ตอนที่ 68
68 / 243
อ่าน 7 นาที
Chapter 68: รสชาติของความเจ็บปวด
เผยแพร่เมื่อ 17 มี.ค. 2569 11:18
Chapter 68: รสชาติของความเจ็บปวด
ร่างกายของฉันเย็นเฉียบ ทั้งที่มีเสาเพลิงโหมลุกอยู่รอบตัว ความเย็นนั้นซึมลึกถึงกระดูก ผิดปกติและรุกล้ำเข้ามาโดยสิ้นเชิง ฉันไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างพร่ามัว ไร้จุดโฟกัส ระฆังดังแว่ว เสียงกรีดร้องของผู้คนเมื่อเปลวเพลิงสีขาวกลืนกินพวกเขา ทำให้พวกเขาวิ่งกันวุ่น บางคนชนกันเองด้วยความตื่นตระหนก เสื้อผ้าของพวกเขาเริ่มติดไฟราวกับเชื้อเพลิงแห้ง
ประสาทสัมผันของฉันอื้ออึงตัดขาดจากเสียงกรีดร้อง ฉันได้ยินมันอยู่ แต่ไกลออกไป ราวกับอยู่ใต้น้ำ อึดอัดหายใจไม่ออก
ฉันยังเห็นเหล่าอัศวินวิ่งตรงมาทางฉัน สวมเกราะเงินซีด มีผ้าคลุมสีน้ำเงินสะบัดอยู่ด้านหลังราวธง แต่ก่อนที่พวกเขาจะมาถึงตัวฉัน ก็ถูกเปลวเพลิงร้อนระอุอำมหิตกลืนกิน เสียงกรีดร้องทรมานของพวกเขาลอยเข้ามาในหูฉันราวกับถูกกดทับไว้ใต้หมอน เบาบาง บิดเบี้ยว และผิดเพี้ยน
หัวใจของฉันหนักอึ้ง
เย็นเฉียบ
ความโกรธเกรี้ยวนี้... มันเหมือนจะกลืนกินฉันจนไม่เหลืออะไร เหมือนเผาไหม้รุนแรงจนสุดท้ายฉันกลับเย็นชืด ราวกับความเดือดดาลทั้งหมดได้เผาผลาญทุกอย่างไปหมดแล้ว เหลือเพียงเถ้าถ่าน
ช้าๆ ฉันยกขาข้างหนึ่งขึ้น ดันตัวลุกขึ้นมา กล้ามเนื้อทั้งร่างแผดร้องประท้วง ตอนนี้ฉันยืนได้ตรงแล้ว แม้จะโอนเอน มองไปยังเชิงตะกอนบนแท่น
‘ลิรา...’
บางทีฉันอาจยังช่วยเธอได้ ถ้าฉันไปถึงก่อน ถ้าฉันรีบพอ ถ้าฉัน—
ฉันอยากจะเคลื่อนไหว แต่ขากลับไม่ยอมฟัง
ร่างฉันโงนเงนแล้วพุ่งล้มไปข้างหน้า ลงคุกเข่ากระแทกพื้น แรงกระแทกสะเทือนลึกไปถึงกระดูก มือฉันจ้วงลงไปในโคลนสกปรกบนพื้น นิ้วจมลงไปในความสกปรกเย็นเฉียบ ท้องฟ้ายามเย็นมืดครึ้มอยู่เหนือศีรษะ และในจังหวะนั้นฉันก็ได้ยินเสียงคำรามกัมปนาทก้องไปทั่วฟ้า หมู่เมฆรวมตัวกันราวกับเป็นพยาน
ฉันไม่สนใจ ฉันแค่อยาก—
‘ลิรา... ฉันต้องช่วยเธอ...’
ความคิดของฉันย้ำอยู่ไม่หยุด ราวกับเสียงกลองดังตอกในกะโหลก โฟกัสของฉันชัดเจน แต่ร่างกายกลับกำลังล้มเหลว กำลังปิดตัวลง หลายวันที่อยู่ในดันเจียนทำให้ฉันกลวงโบ๋ อ่อนแรง และตอนนี้ยังมีเรื่องนี้อีก — ความสิ้นหวังบริสุทธิ์ ความโศกเศร้าที่หนักจนบดอากาศในปอดฉันแหลก
ทุกอย่างรู้สึกเหมือนต้องแบกน้ำหนักของภูเขาไว้
‘ทำไม? ทำไมร่างกายฉันถึงไม่ขยับ? ได้โปรด ขยับที ได้โปรด’
ฉันจ้วงมือจมหยั่งลงในโคลน พยายามปีนตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ขาของฉันยังเจ็บ แต่ฉันตะโกน บังคับเสียงให้หลุดออกมาจากลำคอที่ถลอกระคาย
“ลุกขึ้นมาสิวะ ไอ้บ้า!!”
ด้วยพลังจากเสียงตะโกนนั้น ฉันดันตัวพุ่งออกไปเป็นการวิ่งแบบต่ำๆ แทบจะยืนไม่ตรงอยู่แล้ว วิ่งทั้งที่โซเซเหมือนเด็กที่เพิ่งหัดเดิน ทุกก้าวเสี่ยงจะทำให้ฉันล้มคว่ำ
ทันทีที่ฉันเริ่มวิ่ง ความเจ็บปวดก็ทุเลาลงเล็กน้อย บางทีอาจเป็นอะดรีนาลีน บางทีอาจเป็นความสิ้นหวัง ฉันผลักคนที่กำลังลุกเป็นไฟออกไป ความร้อนแผ่ซัดใส่ร่างฉันขณะวิ่งตรงไปยังแท่นด้วยมีแค่ความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด และความหวังอยู่ในสายตา
‘ใกล้แล้ว อีกนิดเดียว อดทนไว้นะ ลิรา อดทนไว้—’
แต่แล้วร่างกายของฉันก็เกิดอาการชาจี๊ดขึ้นมาทันที คำเตือนที่มาช้าเกินไป ดวงตาฉันเบิกกว้างแล้วหันไปทางซ้าย ขณะนั้นเองมีร่างหนักในเกราะหนา ที่ถือหอกยาวคล้ายหัวเจาะ พุ่งแทงเข้ามาหาฉัน
ฉันพยายามก้าวพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พยายามหันตัวหลบ แต่ถูกจังหวะนั้นจับคาอยู่กลางท่า หอกเฉือนฉีกผ้าคลุมกับเสื้อของฉันเป็นริ้ว ใบมีดเฉียดผ่านผิวหนังและทำให้เลือดของฉันสาดกระเซ็นออกไปในอากาศ ขณะที่มันดันพุ่งต่อไป
ด้วยแรงเสียหลัก ฉันโงนเงนแล้วล้มลง แต่เปลวเพลิงก็พุ่งออกจากร่างฉันทันที ร้อนขาวและหิวกระหาย
จากช่องตาดำของหมวกสีขาวของมัน แสงสีน้ำเงินวาบขึ้น มันบิดข้อมือด้วยความคล่องแคล่วที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี แล้วฟันหอกลงมาในวิถีโค้งอำมหิต โดยไม่แม้แต่จะสนใจเปลวเพลิงที่โหมเข้าหาตัวมัน
ในวินาทีนั้น ดวงตาของฉันเบิกกว้าง
เปลวเพลิงจะฆ่าอัศวินแห่งแสงนั่นแน่ ไม่มีข้อกังขา แต่ฉันเปิดช่องมากเกินไป ช้าเกินไป และอ่อนยับเยินเกินกว่าจะรับมือกับการเคลื่อนไหวของมันได้
ขณะที่หอกกำลังจะฟาดลงมา ฉันได้ยินเสียงโลหะกระทบโลหะดังแหลมคม ประกายไฟกระเด็นกระจาย หอกของอัศวินม้าศึกแห่งแสงเด้งย้อนกลับพร้อมแรงของมัน ทำให้ร่างของมันเสียหลัก
คมดาบสีแดงฉานวาบเข้ามาในสายตาฉัน
‘แคสซี่!’
เธอกำลังผุดลุกจากท่าต่ำ ทุกอย่างเคลื่อนไหวราวกับภาพสโลว์โมชั่น มือข้างหนึ่งของเธอหิ้วเอ็มม่าไว้เหมือนเป็นถุงมันฝรั่งไร้กระดูก ส่วนอีกข้างถือดาบใหญ่ไว้และปัดการโจมตีของอัศวินแห่งแสงออกไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ แรงปะทะดังสนั่นราวกับระฆัง
แต่เธอยังไม่หยุดแค่นั้น
ทันทีที่มันเซถอย เธอก็ระเบิดตัวออกมาจากท่านั้น พุ่งด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน เข่าของเธอปักเข้าที่หมวกเกราะของอัศวินพร้อมเสียงกรุบกรอบชวนคลื่นไส้ และสิ่งที่ฉันเห็นต่อจากนั้น — หนามแหลมพุ่งออกมาจากรองเท้าบูตเข่าสูงของเธอ แทงเข้าแทงออกจากช่องมองตาราวกับเข็มทะลุผ้า เลือดสีแดงสดสาดพรายออกมาเป็นละอองบางๆ ในอากาศ
อัศวินแห่งแสงล้มตายหงายหลัง ในวินาทีนั้น ท้องฟ้าก็ครืนครั่นอีกครั้ง แล้วฝนก็เริ่มโปรยลงมา เป็นละอองบางเบาจากหมู่เมฆสีทึมเหนือหัว
แคสซี่ที่มีหยดฝนเกาะบนหมวกเกราะแล้วไหลไปตามโลหะสีแดง หันมาหาฉัน ตอนแรกฉันมองไม่เห็นอะไรเลย จากนั้นก็มีแสงสีแดงจางๆ ส่องอยู่ลึกเข้าไปในช่องมองตาของเธอ คล้ายภาพลวงตา
อัศวินพาลาดินแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์กับอัศวินแห่งอาณาจักรอีกหลายคน — ผ้าคลุมสีน้ำเงินและเกราะเงิน — กำลังกรูกันเข้ามาหาฉัน บางคนถูกเปลวเพลิงจับเอาไว้และกรีดร้องขณะถูกเผากลืน พาลาดินเหล่านั้นดูดื้อดึงกว่า พวกเขาใช้ผ้าคลุมสีขาวตวัดรับไฟไว้ แล้วก็ฉีกฝ่าเข้าไปอย่างไม่ลดละ
แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่ปัญหาของฉันแล้ว แคสซี่จะจัดการพวกมันทั้งหมดเอง
ฉันตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนฝืนดันตัวลุกขึ้น แล้ววิ่งไปข้างหน้า ขาของฉันแสบร้อนจากความเหนื่อยล้า ฉันเหลือบเห็นแคสซี่พุ่งใส่พวกอัศวินจากหางตา — ภาพเบลอสีแดงแห่งความรุนแรง
ในที่สุดฉันก็มาถึงแท่น
ฝนกระหน่ำใส่ใบหน้าฉัน เย็นเยียบและไม่ปรานี ผมสีดำของฉันเปียกชุ่ม แนบยุ่งเหยิงอยู่ที่หน้าผากและเหนือดวงตา น้ำฝนปนกับเขม่า ควัน และรสขมของเถ้าถ่าน
ตอนนี้ไฟมอดลงแล้ว แต่ฉันไม่สนใจ ฉันดึงผ้าคลุมของตัวเองออกด้วยมือที่สั่นเทา แล้วคลี่มันคลุมเธอไว้เพื่อดับไฟ ด้วยแรงกระตุกเพียงนิดเดียว เชือกก็ขาด — ถูกเผาไหม้ทะลุ — และร่างของเธอก็ทรุดลงมาในอ้อมแขนฉัน เบา เบาเกินไป
‘ลิรา... ลิรา...’
แต่ไม่มีการตอบรับ ไม่มีลมหายใจ ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีไออุ่นใดๆ มีเพียงเสียงฝนที่ซู่ซ่าเมื่อกระทบเนื้อหนังไหม้เกรียม
ฉันค่อยๆ เปิดผ้าคลุมออกอย่างเจ็บปวด ช้าเหลือเกิน
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาฉันคือร่างที่ไหม้เกรียมทั้งตัว ผิวหนังสีดำแตกเป็นรอยราวกับหนังเก่า ฟันสีขาวโผล่พ้นความดำของคาร์บอนออกมาเป็นรอยยิ้มโครงกระดูก
บางทีฉันรู้อยู่แล้ว ฉันรู้อยู่บ้างแล้วไม่ใช่หรือ? ลึกๆ ในใจ ตั้งแต่วินาทีที่ฉันเห็นเปลวไฟ ตั้งแต่วินาทีที่ฉันมาช้าเกินไป
แค่ฉันสิ้นหวังเกินกว่าจะยอมรับมันเท่านั้น
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!!”
ฉันเงยหน้าขึ้นสู่สายฝนที่โปรยลงมา แล้วปล่อยเสียงคำรามจากลำคอออกมา — ดิบเถื่อน... และกำลังแตกร้าว เสียงนั้นฉีกหลุดออกมาจากส่วนลึกบางแห่งในตัวฉัน ที่ฉันไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่จริง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.