Chapter 249
249 / 330
8 min read
Chapter 249: Hallowed
Published Apr 8, 2026, 06:43 AM
บทที่ 249: ศักดิ์สิทธิ์
ความฝันนั้นหวนกลับมาหลอกหลอนฉันอีกครา...
ฉันพบว่าตัวเองติดอยู่ในร่างนั้นอีกครั้ง ร่างของอาธีน่า ร่างกายถูกพันธนาการด้วยโซ่เหล็กหนาหนักที่รัดตึงจนง่ามมือและข้อเท้าเจ็บแปลบ ขณะที่แสงไฟนีออนเหนือศีรษะส่งเสียงหึ่งสม่ำเสมอจนน่าขนลุก
แผ่นโลหะเย็นเฉียบที่แนบสนิทกับกระดูกสันหลังอาจเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความรู้สึกสะอิดสะเอียนยามที่ชายผู้นั้นแทงเข็มฉีดยาเข้ามาในกายฉัน
เสียงเลื่อยไฟฟ้าแผดคำรามขึ้นอีกครั้ง
ลำคอของฉันแสบร้อนจากการแผดเสียงกรีดร้องยามที่ใบเลื่อยเคลื่อนต่ำลงสู่หน้าท้องที่เปิดเปลือย ฉันดิ้นรนสุดกำลังจนสายหนังรัดตึง แต่มันกลับไม่มีทีท่าว่าจะหลุดออก
ทันใดนั้น มวลในกระเพาะก็ตีตื้นขึ้นมา
น้ำย่อยอันขมปร่าเอ่อล้นขึ้นมาในลำคอ—หรือหากจะกล่าวให้ถูกคือลำคอของอาธีน่า ฉันไม่อาจยับยั้งหรือกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไป ฉันสะบัดหน้าไปด้านข้างและอาเจียนออกมาทันที
เสียงเลื่อยไฟฟ้าเงียบลง
"แปลกพิกล" น้ำเสียงของชายผู้นั้นยังคงราบเรียบและเย็นชา ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เขาคัดเลื่อยไฟฟ้าไปวางบนถาดโลหะจนเกิดเสียงกระทบกับเครื่องมือผ่าตัด "เหตุใดเจ้าถึงต่อต้านสิ่งที่ข้าฉีดเข้าไปในตัวเจ้ากันเล่า?"
เสียงฝีเท้าของเขาดังสะท้อนบนพื้นหินขณะที่เขาคืบคลานเข้ามาใกล้ ยิ่งเขาเข้าใกล้มากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งดิ้นรนขัดขืนมากขึ้นเท่านั้น
แต่มันเป็นการเสียเวลาที่เปล่าประโยชน์สิ้นดี
มือที่สวมถุงมือของเขาคว้าคางของฉันไว้แน่น บังคับให้ข้าแหงนหน้าขึ้นก่อนจะใช้นิ้วถ่างเปลือกตาฉันให้กว้างขึ้น เขาเพ่งมองดวงตาของฉันราวกับกำลังศึกษาตัวอย่างสิ่งมีชีวิตภายใต้กล้องจุลทรรศน์ จากนั้นเขาก็คว้ามือฉันไปตรวจดูเล็บด้วยความแม่นยำอันน่าสยดสยอง
"หืม..."
เขาเปล่งเสียงที่อาจเป็นความประหลาดใจ หรืออาจเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นอันเย็นเยียบ แต่มันไม่มีความเมตตาเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็เริ่มเอ่ยถ้อยคำในภาษาที่ฉันไม่รู้จัก พยางค์เหล่านั้นฟังดูหยาบกระด้างและคมกริบ มันกรีดแทงโสตประสาทของฉันราวกับเศษกระจกที่แตกละเอียด
มันคือมนตรางั้นหรือ?
เขาวางฝ่ามือราบไปกับหน้าท้องของฉัน
บางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ฝ่ามือนั้น... ภายในตัวฉัน
"เจ้าตั้งครรภ์งั้นหรือ?"
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงหอบหายใจถี่กระชั้น
เหยื่อกาฬไหลชโลมจนชุดนอนเปียกชุ่ม ผ้าห่มพันยุ่งเหยิงอยู่รอบเรียวขา หัวใจเต้นรัวกระหน่ำรุนแรงเสียจนฉันเกรงว่ามันจะกระแทกซี่โครงจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
บ้าจริง! ฝันร้ายเฮงซวยนั่นอีกแล้ว
ฉันเกลียดห้องนั้นเหลือเกิน ห้องหินอันเยือกเย็นที่คอยขโมยความฝันและพรากการพักผ่อนที่ร่างกายแสนเหนื่อยล้าต้องการไปจากฉัน
ทว่า...
หากฝันเพียงครั้งเดียว อาจมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือภาพหลอนจากความบอบช้ำทางจิตใจ
แต่สองครั้ง? สองครั้งย่อมหมายถึงข้อความบางอย่าง
เทพีไม่เคยทำสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผล ท่านหญิงเซเลเน่ทำให้ฉันประจักษ์ในความจริงข้อนี้ และความจริงที่สาดซัดเข้ามาดั่งน้ำแข็งราดรดตัวนี้ต้องเป็นสัญญาณว่าพระนางต้องการบางสิ่ง บางทีฉันอาจจะคิดไปเอง... แต่สัญชาตญาณบอกฉันว่าไม่ใช่
ฉันตวัดผ้าห่มออกทันที
เท้าของฉันสัมผัสพื้นก่อนที่สมองจะทันได้ไตร่ตรองถึงสิ่งที่กำลังจะทำด้วยซ้ำ พันธะสื่อสารสั่นไหวเบาๆ อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ เคียนอยู่ใกล้ๆ นี้ เขาคงอยู่ในห้องของตนและอาจกำลังหลับใหล ฉันรู้สึกยินดีที่อย่างน้อยเขาก็ได้พักผ่อน แทนที่จะจมปลักอยู่กับความจริงที่ว่าเพื่อนรักและสหายร่วมรบของเขาคือไอ้คนทรยศ
ฉันเปิดประตูและก้าวออกไปยังโถงทางเดิน
คฤหาสน์เงียบสงัด สมาชิกในฝูงส่วนใหญ่เข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว แต่ยังมีเหล่ายามยืนประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ
ฉันเดินไปตามระเบียงจนกระทั่งพบยามคนหนึ่ง เขาขยับตัวยืดตรงทันทีที่เห็นฉัน พร้อมกับก้มศีรษะลงเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
"ลูน่า" เขาเอ่ย "ท่านต้องการให้ข้าไปตามอัลฟ่าหรือไม่ครับ?"
"ไม่ต้อง" ฉันส่ายหน้า "ฉันแค่ยากรู้ว่าห้องสมุดอยู่ที่ไหน"
เขาบอกทิศทางให้ฉันอย่างนอบน้อม
ฉันกล่าวขอบคุณและมุ่งหน้าไปตามทางนั้น
ประตูห้องสมุดทำจากไม้โอ๊กหนาหนัก มันเปิดออกอย่างนุ่มนวลด้วยบานพับที่ได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อฉันก้าวเข้าไปข้างใน...
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาฉันลืมหายใจ
หนังสือเรียงรายอยู่บนผนังทุกด้านตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ชั้นวางหนังสือทอดยาวลึกเข้าไปในความมืดสลัวที่แสงจันทร์จากหน้าต่างบานสูงส่องไปไม่ถึง กลิ่นอายแรกที่ปะทะจมูกคือกลิ่นกระดาษเก่าและปกหนังผสมผสานกับกลิ่นฝุ่นและน้ำยาขัดไม้ที่หอมกรุ่น อันเป็นเอกลักษณ์ของห้องสมุดทุกแห่ง
ฉันเคยคิดว่าห้องสมุดที่ซิลเวอร์ครีกนั้นน่าประทับใจแล้ว
แต่นี่คือมหาวิหารแห่งปัญญาโดยแท้
ฉันเดินสำรวจไปตามชั้นหนังสือ ปล่อยให้นิ้วมือลากผ่านสันปกหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า บางเล่มเก่าแก่เสียจนชื่อเรื่องจางหายไปตามกาลเวลา ขณะที่บางเล่มยังดูใหม่และหนังยังคงนุ่มนวลภายใต้ปลายนิ้ว
ฉันกำลังตามหาบันทึกพงศาวดาร ประวัติความเป็นมาของตระกูล หรือสิ่งใดก็ตามที่จะอธิบายเกี่ยวกับสตรีที่ชื่ออาธีน่าได้มากกว่านี้
ทว่าเมื่อฉันเลี้ยวโค้งไปยังชั้นหนังสืออีกแถวหนึ่ง กลับมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
ฉันอุทานออกมาด้วยความตกใจและก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
ราวกับฉันไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเลยว่าจะมีใครอยู่ที่นี่ในเวลานี้
สตรีผู้นั้นก็มีอาการไม่ต่างกัน หนังสือในมือของนางร่วงหล่นลงบนพื้นเสียงดังสนั่น
หัวใจของฉันยังคงเต้นระรัวจากฝันร้ายและความตกใจเมื่อครู่ จึงต้องใช้เวลาชั่วครู่กว่าจะมองเห็นนางได้ชัดเจน
เรือนผมสีเงินยวง... ที่ถักร้อยด้วยลูกปัดสีน้ำเงินเข้มและดวงตาสีซีดที่ดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณได้
ฉันจำนางได้ นางคือผู้อาวุโส... สมองของฉันพยายามนึกชื่อก่อนจะนึกออกในที่สุด
ผู้อาวุโสมอยร่า ผู้นำทางจิตวิญญาณที่ทำพิธีผูกพันธะให้กับเรานั่นเอง
"ฉันไม่เห็นว่าท่านอยู่ที่นี่" ฉันวางมือทาบอก สัมผัสได้ถึงหัวใจที่ยังคงรัวกระหน่ำอยู่ใต้ฝ่ามือ "ขออภัยด้วยค่ะ ผู้อาวุโสมอยร่า"
ฉันก้มลงเก็บหนังสือที่นางทำตกขึ้นมา
"ข้าเองก็ต้องขออภัยเช่นกัน ลูน่าเฟีย" น้ำเสียงของนางช่างอ่อนโยน เป็นโทนเดียวกับที่ใช้ในพิธีศิริมงคล มันนิ่งสงบและมั่นคงราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น
"ข้าได้ยินเรื่องอุบัติเหตุอันน่าสลดใจนั้นแล้ว" นางกล่าวต่อ "ช่างเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนักที่เห็นท่านปลอดภัยดีในตอนนี้" นางชะงักไปครู่หนึ่ง "แต่นั่นย่อมเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ในเมื่อท่านได้ 'ตื่นรู้' แล้ว"
ฉันยื่นหนังสือคืนให้นาง
นางรับไปและเดินผ่านฉันเพื่อนำมันกลับไปวางไว้ที่เดิมบนชั้น
คำพูดของนางยังคงดังก้องอยู่ในหัวของฉัน 'ในเมื่อท่านได้ตื่นรู้แล้ว' ในคราแรกมันดูเหมือนเป็นเพียงถ้อยคำทักทายด้วยความห่วงใยธรรมดา จนกระทั่งจิตใต้สำนึกของฉันเริ่มประมวลผลและเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
"เมื่อกี้ท่านพูดว่า... ตื่นรู้ งั้นหรือคะ?"
ผู้อาวุโสมอยร่าสอดหนังสือเข้าที่เดิมก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับฉัน "แน่นอน" นางพิเคราะห์มองใบหน้าของฉัน "ข้าไม่ได้ตื่นตระหนกเลย เพราะข้ารู้ดีว่าท่านคือบุตรแห่งความโปรดปรานของพระแม่เจ้า พระนางทรงโอบอุ้มและกระทำเพื่อพวกเราเสมอ"
พระแม่เจ้า? นางกำลังพูดถึงท่านหญิงเซเลเน่งั้นหรือ?
ความคิดนั้นทำให้ฉันเผลอแค่นยิ้มออกมาทันที จะเป็นใครไปได้อีกล่ะ?
"ท่านหญิงเซเลเน่ก็ตรัสเช่นนั้นเหมือนกันค่ะ" คำพูดของฉันแผ่วเบากว่าที่ตั้งใจไว้
ผู้อาวุโสเดินกลับมาหาฉัน เสียงฝีเท้าของนางเงียบกริบบนพื้นห้องสมุด "ข้าเห็นมันตั้งแต่วันที่ท่านสวมผ้าคลุมหน้าของน้องสาวท่านแล้ว" ดวงตาของนางจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันอย่างแน่วแน่ "ข้าเห็นว่าท่านคือผู้ที่ถูกกำหนดมาเพื่อเขา ท่านคือความหวังแห่งการกอบกู้ของฝูงนี้"
ลมหายใจของฉันสะดุดกึก
"ท่านรู้หรือคะ?" เสียงของฉันสั่นพร่า "ท่านรู้ว่าเป็นฉัน... ตั้งแต่ก่อนที่เคียนจะเปิดผ้าคลุมหน้าออกงั้นหรือ?"
"เทพีทรงสำแดงสิ่งที่พระนางต้องการให้ข้าได้รับรู้" นางกล่าวอย่างเรียบง่าย ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมชาติที่สุดในโลก "และข้าเห็นท่านถูกโอบล้อมด้วยแหล่งพลังของพระนาง ข้าจึงต้องมั่นใจว่าเขาจะไม่ปล่อยท่านไปเพียงเพราะความโกรธแค้นที่บดบังตา ข้าต้องเล่นไปตามบทบาทของข้า... เช่นเดียวกับที่พระแม่เจ้าปรารถนา"
จิ๊กซอว์ทุกชิ้นเริ่มปะติดปะต่อกัน ทั้งท่าทีที่นางก้าวออกมาในระหว่างพิธี คำพูดที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ และสายตาที่นางมองเคียนในตอนที่เขาพร้อมจะปฏิเสธฉันทิ้งทันทีที่เห็นหน้า
"เข้าใจแล้วค่ะ" ฉันผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ "ท่านคือเหตุผลที่เขาไม่ปฏิเสธฉันในทันทีสินะคะ"
ผู้อาวุโสมอยร่าหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวใจที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยความเอ็นดู นางเอียงคอเล็กน้อย "ข้าคงไม่ขอรับความดีความชอบมากมายขนาดนั้นหรอก" นางกล่าว "เพราะตัวอัลฟ่าเอง... ก็เริ่มมองเห็นเหตุผลด้วยตนเองเช่นกัน"
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็คือชนวนเหตุสำคัญ นางคือผู้ที่ทำให้เขาหยุดยั้งและฉุกคิด ก่อนจะกระทำการใดๆ ลงไปด้วยความโกรธแค้นจากการถูกหักหลังที่เขาเข้าใจไปเอง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.