ตอนที่ 1186
1186 / 1536
อ่าน 10 นาที
Chapter 1186: Twin Moons Align
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 09:08
## บทที่ 1186: จันทรุปราคาคู่ประสาน
“เหตุใดเจ้าจึงดึงดันจะเข้าร่วมสำนักนี้ให้ได้?” นาลันสื่อเจ๋อเอ่ยถามพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ
นาลันวั่งจื่อดึงรั้งร่างของนาลันอวี้ซูออกมาจากจางเฟย ก่อนจะโอบกอดน้องสาวไว้แนบอก “ข้าไม่ได้พบหน้าน้องสาวมานานนับหมื่นปีแล้ว ย่อมต้องคิดถึงนางเป็นธรรมดา และข้าก็อยากใช้เวลาร่วมกับนางให้มาก ในเมื่อนางจะพำนักอยู่ที่สำนักนี้ ข้าจึงตัดสินใจจะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน”
‘คนโกหก!’ นาลันอวี้ซูแผดร้องลั่นอยู่ในใจพลางกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ แม้จะไม่ได้พบกันนานเพียงใด แต่นางย่อมรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของพี่สาวตนเองดีกว่าใครเพื่อน
นาลันฮวนจื่อเองก็มีความคิดเห็นไม่ต่างจากน้องสาวคนเล็ก ทว่าเขาก็ยังช่วยพูดเกลี้ยกล่อมมารดาเพื่อเข้าข้างนาลันวั่งจื่อ “ท่านแม่ ปล่อยให้นางเข้าร่วมสำนักนี้ไปเถิด อีกอย่างจักรพรรดินีหัวก็ได้มอบตุ๊กตานั่นให้นางแล้ว ข้าเชื่อมั่นว่าโม่เสินเทียนจะไม่มีวันล่วงรู้ได้เลยว่านางซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ตราบเท่าที่เราไม่ปากสว่างบอกใครออกไป”
“หืม?” นาลันสื่อเจ๋อหรี่ตาลง มองสลับระหว่างบุตรชายและบุตรสาวคนโตพลางพิจารณาสีหน้าของทั้งคู่ “ก็ได้! เจ้าสามารถเข้าร่วมสำนักนี้ได้! ทว่าหากโม่เสินเทียนล่วงรู้และตามหาเจ้าจนพบที่นี่ เจ้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด”
“ฮ่าๆๆ” นาลันวั่งจื่อหัวเราะร่าพร้อมรอยยิ้มของผู้ชนะ ทำเอาเจ้าแห่งปีศาจอย่างนาลันสื่อเจ๋อถึงกับหงุดหงิดระคนรำคาญใจ “ท่านแม่ ช่วยเรียกให้นาลันเหยียนซีและนาลันอู๋เฮินมาที่นี่ทีเถอะ อีกอย่าง ดันเจี้ยนจะเปิดออกในคืนนี้แล้ว พวกเขาควรจะมุ่งหน้ามาเตรียมตัวให้พร้อมก่อนจะเข้าไปข้างใน”
สิ้นคำ นาลันสื่อเจ๋อและเย่หมิงหรานก็ไม่รอช้า รีบติดต่อสื่อสารกับเหล่าสมาชิกในเผ่าพันธุ์ปีศาจของตนทันที พร้อมสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำกำลังคนเดินทางมาสมทบ
ทางด้านหลงอู่จ้าวเองก็ไหว้วานให้หลงสวี่คงไปรับตัวเหล่าสมาชิกในตระกูล โดยเฉพาะผู้ที่ปรารถนาจะออกสำรวจ ‘ดันเจี้ยนราตรีอนันต์’ ในครั้งนี้
ในขณะเดียวกัน จางเฟยได้สื่อสารทางจิตกับเฟิ่งเหยา โดยมุ่งเน้นถามถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของนางในการช่วยพูดจาโน้มน้าวใจให้นาลันสื่อเจ๋อยินยอมให้นาลันวั่งจื่อเข้าร่วมสำนักของเขา
ทว่าเฟิ่งเหยาเพียงแต่ส่งยิ้มบางๆ และไม่ยอมปริปากตอบสิ่งใด สร้างความหงุดหงิดใจให้กับจางเฟยยิ่งนักกับความลับลมคมในของนาง
.
.
.
อีกด้านหนึ่ง เซิ่งเย่าหุนและกลุ่มของเขาได้เดินทางมาถึงพื้นที่ส่วนกลางของเขตแดนแล้ว ทว่าโทสะที่คุกรุ่นจากการกระทำก่อนหน้าของเฟิ่งเหยาและหัวหลิงยังคงไม่จางหาย สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เดินทางมาถึงก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก
“ท่านผู้อาวุโส ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับคนพวกนี้? เหตุใดจักรพรรดินีหัวถึงได้ยื่นมือเข้าปกป้องสำนักนั่น?” กงซุนเย่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
เซิ่งเย่าหุนเบือนสายตาไปยังทิศทางที่สำนักจันทราพิศวาสตั้งอยู่ “ข้าพอจะคาดเดาได้บ้าง แต่ก็ยังมีข้อสงสัย ประการแรก อาจมีของล้ำค่าบางอย่างซ่อนอยู่ในสำนักนั้น และจักรพรรดินีหัวเป็นผู้ค้นพบมันก่อน ประการที่สอง การกระทำของนางอาจเกี่ยวข้องกับชายหนุ่มที่ปรากฏตัวข้างกายนาลันวั่งจื่อก่อนหน้านี้ เขาอาจจะเป็นทายาทสายตรงของนาง ทว่าข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนว่านางเคยมีความสัมพันธ์กับชายใด ดังนั้นข้อนี้จึงดูไม่ค่อยมีน้ำหนักนัก และประการสุดท้าย ชายหนุ่มผู้นั้นอาจจะเป็นคนรักของนางในชาตินี้ แต่มันก็ยากที่พวกเราจะพิสูจน์ได้ หากเราพยายามสืบเสาะมากเกินไป ผู้ใต้บังคับบัญชาของนางคงไม่ปล่อยเราไว้แน่”
“นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว” กงซุนเย่เอ่ยข้อเสนอของตนออกมา “ในเมื่อสำนักของพวกเขาตั้งอยู่ในเขตแดนนี้ ข้าเชื่อว่าพวกเขาต้องเข้าไปในดันเจี้ยนคืนนี้แน่ ข้าคิดว่าเราควรไหว้วานให้คนเหล่านั้นช่วยสืบเรื่องนี้แทน เพื่อไม่ให้จักรพรรดินีหัวเกิดความระแวงในตัวพวกเรา”
“คนพวกนั้นจะไม่ปรากฏตัวจนกว่าจะถึงเวลาค่ำคืน เราต้องรอคอยอย่างใจเย็น ทว่าต้องระแวดระวังให้จงหนัก เพราะหลงอู่จ้าว เหล่าสัตว์อสูร และเทพปีศาจตนอื่นๆ อาจจะปรากฏตัวขึ้นได้ทุกเมื่อ” เซิ่งเย่าหุนเอ่ยถามต่อ “แล้วทางด้านฉีไหลเล่า เจ้ายังหาเขาไม่พบอีกหรือ?”
“ยังเลยขอรับ” กงซุนเย่ส่ายหน้า “คนพวกนั้นบอกว่าฉีไหลละเมิดคำสัตย์สาบานด้วยการจุติลงไปยังสามโลกมนุษย์เพื่อช่วยเหลือผู้คนที่นั่น และในตอนนี้พวกเขาก็ยังคงไล่ล่าตัวเขาอยู่”
“ฉีไหลช่างโง่เขลานัก! ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเขามีเหตุผลกลใดถึงทำเช่นนั้น ทั้งที่ที่นั่นไม่มีของล้ำค่าใดๆ เลยแม้แต่น้อย” เซิ่งเย่าหุนทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา “เกือบหกปีแล้วที่เขาหายสาบสูญไป ข้าหวังว่าคนพวกนั้นจะหาตัวเขาพบโดยเร็ว และข้าจะบีบบังคับให้พวกเขาส่งตัวเขามาให้ข้าให้ได้”
กงซุนเย่พยักหน้ารับคำ “คนพวกนั้นอาจไม่ฟังคำร้องขอของข้า แต่พวกเขาไม่กล้าปฏิเสธท่านอย่างแน่นอน”
“ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
.
.
.
กาลเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แขกเหรื่อเกือบทั้งหมดต่างทยอยเดินทางกลับไปจนสิ้น หลงเหลือเพียงมนุษย์ไม่กี่คน เหล่าสัตว์อสูร และเผ่าพันธุ์ปีศาจทั้งหมดเท่านั้น
หลังจากที่จางเฟยได้หารือกับชิงชิวเอ๋อร์และเหล่าผู้อาวุโสเกี่ยวกับแผนการต่อไป เขาก็ตัดสินใจไปพบกับซูเสินเทียนและเจี้ยนควงก่อนเป็นอันดับแรก
เจี้ยนควงนั้นกระหายที่อยากจะประลองกระบี่กับเขาอย่างยิ่งยวด ทว่าจางเฟยขอให้เขารอจนกว่าจะกลับออกมาจากดันเจี้ยนเสียก่อน
จางเฟยพยายามโน้มน้าวใจให้เจี้ยนควงเข้าร่วมสำนัก ทว่า ‘คนคลั่งกระบี่’ ผู้นี้กลับปฏิเสธอย่างไม่ใยดี โดยให้เหตุผลว่าเขาปรักปรำการใช้ชีวิตที่อิสระเสรี ไร้ซึ่งพันธนาการจากฝ่ายใด
จากนั้นจางเฟยจึงหันไปเกลี้ยกล่อมซูเสินเทียนต่อ ทว่า ‘ปีศาจแห่งความเร็ว’ กลับไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เขาขอเวลาเพื่อไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน ถึงกระนั้นเขาก็ยินยอมตามคำขอของจางเฟยที่จะพำนักอยู่ในสำนักจันทราพิศวาสต่อไปอีกสักระยะ
หลังจากที่ซูเสินเทียนและเจี้ยนควงมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ส่วนกลาง จางเฟยก็ได้ไปพบกับจินหนานชิ่งและศิษย์ทั้งสองของเขา พวกเขาแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการหลอมโอสถอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะตัดสินใจสร้างพันธมิตรในการจำหน่ายสินค้าโอสถร่วมกัน ด้วยวิธีนี้ จางเฟยจะสามารถส่งสินค้าไปขายที่สำนักสังสารวัฏเทพ และทางฝั่งนั้นก็จะนำสินค้ามาขายที่สำนักจันทราพิศวาส ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งสองฝ่ายอย่างมหาศาล
เมื่อบรรลุข้อตกลง จินหนานชิ่งและศิษย์ทั้งสองก็รีบเร่งเดินทางไปสมทบกับสมาชิกสำนักสังสารวัฏเทพที่รอคอยอยู่ในพื้นที่ส่วนกลาง
เมื่อไม่มีคนนอกหลงเหลืออยู่ในสำนักแล้ว จางเฟยจึงเรียกเหล่าสัตว์เทพ เผ่าพันธุ์แห่งพงไพร และปีศาจทั้งหมดให้มารวมตัวกันที่ห้องโถงหลัก
แม้ว่าจางเฟยจะเคยบอกกล่าวเรื่องของคนกลุ่มนี้ให้ทราบล่วงหน้าแล้ว ทว่าการปรากฏตัวของพวกเขาก็ยังสร้างความกดดันให้แก่เหล่าผู้อาวุโสจนแทบหายใจไม่ออก ด้วยขุมพลังและฐานะที่สูงส่งจนน่าหวั่นเกรง
ทว่าชิงชิวเอ๋อร์กลับมีท่าทีที่ผ่อนคลายอย่างยิ่ง นางหาได้รู้สึกถึงแรงกดดันแม้เพียงนิดไม่ ในทางตรงกันข้าม นางกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี หากไม่ใช่เพราะจางเฟย นางคงไม่มีโอกาสได้เห็นเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันถึงห้าเผ่ามารวมตัวกันในสำนักของนางโดยไร้ซึ่งจิตมุ่งร้ายเช่นนี้ โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์ปีกและเผ่าพันธุ์ปีศาจ
ถึงกระนั้น ชิงชิวเอ๋อร์ก็ยังต้องตกตะลึงเมื่อจางเฟยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของนาลันอวี้ซู และการตัดสินใจเข้าร่วมสำนักของนาลันวั่งจื่อ เพราะสตรีทั้งสองต่างก็เป็นบุตรสาวของเทพปีศาจกลืนวิญญาณผู้เกรียงไกร
ทางด้านนาลันสื่อเจ๋อได้นำปีศาจหนุ่มสาวสองตน คือเย่สวนและเย่หยวนจือ จากเผ่าพันธุ์ปีศาจของนางมายังสำนักด้วย
เป็นไปตามที่จางเฟยคาดการณ์ไว้ เหล่าศิษย์สายในและศิษย์พิเศษต่างต้อนรับปีศาจเหล่านั้นด้วยท่าทีเย็นชา ทว่าหลังจากที่เขาและชิงชิวเอ๋อร์ช่วยกันโน้มน้าวและอธิบายเหตุผล เหล่าศิษย์จึงยอมเปิดใจยอมรับ และพยายามปรับตัวให้คุ้นเคยกับการปรากฏตัวของเผ่าปีศาจในที่สุด
.
.
.
เวลาโบยบินผ่านไปจนกระทั่งราตรีกาลมาเยือน พื้นที่ส่วนกลางในยามนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นชีวิตจากหลากเผ่าพันธุ์และหลายเขตแดน
แม้เขาจะไม่ได้อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ทว่าจางเฟยก็สามารถตรวจสอบผู้คนเหล่านั้นผ่านแผนที่ของเขาได้อย่างง่ายดาย เขาพบรายชื่อที่คุ้นเคยมากมาย รวมถึงสมาชิกของตระกูลเจียวและเผ่าพันธุ์แฟรี่
หลงอู่จ้าว, หลงสวี่คง, เทียนสื่อไป๋หลง และเทียนสื่อเซิ่งเจี๋ย ต่างพากันออกจากสำนักจันทราพิศวาสในทันที เพื่อนำพาเหล่าสมาชิกมุ่งตรงสู่พื้นที่ส่วนกลาง
เย่หมิงหราน, เย่ฟู่เทียน และนาลันสื่อเจ๋อก็นำทัพปีศาจทั้งสองเผ่าเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน แม้ว่านาลันวั่งจื่อจะเข้าร่วมสำนักจันทราพิศวาสไปแล้ว แต่นางหาได้ติดตามจางเฟยไปไม่ แต่นางและพี่ชายกลับเลือกที่จะติดตามเคียงข้างมารดาของตนแทน
ในขณะเดียวกัน จางเฟยได้สั่งการให้สมาชิกสำนักจันทราพิศวาสอย่าเพิ่งรีบร้อนมุ่งหน้าไป แม้ว่าแต่ละคนจะมีความกระวนกระวายใจเพียงใดก็ตาม
ครั้นเมื่อราตรีกาลยิ่งลุ่มลึก เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทั้งมวลต่างประจักษ์แก่สายตาว่าจันทราแฝดเริ่มเคลื่อนคล้อยเข้าหากันเพื่อสบประสาน
ทันทีที่ดวงจันทร์ทั้งสองดวงโคจรมาทับซ้อนกันโดยสมบูรณ์ พวกมันก็สาดส่องแสงสีเงินยวงสว่างไสวเจิดจ้า อาบไล้ไปทั่วบริเวณกึ่งกลางเขตแดน พร้อมกับเผยให้เห็นประตูมิติที่นำไปสู่ ‘ดันเจี้ยนราตรีอนันต์’
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่เฝ้ารอคอยมาเนิ่นนานต่างพากันกรูเข้าไปในดันเจี้ยนอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่พุ่งตัวเข้าไปเป็นกลุ่มแรกๆ
หลังจากที่มนุษย์หายลับไป เหล่าสัตว์อสูรก็เริ่มนำพาสมาชิกในเผ่าตามเข้าไปติดๆ ทว่าหลงอู่จ้าวและมังกรอีกสองตนกลับไม่ได้เข้าร่วมด้วย พวกเขามอบหมายให้เทียนสื่อเซิ่งเจี๋ยและหลงโหย่วเจียเป็นผู้นำก่อนที่จะปลีกตัวออกจากเขตแดนไป
ในเมื่อเทพปีศาจตนอื่นๆ ไม่ปรากฏตัว และส่งมาเพียงสมาชิกในเผ่าเท่านั้น เย่หมิงหรานและนาลันสื่อเจ๋อจึงไม่ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ดันเจี้ยนด้วยตนเอง
พวกนางสั่งการให้บุตรทั้งสี่เป็นผู้นำเหล่าสมาชิกของทั้งสองเผ่า ทว่าเย่หมิงหรานเจาะจงให้เย่ฟู่เทียนติดตามไปด้วยเพื่อคอยปกป้องคุ้มครองบุตรสาวทั้งสองของนาง จากนั้นเทพปีศาจสตรีทั้งสองก็จากเขตแดนเพลิงแฝดไปในทันทีเพื่อกลับสู่ดินแดนของตน
เมื่อผู้คนเหล่านั้นลับสายตาไปแล้ว จางเฟยจึงนำพาสมาชิกสำนักและคนสนิทมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ส่วนกลาง โดยมีเฟิ่งเหยา บิดามารดา และผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสามติดตามมาด้วย
“เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว พวกเราจะไปรวมตัวกันที่จุดเดียว หรือจะถูกส่งไปยังพื้นที่แบบสุ่มกันแน่?” จางเฟยเอ่ยถาม
“พวกเราจะถูกส่งไปยังพื้นที่แบบสุ่ม และเราจะไปพบกันข้างใน” เฟิ่งเหยาใช้ของวิเศษห่อหุ้มร่างของบิดามารดาและผู้ติดตามไว้ก่อนจะนำทางเข้าไป
“ลูกชาย พวกเราจะเข้าไปก่อน แล้วไปพบกันข้างในนะ” หลังจากกล่าวจบ หลัวเฟิงหานก็รีบนำครอบครัวและเหล่าผู้บำเพ็ญจากเขตแดนสวรรค์ก้าวเข้าไปในทันที
จางเฟยทำได้เพียงส่ายหน้าให้กับภาพการหายตัวไปของคนเหล่านั้น ก่อนที่ชิงชิวเอ๋อร์จะเอ่ยถามเขาขึ้นมาว่า “พวกเราจะเข้าไปแบบปกติ หรือท่านจะใช้สถานที่ลับของท่านพาพวกเราเข้าไปกันแน่?”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.