Chapter 4474
4106 / 5461
5 min read
Chapter 4474: Ten-crest Ancestor
Published Mar 11, 2026, 08:07 PM
Chapter 4474: บรรพชนสิบยอด
“เอาเถอะ...” บรรพชนผู้ปราดเปรื่องยิ้มแหยก่อนจะตอบ “ถึงยุคสมัยจะเปลี่ยนไปและเราเทียบกับอดีตไม่ได้ แต่กฎเกณฑ์ก็ยังคงอยู่ เมื่อใดที่เราผงาดขึ้นอีกครั้ง เราจะมีผู้นำอีกครา”
“ใช่ เราควรจะมีและจะต้องมีผู้นำในไม่ช้า” บรรพชนผู้มีจุดมุ่งหมายกล่าว “ข้ายังมีความหวังกับอนาคต จำไว้ว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยเหล่าบรรพชนและได้รับการยกย่องโดยทายาท แม้เราจะไร้ความสามารถ แต่เราเพียงแค่ต้องพยายามต่อไป สักวันหนึ่ง ผู้นำที่คู่ควรกับยอดมงกุฎสีทองจะปรากฏตัวขึ้นในหมู่พวกเรา”
“หึ” ประมุขตระกูลพ่นลมหายใจออกทางจมูก ก่อนจะสูบกล้องยาสูบอีกเฮือกใหญ่
ทั้งสี่ตระกูลต่างร่วมกันใช้ 'ยอดมงกุฎวิลโลว์' แม้มันจะเป็นสมบัติของตระกูลลู่ก็ตาม มันถูกทิ้งไว้โดยบรรพชนสิบยอด มีข่าวลือว่าอมตชนท่านหนึ่งเป็นผู้ประทานมันให้กับบรรพชนท่านนั้น
มันมอบกลิ่นอายที่ดูสง่างามและน่าเกรงขามแก่ผู้ใช้ อีกทั้งยังช่วยเสริมพลังการต่อสู้และเพิ่มประสิทธิภาพของวิชาต่างๆ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอำนาจและบารมี
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่สี่ตระกูลเลือกผู้นำพันธมิตร บุคคลผู้นั้นจึงได้สิทธิ์ครอบครองยอดมงกุฎนี้
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้นำที่คู่ควรย่อมคู่ควรกับมงกุฎที่คู่ควร ดังนั้นอีกสามตระกูลจึงจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อแลกกับการใช้ยอดมงกุฎของตระกูลลู่
ต่อมา เมื่อตระกูลต่าง ๆ เสื่อมถอยลง ผู้นำจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป พวกเขาหมดสิ้นอิทธิพลและไม่ต้องการใครมาออกคำสั่ง
โชคร้ายสำหรับตระกูลลู่ ความเสื่อมถอยของพวกเขารวดเร็วกว่าตระกูลอื่น ในที่สุดพวกเขาก็สูญเสียสมบัติไปมากมายและต้องการนำยอดมงกุฎกลับมาเพื่อจำนำ น่าเสียดายที่อีกสามตระกูลปฏิเสธ โดยอ้างถึงอนาคตและเกียรติยศในอดีตมาเป็นข้อแก้ตัว
พูดกันตามตรง พวกเขาไม่ต้องการให้ตระกูลลู่สูญเสียยอดมงกุฎไปตลอดกาล เพราะมันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพันธมิตรและเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่า
ตระกูลลู่ร้องขอซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ถูกคัดค้าน แม้จะยังคงความสัมพันธ์แบบพันธมิตรเอาไว้ แต่รอยร้าวก็เกิดขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขากำลังลำบากแต่พันธมิตรกลับยึดถือของล้ำค่าประจำตระกูลของพวกเขาไว้อย่างนั้นหรือ?
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงหยุดติดต่อกับอีกสามตระกูลและแสดงท่าทีรังเกียจอย่างชัดเจน
ในกรณีนี้ ประมุขตระกูลไม่ต้องการส่งมอบหินเต๋าของพวกเขาให้โดยเด็ดขาด
“หลานผู้มีคุณธรรม มีบางสิ่งที่รุ่นของเราเพียงลำพังไม่สามารถแก้ไขได้ แต่เรื่องหินเต๋าเป็นสิ่งที่เราทำได้อย่างแน่นอน มันไม่ได้ให้ประโยชน์แค่กับสามตระกูลของเราเท่านั้นใช่หรือไม่?” บรรพชนผู้ปราดเปรื่องพยายามเกลี้ยกล่อม “หากเรารวบรวมได้ครบทั้งสี่ชิ้น นายน้อยจะฟื้นฟูต้นไม้แห่งการอุทิศของเรา และพลังงานดั้งเดิมจะหวนคืนกลับมา ตระกูลของเจ้าก็จะได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันในอนาคต จริงไหม?”
ประมุขตระกูลอ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่งแต่ตัดสินใจกลับไปสูบกล้องยาสูบต่อ
“หลานผู้มีคุณธรรม นายน้อยอยู่ที่นี่แล้วและการรวมตัวใกล้เข้ามา เราจะพลาดโอกาสนี้ไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้วความเป็นปึกแผ่นของเราทำให้เราแข็งแกร่งในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น การที่ตระกูลของเจ้าเก็บหินเต๋าไว้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย”
“แล้วการที่สามตระกูลของพวกท่านยึดครองยอดมงกุฎวิลโลว์ของเราไว้มีประโยชน์อันใด?” ประมุขตระกูลสวนกลับ
คำถามนี้ทำเอาทั้งสามคนเงียบกริบอีกครั้ง
“ทั้งหมดนี้ก็แค่การทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงมงกุฎเพียงชิ้นเดียว” หลี่ชีเยี่ยส่ายหน้า
กลุ่มคนเหล่านั้นได้แต่มองหลี่ชีเยี่ยหลังจากได้ยินเช่นนั้น
เขาไม่สนใจพวกเขาและจ้องมองไปยังสตรีในภาพวาดด้วยความรู้สึกสะเทือนใจเล็กน้อย “เจตจำนงที่ทิ้งไว้ข้ามยุคสมัยเพียงเพราะการพบพานตามโชคชะตาครั้งเดียว ถึงเวลาที่มันควรจะสลายไปแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ยื่นมือออกไปสัมผัสภาพวาด
“หึ่ง” ภาพวาดสว่างวาบขึ้นมาทันที รายละเอียดและโครงร่างทั้งหมดของสตรีในภาพก็เปล่งประกายเช่นกัน รัศมีที่แผ่ออกมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นเทพ
“บรรพชนสิบยอด!” ประมุขตระกูลลู่ตกตะลึงเพราะบรรพชนของเขาดูเหมือนกำลังจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา เขาสามารถมองเห็นดวงตาของนางกะพริบได้ในตอนนี้
พลังอำนาจระดับเทพราชาแผ่ปกคลุมไปทั่วโถงจนทุกคนต้องสั่นสะท้าน นี่คือตัวตนผู้ปกป้องดินแดนแปดรกร้างและได้รับความเคารพยำเกรงจากทุกผู้คน
กลิ่นอายที่กดดันนี้ชัดเจนราวกับของจริง ไม่ใช่เพียงภาพมายา พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะจ้องมองนางตรง ๆ
“นี่มัน...” ทั้งสี่คนรู้สึกตะลึงงัน
ภาพวาดนี้อยู่ในโถงมานานมากแล้ว สมาชิกตระกูลลู่ไม่รู้เลยว่ามันถูกนำมาไว้ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้เพียงว่ามันอยู่มาตั้งแต่ก่อตั้งตระกูล
ภาพวาดนี้แสดงภาพของบรรพชนสิบยอด ตัวตนที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อน พวกเขาเพียงแค่มองมันเป็นสมบัติล้ำค่าและไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นใด
ทว่า ภาพวาดนี้กำลังฟื้นคืนชีพและแผ่ปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมา
“เปรี้ยง!” สตรีในภาพก้าวเดินออกมาจากภาพวาดที่กำลังเปล่งรัศมี สิ่งนี้ยิ่งทำให้กลิ่นอายกดดันนั้นหนักหน่วงเกินทานทน
“วิญญาณบรรพชนของพวกเรากลับมาแล้ว!” พวกเขาคุกเข่าลงกับพื้นและตะโกนด้วยอารมณ์ที่ท่วมท้น พวกเขาโขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สตรีผู้นั้นจดจ้องไปยังหลี่ชีเยี่ยด้วยดวงตาที่สดใส กาลเวลาดูเหมือนจะย้อนกลับไปสู่ยุคก่อนหน้า ยุคเก้าโลก นางกลับกลายเป็นสตรีจากลำธารนิ่งสงบ ผู้เด็ดขาดและตรงไปตรงมาเสมอมา
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.