Chapter 3556
3298 / 5461
5 min read
Chapter 3556: Strange Feelings
Published Mar 11, 2026, 07:36 PM
บทที่ 3556: ความรู้สึกประหลาด
หญิงสาวทั้งสามไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดคนตัดฟืนที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาถึงมาอยู่ที่เทือกเขาหมื่นอสูรแห่งนี้ได้
“ก็อยู่ที่นี่ไง” ชายหนุ่มตอบราวกับเป็นเรื่องปกติโดยไม่ได้หันไปมองพวกนางเลยแม้แต่น้อย
“ที่นี่เนี่ยนะ?” พวกนางตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางเพิ่งรู้ว่าเทือกเขานี้มีมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่ด้วย
สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนอันตรายบนที่ราบจักรพรรดิพุทธ ที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและนกพิโรธมากมาย แถมอสูรบรรพกาลระดับสูงก็มักจะปรากฏตัวออกมาให้เห็นเป็นครั้งคราว
อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนทั่วไปเลย แม้แต่ระดับปรมาจารย์สวรรค์ก็ยังไม่อยากจะปักหลักอยู่ที่นี่นานๆ
“เดี๋ยวสิ คุณเป็นผู้ฝึกตนหรือเปล่า?” เพื่อนคนหนึ่งจ้องมองไปที่หลี่ชีเย่
อีกสองคนก็ทำเช่นเดียวกัน ก่อนหน้านี้พวกนางไม่ได้ใส่ใจมากนักจึงเข้าใจไปว่าเขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา
“ฉันฝึกตนมาได้สองสามวันแล้ว” ชายหนุ่มตอบกลับ
หลังจากสังเกตอย่างถี่ถ้วน พวกนางก็พบว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนจริงๆ เพียงแต่ไม่ใช่ยอดฝีมือระดับสูงเท่านั้น
“เต็มที่ก็คงระดับขุนนางสีม่วงนั่นแหละ” เพื่อนคนหนึ่งกระซิบกับเสี่ยวหลิง
ทั้งสามแลกเปลี่ยนสายตากัน ขุนนางสีม่วงคนหนึ่งจะสามารถใช้ชีวิตอยู่แถวนี้ได้อย่างไร? ช่างแปลกประหลาดนัก
“บางทีเขาอาจจะโตที่นี่จนชินไปแล้วหรือเปล่า?” เพื่อนคนที่สามกล่าว
“พวกเราควรทำอย่างไรดี?” เสี่ยวหลิงถามเพื่อนทั้งสอง
ทั้งสองครุ่นคิด ขณะนี้พวกนางหลงทางอยู่ หากดันทุรังเดินสะเปะสะปะต่อไปอาจจะยิ่งติดลึกเข้าไปในเทือกเขามากกว่าเดิม
พวกนางจ้องไปที่เสี่ยวหลิง เป็นเชิงให้เจ้าตัวตัดสินใจ
“หาที่พักก่อนเถอะ” เสี่ยวหลิงเสนอ และเพื่อนทั้งสองก็เห็นด้วย
ดังนั้น พวกนางจึงตัดสินใจติดตามชายหนุ่มตัดฟืนไป แต่ที่แปลกคือพาหนะของพวกนางกลับไม่ยอมฟังคำสั่งและพยายามรักษาระยะห่างจากเขาเอาไว้มากพอสมควร
ทว่า พวกนางกลับไม่ได้สังเกตเรื่องนี้และยังคงออกเดินต่อไป
“ทะ...ท่านจอมยุทธ์ พวกเราพลัดหลงจากเพื่อนและกำลังหลงทางอยู่ตอนนี้ ขะ...ขอพวกเราพักที่บ้านท่านสักคืนจะได้ไหมคะ?” เสี่ยวหลิงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่ต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ
เนื่องจากนางเป็นนักศึกษาของสำนักทวิภาคภูมิ จึงมีภูมิหลังที่ดีและน้อยครั้งนักที่จะต้องพูดจาถ่อมตนกับใคร
ชายหนุ่มเหลือบมองนาง ทำให้นางรีบกล่าวเสริมทันที “พวกเราจะตอบแทนท่านอย่างแน่นอน”
“แล้วแต่พวกเธอเถอะ” ชายหนุ่มตอบ
ทั้งสามรู้สึกยินดีที่ได้ยินเช่นนั้นจึงเร่งฝีเท้าตามไป
“ขอทราบชื่อท่านจอมยุทธ์ได้ไหมคะ?” ความเงียบระหว่างทางทำให้เสี่ยวหลิงรู้สึกอึดอัด จึงเอ่ยถามขึ้น
“หลี่ชีเย่” หลี่ชีเย่ตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย
แน่นอนว่าทั้งสามไม่เคยได้ยินชื่อของหลี่ชีเย่มาก่อน พวกนางจึงทึกทักไปว่าเขาคงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
“ทำไมคุณถึงมาตัดฟืนล่ะ? คุณไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนหรอกหรือ?” เพื่อนคนหนึ่งรู้สึกประหลาดใจ
ในมุมมองของนาง ผู้ฝึกตนนั้นสูงส่งกว่ามนุษย์ธรรมดามาก แม้จะเป็นเพียงผู้ฝึกตนหน้าใหม่ก็ตาม คนอย่างหลี่ชีเย่น่าจะทำอย่างอื่นได้ตั้งมากมายที่ยังดีกว่าการทำอะไรแบบนี้
“เอาไว้ทำถ่านน่ะ” หลี่ชีเย่ตอบ
คำตอบนี้ยิ่งทำให้พวกนางสับสน เพื่อนคนที่สามถึงกับขึ้นเสียงด้วยความประหลาดใจ “คุณขายถ่านเพื่อหาเงินเนี่ยนะ? โง่จริง! คุณเป็นถึงผู้ฝึกตน ทำไมถึงต้องทำอะไรต่ำต้อยแบบนี้เพื่อแลกเงินล่ะ? คุณสามารถทำอย่างอื่นที่ได้เงินมากกว่านี้ตั้งเยอะ”
หญิงสาวอีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วย พวกนางไม่ได้ดูถูกหลี่ชีเย่ เพียงแต่การหาฟืนเป็นเรื่องของพวกมนุษย์ธรรมดาชั้นต่ำเท่านั้น
หลี่ชีเย่เพียงยิ้มตอบ ไม่ได้เก็บเอาคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ
“ถ้าคุณแค่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ ข้างนอกนั่นยังมีงานอื่นให้ทำอีกตั้งเยอะ แย่กว่าขายถ่านเสียอีก” หญิงสาวอีกคนทำหน้ามุ่ยเมื่อเห็นว่าหลี่ชีเย่ไม่คล้อยตาม
“ทำแบบนี้ไปก็ไม่มีอนาคตหรอกนะ ฉันว่าคุณไปหางานอื่นทำในเมืองหลวงดีกว่า อย่างเช่น งานลาดตระเวนไง” คนแรกกล่าวเสริม
หลี่ชีเย่ยังคงนิ่งเฉยไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
ทั้งสามยังคงพูดถึงการตัดสินใจที่ผิดพลาดของหลี่ชีเย่ต่อไป ในขณะเดียวกัน เจ้าเหลืองก็จ้องมองพวกนางราวกับกำลังมองกลุ่มตัวตลก
พวกนางเพียงแต่ไม่สังเกตเห็นสีหน้าของสุนัขตัวนั้น โดยคิดว่ามันก็เป็นแค่หมาแก่ที่ไม่มีค่าพอจะให้ความสนใจ
เจ้าเหลืองจ้องมองไปที่พาหนะของพวกนางที่อยู่ห่างออกไป มันแยกเขี้ยวแล้วเลียริมฝีปาก พลางเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
พาหนะทั้งสามตัวหวาดกลัวจนขวัญหาย ขาของพวกมันเริ่มสั่นพั่บๆ พวกมันอยากจะบอกเจ้านายให้รีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด
นี่คือสถานที่ที่อันตรายที่สุด เพราะพวกมันอาจกลายเป็นอาหารของหมาตัวนี้เมื่อไหร่ก็ได้ โชคร้ายที่พวกมันพูดไม่ได้ แถมยังหวาดกลัวเกินกว่าจะทำอะไรได้หลังจากถูกเจ้าเหลืองข่มขู่เอาไว้
“คุณไม่กลัวพวกสัตว์ร้ายที่นี่หรือไง?” เสี่ยวหลิงถามด้วยความอยากรู้ เพราะหลี่ชีเย่ไม่มีท่าทีระแวดระวังเลยแม้แต่น้อยขณะเดินผ่านป่า
งูตัวเมื่อครู่ทำเอาพวกนางขวัญกระเจิงจนไม่กล้าอยู่ในเขตนี้เพียงลำพัง
“ฉันชินแล้วล่ะ ไม่มีอะไรต้องกลัวหรอก” หลี่ชีเย่หัวเราะเบาๆ
“แต่ที่นี่มีพวกสัตว์ดุร้ายอยู่ โดยเฉพาะพวกอสูรบรรพกาล เมื่อกี้เรายังเกือบโดนงูมีปีกสามหัวไล่ล่าจนต้องพลัดหลงกับกลุ่มเลยนะ” คนหนึ่งตอบ
อีกคนพยักหน้า “อสูรบรรพกาลระดับพิภพมันน่ากลัวและแข็งแกร่งมาก ถ้ามันเห็นคุณล่ะก็ มันกินคุณแน่”
“พวกเธอก็แค่ต้องอยู่ที่นี่ให้นานขึ้นอีกหน่อย แล้วเพื่อนบ้านของพวกเธออยากจะกินเธอหรือไงล่ะ?” หลี่ชีเย่กล่าว
“เอ่อ...” หญิงสาวทั้งสามถึงกับไปไม่เป็น
“คุณจะบอกว่าคุณถือว่าพวกสัตว์ร้ายพวกนั้นเป็นเพื่อนบ้านเหรอ? ไม่นะ! พวกมันดุร้ายและพร้อมจะจับคนที่ไปยั่วโมโหกินเป็นอาหารเสมอแหละ” หญิงสาวคนหนึ่งขึ้นเสียง
เจ้าเหลืองคิดว่าพวกผู้หญิงพวกนี้ช่างซื่อบื้อเสียจริง ใครกินใครกันแน่? หลี่ชีเย่ต่างหากที่เป็นคนคอยไล่กินพวกอสูรบรรพกาลในเทือกเขานี้ทั้งหมด
พวกมันคงต้องขอบคุณสวรรค์แล้วถ้าหลี่ชีเย่ไม่ไปตามล่าพวกมันมากินเสียเอง อย่าว่าแต่
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.