ตอนที่ 440
440 / 1536
อ่าน 14 นาที
Chapter 440 A Mad Man
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 07:50
## บทที่ 440: ชายคลั่ง
[นายท่าน ข้าดำเนินการสำรวจและจัดทำแผนที่ดินแดนแห่งนี้เสร็จสิ้นแล้ว ระยะห่างจากที่นี่ไปยังดินแดนเก้าดารานั้นใกล้กว่าที่คาดไว้ ใช้เวลาเดินทางเพียงสามสัปดาห์เท่านั้น ข้าจึงเห็นว่าท่านควรออกเดินทางจากจุดนี้ นอกจากนี้ ‘แพนโดร่า ออดิสซีย์’ ยังมีฟังก์ชันพรางตัวที่ยอดเยี่ยม ผู้บ่มเพาะในดินแดนแห่งนี้ย่อมไม่อาจตรวจพบร่องรอยได้ ดังนั้นท่านจึงสบายใจได้หากเลือกใช้เส้นทางนี้เจ้าค่ะ]
‘สามสัปดาห์งั้นรึ?’ จางเสี่ยวหลงทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิบนเตียงทันทีเพื่อสะสางภารกิจประจำวันให้ลุล่วง ‘ถ้าอย่างนั้น ข้าคงต้องเริ่มวางแผนหาทางไปยังดินแดนเก้าดาราให้เร็วที่สุด เพื่อชิงเมล็ดธาตุอัสนีมาครอบครอง... อย่างไรก็ดี เม่ย เจ้าช่วยจับตาดูรอบๆ ที่พักแห่งนี้ไว้ด้วย’
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ‘ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ข้ารู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจในดินแดนแห่งนี้ ทว่ากลับไม่สามารถระบุต้นตอของมันได้’
[รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน ท่านโปรดรวบรวมสมาธิไปกับการบ่มเพาะเถิด ข้าจะคอยเฝ้าระวังพื้นที่รอบที่พัก รวมถึงตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสมาชิกตระกูลซางอย่างใกล้ชิดเองเจ้าค่ะ]
จางเสี่ยวหลงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลง เริ่มชักนำลมปราณจากอากาศเข้าสู่ร่างกาย ใบหน้าของเขาเผยความตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด โดยเฉพาะเมื่อสัมผัสได้ว่าทั้งคุณภาพและปริมาณของลมปราณใน ‘ดินแดนรกร้าง’ แห่งนี้ ช่างเหนือชั้นกว่าลมปราณในดินแดนหยกเวหาอย่างเทียบไม่ติด
.
.
.
ซางกวงหมิงขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ย่างกรายมาถึงเหมืองคริสตัล โดยเฉพาะเมื่อเห็นซางอู่จื่อนำชายฉกรรจ์ในตระกูลอีกสามคนเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเขาไว้ เขาไม่รอช้า รีบชักหอกยาวคู่กายออกมาพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชา
“ต่อให้ท่านประมุขจะส่งข้ามาที่นี่เพื่อรับโทษ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าทั้งสามจะมีระดับชั้นเท่าเทียมกับข้า จงคิดให้ดีก่อนจะลงมือเป็นศัตรูกับข้า!”
“ฮ่าๆๆ!” ซางอู่จื่อหัวเราะร่าพลางชักหอกของตนออกมาจ่อหน้าซางกวงหมิง “เจ้าคิดว่าฐานะเดิมของเจ้าจะยังมีประโยชน์ในสถานที่เฮงซวยนี่งั้นรึ? ที่นี่... พวเราทุกคนล้วนมีสถานะต่ำต้อยไม่ต่างกัน และไม่มีใครหน้าไหนจะยื่นมือมาช่วยเจ้าได้หรอก ทางที่ดีจงยอมศิโรราบให้ข้าเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องลิ้มรสความทุกข์ทรมานจนลืมไม่ลง!”
ชายอีกสามคนชักหอกออกมาถือกุมด้วยสองมือ ปลายคมหอกแหลมคมพุ่งตรงไปยังซางกวงหมิงอย่างพร้อมเพรียง
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง แรงกดดันอันมหาศาลพลันแผ่ซ่านออกมาจากส่วนลึกของถ้ำ พลังกดทับนั้นจู่โจมเข้าใส่ซางอู่จื่อและพวกพ้องโดยตรง จนทำให้ทั้งสามถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นด้วยความสยดสยอง พวกเขาย่อมรู้ดีว่าเจ้าของกลิ่นอายอันน่าสะพรึงนี้คือใคร เหงื่อกาฬเย็นเยียบเริ่มผุดซึมเต็มหน้าผาก ‘บัดซบ! ทำไมไอ้หมอนี่ต้องมายุ่งเรื่องของข้าด้วย!’
“เฮ้! เจ้าไก่อ่อนอู่จื่อ! เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ายังอยู่ที่นี่?” ใบหน้าของซางอู่จื่อมืดครึ้มลงทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ทว่าไม่ทันไร ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก็เคลื่อนไหวประดุจภูตพรายมาปรากฏกายที่ด้านหลัง ก่อนจะคว้าเข้าที่ไหล่ขวาของเขาอย่างแรง จนหอกในมือร่วงหล่นลงพื้นพร้อมใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด “กวงหมิงคือน้องชายของข้า... ลืมไปแล้วรึ?”
“ในเมื่อพวกเจ้าสี่คนคิดจะรุมกินโต๊ะเขา ข้าก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะแทรกแซงเพื่อหยุดยั้งพวกเจ้า... จริงไหม?”
“อ๊ากกก!” ซางอู่จื่อแผดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นออกแรงบีบไหล่ขวาของเขาจนนิ้วฝังเข้าไปในเนื้อ เลือดสีแดงฉานเริ่มไหลซึมออกมา “บัดซบ! หยุดเดี๋ยวนี้ ซางเสี่ยวเจวียน! เจ้าจะทำมือข้าพิการแล้วนะ!”
“เหอะ!” ซางเสี่ยวเจวียนแค่นเสียงเย็นชาพลางสะบัดมือออก แต่เขากลับวาดเท้าถีบเข้าที่กลางหลังของซางอู่จื่ออย่างแรง ส่งร่างนั้นกลิ้งไถลไปแทบเท้าของซางกวงหมิง “เจ้ามันช่างเป็นตัวอัปยศของตระกูลซางเสียจริง! ระดับการบ่มเพาะของพวกเจ้าก็เท่ากัน แต่เจ้ากลับขี้ขลาดเป็นไก่อ่อนที่เก่งแต่รุมคนอื่น ถ้าพ่อเจ้าไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องกับพ่อข้า ข้าคงปลิดชีพเจ้าไปนานแล้ว”
“เพราะฉะนั้น จงเลิกมารบกวนกวงหมิงเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะหักทั้งแขนและขาของเจ้า แล้วโยนเจ้าไปทิ้งที่เกาะทางตะวันออก ให้พวกสัตว์อสูรที่นั่นได้รุมทึ้งกินเนื้อเจ้าทั้งเป็น!”
ซางอู่จื่อสั่นสะท้านไปทั้งร่างเมื่อได้ยินคำอาฆาตจากซางเสี่ยวเจวียน เขารีบตะเกียกตะกายคว้าหอกแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกกวางที่เผชิญหน้ากับผู้ล่า
ซางเสี่ยวเจวียนตวัดสายตาคมปราบไปยังชายที่เหลืออีกสามคน พวกเขารีบส่ายหน้าเป็นพัลวันก่อนจะโกยอ้าวตามซางอู่จื่อไปไม่คิดชีวิต “ฮ่าๆๆ! ข้าได้ยินเรื่องความล้มเหลวของเจ้าในดินแดนเนเธอร์เวิลด์แล้วนะ กวงหมิง”
“ข้าไม่คิดว่าเป็นความผิดของพวกเจ้าหรอก โดยเฉพาะเมื่อองค์หญิงฟีนิกซ์ยื่นมือเข้าช่วยไอ้พวกสวะพวกนั้นเสริมตราประทับ พวกเจ้าสู้ไม่ได้ก็ไม่แปลก ขนาดท่านประมุขเองยังไม่กล้าปะทะกับนางตรงๆ เลยด้วยซ้ำ”
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ความล้มเหลวก็คือความล้มเหลวอยู่ดี พี่เสี่ยวเจวียน อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่านิสัยของท่านประมุขเป็นอย่างไร ต่อให้พวกเราถูกแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง” ซางเสี่ยวเจวียนพยักหน้าเห็นพ้อง เพราะซางหัวเฉียงนั้นเอาแต่ใจตัวเองมาโดยตลอด ทว่าเขาก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูล จึงไม่มีใครกล้าปริปากบ่น
“ว่าแต่ ท่านมาถึงดินแดนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วมาทำอะไรที่นี่? ไม่ได้ติดตามไปกับอาจารย์ของท่านหรอกรึ?”
“เฮ้! เจ้าน่าจะรู้เหตุผลที่ข้ามาที่นี่อยู่แล้วนี่นา” ซางเสี่ยวเจวียนวาดแขนโอบไหล่ซางกวงหมิงพลางพากันเดินเข้าไปในเหมือง “ข้ากลับมาที่ดินแดนของเราเมื่อสามเดือนก่อน แต่ไม่เจอพวกเจ้า สอบถามจากท่านพ่อจึงได้ความว่าพวกเจ้าจะเดินทางมาถึงดินแดนรกร้างในวันนี้”
“อีกอย่าง ตอนนี้อาจารย์ของข้ากำลังเดินทางไปยังดินแดนอื่นเพื่อจัดการธุระส่วนตัว ข้าจึงตัดสินใจมาที่นี่เมื่อสามวันก่อน และจะอยู่ช่วยซางอิงเยว่คอยจับตาดูไอ้พวกเด็กเหลือขอพวกนี้สักระยะ”
ซางกวงหมิงหันขวับมามองลูกพี่ลูกน้องของเขาโดยพลัน “ท่านมาที่นี่เพื่อช่วยท่านพี่ (ซางเหยาหลิน) ของข้าโดยเฉพาะใช่ไหม?”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!” ซางเสี่ยวเจวียนไม่คิดจะปิดบังความตั้งใจ “เหยาหลินอาจจะถูกตามใจจนเสียคนไปบ้าง แถมยังขี้แย แต่ข้าก็ชอบนางมาโดยตลอด และข้าต้องการให้นางมาเป็นภรรยาของข้าในอนาคต ดังนั้นข้าจะไม่มีวันยอมให้ใครหน้าไหนมารังแกหรือทำร้ายนางได้!”
ซางกวงหมิงส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เขารู้อยู่เต็มอกว่าซางเสี่ยวเจวียนมีใจให้น้องสาวของเขามานานแสนนาน ทว่าฝ่ายหญิงกลับไม่เคยเหลียวแล ความรู้สึกนี้จึงเป็นเพียงรักข้างเดียวที่ขมขื่น และต่อให้นางมีใจให้เขาขึ้นมาจริงๆ ท่านพ่อของทั้งสองฝ่ายก็คงไม่มีวันยอมรับความสัมพันธ์นี้ เพราะพวกเขาเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันและเกลียดชังความสัมพันธ์ที่ผิดทำนองคลองธรรมเป็นที่สุด
“พี่เสี่ยวเจวียน ท่าน...”
“ข้ารู้” ซางเสี่ยวเจวียนตัดบททันควัน “ข้ารักเหยาหลินด้วยหัวใจทั้งหมด และนางเป็นสตรีเพียงนางเดียวที่คู่ควรจะเป็นภรรยาข้า ข้าไม่สนหรอกว่าพวกท่านพ่อจะคิดอย่างไร ตอนนี้ข้าอาจจะยังอ่อนแอเมื่อเทียบกับพวกเขา แต่ในอนาคตข้าจะก้าวข้ามพวกเขาไปให้ได้ ถึงเวลานั้นย่อมไม่มีใครขัดขวางข้าได้อีก”
“แทนที่จะมาห่วงเรื่องของข้า ข้าว่าเจ้าห่วงตัวเองก่อนดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อ ‘แม่นางผู้นั้น’ เดินทางมาที่นี่เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ”
“อะไรนะ!” ซางกวงหมิงร้องอุทานลั่นจนหยุดก้าวเดิน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาทันทีที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงสตรีผู้นั้น “ท่านพูดจริงรึ? ทำไมนางถึงมาที่นี่? แล้วท่านแม่ไม่ได้ห้ามนางไว้เลยหรืออย่างไร?”
“ฮ่าๆๆ!” ซางเสี่ยวเจวียนหัวเราะด้วยความสะใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของน้องชาย “เจ้าคิดว่าป้ามู่หรงเชียนอิงจะหยุดนางได้งั้นรึ? ความจริงท่านป้าพยายามขวางหงซินซินแล้ว แต่นางยืนกรานจะมาที่นี่ให้ได้ อีกอย่างเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่านางคลั่งรักเจ้าแค่ไหน เตรียมตัวไว้เถอะ อีกไม่นานนางคงมาหาเจ้าแน่”
ซางกวงหมิงโอบกอดร่างกายที่สั่นเทาของตนเอง รู้สึกมึนศีรษะตื้อไปหมดเมื่อคิดถึงการปรากฏตัวของหงซินซินในดินแดนรกร้าง “ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน? ทำไมผู้อาวุโสอิงเยว่ถึงไม่บอกอะไรข้าเลย?”
“เจ้าลืมไปแล้วรึว่านางมีสมบัติพรางกายระดับสูง? แม้แต่พ่อแม่ของพวกเรายังมองไม่ออก นับประสาอะไรกับซางอิงเยว่” คำตอบของซางเสี่ยวเจวียนทำเอาซางกวงหมิงพูดไม่ออก “อีกอย่าง หงซินซินก็ไม่ได้แย่นักไม่ใช่รึ? ถึงนางจะอายุมากกว่าเจ้ามาก แต่หน้าตาก็สะสวยไม่แพ้สาวรุ่น ทรวดทรงองค์เอวก็อวบอัดเย้ายวน โดยเฉพาะ ‘ปทุมถัน’ คู่โตกับสะโพกดินระเบิดนั่น ที่สำคัญนางยังเป็นสาวบริสุทธิ์ และฐานะของนางในตระกูลหงยังสูงกว่าฐานะพ่อแม่เราในตระกูลเสียอีก ถ้าเจ้ายอมรับนาง เจ้าจะได้เลื่อนฐานะขึ้นมาทันที ไม่ต้องมาทนรับโทษร้อยปีอยู่อย่างนี้หรอก”
“ชิ!” ซางกวงหมิงกัดฟันกรอด “ถ้าพี่ชอบหงซินซินขนาดนั้น พี่ก็แต่งกับนางเองเลยสิ จะได้เลิกยุ่งกับพี่สาวข้าเสียที”
“ในสายตาข้า เหยาหลินคือสตรีที่งดงามที่สุด หงซินซินน่ะเทียบไม่ติดหรอก ข้าไม่มีวันมีใจให้นางแน่” ซางเสี่ยวเจวียนฉุดกระชากซางกวงหมิงให้เดินต่อ “เอาเถอะ เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนนั่นหรอก ข้าจะคอยปกป้องเจ้าเอง”
ซางกวงหมิงส่ายหน้า “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องปกป้องข้า ข้าจัดการเองได้ ท่านไปดูแลพี่เหยาหลินเถอะ โดยเฉพาะซางเสี่ยวอินที่อยู่ที่นี่ด้วย ยัยผู้หญิงป่าเถื่อนนั่นต้องหาเรื่องแกล้งพี่สาวข้าไม่หยุดแน่”
“โอ้! จริงด้วย! ข้าเกือบลืมซางเสี่ยวอินไปเลย” ซางเสี่ยวเจวียนหมุนตัวกลับทันที “ถ้าอย่างนั้นข้าไปหาเหยาหลินก่อนล่ะ ข้าจะไม่มีวันยอมให้ยัยป่าเถื่อนนั่นทำอะไรนางได้เด็ดขาด!”
‘ไอ้หมอนี่! มันคลั่งรักพี่สาวข้าจนโงหัวไม่ขึ้นจริงๆ ถึงขั้นยอมทำทุกอย่างเพื่อนางได้เลยรึไงนะ’ ซางกวงหมิงทอดถอนใจก่อนจะเดินแยกไปยังพื้นที่อื่นของเหมือง สมาชิกตระกูลซางคนอื่นๆ ต่างพากันจับจ้องมาที่เขา ทว่าเขากลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ละสายตาไปจากซางอู่จื่อและพวกพ้อง เพราะเขามั่นใจว่าพวกนั้นต้องหาทางกลับมาสร้างปัญหาให้เขาอีกแน่นอน
.
.
.
ไม่นานนัก ซางเสี่ยวเจวียนก็มาถึงที่พัก การปรากฏตัวของเขาทำให้ซางเหยาหลินถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความหงุดหงิด “ท่านมาทำอะไรที่นี่? ข้าบอกไปกี่ครั้งแล้วว่าข้าไม่มีวันชอบท่าน เลิกตามตื๊อข้าเสียที การกระทำของท่านมันทำให้ข้าอึดอัด!”
“เหยาหลิน เจ้ามีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า...” ซางเสี่ยวเจวียนเคลื่อนที่มาประชิดตัวนางในพริบตา ก่อนจะเชยคางนางขึ้น “ทว่าข้าก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าหาเจ้าและไม่มีวันยอมแพ้ ต่อให้เจ้าจะปฏิเสธข้าสักพันครั้งหมื่นครั้งก็ตาม!”
“หน้าด้าน!” ซางเหยาหลินเงื้อมือหมายจะตบหน้าเขา ทว่าซางเสี่ยวเจวียนกลับคว้าข้อมือขวาของนางไว้ได้ทันท่วงที ก่อนจะผลักนางติดกำแพงและตรึงมือทั้งสองข้างของนางขึ้นเหนือศีรษะ “ปล่อยข้านะ! ข้าไม่เคยชอบท่าน และจะไม่มีวันรับรักท่าน ต่อให้ท่านจะเป็นผู้ชายคนสุดท้ายในจักรวาลนี้ก็ตาม!”
ซางเสี่ยวเจวียนไม่ได้โกรธเคือง เขากลับยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็นพลางโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของนาง “ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะปฏิเสธกี่ครั้ง หรือข้าต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะได้ตัวเจ้ามา... หากชายหน้าไหนกล้าเข้าใกล้เจ้า ข้าจะทรมานและฆ่าพวกมันทิ้งเสีย หากท่านพ่อท่านแม่กล้าขวางข้า ข้าก็พร้อมจะสู้กับพวกเขา และข้าจะไม่มีวันลังเลที่จะปลิดชีพพวกเขาหากจำเป็น”
“ในที่สุดเจ้าก็ต้องตกเป็นภรรยาของข้า และถึงเวลานั้น... จะไม่มีใครหยุดยั้งข้าได้อีก!”
“ท่านมันบ้าไปแล้ว! บ้าไปแล้วจริงๆ!” ซางเหยาหลินตะโกนใส่หน้าเขาด้วยความคับแค้นใจ โดยเฉพาะเมื่อซางเสี่ยวเจวียนมักจะแสดงท่าทีราวกับคนวิกลจริตเสมอเมื่อเป็นเรื่องของนาง
“หึๆ” ซางเสี่ยวเจวียนหัวเราะในลำคอพลางใช้นิ้วลูบไล้แก้มของนาง “เจ้ารู้ตัวไหมว่าเจ้านั่นแหละที่ทำให้ข้าคลั่ง? ข้าหลงรักเจ้ามานับร้อยปี แต่เจ้ากลับเอาแต่ผลักไสข้าจนข้าแทบเสียสติ... ข้าคนเดิมได้ตายไปแล้ว ตอนนี้ข้าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เจ้ามา ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่ใช่คนโฉดชั่ว ข้าจะไม่ล่วงเกินเจ้าด้วยกำลัง...”
“ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความรักที่ข้ามีให้ ต่อให้ข้าต้องฆ่าคนนับพันเพื่อพิสูจน์มันก็ตาม!”
ทันใดนั้น ซางเสี่ยวเจวียนพลันผนึกพลังบ่มเพาะของซางเหยาหลิน ก่อนจะหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ เขาบีบปากนางให้เปิดออกแล้วส่งโอสถเข้าสู่ลำคอของนางอย่างรวดเร็ว บังคับให้นางต้องกลืนมันลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“แค่ก... แค่ก...” ซางเหยาหลินสำลักอย่างรุนแรง พยายามจะถ่มโอสถทิ้งทว่ามันกลับละลายหายไปในพริบตา นางจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชัง
“ฮ่าๆๆ” ซางเสี่ยวเจวียนหัวเราะลั่นพลางคลายผนึกพลังบ่มเพาะและปล่อยมือจากนาง “ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่มีวันวางยาพิษหรือยาปลุกกำหนัดกับเจ้าหรอก ทว่าข้ามั่นใจว่าเจ้าจะต้อง ‘เพลิดเพลิน’ กับฤทธิ์ของมันแน่... โอสถเม็ดนี้อาจารย์ของข้าปรุงขึ้นเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ และไม่มีใครมีตัวยาถอนนอกจากข้า”
“ข้าจะมอบยาถอนให้หลังจากเจ้าตอบตกลงรับรักข้า ดังนั้นเจ้าจงเริ่มคิดถึงความรู้สึกของข้าให้ดี ไม่อย่างนั้นเจ้าจะต้องทุกข์ทรมานจากฤทธิ์ยาไปตลอดกาล”
“เหอะ!” ซางเหยาหลินแค่นเสียงเย็นชา “ต่อให้ฤทธิ์ยาจะทรมานข้าไปชั่วชีวิต ข้าก็ไม่มีวันรับท่านเป็นสามี! หากข้าทนไม่ไหว ข้าจะระเบิดแกนพลังบ่มเพาะของข้าทิ้งเสีย และท่านจะต้องเสียใจที่เห็นข้าตายไปตลอดชีวิต!”
คำขู่ของซางเหยาหลินทำให้ใบหน้าของซางเสี่ยวเจวียนมืดครึ้มลงทันที เขาแทบอยากจะจับนางกินเสียตรงนั้น ทว่าเขาก็สะกดกลั้นอารมณ์ไว้และยิ้มตอบ “ตอนนี้เจ้าอาจจะพูดได้ แต่ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานเจ้าจะต้องเป็นฝ่ายมาอ้อนวอนข้าเอง ข้าก็แค่ต้องรอเวลาให้เจ้าเดินมาหาข้าด้วยตัวเองเท่านั้น”
ซางเสี่ยวเจวียนหันหลังเดินจากไป ทว่าเขาไม่ได้จากไปไหนไกล เขายังคงวนเวียนเฝ้าสังเกตการณ์ซางเหยาหลินอยู่รอบๆ ที่พัก
‘บัดซบ! มันคือยาอะไรกันแน่? มันไม่ใช่ยาปลุกกำหนัดแน่รึ?’ ซางเหยาหลินนิ่งคิด ปกติยาปลุกกำหนัดจะออกฤทธิ์เร็วมาก ทว่าตอนนี้ร่างกายของนางกลับยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ยิ่งทำให้นางสงสัยในฤทธิ์เดชที่แท้จริงของโอสถเม็ดนั้น
‘ช่างเถอะ พอฤทธิ์ยาเริ่มทำงานเดี๋ยวก็รู้เอง... หวังว่าข้าจะทนรับมือกับมันได้นะ ข้าไม่มีวันไปหาไอ้คนเสียสติอย่างมันแน่ นับประสาอะไรกับการไปอ้อนวอนมัน!’
.
.
.
===
[ติ้ง]
[ภารกิจรายวัน: ดูดซับปราณ 12,200 หน่วย]
[สถานะ: สำเร็จ]
[รางวัล: เพชรสีเขียว 122 เม็ด ถูกส่งไปยังช่องเก็บของเรียบร้อยแล้ว]
===
“ฟู่ววว” จางเสี่ยวหลงผ่อนลมหายใจยาวพลางลืมตาขึ้น “ปราณในดินแดนแห่งนี้ช่างเหนือชั้นจริงๆ ข้าสามารถทำภารกิจรายวันสำเร็จได้รวดเร็วกว่าปกติมาก”
[นายท่าน ท่านควรระวังตัวให้ดีเมื่ออยู่ใกล้ซางเหยาหลินนะเจ้าคะ เพราะตอนนี้มี ‘คนคลั่ง’ ที่หลงไหลในตัวนางอย่างหนักปรากฏตัวขึ้น เขาถึงขั้นบังคับให้นางกินโอสถลึกลับ ซึ่งตอนนี้ฤทธิ์ของมันยังไม่แน่ชัดเจ้าค่ะ]
จางเสี่ยวหลงเลิกคิ้วขึ้น เม่ยจึงเริ่มอธิบายเรื่องของซางเสี่ยวเจวียนให้เขาฟัง เขาไม่รอช้า รีบเปิดแผนที่ขึ้นมาตรวจสอบข้อมูลทันที “หืม? ระดับการบ่มเพาะของเขาเทียบเท่ากับเฟิ่งเหยา... ขอบเขตปรากฏเทพห้าจันทราเลยงั้นรึ? เป็นพวกคลั่งรักจนหน้ามืดตามัวเพื่อซางเหยาหลินสินะ ข้าคงต้องระวังหมอนี่ไว้บ้าง ไม่อย่างนั้นมันอาจจะฆ่าข้าด้วยความหึงหวงเอาได้”
อย่างไรก็ตาม จางเสี่ยวหลงไม่ได้เก็บเรื่องของซางเสี่ยวเจวียนมาใส่ใจมากนัก เขาหลับตาลงอีกครั้งเพื่อบ่มเพาะพลังต่อ ในเมื่อซางเหยาหลินและซางกวงหมิงยังวุ่นอยู่กับการรับโทษ เขาก็ควรใช้เวลานี้ดูดซับปราณในดินแดนรกร้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.