ตอนที่ 1307
1307 / 1536
อ่าน 9 นาที
Chapter 1307: Open Challange
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 09:22
**บทที่ 1307: คำท้าทายเปิดผนึก**
วินาทีเคลื่อนคล้อย นาทีผันผ่าน จนกระทั่งสิบชั่วโมงล่วงเลยไปในที่สุด
หลังจากกระบวนการอันยาวนานและซับซ้อน เฉียวอี้เซิงจึงค่อยๆ ถอนปราณของตนกลับคืน ก่อนจะดึงเข็มทองคำทุกเล่มออกจากร่างของมู่หลิงซู "เจ้าหนู ข้าเชื่อว่าแม่นางผู้นี้หายดีแล้ว แต่เจ้าควรตรวจสอบด้วยตัวเองก่อน"
"ตกลงครับ" จางเฟยก้าวเข้าไปหามู่หลิงซู เขาเกุมมือของนางไว้แล้วใช้ 'สัมผัสมาร' ตรวจสอบเพียงชั่วครู่ "หืม? หลิงซู เจ้าสัมผัสได้ไหม?"
"ค่ะ" มู่หลิงซูพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ร่างกายของนางมีการตอบสนองต่อการกระตุ้น นางหันไปมองเฉียวอี้เซิงด้วยความซาบซึ้ง "อาวุโส ขอบพระคุณท่านมากที่ช่วยรักษาข้า"
"อย่าใส่ใจเลย" เฉียวอี้เซิงอธิบายต่อ "ความจริงแล้ว 'ร่างศิลา' ไม่ใช่โรคที่ร้ายแรงนัก แต่มันเกิดจากเส้นประสาทส่วนใหญ่ของเจ้าไม่ได้พัฒนาอย่างที่ควรจะเป็นในขณะที่เติบโต บางส่วนก็เหี่ยวเฉามาตั้งแต่เกิด ทำให้ร่างกายของเจ้าไร้ความรู้สึกต่อการสัมผัสหรือสิ่งเร้าใดๆ กระบวนการรักษาอาจใช้เวลานานแต่มันไม่ยากเลย น่าเสียดายที่สามีของเจ้าไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง เขาจึงรักษาเจ้าไม่ได้"
จางเฟยมองเฉียวอี้เซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ "การรักษาซื่อตรงและเรียบง่ายเพียงเท่านี้จริงๆ หรือครับท่านอาวุโส?"
"ข้าไม่รู้ว่าหมอคนไหนเคยตรวจภรรยาเจ้ามาก่อน แต่พวกเขามองข้ามเรื่องเส้นประสาทไปอย่างชัดเจน จึงหาต้นเหตุไม่พบ" เฉียวอี้เซิงเอ่ยเย้าจางเฟย "ตอนนี้ร่างกายภรรยาเจ้ากลับมาเป็นปกติแล้ว จากนี้เจ้าก็ต้องเริ่ม 'เอาอกเอาใจ' นางให้หนักเสียหน่อยล่ะ"
"ฮ่าๆๆ!" จางเฟยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ผิดกับมู่หลิงซูที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความขวยเขิน "ได้ยินไหมหลิงซู? เมื่อเรากลับไปยังดินแดนของเรา ข้าจะปรนนิบัติเจ้าให้หนำใจ เพื่อชดเชยเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา"
"ยินดีด้วยนะเจ้าคะพี่หลิงซู! ท่านหายดีแล้ว!" อู่เหลียนจือ, สวี่หลิงเอ๋อร์ และหนิงจ้วนเอ๋อร์ เอ่ยขึ้นพร้อมกันด้วยความดีใจ
ลั่วหยุนเซียวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยสมทบ "หลิงซู เจ้าครองตัวสามีไว้สักพักเถอะ ปล่อยให้เขาปรนเปรอเจ้าจนกว่าเจ้าจะพึงพอใจอย่างที่สุด"
"โธ่! พวกเจ้านี่ล่ะก็!" มู่หลิงซูยกมือปิดหน้าด้วยความเขินอาย เพราะเฉียวอี้เซิงยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
"ฮ่าๆ" เฉียวอี้เซิงหัวเราะพลางตบบ่าจางเฟย "เจ้าเป็นชายที่โชคดีที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมาเลยเจ้าหนู มีภรรยาสิริโฉมงดงามมากมาย แต่ที่สำคัญที่สุดคือพวกนางเข้ากันได้ดีเหลือเกิน หากข้าเลือกเป็นนักล่ากามแบบเจ้าล่ะก็ ชิงเยียนคงจับข้าตอนไปนานแล้ว"
จางเฟยลูบจมูกแก้เก้อ "ท่านพูดถูกแล้วครับอาวุโส ข้าคือบุรุษที่โชคดีที่สุดในจักรวาลนี้ เพราะข้าสามารถชนะใจพวกนางได้ และพวกนางก็อยู่เคียงข้างคอยสนับสนุนข้าเสมอ"
"เจ้าอยากพบคนจากตระกูลจือไหม?" เฉียวอี้เซิงแผ่สัมผัสตรวจสอบห้องโถงหลัก "พวกเขารอเจ้าอยู่ที่นั่นตั้งแต่เที่ยงคืน และคงไม่ยอมไปจนกว่าจะได้พบเจ้า จือฉิงซง, เนี่ยซูหยิน, จือเชียน และจือเสิน คงไม่ทำอะไรเจ้าหรอกหากเจ้าปฏิเสธพวกเขา จือเซิ่งเหยียนเองก็ค่อนข้างฉลาด เขาคงพอจะเดาฐานะของเจ้าได้แล้ว แต่ภรรยาของเขานั้นต่างออกไป หลันยวี่หรงและตระกูลหลันของนางหยิ่งยโสมานาน และนางอาจกลายเป็นศัตรูของเจ้าหากเจ้าปฏิเสธที่จะร่วมมือ"
"คิก..." ลั่วหยุนเซียวหัวเราะเบาๆ "อาวุโสคะ หากหลันยวี่หรงเลือกที่จะเป็นศัตรูกับสามีของเรา นางก็แค่รนหาที่ตาย และตระกูลหลันของนางจะถูกลบหายไปจากดินแดนนี้ตลอดกาล"
"โอ้?" เฉียวอี้เซิงมองจางเฟยและลั่วหยุนเซียวสลับกัน "เจ้ามั่นใจว่าจะเอาชนะพวกเขาได้จริงหรือเจ้าหนู? ตระกูลหลันมีผู้ฝึกตนที่ทรงพลังถึงสี่คนในขอบเขตเทวะเคารพสามสุริยัน และตระกูลจือก็มีอีกสามคน เนื่องจากทั้งสองตระกูลเป็นดองกัน พวกเขาคงจะแท็กทีมกันจัดการเจ้าแน่หากเจ้ามีปัญหากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"
จางเฟยยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ "ข้าไม่เคยคิดจะหาเรื่องใคร โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน พวกเขาอาจจะแข็งแกร่ง แต่ข้าไม่เคยหวาดกลัว อย่างที่หยุนเซียวพูดไป หากพวกเขารนหาที่ตายข้าก็จะไม่ลังเลที่จะทำลายล้างพวกเขาให้สิ้น"
"หืม?" เฉียวอี้เซิงตกตะลึงในความมั่นใจของจางเฟย ทั้งที่สัมผัสได้ว่าระดับพลังของเขายังดูไม่สูงนัก "เจ้าช่วยแสดงพลังที่แท้จริงให้ข้าดูหน่อยได้ไหม?"
"ในเมื่อท่านช่วยรักษาภรรยาข้า ข้าก็จะแสดงบางอย่างให้ท่านเห็น" ทันทีที่จางเฟยเรียกอสูรร้ายทั้งเก้าออกมา เฉียวอี้เซิงถึงกับกระโดดถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว พลังของพวกมันพุ่งทะยานถึงขอบเขตเทวะเคารพสามสุริยันแล้ว "เหยาฉีหลินและเฟยเหลียนคือผู้หญิงของข้า ส่วนที่เหลือคือทาสรับใช้"
เฉียวอี้เซิงสูดลมหายใจเข้าลึกขณะมองดูพวกมันทีละตัว 'พับผ่าสิ! มิน่าล่ะเขาถึงไม่เกรงกลัวตระกูลหลันหรือตระกูลจือเลย อสูรร้ายเหล่านี้ทรงพลังเกินกว่าพวกนั้นไปไกลโข' "เจ้าปราบพวกมันได้อย่างไรกันเจ้าหนู?"
"หลงอู่เจ้า, หลงสวี่คง และเทียนซือไป๋หลง เป็นคนสยบพวกมัน ส่วนข้าก็แค่ฉวยโอกาสนั้นทำพันธสัญญา" เฉียวอี้เซิงมองจางเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เพราะมังกรทั้งสามนั้นทรงพลังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจักรพรรดิมังกรทองห้าเล็บที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนสวรรค์ "ข้ารู้จักกับจักรพรรดิมังกรมานานก่อนจะจุติมาที่แดนนี้ และองค์หญิงแห่งเผ่าพันธุ์มังกรสวรรค์ก็เป็นเพื่อนเก่าของข้า"
เฉียวอี้เซิงถึงกับกุมขมับเมื่อได้ยินเช่นนั้น "เจ้ามันบ้าไปแล้วเจ้าหนู! แม้แต่ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจอย่างพ่อแม่หรือบรรพบุรุษของข้า ยังไม่เคยสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขาได้เลย เพราะระดับมันต่างกันเกินไป แต่เจ้ากลับมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงเพียงนี้"
"อาวุโสคะ สามีของเราต่างจากที่ท่านจินตนาการไว้มาก" เฉียวอี้เซิงมองตรงไปที่อู่เหลียนจือ "เขาเองก็เป็นมังกรเช่นเดียวกับพวกเขา"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉียวอี้เซิงจึงหันกลับมาจดจ่อที่จางเฟย ซึ่งในพริบตานั้นเขาได้กลายร่างเป็น 'ร่างมนุษย์มังกรกลียุค' "ก่อนหน้านี้ข้าสัมผัสกลิ่นอายอสูรจากตัวเจ้าไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ข้าสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน"
"ครับ" จางเฟยกลับสู่ร่างมนุษย์และส่งอสูรร้ายทั้งหมดกลับเข้าสู่พื้นที่อสูร "เมื่อข้าอยู่ในร่างมนุษย์ แทบไม่มีใครเลย แม้แต่เผ่าพันธุ์อสูรหรืออสูรร้ายจะสัมผัสกลิ่นอายของข้าได้ แต่ก็มีบางตนที่มองออก เช่น หลงอู่เจ้าและคนอื่นๆ"
เฉียวอี้เซิงจ้องมองจางเฟยด้วยความงุนงงสับสน ขณะที่จางเฟยยื่นขวดยาสี่ขวดให้เขา "นี่คือยาที่เจ้าหลอมเองหรือ?"
"ใช่ครับ" จางเฟยพยักหน้า "ข้าไม่มีของมีค่าหรืออัญมณีมากมาย แต่ข้ามั่นใจในสรรพคุณยาของข้า ท่านและภรรยาเอาไปใช้เถอะ ข้าเชื่อว่าท่านจะชอบมัน ตอนนี้เราไปพบคนพวกนั้นกันเถอะ ข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าพวกเขาจะทำอย่างไรหากข้าปฏิเสธคำขอ"
"ท่านพี่ ส่งพวกนางกลับไปก่อนเถอะค่ะ ข้าจะไปเป็นเพื่อนท่านเอง" ลั่วหยุนเซียวเอ่ย
"ตกลง" จางเฟยไม่ได้ส่งมู่หลิงซูและคนอื่นๆ เข้าไปยังพื้นที่ฝึกฝน แต่เขาส่งพวกนางเข้าไปในโลกแห่งจิตวิญญาณแทน "ท่านไม่ต้องสับสนไปหรอกอาวุโส ข้าคือนักสู้สายวิญญาณ และข้าเพิ่งส่งพวกนางเข้าไปในพื้นที่วิญญาณของข้า"
"ข้าชักจะตามเจ้าไม่ทันแล้วเจ้าหนู เจ้ายังอายุน้อยแท้ๆ แต่กลับบรรลุสิ่งที่ผู้อาวุโสอย่างข้าหรือคนอื่นๆ ไม่อาจทำได้" เฉียวอี้เซิงเก็บขวดยาลงในแหวนมิติก่อนจะนำทางจางเฟยและลั่วหยุนเซียวออกจากห้องมุ่งหน้าสู่หอโถงหลัก "ไปกันเถอะ"
.
.
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงหอโถงหลัก จือฉิงซง, เนี่ยซูหยิน, จือเชียน และจือเสิน ยังคงดูสงบนิ่ง แต่จือเซิ่งเหยียนกลับมีท่าทีรำคาญใจเพราะเขารอจางเฟยนานเกินไปแล้ว
แต่คนที่สีหน้าย่ำแย่ที่สุดคือ หลันยวี่หรง นางพยายามจะกดดันจางเฟยด้วยกลิ่นอายพลังของตน ทว่าในพริบตานั้น จางเฟยใช้ 'พันธะวิญญาณ' สะท้อนกลับและกดดันนางอย่างรุนแรง จนเก้าอี้ของนางแตกละเอียด ส่งร่างของนางกระเด็นลงไปกองกับพื้น!
*เพล้ง!*
"อ๊ากกกก!"
ถังชิงเยียนและเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลเฉียวในห้องต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น จือฉิงซงและคนอื่นๆ ในตระกูลจือเองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน ทุกสายตาจับจ้องไปที่จางเฟยซึ่งยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทว่าพวกเขากลับสัมผัสได้ว่าระดับพลังของเขานั้นเทียบเท่าหรืออาจจะเหนือกว่าขอบเขตเทวะเคารพสามสุริยันอย่างพวกเขาเสียอีก!
"เมียข้า!" จือเซิ่งเหยียนอุทานลั่นพลางพยายามจะเข้าไปช่วยหลันยวี่หรง แต่จางเฟยกลับเพิ่มแรงกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ จือเซิ่งเหยียนขมวดคิ้วมองเขาอย่างกินเลือดกินเนื้อ "เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าเด็กเมื่อวานซืน?"
"ทำไมเจ้าไม่ถามเมียเจ้าดูล่ะ เจ้าแก่?" จางเฟยตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ "เจ้ารู้อยู่เต็มอกว่านางต้องการกดดันข้า และเจ้าก็ปล่อยให้นางทำ แต่พอข้ากดดันนางกลับ เจ้ากลับมาโกรธเคืองข้าอย่างนั้นหรือ"
"พรืด!" เฉียวอี้เซิง, ถังชิงเยียน และคนของตระกูลเฉียว อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินจางเฟยเรียกจือเซิ่งเหยียนว่า 'เจ้าแก่'
"แก—" จือเซิ่งเหยียนคำรามได้เพียงคำเดียวก็ต้องชะงัก เมื่อจางเฟยปลดปล่อย 'เจตจำนงแห่งวิญญาณ, เจตจำนงแห่งดาบ และเจตจำนงแห่งอัคคี' ออกมาพร้อมกันในคราวเดียว!
การกระทำของจางเฟยไม่เพียงสร้างความสั่นสะท้านให้แก่จือเซิ่งเหยียน แต่ทุกคนที่อยู่ที่นั่น รวมถึงลั่วเหลียนจินและเสวียนหยุน ต่างก็ตกตะลึงจนพุดไม่ออก
จากนั้นจางเฟยจึงเอ่ยกับคนจากตระกูลจือด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ข้าไม่เคยชอบหาเรื่องใคร แต่ข้าก็เกลียดที่สุดเวลาที่มีคนมาข่มขู่หรือบังคับข้า หากพวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นพลับนิ่มที่เคี้ยวได้ง่ายๆ ก็เชิญดาดหน้าเข้ามาได้เลย แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน... พวกเจ้าทุกคนที่นี่จะต้องตาย และสมาชิกทุกคนในตระกูลทั้งสองของพวกเจ้าจะถูกฝังตามพวกเจ้าไปด้วย!"
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.