดี๋ยวนี้!”
“คนผู้นั้นคือ... อ๊ากกกก!” ทันทีที่เสิ่นซือซีคิดจะปริปากเผยตัวตนของจางเฟย ตราประทับทาสมารในวิญญาณก็แผลงฤทธิ์ในฉับพลัน ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสประหนึ่งมวลอวัยวะภายในถูกฉีกกระชากทำให้นางกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน “ช่วยด้วย! อ๊ากกกก!”
เสิ่นฮ่าวหรานกระโดดถอยหลังด้วยความตกใจ ทว่าสายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของน้องสาวที่ดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ‘เกิดอะไรขึ้นกับนาง? เหตุใดจู่ๆ ถึงเป็นเช่นนี้!’
“อ๊ากกก! ท่านพี่! ได้โปรดช่วยข้าด้วย!” เสิ่นซือซียังคงกรีดร้องไม่หยุด พยายามโคจรพลังปราณเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งนางฝืนใช้พลัง ความเจ็บปวดกลับยิ่งทวีคูณจนใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด “ไม่! ความเจ็บปวดนี้จะฆ่าข้าแล้ว ท่านพี่!”
ปฏิกิริยาของน้องสาวทำให้เสิ่นฮ่าวหรานขมวดคิ้วมุ่นพลางฉุกคิดบางอย่างได้ ‘ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนลอบเข้ามาในหอคอยนี้และตบตาคนของข้าได้สำเร็จ แต่ใครกันล่ะที่เป็นตัวจริง? มันลอบเข้ามาได้อย่างไร? ข้ามั่นใจว่าคนที่ทำกับนางต้องเป็นคนเดียวกับที่ลงมือกับลูกชายของข้าก่อนหน้านี้แน่!’
หลังจากดิ้นรนอยู่หลายนาที เสียงกรีดร้องของเสิ่นซือซีก็เงียบลงเมื่อนางหมดสติไป อันที่จริงตราประทับของจางเฟยไม่ได้มุ่งหมายเอาชีวิตนาง แต่เป็นการทรมานเพื่อข่มขวัญตามที่เขาเคยลั่นวาจาไว้เท่านั้น
เสิ่นฮ่าวหรานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเข้าไปตรวจสอบอาการ และพบว่านางยังมีชีวิตอยู่ ทว่าเขาไม่อาจเสี่ยงให้คนร้ายใช้ตัวนางเป็นเครื่องมือสร้างความวินาศได้อีก จึงตัดสินใจผนึกตบะของนางไว้และสั่งให้คนสนิทนำตัวไปคุมขัง
แต่เสิ่นฮ่าวหรานไม่มีทางรู้เลยว่า ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนอยู่ในสายตาของจางเฟยผ่าน ‘แผนที่’ อันลึกลับ ในขณะที่เขากำลังสำราญอยู่กับเสิ่นอวี่ที่ชั้นล่าง
นอกจากนี้ เสิ่นฮ่าวหรานยังสั่งให้คนสนิทออกล่าตัวคนร้าย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการเหนื่อยเปล่า เพราะไม่มีใครสามารถหาจางเฟยพบได้ “บ้าที่สุด! วันมะรืนนี้เป็นวันสำคัญของข้า ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายแผนการได้เด็ดขาด!”
.
.
ในขณะเดียวกัน หลิวฮวาและฝาแฝดตระกูลเหวินได้เดินทางไปยังตระกูลอิ่งเพื่อชี้แจงสถานการณ์ของฉู่เหยาเชียน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้อิ่งเฟิงโกรธแค้นจนตัวสั่นที่ไม่อาจล้างแค้นให้ลูกชายได้ด้วยมือตนเอง
“ความแค้นของท่านนั้นไม่จำเป็นเลย เพราะชะตากรรมของเด็กสาวคนนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว ข้ารับรองได้ว่านางจะได้ตามไปปรนนิบัติลูกชายของท่านในเร็ววัน” หลิวฮวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “แม้ท่านจะลงมือสังหารนางด้วยตนเองไม่ได้ แต่นี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย มิเช่นนั้นหากท่านลงมือเอง มันจะนำมาซึ่งการนองเลือดที่ยืดเยื้อ และยอดผู้เสียชีวิตของทั้งสองตระกูลจะมากมายจนเกินรับไหว”
“ท่านพี่ รองธิดาหลิวพูดถูกแล้ว” ซุนเหม่ยเอ๋อร์เอ่ยพลางลูบไหล่ปลอบโยนสามี “แม้เราจะไม่ได้ล้างแค้นด้วยมือตัวเอง แต่ข้าเชื่อมั่นในคำพูดของนาง ฉู่โหย่วเชียนจะต้องตามลูกเราไปสู่ปรโลกแน่ ดังนั้นจงดับความโกรธแค้นนี้เสียเถิด”
อิ่งเฟิงถอนหายใจยาว ก่อนจะพยักหน้าให้ภรรยาแล้วหันไปถามหลิวฮวา “แล้วใครจะเป็นผู้ลงมือสังหารฉู่โหย่วเชียนหรือ แม่นางรองหลิว?”
“สามีของข้าเอง” คำตอบของหลิวฮวาไม่เพียงแต่ทำให้อิ่งเฟิงและซุนเหม่ยเอ๋อร์ตกตะลึง แม้แต่อิ่งซาและหงเสวียนที่อยู่ในห้องด้วยก็ยังตาค้าง “บอกตามตรง สามีของข้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น เขาไม่มีวันปล่อยคนที่ริอ่านเป็นศัตรูให้รอดนวลพรรณไปได้ เขาได้ยินมาว่าฉู่โหย่วเชียนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด และรู้ถึงความอิจฉาริษยาที่นางมีต่อจางลิน ป่านนี้เขาคงมุ่งหน้าไปยังภูมิภาคเหนือเพื่อตามล่าพวกนางแล้ว”
“ตบะของจางเฟยยังอยู่ในระดับแดนวิญญาณมิใช่หรือ แม่นางรองหลิว? เหตุใดเขาจึงทำเรื่องบ้าบิ่นด้วยการบุกไปยังภูมิภาคเหนือเพียงลำพัง?” อิ่งซาเอ่ยถามด้วยความข้องใจ
“ยิ่งไปกว่านั้น เราต่างก็รู้ดีว่าภูมิภาคเหนือนั้นอันตรายเพียงใด เพราะตระกูลปังปกครองพื้นที่นั้นอย่างเบ็ดเสร็จ จางเฟยจะต้องเผชิญกับอันตรายใหญ่หลวงแน่หากไปที่นั่น” หงเสวียนสำทับคำพูดคนรักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ฮ่ะๆ” หลิวฮวากลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “อย่างที่ข้าบอก สามีของข้าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นและออกจะเสียสติไปบ้าง เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดศัตรู แม้จะต้องบุกเดี่ยวไปยังภูมิภาคเหนือก็ตาม อีกอย่าง พวกเจ้าก็น่าจะรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเสิ่นอวี่แล้ว ขนาดเสิ่นฮ่าวหรานและพรรคพวกที่แข็งแกร่งไม่แพ้ตระกูลปัง เขายังกล้าแย่งชิงนางมาจากลูกชายของมันเลย เอาเป็นว่า อีกสองวันพวกเจ้าจะได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเขาเอง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”
“หมายความว่าจางเฟยจะปรากฏตัวในงานแต่งงานของเสิ่นอวี่กับเสิ่นเทียนยวี่อย่างนั้นหรือ?” หงเสวียนถามด้วยความฉงน
“ใช่แล้ว” หลิวฮวาพยักหน้า “ในอีกสองวัน ตำหนักหยินหยางจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ พวกเจ้าทั้งสี่จงระวังตัวให้ดีเมื่อไปร่วมงาน”
“จางเฟยจะต่อกรกับพวกเขาได้จริงๆ หรือ?” อิ่งซาถามอย่างไม่อยากเชื่อ
หลิวฮวายิ้มละไมพลางลุกขึ้นจากที่นั่ง “หากพวกเจ้าอยากรู้นักว่าสามีของข้าจะทำได้หรือไม่ ก็จงไปดูด้วยตาตัวเองในวันงาน แล้วพวกเจ้าจะรู้ว่าเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดาๆ”
หลังจากสามสาวจากไป อิ่งซาก็หันไปถามคนรักทันที “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางยกยอความสามารถของจางเฟยเกินจริงไปนัก? ข้ารู้ว่าเขาไม่ธรรมดาที่สามารถเลื่อนจากศิษย์สายนอกเป็นศิษย์สายในได้ในเวลาไม่ถึงเดือน และกำลังจะได้เป็นศิษย์หลักในเร็วๆ นี้ ทว่าเสิ่นฮ่าวหรานและคนอื่นๆ นั้นทรงพลังยิ่งนัก แข็งแกร่งกว่าตระกูลหลิวเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะช่วยจางเฟยแย่งชิงเสิ่นอวี่มาได้”
หงเสวียนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ทว่า หากเสิ่นอวี่เลือกที่จะหันหลังให้เสิ่นเทียนยวี่แล้วไปหาจางเฟยจริงๆ ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่ ‘ประมุขหญิงเสิ่น’ จะเข้าข้างเขา เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าทั้งสองฝ่ายเป็นอริกันมาตลอด หากนางและตระกูลหลิวร่วมมือกันสนับสนุนเขา ข้ามั่นใจว่าเสิ่นฮ่าวหรานก็คงยากจะต้านทาน”
“ความคิดของเจ้าถูกต้องแล้วเสวียนเอ๋อร์” ซุนเหม่ยเอ๋อร์ตอบรับ “ประมุขหญิงเสิ่นรักบุตรสาวมาก แต่นางก็ต้องคำนึงถึงความมั่นคงของตระกูล การที่นางยอมยกบุตรสาวให้เสิ่นเทียนยวี่ก็เพียงเพื่อรักษาความสงบภายใน ทว่าสายตาที่รองธิดาหลิวมีต่อจางเฟยนั้นเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ นั่นหมายความว่านางยอมรับในตัวเขาแล้ว และพร้อมจะหนุนหลังเขาอย่างเต็มที่แน่นอน”
ต่างจากคนอื่น อิ่งเฟิงไม่ได้สนใจเรื่องของจางเฟยมากนัก เขายังคงขัดเคืองใจที่ไม่ได้ฆ่าฉู่โหย่วเชียนด้วยมือตนเอง “ช่างเถอะ! เราเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ไม่จำเป็นต้องไปสอดมือยุ่งกับเรื่องของตระกูลใหญ่ มิเช่นนั้นผู้ที่จะพินาศคือเราเอง สิ่งที่เราทำได้มีเพียงแค่รอคอยดูผลลัพธ์เท่านั้น”
.
.
ณ สุดขอบทะเลทรายบูรพา ร่างของคนสองคนยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางลมทราย อีนาเอ่ยถามจางเฟยด้วยความสงสัย “ที่นี่คือที่ตั้งของสำนักรกร้างมิใช่หรือ? ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไม?”
“ข้าได้ยินมาว่า ‘กังจินซู’ เป็นผู้ครอบครองธาตุโลหะ และสตรีของข้าคนหนึ่งก็มีธาตุเดียวกับเขา” จางเฟยตอบทำให้อีนาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ในเมื่อข้าเองไม่ได้มีธาตุโลหะ จึงไม่อาจสั่งสอนนางได้อย่างลึกซึ้ง ข้าจึงมาที่นี่เพื่อพบเขาและขอคำชี้แนะ เพื่อให้นางสามารถบรรลุวิถีแห่งโลหะได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีนาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของอาวุโสกังจินซูและธาตุโลหะของเขาอยู่บ้าง ทว่าเขาเป็นคนที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องส่วนตัวเสมอ ข้าจึงไม่มั่นใจนักว่าเราจะได้พบเขาโดยตรงหรือไม่”
“อย่างน้อยข้าก็ควรลองดูสักตั้งมิใช่หรือ?” จางเฟยกำลังจะพาอีนาไปยังสำนักรกร้าง ทว่าทันใดนั้น กลุ่มชายหญิงหลายคนก็ร่อนลงสู่พื้นใกล้ๆ นำโดยสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีท่วงท่าน่าเกรงขามและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ทว่าสายตาของจางเฟยกลับไม่ได้จับจ้องไปที่สตรีผู้นั้น เขายกยิ้มขึ้นเมื่อมองไปยังหญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่ม
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตา หญิงสาวผู้นั้นก็หันมามองจางเฟย ใบหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นความปีติยินดีก่อนจะวิ่งรี่เข้ามาหาเขา “เฟย! ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่!”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.