ตอนที่ 149
143 / 974
อ่าน 7 นาที
Chapter 149 - Flames
เผยแพร่เมื่อ 11 มี.ค. 2569 00:19
Chapter 149 - Flames
บริเวณด้านนอกหมู่บ้านฟูหัว
หวังเถิงจ่ายเงินค่าแท็กซี่และกำลังจะก้าวลงจากรถ ในตอนนั้นเองคนขับรถก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “ดูเหมือนจะมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นในหมู่บ้านฟูหัวครับ เห็นมีเปลวไฟอยู่ข้างหน้า ผมไม่ยึกเลยว่าเขตที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์แบบนี้จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นด้วย ผมควรจะโทรแจ้งตำรวจไหมนะ? ช่างเถอะ ทางนิติของหมู่บ้านคงแจ้งไปแล้วมั้ง... แถวหน้าป้อมยามไม่มีใครอยู่เลย”
คนขับรถพึมพำกับตัวเอง แต่หวังเถิงได้ยินเพียงประโยคแรกๆ เท่านั้น หลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบกระโจนลงจากรถโดยไม่รีรอ
เขามองไปยังตัวหมู่บ้าน และก็เห็นกลุ่มเปลวไฟพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้าจริงๆ
ในชั่วพริบตา สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง... ทิศทางที่เกิดไฟไหม้คือบ้านของเขา!
“บ้าเอ๊ย!”
หวังเถิงกระทืบเท้าลงบนพื้น
เปรี๊ยะ… ตูม!
เสียงอากาศระเบิดดังสนั่น หวังเถิงกลายเป็นเพียงเงาสายหนึ่งที่พุ่งทะยานตรงไปยังบ้านของเขาอย่างรวดเร็ว
คนขับรถถึงกับตะลึงงัน เขาจ้องมองแผ่นหลังของหวังเถิงที่ลับตาไป ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความตกใจ “โอ้พระเจ้า! เจ้าหนุ่มนี่เป็นถึงผู้ฝึกยุทธตั้งแต่อายุยังน้อย! มิน่าล่ะถึงมีปัญญาซื้อบ้านในหมู่บ้านระดับนี้ได้!”
...
บรรยากาศในหมู่บ้านกำลังโกลาหล
เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงวัน ผู้คนส่วนใหญ่จึงยังคงทำงานอยู่ ที่บ้านจึงเหลือเพียงเหล่าแม่บ้านและเด็กๆ
เหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่นี้ดึงดูดความสนใจของเจ้าของบ้านหลายคนในย่านนี้ หลังจากโทรแจ้งตำรวจแล้ว พวกเขาก็รีบวิ่งออกจากบ้านและเขย่งเท้าชะเง้อมองไปยังทิศทางของเปลวเพลิง
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงไฟไหม้ได้ล่ะ?”
“ใครจะไปรู้? ฉันกำลังเตรียมตัวจะงีบตอนเที่ยงอยู่เลย พอเห็นเปลวไฟก็รีบวิ่งออกมาเนี่ย”
“โทรแจ้งฝ่ายจัดการหรือยัง?”
“พวกเขาต้องรู้เรื่องแล้วแน่ๆ”
บทสนทนาดังขึ้นให้ทั่ว ผู้คนมักชอบมุงดูความวุ่นวาย โดยเฉพาะเหล่าแม่บ้านที่รู้สึกเบื่อหน่ายเป็นทุนเดิม ถ้ามีเรื่องให้เม้าท์มอย พวกเธอก็ไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นแล้ว
เรื่องใหญ่โตขนาดนี้เพียงพอที่จะให้พวกเธอจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันได้อีกหลายวันเลยทีเดียว
“ลูกจ๋า อย่าวิ่งสิ มันอันตรายนะ”
“ไม่เอา ผมอยากไปดู ไฟมันใหญ่มากเลยแม่...”
คุณแม่ยังสาววัยประมาณ 30 ปี กำลังยื้อยุดฉุดกระชากลูกชายวัยเจ็ดขวบที่กำลังซนเหมือนไซบีเรียนฮัสกี้ เจ้าหนูคนนี้อยากจะวิ่งไปทุกที่ที่มีความวุ่นวาย
สุดท้ายเขาก็โดนแม่ตีเข้าให้จนร้องไห้จ้า และเลิกก่อกวนในที่สุด
หวังเถิงวิ่งผ่านสองแม่ลูกคู่นี้ไปด้วยความเร็วสูง สิ่งที่พวกเขามองเห็นมีเพียงเงาสายหนึ่งที่พุ่งผ่านไปพร้อมกับสายลมแรงที่ปะทะหน้า
“เมื่อกี้อะไรน่ะ?”
“เหมือนจะเป็นคนนะ!”
“ความเร็วระดับนี้... เขาต้องเป็นผู้ฝึกยุทธแน่ๆ!”
“แม่ครับ ผู้ฝึกยุทธคืออะไร? กินได้ไหม? อร่อยหรือเปล่า?”
“ไอ้เด็กบ้า อย่าพูดจาเรื่อยเปื่อย ผู้ฝึกยุทธเขาจะแอบย่องมาที่หน้าต่างตอนกลางคืนแล้วจับคนกินนะ กลัวไหมล่ะ?”
...
หวังเถิง: ...
ประสาทสัมผัสการได้ยินของผู้ฝึกยุทธนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมาก เมื่อหวังเถิงได้ยินประโยคนี้ เขาก็เกือบจะสะดุดล้มลงกับพื้น ถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะกำลังรีบร้อนอยู่ก็ตาม
“เธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านของหวังฝูหุ่ย?”
“อ๋อ หวังฝูหุ่ย ไอ้เศรษฐีใหม่ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์น่ะเหรอ?”
“ใช่ คนนั้นแหละ ฉันได้ยินมาว่าเขาเคยทำร้ายคนไว้ในอดีต ลูกชายของคนคนนั้นกลายเป็นผู้ฝึกยุทธเลยกลับมาแก้แค้น”
“ผู้ฝึกยุทธกลับมาแก้แค้นเหรอ? แบบนี้จัดการยากนะ”
“ก็จริง ผู้ฝึกยุทธมีสิทธิ์ที่จะแก้แค้น เพราะงั้นคนเราไม่ควรหาเงินด้วยวิธีสกปรกหรอก...”
หวังเถิงได้ยินผู้หญิงสองสามคนคุยกันในขณะที่เขาวิ่งผ่านไป
“หวังฝูหุ่ย!”
เขารู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าครอบครัวของเขาจะไม่ได้มีปัญหาอะไร
เขารู้จักหวังฝูหุ่ย หวังเซิ่งกั๋วเคยเอ่ยถึงคนคนนี้ที่บ้านอยู่สองสามครั้ง ทว่าต่างจากความเห็นของเหล่าคุณแม่เหล่านั้น หวังเซิ่งกั๋วมีความเห็นก้ำกึ่งเกี่ยวกับตัวเขา
หวังฝูหุ่ยเกิดในหมู่บ้านห่างไกล ทุกคนรู้ดีว่าคนที่เกิดมาในสถานะต่ำต้อยนั้นยากลำบากเพียงใดหากต้องการจะประสบความสำเร็จ
ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้มีการศึกษาและไม่มีครอบครัวคอยหนุนหลังแบบเขา ยิ่งต้องพึ่งพาตัวเองเพียงอย่างเดียว
ตอนที่เขามาถึงเมืองตงไห่ เขาเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ และค่อยๆ ทำความรู้จักกับผู้คนในโลกใต้ดิน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาเริ่มสร้างฐานะ
เขาสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองจนคนทั่วไปไม่กล้าหาดหาญเข้าใกล้ ทว่าหลังจากผ่านไปไม่กี่ปี ชื่อเสียงของเขาก็เริ่มสะอาดขึ้นและเปลี่ยนไป เขาหันมาทำธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และบางครั้งก็เข้าร่วมงานการกุศลโดยบริจาคเงินมหาศาลอยู่เสมอ
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีผู้คนมากมายที่ดูถูกเขาและเยาะเย้ยวิธีการทำมาหากินของเขา
มนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ พวกเขามักจะมองหาความเหนือกว่าจากผู้อื่นอยู่เสมอ
คนรวยดูถูกคนธรรมดาที่ไต่เต้ามาจากจุดต่ำสุด พวกเขามองว่าคนเหล่านั้นเป็นแค่พวกเศรษฐีใหม่
แต่ถ้าลองคิดดูให้ดี ใครกันล่ะที่ไม่ได้ไต่เต้ามาจากจุดต่ำสุด?
จูหยวนจางเคยเป็นขอทาน แต่สุดท้ายเขาก็กลายเป็นฮ่องเต้ได้
วีรบุรุษสามารถถือกำเนิดได้จากทุกที่!
น่าเสียดายที่ผู้คนในยุคนี้หลงลืมคำกล่าวนี้ไปนานแล้ว
“คุณป้าเสี่ยวครับ ที่ว่าบ้านของหวังฝูหุ่ยมีปัญหานี่หมายความว่ายังไงครับ?” หวังเถิงหยุดวิ่งเพื่อถามให้แน่ใจ
“อุ๊ย คุณหนูเถิง กลับมาแล้วเหรอ!” ผู้หญิงที่ถูกเรียกว่าป้าเสี่ยวหันมามองหวังเถิงแล้วยิ้มกว้างทันที นี่คือยอดนักเรียนอันดับหนึ่งของการสอบวิชาการต่อสู้ ผู้ฝึกยุทธตัวจริงเสียงจริง การสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเขาเอาไว้ไม่มีอะไรเสียหาย
เธอรีบตอบทันที “ใช่จ้ะ ป้าแอบไปดูมาแล้ว เห็นผู้ฝึกยุทธคนนั้นตะโกนบอกเองเลยว่าห้ามใครมายุ่ง”
“ขอบคุณครับ ผมนึกว่าที่บ้านผมมีปัญหาซะอีก” หวังเถิงพยักหน้า ในที่สุดเขาก็รู้สึกเบาใจ
“ไม่ใช่บ้านเธอหรอกจ้ะ แต่ว่ารีบกลับไปดูที่บ้านก่อนเถอะ บ้านเธอมันอยู่ใกล้มาก อาจจะโดนลูกหลงได้นะ” ป้าเสี่ยวเตือนด้วยความหวังดี
“จริงด้วยครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ได้เลย รีบไปเถอะ”
ป้าเสี่ยวเฝ้ามองหวังเถิงที่วิ่งลับสายตาไป เธออดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและหันไปพูดกับกลุ่มผู้หญิงข้างๆ “เมื่อก่อนเขายังเป็นคุณชายเอาแต่ใจที่ชอบเที่ยวเล่นดื่มเหล้าไปวันๆ อยู่เลย ไม่นึกเลยว่าจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ดูสิเมื่อกี้เขายังมีสัมมาคารวะขนาดนั้น”
“จริงด้วย หวังเซิ่งกั๋วนี่โชคดีจริงๆ มีลูกชายที่อนาคตไกลแบบนี้ ครอบครัวแซ่หวังไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอนาคตแล้ว” หญิงอีกคนเสริม
หญิงอีกคนพูดด้วยความอิจฉา “ไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว แถมอาจจะก้าวหน้าไปได้ไกลกว่านี้อีก”
“เฮ้อ ดูหวังเถิงสิ แล้วหันกลับมาดูไอ้ตัวแสบที่บ้านฉันสิ วันๆ รู้จักแต่จะทำให้ฉันโกรธ...” ป้าเสี่ยวกล่าวด้วยความหงุดหงิด
“จะบอกให้นะ เธอต้องบอกให้สามีเธอจัดการตีลูกชายให้หนักๆ คืนนี้ รับรองว่าง่ายขึ้นแน่ ถ้าตีรอบเดียวไม่จำก็ตีซ้ำอีกหน่อย รับรองวันหนึ่งมันต้องหัวอ่อนลงแน่”
ป้าเสี่ยวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ในผับแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเล่นเกมสนุกสนานกับสาวสวยข้างกาย จู่ๆ ก็ตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
เกิดอะไรขึ้น? แอร์แรงไปหรือเปล่านะ?? ชายหนุ่มสงสัยอย่างประหลาดใจ
“คุณชายเสี่ยว เป็นอะไรไปคะ?” สาวสวยข้างกายถาม
“ไม่มีอะไรหรอก คนสวย มาเล่นกันต่อเถอะ ฉันกำลังจะชนะแล้ว... ฮ่าฮ่าฮ่า!”
“คุณชายเสี่ยว ตามฉันให้ทันสิคะ ถ้าจับได้ เดี๋ยวจะยอมให้...”
...
บ้านของหวังฝูหุ่ยถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิง ฝ่ายจัดการหมู่บ้านยืนถือถังดับเพลิงอยู่รอบๆ แต่ไม่มีใครกล้าก้าวเข้าไปใกล้ หากไฟลามไปติดสิ่งของรอบข้าง พวกเขาก็จะรีบดับมันเพื่อป้องกันไม่ให้บ้านหลังอื่นได้รับความเสียหาย
นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว ผู้ฝึกยุทธคนนั้นต้องการเพียงแก้แค้นครอบครัวของหวังฝูหุ่ย ตราบใดที่พวกเขายังไม่ดับไฟในบ้านหวังฝูหุ่ย ผู้ฝึกยุทธคนนั้นก็จะไม่สนใจพวกเขา เขาพูดไว้ด้วยตัวเองแบบนั้น
ทว่าเมื่อมองไปยังฉากตรงหน้า หลายคนก็ยังรู้สึกยากที่จะทนดู
ชายหนุ่มคนหนึ่งถือหอกในมือยืนอยู่บนสนามหญ้าด้านหน้า เปลวไฟหมุนวนอยู่ที่ปลายหอก ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง
แต่ในวินาทีนี้ ปลายหอกนั้นกลับจ่อไปที่เด็กหญิงตัวน้อยวัยประมาณ 4 ขวบ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.