Chapter 889
885 / 1146
7 min read
Chapter 889 - Three Immortal Swords
Published Apr 2, 2026, 10:25 AM
Chapter 889 - สามกระบี่อมตะ
ฉันจะอดทน... ฉันจะอดทนไว้... หางตาของสวีอ้ายกระตุกยิก เธอรู้สึกอยากจะฆ่าคนให้ตายเสียตรงนั้น
ทว่าที่นี่คือสหพันธรัฐ และสวีอ้ายมีภารกิจลับที่ต้องทำ เธอไม่สามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงได้ จึงต้องฝืนกลั้นความต้องการที่จะตบหน้ากูลลีเอาไว้
“พวกคุณจะกลับมหาวิทยาลัยกันแล้วเหรอ?” โจวเหวินถามกูลลีและพรรคพวก
“ใช่ กลับกันเถอะ” ทั้งกลุ่มเดินกลับไปยังโรงเรียน
...
โอวหยางหลานเป็นคนที่รอบรู้เรื่องต่างๆ มาก โจวเหวินเพิ่งจะกลับถึงโรงเรียนได้ไม่นาน เธอก็โทรศัพท์มาหาเพื่อชวนเขาไปทานมื้อค่ำด้วยกัน
โจวเหวินตอบตกลง เขาไม่ได้พบโจวหลิงเฟิงและโอวหยางหลานมานานมากแล้ว จึงถือโอกาสนี้ไปพบพวกเขาในระหว่างทานอาหารด้วยเสียเลย
เขาเปลี่ยนชุดให้ยาเอ๋อร์ใหม่ก่อนจะพาเธอไปด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อไปถึง โจวเหวินกลับพบว่าโจวหลิงเฟิงไม่ได้อยู่ที่นั่น นอกจากโอวหยางหลานแล้ว ยังมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ดูน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ นั่งอยู่ด้วย
หญิงสาวคนนั้นก็คือ อุเอสึงิ นาโอะ ซึ่งปลอมตัวเป็นสวีอ้ายนั่นเอง เธอชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นโจวเหวินและยาเอ๋อร์ ก่อนจะจำได้ว่าโจวเหวินคือเจ้าคนหน้าตายที่พูดว่า ‘มหาอสูรฟ้า’ อ่อนแอเกินไป
“มานี่สิเสี่ยวเหวิน ให้แม่แนะนำให้รู้จักนะ นี่คือลูกสาวของเพื่อนสมัยเด็กของแม่ ชื่อสวีอ้าย...” โอวหยางหลานดึงตัวโจวเหวินให้มานั่งข้างๆ เธอ
โอวหยางหลานไม่ได้ตั้งใจจะให้โจวเหวินมานั่งข้างสวีอ้าย เพราะเธอรู้จักนิสัยเขาดีเกินไป เธอรู้ว่าโจวเหวินไม่รู้วิธีชวนผู้หญิงคุย ดังนั้นต่อให้ให้เขานั่งข้างสวีอ้าย เขาก็คงไม่ปริปากพูดอะไรออกมา
“เสี่ยวอ้าย นี่คือยาเอ๋อร์ เด็กกำพร้าที่โจวเหวินรับมาเลี้ยง แม้เขาจะดูเย็นชาไปหน่อย แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นคนเอาใจใส่มากนะ” โอวหยางหลานอธิบายที่มาของยาเอ๋อร์พร้อมทั้งช่วยอวยโจวเหวินไปด้วย
“คนที่มีจิตใจอ่อนโยนแบบนี้หายากนะคะในสภาพแวดล้อมแบบนี้” สวีอ้ายพูดพร้อมรอยยิ้ม
“จริงด้วย ไม่ใช่แค่เสี่ยวเหวินของแม่จะมีเมตตาเท่านั้นนะ เขายังมีความสามารถมากด้วย ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเขาก็ทำได้ดีไปหมด...” คำชมของโอวหยางหลานทำให้โจวเหวินถึงกับหน้าแดง
“โจวเหวิน ฉันได้ยินมาว่าพรสวรรค์ในการฝึกฝนของคุณสูงมาก แม้แต่คนรุ่นราวคราวเดียวกันในหกตระกูลใหญ่ก็ยังเทียบคุณไม่ติด ฉันอยากทราบว่าคุณพอจะช่วยชี้แนะฉันหน่อยได้ไหมคะ?” สวีอ้ายพูดกับโจวเหวินด้วยรอยยิ้ม
“ผมไม่...” ก่อนที่โจวเหวินจะพูดจบ โอวหยางหลานก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน
เมื่อโอวหยางหลานได้ยินประโยคขึ้นต้นของโจวเหวิน เธอก็รู้ทันทีว่าเขากำลังจะบอกว่าไม่มีเวลา เธอรู้จักโจวเหวินดีเกินกว่าจะปล่อยให้เขาพูดจบ จึงรีบพูดแทรกทันที “ยังหัวค่ำอยู่เลย หลังทานมื้อเย็นเสร็จ พวกหนุ่มๆ สาวๆ ออกไปเดินเล่นกันหน่อยสิ ถ้ามีข้อสงสัยเรื่องการฝึกฝนก็ถามเสี่ยวเหวินได้เลยนะ ในด้านนี้เขาคืออัจฉริยะตัวจริงเลยล่ะ”
โอวหยางหลานคิดในใจว่าการจะหาผู้หญิงสักคนที่ไม่ได้หวาดกลัวโจวเหวินและเต็มใจจะทำความเข้าใจตัวตนของเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เธอรู้สึกว่าโอกาสนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด
เธอเป็นห่วงจริงๆ ว่าด้วยนิสัยแบบโจวเหวิน ในอนาคตเขาอาจจะหาภรรยาไม่ได้เลยสักคน
“ยาเอ๋อร์ ให้พี่สาวคนสวยพายาเอ๋อร์ไปเล่นข้างนอกดีไหมจ๊ะ?” หลังมื้ออาหาร โอวหยางหลานอยากจะแยกยาเอ๋อร์ออกไปเพื่อไม่ให้เธอมารบกวนการปฏิสัมพันธ์ของทั้งคู่
ยาเอ๋อร์หันหน้าหนีแล้วซบหน้าลงกับไหล่ของโจวเหวิน ทำเป็นไม่สนใจโอวหยางหลานโดยสิ้นเชิง
“ไม่เป็นไรครับพี่สาวหลาน ผมดูแลเองดีกว่า แกกลัวคนแปลกหน้าน่ะครับ” โจวเหวินกล่าว
“เธอคงเสียคนเพราะเธอนี่แหละ” โอวหยางหลานจนใจ แม้จะเป็นคนฝีปากกล้า แต่เธอก็ไม่กล้าพอที่จะพรากตัวยาเอ๋อร์มาแบบบังคับ สิ่งที่ทำได้มีเพียงปล่อยให้ยาเอ๋อร์ติดตามโจวเหวินไป
“พี่สาวหลาน ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเองก็ชอบเด็กเหมือนกัน เดี๋ยวฉันช่วยดูแลน้องให้เอง ไม่ต้องห่วงนะคะ” สวีอ้ายเอ่ยขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็วางใจแล้ว” โอวหยางหลานอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความรู้ความเข้าใจของสวีอ้าย
โจวเหวินและสวีอ้ายออกจากร้านอาหารไปด้วยกัน เมื่อเห็นว่าโจวเหวินไม่ยอมพูดอะไร สวีอ้ายจึงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน “โจวเหวิน ฉันมีคำถามเรื่องการฝึกฝนที่อยากจะขอคำแนะนำจากคุณหน่อย คุณสะดวกไปที่ลานฝึกซ้อมกับฉันไหมคะ?”
“ได้สิครับ” โจวเหวินเห็นว่ายังไม่ดึกมาก อีกทั้งโอวหยางหลานก็เปิดทางให้เขาช่วยเหลือเธอแล้ว หากจะปฏิเสธไปก็คงดูไม่เหมาะสมนัก เขาจึงพยักหน้าตอบตกลง
เมื่อเห็นโจวเหวินตอบตกลง แววตาเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของสวีอ้าย เธอคิดในใจว่า ‘วันนี้ฉันจะทำให้รู้ซึ้งว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เดี๋ยวจะได้เห็นกันว่าอนาคตคุณยังจะกล้าอวดดีอีกไหม บังอาจนักนะที่มาพูดว่ามหาอสูรฟ้าอ่อนแอเกินไป เดี๋ยวฉันจะทำให้เห็นเองว่าใครกันแน่ที่อ่อนแอ’
เหตุผลที่เธอเป็นฝ่ายรุกชวนโจวเหวินออกมา ไม่ใช่เพราะต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขาอย่างแน่นอน
เป้าหมายของอุเอสึงิ นาโอะไม่ใช่โจวเหวิน แต่เป็นโรงงานผลิตอาวุธของตระกูลอันและอาวุธพลังงานแก่นแท้รุ่นใหม่ที่ตระกูลอันกำลังวิจัยอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับโจวเหวิน เธอจึงไม่มีความจำเป็นต้องตีสนิทกับเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะคำวิจารณ์ของโจวเหวินที่มีต่อมหาอสูรฟ้า และคำพูดของกูลลีต่อหน้าลูกบาศก์ เธอคงแค่ทานอาหารกับโจวเหวินตามมารยาทแล้วจากไปโดยไม่คิดจะชวนเขาออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง
ความคิดของโจวเหวินนั้นเรียบง่ายกว่ามาก เขาไม่ได้สนใจสวีอ้ายเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหานักแปรธาตุที่ยังแก้ไขไม่ได้ทำให้เขายิ่งไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องอื่น
หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าพี่สาวหลาน ป่านนี้โจวเหวินคงกลับไปฟาร์มดันเจี้ยนต่อแล้ว
ทั้งสองต่างคนต่างมีความคิดในใจ ไม่นานก็มาถึงลานฝึกซ้อมที่อยู่ใกล้เคียง
สวีอ้ายไม่ต้องการให้ใครมาพบเห็น จึงจ่ายเงินจองห้องฝึกส่วนตัว ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็พาพวกเขาเข้าไปข้างใน
“คุณต้องการให้ผมสอนอะไรล่ะครับ?” โจวเหวินถามสวีอ้าย
คำถามนี้ฟังดูขัดหูสวีอ้ายเหลือเกิน เธอคิดในใจว่า ‘หลงตัวเองไปหน่อยไหม? ถ้าอยากจะสอนฉัน ก็เอาไว้ไปสอนชาติหน้าเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักคุณก็จะรู้เองว่าใครกันแน่ที่ต้องเป็นฝ่ายถูกสอน’
แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่ภายนอกสวีอ้ายกลับยิ้มให้โจวเหวิน “คุณรู้จักวิชากระบี่ไหมคะ? ฉันกำลังฝึกวิชากระบี่หนึ่งอยู่ แต่ไม่ว่าจะฝึกยังไงก็จับจุดสำคัญไม่ได้สักที อยากให้คุณช่วยดูหน่อยว่าฉันผิดพลาดตรงไหน”
“พอดูได้บ้างครับ งั้นเอาแบบนี้ไหม คุณลองแสดงวิชากระบี่ให้ผมดูก่อน แล้วผมจะลองดูว่าพอจะหาจุดบกพร่องได้ไหม” โจวเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เขาไม่รู้ว่าสวีอ้ายมีเจตนาแอบแฝงและคิดว่าเธอต้องการคำชี้แนะจริงๆ เขาจึงรู้สึกว่าการช่วยเหลือนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ในเมื่อเธอเป็นลูกสาวของเพื่อนพี่สาวหลาน
“ได้ค่ะ งั้นฉันจะเริ่มแสดงให้ดูนะคะ ถ้าเห็นว่ามีจุดไหนผิดพลาดก็บอกได้เลย ไม่ต้องเกรงใจค่ะ” หลังพูดจบ สวีอ้ายก็หยิบกระบี่มาจากชั้นวางแล้วเดินไปยืนตรงกลางลานฝึก
แน่นอนว่าเธอไม่มีวันปล่อยให้โจวเหวินชี้แนะวิชากระบี่ของเธอได้หรอก วิชากระบี่ที่เธอแสดงออกมาไม่เพียงแต่ไร้จุดบกพร่องเท่านั้น แต่มันยังลึกซึ้งอย่างยิ่ง
วิชากระบี่นี้มีชื่อว่า “สามกระบี่อมตะ” ซึ่งอุเอสึงิ นาโอะได้รับมาจากมิติปริศนาในต่างแดน เธอเป็นเพียงคนเดียวในโลกที่รู้วิชานี้ อีกทั้งยังไม่เคยแสดงมันให้คนนอกเห็นมาก่อน
ในตอนนี้ เมื่อเธอเริ่มร่ายรำสามกระบี่อมตะ กระบี่ในมือของเธอก็วาดเส้นสายที่ดูล้ำลึก แม้ดูเหมือนจะเป็นท่าทางที่ดูสบายๆ แต่ที่จริงแล้วมันกลับแฝงไปด้วยความหมายที่ลุ่มลึกอย่างที่สุด
ในตอนที่อุเอสึงิ นาโอะฝึกฝนวิชาสามกระบี่อมตะด้วยตนเอง เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจไปอย่างมหาศาล หลังจากฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานกว่าหนึ่งปี ในที่สุดเธอก็สำเร็จวิชาและเข้าใจในเจตจำนงกระบี่ของสามกระบี่อมตะได้อย่างถ่องแท้
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.