Chapter 3327
3327 / 5804
12 min read
Chapter 3327 - Assume Your Duties
Published Apr 11, 2026, 10:22 AM
**บทที่ 3327 - จงทำหน้าที่ของเจ้า**
“เหอะ... จะยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ?” จิ่วเฟิ่งปรายตาพวงหางตาพราวระยับมองไปทางหยางไค่ นางเฝ้ารอคอยจะชมการห้ำหั่นระหว่างสองยอดฝีมือผู้แตกฉานในวิถีแห่งมิติอย่างใจจดใจจ่อ นึกว่าการประลองจะดุเดือดเผ็ดมันจนแผ่นดินสะเทือน ทว่าเพียงแค่แลกกระบวนท่ากันไม่กี่อึดใจ หยางไค่กลับตัดสินใจรามือเสียดื้อๆ ทำให้นางรู้สึกค้างคาใจยิ่งนัก หลังจากกวาดสายตาสำรวจเขาครู่หนึ่ง นางจึงเอ่ยถาม “เขาซัดเจ้าโดนหรือ?”
หยางไค่พยักหน้าเล็กน้อย ทว่ามิได้อธิบายสิ่งใดเพิ่ม
แม้จิ่วเฟิ่งจะมีตบะบารมีแก่กล้าเพียงใด แต่นางก็ยังมิอาจมองภาพกระบวนท่าของหลี่อู่อี๋เมื่อครู่ออก หมัดนั้นเลี้ยวลดคดเคี้ยวอยู่ภายในความว่างเปล่า ประหนึ่งเงาตามตัวที่คอยติดตามหยางไค่อย่างไม่ลดละ ไม่ว่าหยางไค่จะบิดพลิกกายหลบหลีกเพียงใดก็มิอาจพ้นวิถี สุดท้ายหมัดของหลี่อู่อี๋ก็สัมผัสเข้าที่ร่างของเขาแผ่วเบาเพียงหนึ่งครา ก่อนจะรั้งกลับไปในทันที ในการประลองการใช้เคล็ดวิชาลับแห่งมิติครั้งนี้ หยางไค่พ่ายแพ้อย่างไร้ข้อกังขา กระบวนท่าของเขาทำอันตรายหลี่อู่อี๋มิได้แม้แต่น้อย ในขณะที่ฝ่ายหลังกลับโจมตีเขาได้ตามอำเภอใจ ความต่างชั้นของพลังนั้นประจักษ์ชัดแจ้งยิ่งนัก
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชี้แนะในวันนี้” หยางไค่ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยจะมุมานะฝึกฝน เพื่อที่วันหนึ่งจะสามารถเอาชนะท่านให้ได้”
หลี่อู่อี๋ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ดี! ข้าจะรอวันนั้น”
หยางไค่คลี่ยิ้มบางพลางกล่าว “ในเมื่อไม่มีธุระอื่นแล้ว ผู้น้อยคงต้องขอตัวลา วันหน้าจะไปเยี่ยมเยือนผู้อาวุโสทั้งสองที่เกาะสัตว์เทพแน่นอน”
หลี่อู่อี๋ยกมือขึ้นโบกห้าม “อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากให้เจ้าช่วย”
หยางไค่ขมวดคิ้วด้วยความฉงน “เรื่องอันใดหรือขอรับ?”
“รอสักประเดี๋ยว” สิ้นคำ หลี่อู่อี๋ก็ขยับกายแล้วเลือนหายไปจากครรลองสายตาในพริบตา
หยางไค่แผ่สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ออกไปตรวจสอบรอบด้าน ทว่ากลับไม่พบร่องรอยไอพลังของหลี่อู่อี๋แม้แต่น้อย เขาจึงคาดการณ์ว่าอีกฝ่ายคงใช้ ‘ประภาคารมิติ’ (Space Beacons) เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ห่างไกลในทันที
เมื่อเป็นเช่นนั้น หยางไค่จึงหันไปมองจิ่วเฟิ่งด้วยสายตาเป็นเชิงถาม แต่นางกลับโบกมือพลางกล่าวว่า “อย่ามองข้าเลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่”
หยางไค่พยักหน้า ในเมื่อจิ่วเฟิ่งยืนยันว่าไม่ทราบ ความจริงก็คงเป็นเช่นนั้น เขาจึงเลือกที่จะรอคอยอย่างสงบนิ่ง
ชั่วระยะเวลาเพียงน้ำเดือดครึ่งกา ระลอกคลื่นแห่งกฎเกณฑ์มิติก็ปรากฏขึ้นข้างกายจิ่วเฟิ่ง พร้อมกับการปรากฏตัวของหลี่อู่อี๋และผู้ติดตามอีกคนหนึ่ง
นางเป็นดรุณีแรกรุ่นที่มีปานรูปผีเสื้อแต้มอยู่บนดวงหน้าอันเย้ายวน กลิ่นอายรอบกายเปี่ยมไปด้วยความไร้เดียงสาและเสน่ห์แห่งวัยเยาว์ ทว่าปานผีเสื้อที่ปกคลุมแก้มไปครึ่งซีกนั้นกลับทำลายความงามโดยรวมของนางไปอย่างน่าเสียดาย นางสวมชุดกระโปรงสีเขียวเรียบง่าย ทว่ากลับขับเน้นส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่ดูโตเกินวัย ขัดกับใบหน้าเด็กสาวของนางยิ่งนัก
ทันทีที่ปรากฏกาย เด็กสาวกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างงุนงง ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาของหยางไค่ในทันใด
“เสี่ยวฉี?” ความประหลาดใจฉายชัดบนใบหน้าของหยางไค่
“พี่หยาง?” ดวงตาของโม่เสี่ยวฉีเป็นประกายด้วยความยินดีปรีดา นางรีบผละจากข้างกายหลี่อู่อี๋แล้วถลันเข้าหาหยางไค่ทันที ทว่าเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงชะงักฝีเท้าลงในระยะห่างประมาณสิบเมตร ใบหน้าของนางเริ่มขึ้นสีระเรื่อพลางถามว่า “ท่านคือพี่หยางจริงๆ หรือ?”
“แน่นอนว่าเป็นข้า จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?” หยางไค่คลี่ยิ้มจางๆ พลางเสยผมขึ้นเพื่อให้โม่เสี่ยวฉีเห็นใบหน้าของเขาได้ถนัดตา
โม่เสี่ยวฉีเอียงคอเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู “แล้วเหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่ดินแดนบูรพาได้ล่ะคะ?”
“ข้ามีธุระต้องมาจัดการที่นี่พอดี แล้วบังเอิญได้พบกับผู้อาวุโสหลี่และผู้อาวุโสจิ่วเฟิ่งน่ะ”
โม่เสี่ยวฉีค้อนขวับพลางมุ่ยปาก “ในเมื่อท่านมาถึงดินแดนบูรพาแล้ว เหตุใดจึงไม่ไปหาข้าที่เกาะสัตว์เทพบ้าง พี่หยางลืมข้าไปหมดแล้วใช่ไหม?”
หยางไค่หัวเราะเบาๆ “ข้าเองก็อยากจะไป แต่ข้าไม่รู้วิธีเดินทางไปเกาะสัตว์เทพน่ะสิ เรื่องเลยต้องล่าช้าออกไป”
“อย่างนี้นี่เอง...” โม่เสี่ยวฉีพยักหน้าเข้าใจ นางไขว้มือไว้ข้างหลังแล้วโน้มกายมาข้างหน้าเล็กน้อยพลางกล่าวอย่างออดอ้อน “ก็ได้ค่ะ! คราวหน้าถ้าท่านมาดินแดนบูรพาอีกล่ะก็ ท่านต้องไปเกาะสัตว์เทพเป็นที่แรกเลยนะ!”
“แน่นอน แน่นอนอยู่แล้ว” หยางไค่พยักหน้ารับคำ
หลี่อู่อี๋และจิ่วเฟิ่งซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
จิ่วเฟิ่งส่งกระแสจิตคุยกับเขา “ท่าทางจะไม่ดีแล้วนะ ท่านพาแม่หนูนี่มาทำไมกัน?”
หลี่อู่อี๋ตอบกลับว่า “เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ข้าส่งข่าวถึงองค์จักรพรรดิ ข้าได้เอ่ยถึงเรื่องที่หยางไค่จะเดินทางไปเกาะมังกร ท่านจึงสั่งให้ข้าพาเสี่ยวฉีมาด้วย เพื่อให้นางตามเจ้าหนูนี่ไปพบกับท่านแม่ของนางที่เกาะมังกรเสียเลย”
เมื่อทราบเหตุผล จิ่วเฟิ่งก็ลอบถอนใจ “ถึงเวลาที่ควรจะพบกันเสียที หลายปีมานี้ตั้งแต่เสี่ยวฉีเกิดมา นางยังไม่เคยได้เห็นหน้าแม่ของตัวเองเลย น่าสงสารจริงๆ ตอนเด็กๆ นางมักจะถามข้าอยู่เสมอว่านางถูกองค์จักรพรรดิเก็บมาเลี้ยงจากที่ไหนหรือเปล่า...”
หลี่อู่อี๋ทอดถอนใจเช่นกัน “ภารกิจครั้งก่อนของเรามันอันตรายเกินไป เราจึงไม่ได้พาเสี่ยวฉีไปด้วย นางเลยแง่งอนพวกเรามาตลอดตั้งแต่นั้นมา”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิ่วเฟิ่งก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบกว่าปีก่อนจนเผลอตัวสั่นสะท้าน นางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ให้เสี่ยวฉีไปพบแม่ก็ดีเหมือนกัน แต่... องค์จักรพรรดิไม่กังวลหรือว่าพวกตาแก่มังกรหัวรั้นพวกนั้นจะ... อ้อ ข้าลืมไป ในเมื่อมี ‘นายหญิง’ อยู่ที่นั่น พวกมังกรพวกนั้นคงไม่กล้าทำอะไรเสี่ยวฉีหรอก อีกอย่างหยางไค่ก็ไปด้วย แค่ลำพังเจ้าเด็กนี่คนเดียวพวกเขาก็คงปวดหัวจะแย่แล้ว คงไม่มีเวลามาหาเรื่องเสี่ยวฉีหรอก ฮ่าๆๆ ท่านจักรพรรดิช่างเดินหมากได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ให้หยางไค่เป็นเป้าล่อความเกลียดชัง เพื่อให้แม่ลูกได้พบหน้ากันอย่างสงบ”
ในขณะที่ทั้งสองสื่อสารกันผ่านกระแสจิต หยางไค่และโม่เสี่ยวฉีก็กระซิบกระซาบกันอย่างสนุกสนาน ดูเหมือนพวกเขากำลังคุยเรื่องขำขันบางอย่าง โม่เสี่ยวฉีปิดปากหัวเราะคิกคัก ในขณะที่หยางไค่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มที่จนใจ
หลี่อู่อี๋ก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “หยางไค่ ในเมื่อเจ้าจะไปเกาะมังกรอยู่แล้ว ก็พาสเสี่ยวฉีไปด้วยเถอะ ที่นั่นมีคนรอคอยนางอยู่...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางไค่เหลือบมองโม่เสี่ยวฉีครู่หนึ่งก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ‘ฟู่เสวียน’ คงจะคิดถึงบุตรสาวของนางจับใจ เขาจึงส่งกระแสจิตถามหลี่อู่อี๋ว่า “เสี่ยวฉีรู้เรื่องนี้แล้วหรือยังขอรับ?”
หลี่อู่อี๋พยักหน้า “รู้แล้ว องค์จักรพรรดิมิได้ปิดบังสิ่งใดต่อนาง ทว่าเจ้าต้องดูแลนางให้ดีเมื่อไปถึงที่นั่น”
หยางไค่ปรับสีหน้าเป็นเคร่งขรึม “ผู้อาวุโสโปรดวางใจ ผู้น้อยจะมิยอมให้เสี่ยวฉีได้รับอันตรายแม้แต่น้อย”
หลี่อู่อี๋ยิ้มกว้าง “หากองค์จักรพรรดิมิเชื่อใจเจ้า ท่านคงมิยอมให้เสี่ยวฉีมาที่นี่หรอก เอาล่ะ เมื่อธุระเสร็จสิ้นแล้ว อย่าลืมพานางกลับมาส่งที่เกาะสัตว์เทพด้วยล่ะ”
“ขอรับ” หยางไค่ประสานมือ “ถ้าเช่นนั้น พวกเราขอตัวลาก่อน”
“เดินทางปลอดภัยล่ะ” หลี่อู่อี๋พยักหน้าให้พรางยิ้มอย่างพึงพอใจ
หยางไค่หันมองไปไกลๆ เห็นหลานเหอกำลังจ้องมองมาแต่ไกล เขาจึงโบกมือให้ด้วยรอยยิ้ม หลานเหอชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจความหมายและโบกมือกลับ
เนื่องจากหลิงอินฉินไม่อยู่ในสายตา หยางไค่จึงตัดสินใจไม่ไปรบกวนนาง เขาหันไปกวักมือเรียกฉงฉีแล้วกล่าวว่า “ไปกันเถอะ”
ฉงฉีก้าวเดินมาข้างหน้า พลางกวาดสายตาสำรวจโม่เสี่ยวฉี และเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดหยางไค่ถึงไม่อยากเรียกเขาว่า ‘เสี่ยวฉี’ (ฉีตัวน้อย) นั่นเพราะที่ข้างกายเขามีเด็กสาวที่ใช้ชื่อเดียวกันอยู่แล้วนี่เอง
ใบหน้าเหี่ยวย่นและดวงตาที่หรี่เล็กของตาเฒ่าฉงฉีทำให้โม่เสี่ยวฉีรู้สึกประหม่า ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจนางทันที [ตาเฒ่าคนนี้ดูเหมือนคนเลวเลย!]
ฉงฉีพยายามฝืนยิ้มที่เขาคิดว่าดูใจดีที่สุดส่งไปให้โม่เสี่ยวฉี ทว่าฝ่ายหลังกลับหดคอหนีและเม้มริมฝีปากแน่นอย่างระแวดระวัง
ฉงฉีรู้สึกอัดอั้นจนต้องหันกลับไป ทว่ากลับพบหยางไค่ที่กำลังจ้องเขาเขม็ง เขาจึงรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมแล้วถามด้วยความสงสัย “นายน้อย ท่านมีสิ่งใดจะสั่งข้าหรือ?”
หยางไค่เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “เรื่องง่ายๆ แค่นี้ข้าต้องสั่งด้วยหรือ? ในเมื่อเจ้าตกลงใจรับข้าเป็นนายแล้ว เจ้าก็จงทำหน้าที่ของตนเองเสียสิ”
ฉงฉีชะงักไปชั่วครู่ ทว่าไม่นานเขาก็เข้าใจความหมายของหยางไค่ ใบหน้าของเขาเริ่มบิดเบี้ยว “นายน้อย ท่านหมายความว่า...”
“หืม?” หยางไค่ส่งสายตาเย็นเยียบกดดันไปทางเขา
ฉงฉีมีสีหน้าขัดเขินและลังเล สายตาลอกแลกไปมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น หยางไค่จึงหันไปประสานมือคารวะหลี่อู่อี๋ทันที “ผู้อาวุโส ข้าเกรงว่าข้าต้องขอคืนคำเสียแล้ว โปรดใช้เคล็ดวิชาของท่านลากคอตาแก่หนังเหนียวนี่กลับไปเถอะขอรับ”
ทันทีที่หยางไค่กล่าวจบ ฉงฉีก็ระเบิดเสียงคำรามกึกก้อง ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นสัตว์อสูรขนาดยักษ์ที่มีความยาวกว่าห้าสิบเมตรและกว้างถึงสิบเมตร รูปลักษณ์ประหนึ่งพยัคฆ์ติดปีกที่มีเขาสองข้างงอกอยู่บนหน้าผาก ขนทั่วร่างเป็นสีเพลิงแดงฉาน ปีกทั้งสองข้างแผ่กว้างจนดูราวกับจะปกคลุมได้ทั้งสวรรค์และปฐพี ท่วงท่าช่างดูสง่างามและเปี่ยมไปด้วยบารมีอันน่าเกรงขามยิ่งนัก
เขาพ่นลมหายใจออกมาเป็นไอเพลิงที่ร้อนระอุจนมองเห็นได้ชัด
หยางไค่ตาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจ พลางนึกในใจว่า [ตาเฒ่าคนนี้ก็รู้จักกาลเทศะเหมือนกันแฮะ]
หลังจากเดินวนรอบร่างสัตว์อสูรของฉงฉีหนึ่งรอบ หยางไค่ก็พยักหน้าเห็นชอบก่อนจะทะยานขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน จากนั้นเขาก็กวักมือเรียกโม่เสี่ยวฉี “มาเร็วเข้า”
ในตอนนั้น โม่เสี่ยวฉีถึงกับยืนตะลึงงัน แม้บนเกาะสัตว์เทพจะมีสัตว์อสูรมากมาย แม้กระทั่งสัตว์เทพอย่างจิ่วเฟิ่ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นสัตว์พาหนะที่ดูองอาจเช่นฉงฉี นางเพิ่งเห็นเขาในร่างมนุษย์เมื่อครู่ และภาพใบหน้าเจ้าเล่ห์ของตาเฒ่าคนนั้นยังติดตา ทำให้นางรู้สึกขยะแขยงอยู่ในที
ทว่าเมื่อหยางไค่เรียกนาง นางก็รีบกระโดดขึ้นไปบนหลังของฉงฉีด้วยความตื่นเต้นยินดี
“ลาก่อน!” หยางไค่ประสานมือลาหลี่อู่อี๋และจิ่วเฟิ่ง ก่อนจะใช้เท้าสะกิดฉงฉีเบาๆ
จากนั้น ฉงฉีก็กระพือปีกอันทรงพลังแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องนภา กลายเป็นลำแสงสีแดงฉานที่พุ่งหายไปไกลสุดสายตาด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ หากเขามีความเร็วไม่ถึงระดับนี้ เขาคงถูกหลี่อู่อี๋จับตัวไปนานแล้ว
หลี่อู่อี๋มองตามทิศทางที่หยางไค่จากไปแล้วกล่าวว่า “พวกเราก็กลับกันเถอะ”
จิ่วเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย เหตุผลที่พวกเขาถ่อมาถึงที่นี่ก็เพื่อจับตัวฉงฉี แต่ในเมื่อตอนนี้มันอยู่ภายใต้การดูแลของหยางไค่แล้ว ไม่ว่ามันจะทำอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาอีก หยางไค่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมมันเอง หากวันใดฉงฉีลุกขึ้นมาทำชั่วร้ายแรงอีกครั้ง พวกเขาค่อยลงมือจัดการก็ยังไม่สาย
ในวินาทีต่อมา หลี่อู่อี๋ก็สะบัดมือควบคุมกฎเกณฑ์มิติแล้วหายตัวไปพร้อมกับจิ่วเฟิ่งในพริบตา
ชั่วครู่ต่อมา ถังเซิ่งและเฉียนซิ่วอิงที่เฝ้ามองอยู่แต่ไกลก็ก้าวเข้ามาสำรวจรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าแขกผู้สูงศักดิ์ทุกคนจากไปแล้วจริงๆ พวกเขาจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่หุบเขาหมาป่าสวรรค์ได้ต้อนรับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทว่าความต่างชั้นของพลังที่มหาศาลก็ทำให้พวกเขารู้สึกกดดันจนแทบหายใจไม่ออกตลอดเวลา
ในเมื่อแขกกลับไปหมดแล้ว พวกเขาก็สามารถสบายใจได้เสียที
ทว่าแม้แขกจะจากไปแล้ว แต่รอบๆ ศาลาพักผ่อนยังคงมีระลอกคลื่นแห่งกฎเกณฑ์มิติหลงเหลืออยู่ แม้กระทั่งค่ายกลมิติก็ยังคงถูกทิ้งไว้ที่นั่น ถังเซิ่งและคนอื่นๆ เฝ้าสังเกตค่ายกลนั้นอยู่นานก่อนจะสรุปได้ว่ามันคือ ‘ค่ายกลมิติ’ พวกเขาไม่แน่ใจว่าผู้ที่ติดตั้งไว้คือหลี่อู่อี๋หรือหยางไค่ ทว่าหลังจากพยายามเปิดใช้งานอยู่หลายครั้ง พวกเขาก็พบว่าไม่สามารถเปิดมันได้ แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีความกล้าพอที่จะทำลายมันทิ้งเสียด้วย สุดท้ายจึงตัดสินใจประกาศให้ศาลาแห่งนี้เป็น ‘เขตหวงห้าม’ ห้ามมิให้ศิษย์ทั่วไปย่างกรายเข้ามา เพราะสถานที่แห่งนี้คือจุดที่สองยอดฝีมือแห่งวิถีมิติใช้สนทนาธรรมกัน หากปล่อยปละละเลยไปคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก หลังจากนั้น พวกเขาจึงได้คัดเลือกศิษย์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมาที่นี่ เพื่อให้ศึกษาค่ายกลและซึมซับไอพลังที่หลงเหลืออยู่ เผื่อว่าจะได้รับความรู้ที่เป็นประโยชน์บ้าง
หากหุบเขาของเขาสามารถบ่มเพาะศิษย์ที่แตกฉานในวิถีแห่งมิติได้แม้เพียงคนเดียว มันย่อมเป็นผลดีต่ออนาคตของหุบเขาอย่างมหาศาล
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.