ตอนที่ 500
500 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 500: Azaroth
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 07:55
# บทที่ 500: อาซารอธ
===
**[ภารกิจรายวัน: ดูดซับปราณ 100,000 หน่วย]**
**[สถานะ: สำเร็จ]**
**[รางวัล: เหรียญทองแดง 1,000 เหรียญ ถูกส่งไปยังช่องเก็บของ]**
===
**[ภารกิจรายวัน: สังหารอสูรหรือสัตว์อสูรระดับขอบเขตวิญญาณขึ้นไป 500 ตัว]**
**[สถานะ: สำเร็จ]**
**[รางวัล: กล่องของขวัญรายวัน x1 ถูกส่งไปยังช่องเก็บของ]**
===
จางเฟยที่กำลังจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญเพียรก่อนหน้านี้ ลืมตาโพล่งขึ้นทันทีที่การแจ้งเตือนทั้งสองปรากฏขึ้น นัยน์ตาของเขาสาดประกายความอยากรู้อยากเห็นต่อรางวัลจากกล่องของขวัญรายวัน ทว่าเขาก็ฉุกคิดได้ว่ารางวัลจากภารกิจที่ไปพบเคนและมุ่งหน้าสู่ป่ามรณะยังไม่ได้ถูกเปิดออก เขาจึงเอ่ยสั่งเหมยให้จัดการเปิดพวกมันทั้งหมดในคราวเดียว
**[ท่านได้รับ: จี้ใจอเวจี 1 ชิ้น]**
**[ท่านได้รับ: ค่ายกลกลืนจันทราโลหิต 1 ชุด]**
**[จี้ใจอเวจี: จี้ที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายปีศาจอันเข้มข้น สามารถเพิ่มพูนระดับการบำเพ็ญเพียรของผู้ครอบครองได้อย่างมหาศาล ทว่ามันจะกัดกินและแทรกซึมจิตใจของผู้ใช้ให้ตกสู่ความมืดมิด | ระดับ: ปฐพี]**
**[ค่ายกลกลืนจันทราโลหิต: มหาค่ายกลสายมืดที่ชักนำพลังจากดวงจันทร์สีเลือด สูบรีดพลังชีวิตของทุกสรรพสิ่งให้เหือดแห้งเมื่อติดอยู่ภายใน | ระดับ: กลาง-สูง | ข้อจำกัด: ใช้งานได้เพียงครั้งเดียว]**
จางเฟยหยิบไอเทมใหม่ทั้งสองชิ้นขึ้นมาพิจารณา ทว่าคิ้วของเขากลับขมวดมุ่นเมื่ออ่านคำอธิบายของจี้ใจอเวจี 'แทรกซึมจิตใจงั้นหรือ? หมายความว่าหากข้าใช้มัน ข้าจะกลายเป็นคนบ้าคลั่งไร้สติไปหรืออย่างไร?'
**[มีความเป็นไปได้เช่นนั้นเจ้าค่ะ นายท่าน... ท่านไม่ควรใช้มันเว้นแต่จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังจริงๆ มิฉะนั้นจี้ชิ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อตัวท่าน และคนรอบข้างจะยากลำบากในการหยุดยั้งท่าน]** เสียงของเหมยเอ่ยเตือนด้วยความกังวล
'นั่นสินะ เจ้าพูดถูก' จางเฟยละสายตามาอ่านรายละเอียดของค่ายกลกลืนจันทราโลหิตแทน 'แม้จะใช้ได้เพียงครั้งเดียว แต่ข้าเชื่อว่าอานุภาพของมันต้องรุนแรงมากแน่ๆ มันอาจจะเป็นไพ่ตายชั้นยอดหากข้าต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าข้าหลายเท่า'
**[นายท่านเจ้าคะ กล่องของขวัญรายวันนี้ก็ถือว่าไม่เลวเลย ท่านมีโอกาสได้รับรางวัลแบบสุ่ม ไม่ว่าจะเป็นพลังปราณ, แก่นนารี, แก่นอสูร, อัญมณี หรือไอเทมใช้งานต่างๆ แม้ในรายละเอียดจะไม่ได้ระบุถึงไอเทมใช้งานไว้ชัดเจน แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นของจากระบบ... ย่อมมีค่ามหาศาลแน่นอนเจ้าค่ะ]**
'เปิดมันเลย เหมย'
**[ท่านได้รับ: แก่นอสูร 50,000 หน่วย]**
สิ้นเสียงแจ้งเตือน จางเฟยสัมผัสได้ถึงกระแสพลังอันเชี่ยวกรากที่โหมกระหน่ำไปทั่วร่าง ซึ่งนั่นคือพลังจากแก่นอสูรนั่นเอง แม้จำนวนของมันจะไม่มากนักเมื่อเทียบกับระดับเลเวลปัจจุบันของเขา แต่เขาก็ยังคงพึงพอใจและหวังลึกๆ ว่าในอนาคตจะได้รางวัลที่ล้ำค่ายิ่งกว่านี้ โดยเฉพาะไอเทมที่ใช้งานได้จริง
ในขณะเดียวกัน ร่างแยกทั้งสองของจางเฟยได้ก้าวเข้าสู่ห้วงมิติฝึกฝนเพื่อฝึกฝนการใช้ฟีเจอร์จำลองการต่อสู้ โดยเลือกประมือกับศัตรูเก่าๆ ที่เคยพ่ายแพ้ไปแล้ว เพื่อขัดเกลาฝีมือให้เฉียบคมยิ่งขึ้น เพราะเขามั่นใจว่าในไม่ช้า เขาจะต้องเผชิญกับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่าเดิมในขอบเขตเก้าดารา
จางเฟยตระหนักได้ว่าเขาไม่สามารถพึ่งพากลยุทธ์ "ตีแล้วหนี" เหมือนตอนที่สู้ในขอบเขตหยกนภาได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนรอบกายเขายังขาดพละกำลังที่จะต่อกรกับผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงในขอบเขตนี้ ดังนั้นเขาจึงต้องยกระดับประสบการณ์การต่อสู้ โดยเฉพาะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าให้ถึงขีดสุด
"เฟย..."
จางเฟยคลี่ยิ้มออกมาเมื่อเห็นมู่หลิงซูและหลินตงเอ๋อร์เดินตรงมาหา เขาเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลงขนาบข้างกาย "เหตุใดพวกเจ้าถึงยังไม่เข้านอนเล่า? นี่ก็ใกล้จะเที่ยงคืนแล้วนะ"
"ข้าคิดถึงบ้านน่ะ" หลินตงเอ๋อร์เป็นฝ่ายตอบก่อนด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "ข้าคุ้นชินกับการอยู่ในสำนักกับท่านพ่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มาเยือนต่างขอบเขต แถมเรายังใช้เวลาเดินทางเนิ่นนานเหลือเกิน ข้าเลยอดที่จะคิดถึงบ้านและท่านพ่อไม่ได้"
"เราเพิ่งจะมาถึงขอบเขตนี้ได้เพียงวันเดียว ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะรู้สึกโหยหาบ้าน แต่เชื่อข้าเถอะ... อีกไม่กี่วันเจ้าจะเริ่มชินกับสภาพแวดล้อมใหม่นี้เอง ขนาดตัวข้าตอนแรกที่มาถึงโลกของพวกเจ้า ข้าก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน" จางเฟยปลอบโยนพลางลูบศีรษะนางเบาๆ หลินตงเอ๋อร์พยักหน้าพลางซบลงที่ไหล่ขวาของเขาอย่างออดอ้อน "แล้วเจ้าล่ะหลิงซู? คิดถึงบ้านเหมือนกันหรือเปล่า?"
"ไม่หรอก..." มู่หลิงซูส่ายหน้าก่อนจะอธิบาย "ข้าใช้ชีวิตลำพังมานานจนชินกับสถานการณ์แบบนี้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็มักจะต้องการเวลาปรับตัวกับสถานที่ใหม่สักสองสามวัน และข้ามักจะนอนไม่ค่อยหลับเสมอเมื่อต้องย้ายที่อยู่"
จางเฟยดึงศีรษะของมู่หลิงซูมาพิงที่ไหล่ซ้ายก่อนจะโอบเอวของทั้งคู่ไว้ "เมื่อก่อนเจ้าต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพราะครอบครัวไม่ต้องการ แต่ตอนนี้เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เจ้ามีพวกเราอยู่เคียงข้าง และพวกเราทุกคนจะช่วยให้เจ้าคุ้นเคยกับทุกอย่างเอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มอันหวานหยดก็ผลิบานบนใบหน้าของมู่หลิงซู แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังกลุ่มสตรีคนอื่นๆ ที่นอนหลับใหลอยู่ไกลๆ "จะว่าไป ข้าก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นพวกนางมารวมตัวกันมากมายเช่นนี้ โดยเฉพาะการที่ท่านและร่างแยกคือคนคนเดียวกัน แต่กลับแบ่งพวกนางออกเป็นกลุ่มๆ
นายหญิงเสิน, รุ่นพี่เสินหยู และคนอื่นๆ คือภรรยาอย่างเป็นทางการของท่าน ร่างแยกที่หนึ่งมีตู้หยวน หนิงเซียง และคนอื่นๆ เป็นคู่ครอง ร่างแยกที่สองมีเฟียร์ อีฟ ลีโอร่า และแอชเรธ ร่างแยกที่สามมีปาซู่เซียงและเซี่ยจิ้งเสียน... หากข้าเดาไม่ผิด ร่างแยกอื่นๆ ของท่านก็คงจะมีคู่ครองของตัวเองด้วยใช่หรือไม่?"
"ร่างแยกที่สี่ของข้าตอนนี้มีคู่ครองเป็นปีศาจสาวหลายตน แต่นั่นไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่จริงจัง ข้าเพียงใช้พวกนางเพื่อเพิ่มระดับแรงค์ปีศาจเท่านั้น... ส่วนร่างแยกที่ห้า ตอนนี้ยังไม่มีคู่ครอง เขาเพียงแค่มุ่งเน้นการฝึกบำเพ็ญเพียรคู่ทางวิญญาณกับนักโทษหญิงทั้งเจ็ดของข้า"
มู่หลิงซูและหลินตงเอ๋อร์แหงนหน้ามองเขาด้วยสายตาที่ขุ่นเคืองทันที จางเฟยจึงเล่าถึงแผนการเดิมที่เขามีต่อศิษย์หญิงแห่งตำหนักหยินหยางและเหล่าปีศาจในขอบเขตตี้ยูให้นางฟัง "ทว่าข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้าอยากให้พวกนางอยู่เคียงข้างร่างแยกของข้าต่อไป ข้าจึงพาพวกนางมาด้วยในตอนนี้"
"แล้วข้าล่ะ? ท่านจะยกข้าให้กับร่างแยกคนไหนของท่านอย่างนั้นหรือ?" หลินตงเอ๋อร์ถามด้วยน้ำเสียงแง่งอน นางไม่อยากเป็นภรรยาของร่างแยกคนใดทั้งสิ้น แต่นางปรารถนาจะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามนิตินัยของจางเฟยในอนาคต
มู่หลิงซูไม่ได้ถามอะไร แต่นางก็รอคอยคำตอบจากปากของจางเฟยอย่างใจจดใจจ่อ เพราะนางเองก็ปรารถนาจะเป็นภรรยาอย่างเป็นทางการของเขาเช่นกัน เมื่อความสัมพันธ์ลึกซึ้งขึ้นและร่างกายของนางกลับมาเป็นปกติ
"ฮ่าๆๆ!" จางเฟยระเบิดหัวเสียงหัวเราะออกมา เขาปล่อยมือซ้ายจากเอวของมู่หลิงซูแล้วประคองใบหน้าของหลินตงเอ๋อร์ไว้ กระต่ายน้อยขี้อายหน้าแดงระเรื่อทันทีที่เขาประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากของนาง ซึ่งนั่นคือจุมพิตแรกของทั้งคู่ "เจ้าได้คำตอบหรือยัง? หากข้าคิดจะยกเจ้าให้ร่างแยก ข้าคงให้ร่างแยกที่หนึ่ง 'กิน' เจ้าไปนานแล้ว"
หลินตงเอ๋อร์รีบซบหน้าลงบนไหล่ขวาของจางเฟยอีกครั้ง พลางลูบริมฝีปากและยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยความเขินอายจนแก้มแดงก่ำ
จากนั้นจางเฟยก็หันไปหาหญิงสาวอีกคน เขาเชยคางนางขึ้น หัวใจของมู่หลิงซูเต้นรัวแรงเมื่อใบหน้าของเขาเคลื่อนเข้ามาใกล้ นางหลับตาพริ้มทันทีที่สัมผัสได้ถึงริมฝีปากที่แตะกันอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้จูบนางเนิ่นนานนักก่อนจะละออกมา
มู่หลิงซูซบไหล่ซ้ายของเขาพลางสวมกอดเอวเขาไว้แน่น "ข้าไม่เคยชอบผู้ชายคนไหนมาก่อน แต่ความจริงใจของท่านที่ต้องการรักษาข้า มันสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจจนข้าเริ่มมีใจให้ท่านโดยไม่รู้ตัว แต่น่าเสียดายที่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาท่านยุ่งมาก ข้าแทบไม่มีโอกาสได้พบท่านเลยจนข้ารู้สึกเศร้าใจเหลือเกิน... ข้านึกว่าท่านลืมข้าไปเพราะภารกิจรัดตัวเสียแล้ว แต่จู่ๆ วันนั้นท่านก็ปรากฏตัวพร้อมกับวิชาใหม่ แม้มันจะยังรักษาข้าไม่ได้ แต่ข้าก็มีความสุขเหลือเกินที่รู้ว่าท่านไม่เคยลืมข้าเลย"
"ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าต้องเศร้าใจ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เราจะมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนานในขอบเขตนี้ เรามีเวลาเหลือเฟือที่จะกระชับความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น" มู่หลิงซูรู้สึกเปี่ยมสุขที่จางเฟยตัดสินใจพานางมาด้วยกัน จากนี้ไปจะไม่มีความห่างไกลหรือกาลเวลามาขวางกั้นพวกเขาอีก "ส่วนเรื่องร่างกายที่ผิดปกติของเจ้า ข้าให้สัญญาว่าข้าจะรักษาให้หายขาด และข้าจะรับเจ้าเป็นภรรยาอย่างสมเกียรติทันทีที่เจ้ากลับมาเป็นปกติ"
"ข้าเชื่อท่านเจ้าค่ะ"
หลังจากสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่ มู่หลิงซูและหลินตงเอ๋อร์ก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนร่วมกับสตรีคนอื่นๆ
จางเฟยยังไม่ได้เข้านอนในทันที เขาเยื้องย่างทะยานขึ้นสู่ยอดไม้ที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น สายตาคมปลาบทอดมองไปยังหอคอยดาราพลางครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไป จากนั้นเขาก็หันมองไปยังทิศทางของภูเขาไม้คราม (Cyanwood Mountain) ด้วยความใจจดใจจ่อที่จะไปช่วงชิงเมล็ดพันธุ์ธาตุสายฟ้ามาครอบครอง
'เหมย สายฟ้าพวกนั้นไม่ใช่สายฟ้าธรรมดาแน่ๆ ข้าสัมผัสได้ว่ามันถูกเสริมพลังด้วยกฎแห่งสายฟ้า'
**[อิอิ! นายท่านคาดการณ์ได้แม่นยำยิ่งนักเจ้าค่ะ! สายฟ้าเหล่านั้นถูกเสริมอานุภาพด้วยกฎแห่งสายฟ้าจริงๆ มันจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ขัดเกลาวิชาบำเพ็ญกายาสายฟ้าของท่าน ร่างกายของท่านจะแข็งแกร่งขึ้นจนสั่นสะท้านหากท่านใช้พวกมันหลอมรวมร่างกายอย่างต่อเนื่อง]**
**[และมันจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลหากท่านได้รับธาตุสายฟ้ามาครอบครอง เพราะมันถือเป็นหนึ่งในธาตุที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาธาตุพื้นฐาน ไม่เหมือนธาตุไฟที่เน้นพลังทำลายล้างแบบจุดเดียว แต่ธาตุสายฟ้านั้นทรงพลังทั้งในด้านการโจมตีเป็นวงกว้าง (AOE) และการป้องกัน ซึ่งจะช่วยให้ท่านรับมือกับศัตรูจำนวนมากได้ง่ายขึ้นเจ้าค่ะ]**
'เหมย ข้าเองก็ปรารถนาที่จะครอบครองธาตุสายฟ้าเหลือเกิน แต่มันคงไม่ได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ' จางเฟยชี้ไปยังทิศทางนั้น 'ดูนั่นสิ ประกายสายฟ้าพวกนั้นเห็นได้ชัดแม้จากระยะไกลขนาดนี้ อานุภาพของมันต้องรุนแรงมหาศาลแน่... ในเมื่อข้ายังไม่มีธาตุสายฟ้า ร่างกายปัจจุบันของข้าคงไม่อาจทนทานการโจมตีของมันได้ ข้าอาจจะถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านทันทีที่สัมผัสมัน'
**[จะว่าไป นายท่านเจ้าคะ... ท่านลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า? จริงๆ ข้าตั้งใจจะเตือนท่านเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ท่านมุ่งเน้นอยู่กับการบำเพ็ญปราณและวิญญาณ ข้าเลยรอให้สถานการณ์ผ่อนคลายลงก่อน]**
'เจ้าหมายความว่าอย่างไร?'
**[นายท่านยังไม่ได้ไปพบกับสัตว์อสูรตนสุดท้ายบนโลกจำได้ไหมเจ้าคะ? นกสายฟ้า (Thunderbird) ที่อาศัยอยู่ในป่าอเมซอน มันต้องมีธาตุสายฟ้าอยู่ในตัวแน่นอน ข้ามั่นใจว่าธาตุสายฟ้าของมันต้องไม่ด้อยไปกว่าหงซินซิน แม้ระดับการบำเพ็ญจะยังห่างไกลก็ตาม ข้าคิดว่าท่านควรใช้ร่างแยกที่ห้าไปพบมันดูนะเจ้าคะ]**
**[หากท่านโน้มน้าวมันได้ มันอาจจะช่วยท่านฝึกฝนวิชากายาสายฟ้า จนร่างกายของท่านคุ้นชินกับการโจมตีของสายฟ้า เมื่อถึงเวลานั้น ท่านจะมีความพร้อมมากขึ้นในการเผชิญหน้ากับมหาพายุสายฟ้าในภูเขาไม้ครามในอนาคตเจ้าค่ะ]**
'โอ้! จริงด้วย! ข้าเกือบลืมสัตว์อสูรตนนั้นไปเสียสนิท!' จางเฟยสั่งการให้ร่างแยกที่ห้าออกเดินทางทันที แต่แล้วการแจ้งเตือนสองสายก็ปรากฏขึ้นในใจอีกครั้ง
===
**[ภารกิจรายวัน: ดูดซับปราณ 100,000 หน่วย]**
**[รางวัล: เหรียญทองแดง 1,000 เหรียญ]**
===
**[ภารกิจรายวัน: สังหารอสูรหรือสัตว์อสูรระดับขอบเขตวิญญาณขึ้นไป 500 ตัว]**
**[รางวัล: กล่องของขวัญรายวัน x1]**
===
'จำนวนปราณที่ต้องดูดซับและสัตว์อสูรที่ต้องสังหารยังไม่เพิ่มขึ้นงั้นหรือ? ดีเลย ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำภารกิจเหล่านี้นานนัก' จางเฟยกระโดดลงจากต้นไม้เพื่อเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง โดยมีเหมยทำหน้าที่คอยระแวดระวังภัยอยู่รอบด้านเช่นเคย
.
.
.
ในขอบเขตอันแสนห่างไกล ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินทอดน่องอย่างสงบผ่ากลางฝูงชนในเมืองเล็กๆ ในมือถือห่อของขนาดใหญ่ ทว่าประชากรในเมืองนี้กลับดูบางตานักเมื่อเทียบกับขนาดของเมือง ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูรกร้างเงียบเหงา ป่าทึบขนาดหย่อมๆ โอบล้อมตัวเมืองไว้ทุกทิศทาง มีทั้งสัตว์ป่าและอสูรโบยบินและวิ่งวุ่นอยู่ทั่วไป
อีกฟากหนึ่งของป่าคือภูเขาสูงเสียดฟ้า ยอดของมันทะลุหมู่เมฆจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เมื่อก้าวพ้นเขตเมือง ชายวัยกลางคนก็รีบมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อเข้าสู่ป่า เขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เป็นการยั่วยุเหล่าอสูรที่อาศัยอยู่ที่นั่น โชคดีที่เขาคุ้นเคยกับทุกซอกทุกมุมของป่าแห่งนี้ เขาจึงหาเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อกลับไปยังที่พักของตนได้ไม่ยาก
หลังจากเดินลัดเลาะอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็มาถึงอีกด้านหนึ่งของป่า เขาเร่งปีนขึ้นเขาจนถึงพื้นที่ราบเรียบซึ่งเป็นที่ตั้งของกระท่อมหลังเล็กหลังหนึ่ง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่กระท่อม ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อทอดมองไปยังปีศาจสาวผมสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังคงนอนไร้สติอยู่บนเตียงไม้ไผ่ ร่างกายของนางเต็มไปด้วยบาดแผลลึกที่น่าสยดสยอง
เขารีบแกะห่อของออก เลือกสมุนไพรที่เพิ่งซื้อมาจากในเมืองนำมาบดผสมกับน้ำจนกลายเป็นของเหลวข้นเหนียว พร้อมกับจัดเตรียมสมุนไพรอีกส่วนหนึ่งต้มในน้ำจนกลายเป็นสีเขียวเข้มข้น
เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาประคองร่างของปีศาจสาวขึ้นเพื่อช่วยให้นางดื่มยาเหล่านั้น จากนั้นจึงบรรจงพอกยาข้นเหนียวลงบนบาดแผลของนางอย่างละเอียดลออ "มันเกิดอะไรขึ้นที่นั่นกันแน่? ผู้หญิงคนนี้ควรจะเป็นผู้สืบเชื้อสายของเซเธีย (Zethia) แต่กลับต้องมาติดอยู่ในขอบเขตนี้ผ่านพอร์ทัลนั้น... ข้ามั่นใจว่าต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นแน่"
"อึก..." จู่ๆ ปีศาจสาวก็ครางออกมาแผ่วเบาพลางค่อยๆ ลืมตาขึ้น นัยน์ตาของนางดูเลื่อนลอยไร้จุดโฟกัสเพราะไม่ได้สติมาเนิ่นนาน
"ฟื้นแล้วรึ?" เสียงของชายวัยกลางคนทำให้นางสะดุ้งสุดตัว นางรีบหันขวับมองเขา แต่แล้วสีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นช็อกสุดขีดเมื่อจำใบหน้านั้นได้ นางพยายามจะลุกขึ้นแต่เขารีบปรามไว้ทันที "บาดแผลของเจ้ายังไม่หายดี อย่าเพิ่งขยับตัวจะดีกว่า มิฉะนั้นอาการจะกำเริบขึ้นมาอีก และยาที่ข้าประโคมรักษาเจ้ามาตลอดเดือนครึ่งจะเสียเปล่า"
ปีศาจสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอนกายลงนอนตามเดิม "จักรพรรดิปีศาจ... อาซารอธ... ท่านยังมีชีวิตอยู่จริงๆ"
"ฮ่าๆๆ!" อาซารอธระเบิดหัวเราะ "แม้จะถูกทอดทิ้งให้ติดอยู่ในขอบเขตนี้มานานนับพันปี และพลังปีศาจของข้าจะถูกผนึกโดยชายคนนั้นที่ส่งข้ามาที่นี่ แต่ข้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ดีจนถึงทุกวันนี้... ว่าแต่เจ้าเถอะ เจ้าชื่ออะไร? แล้วเหตุใดถึงหลุดเข้ามาในพอร์ทัลนั่นได้? เท่าที่ข้าจำได้ ชายคนนั้นวางสิงโตผู้พิทักษ์ไว้หน้าพอร์ทัล และเขายังใช้ค่ายกลพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้ปีศาจตนอื่นหาเจอนี่นา"
"ข้าชื่อ อิลซาธ (Ilsath) บุตรีของเซเธีย..." จากนั้นอิลซาธก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขอบเขตแดนปีศาจ (Netherworld Realm) ทั้งเรื่องจักรพรรดิปีศาจตัวปลอม, ยอดฝีมือจากตระกูลซาง และการรุกรานขอบเขตต่างๆ
"ความจริงเราไม่เคยรู้เลยว่าชายคนนั้นเป็นตัวปลอม จนกระทั่งมีสตรีครึ่งอสูรคนหนึ่งออกมาเผชิญหน้ากับเหล่ายอดฝีมือมนุษย์เหล่านั้น หลังจากนั้นราชาและราชินีปีศาจจึงตัดสินใจออกตามหาพอร์ทัลเพื่อช่วยเหลือท่าน แต่เรากลับถูกผู้พิทักษ์โจมตี ส่วนข้า... ราชาบาโฟ (Bapho) ใช้ข้าเป็นโล่มนุษย์ การโจมตีของผู้พิทักษ์ซัดข้ากระเด็นเข้าไปในพอร์ทัล แต่ข้าไม่นึกเลยว่า... ท่านจะเป็นคนช่วยชีวิตข้าไว้"
"บาโฟงั้นรึ?" อาซารอธพึมพำกับตัวเอง "เจ้าเด็กนั่นมันขี้ขลาดและตาขาวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ข้าไม่นึกเลยว่ามันจะกล้าใช้ปีศาจที่อ่อนแอกว่ามาเป็นโล่กำบัง หากข้าสามารถกลับไปยังขอบเขตเดิมได้ ข้าจะจับมันโยนให้สัตว์อสูรปีศาจรุมกินโต๊ะทั้งเป็นแน่นอน"
อิลซาธคลี่ยิ้มออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น อาซารอธช่างแตกต่างจากโอซที่หนึ่ง (Oz the first) ที่เคยปกครองพวกเขาด้วยกำปั้นเหล็กและอำนาจมืดโดยสิ้นเชิง
"เอาเถอะ ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรทั้งสิ้น จงจดจ่อกับการรักษาบาดแผลให้หายดีก่อน"
"ขอบพระคุณเพคะ ฝ่าบาท"
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.