ตอนที่ 362
362 / 1536
อ่าน 14 นาที
Chapter 362 Information About The Relic
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 07:41
[ติ๊ง!]
[ภารกิจประจำวัน: ดูดซับพลังปราณ 6,400 หน่วย]
[รางวัล: อัญมณีสีเขียว 64 ชิ้น]
สิ้นเสียงแจ้งเตือนที่ดังขึ้นในโสตประสาท จางเสี่ยวหลงพลันลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ กาลเวลาในดินแดนหยกเวหาช่างผ่านไปรวดเร็วนักเมื่อเทียบกับยามที่เขาพำนักอยู่ในโลกมนุษย์หรือดินแดนตียู
“แองเจล่า ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว แต่ข้าสัญญาว่าจะกลับมาหาเจ้าอีก” เขากล่าวอำลาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าแฝงไว้ด้วยความอบอุ่น
“อื้ม... ข้าจะเฝ้ารอวันที่เจ้ากลับมาหาข้าอีกครั้ง” แองเจล่าตอบรับพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อยที่ประดับอยู่บนดวงหน้า จางเสี่ยวหลงไม่รอช้า ทะยานร่างขึ้นสู่ห้วงเวหาจากไปในทันที ทิ้งไว้เพียงเงาร่างของหญิงสาวที่ยังคงจับจ้องตามหลังเขาด้วยสายตาเปี่ยมความหมาย
“ถึงแม้ระดับปีศาจของเจ้าจะยังต่ำต้อย แถมยังไม่ใช่อสูรพรายน้ำ แตช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเจ้านั้นช่างรื่นรมย์นัก... เจ้าต้องกลับมาหาข้าอีกนะ”
สิ้นคำรำพึง ร่างอ้อนแอ้นของแองเจล่าพลันโจนทะยานลงสู่ห้วงสมุทร ลึกลงไปใต้น้ำ ร่างมนุษย์มลายหายไปแทนที่ด้วยร่างอสูรปีศาจที่แท้จริง ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางเหล่าอสูรใต้สมุทรดังเช่นที่เคยเป็นมา
.
.
.
หลังจากเร้นกายออกมาจากเขตแดนย่อยของแองเจล่า จางเสี่ยวหลงก็มุ่งหน้าตรงไปยังเขตแดนย่อยของฝาแฝดอมาริสในทันที ทว่าในระหว่างทางเขาก็ไม่ลืมที่จะอัญเชิญ 'ออซ' ออกมาเพื่อแจ้งข่าวคราวเกี่ยวกับคีนอส
เพียงชั่วอึดใจ ออซก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า จางเสี่ยวหลงบอกเล่าถึงความล้มเหลวในการตามหาที่พำนักของคีนอสภายในเขตแดนอมาริสดำ ซึ่งนั่นยิ่งสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่เขาเป็นทวีคูณ
อย่างไรก็ตาม จางเสี่ยวหลงได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาพของอมาริสดำที่ดูเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง ราวกับว่านางได้ปลดปล่อยพลังปีศาจออกมาจนเกินขีดจำกัด “หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าค่อนข้างมั่นใจว่านางคือผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของคีนอส”
“ทว่านางอาจจะซ่อนเขาไว้ที่อื่น เพราะ ‘ห้วงมรณะอนันต์’ นั้นดูจะสะดุดตาเกินไปสำหรับการจองจำจอมราชันปีศาจเช่นเขา และนางย่อมรู้ดีว่าคนอื่นๆ ต้องพุ่งเป้าไปที่นั่นเป็นแห่งแรกแน่นอน”
“ข้าเห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานของเจ้า แต่ในละแวกนั้นข้าก็นึกไม่ออกว่าจะมีที่ใดที่อันตรายไปกว่าห้วงมรณะอนันต์อีก” ออซพยักหน้าเห็นพ้องพลันขมวดคิ้วใช้ความคิดถึงสถานที่ลึกลับอื่นๆ ที่อมาริสดำอาจใช้เป็นกรงขังคีนอส
“อย่างไรก็ตาม ข้าต้องกลับไปยังดินแดนของข้าก่อน เนื่องจากที่นั่นกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ และเฟลเทียเองก็ยังไม่สามารถละทิ้งหอคอยได้ในยามนี้ พวกเจ้าคงต้องสืบหาความจริงกันเองไปก่อน”
“ตกลง เจ้าไปจัดการธุระของเจ้าเถอะ ส่วนเรื่องนี้ข้าจะขอให้เวอร์จิลมาช่วยสืบสวนอีกแรง”
“เดี๋ยวก่อน” จางเสี่ยวหลงรีบระงับออซที่กำลังจะจากไป “เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่หายไปบ้างหรือไม่?”
“หือ?” ออซหันกลับมามองด้วยความประหลาดใจ “เจ้าหมายถึงโบราณวัตถุชิ้นไหนกัน? ในดินแดนนี้มีของศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหายไปมากมาย โดยเฉพาะของของบรรพบุรุษข้า แต่ข้าก็กู้คืนมาได้บางส่วนแล้ว”
จางเสี่ยวหลงถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินคำถามย้อนกลับ “บอกตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นสิ่งใด เพราะข้าไม่มีเบาะแสที่ชัดเจนเลย แต่ข้าสงสัยว่ามันอาจจะซ่อนอยู่ในเขตแดนย่อยของฝาแฝดอมาริส... เจ้าพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับปราสาทสีดำในหุบเขาแห่งความตายบ้างไหม?”
“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเข้าถึงพื้นที่ส่วนลึกที่สุดของสถานที่แห่งนั้นแล้ว” ออซกล่าวขึ้นก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวของปราสาทสีดำ ทว่าข้อมูลที่ได้รับกลับไม่ต่างจากสิ่งที่นอเวียเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้เท่าใดนัก
“ในเมื่อเจ้าคาดการณ์ว่าของศักดิ์สิทธิ์นั่นอยู่ในเขตแดนของฝาแฝดอมาริส ทางที่ดีที่สุดคือเจ้าต้องไปพบกับ ‘แอชเรธ’ เพราะนางรู้เห็นสถานการณ์ในที่แห่งนั้นดียิ่งกว่าข้า แต่ข้าเดาว่าของที่เจ้าตามหาน่าจะอยู่ภายในปราสาทนั่นแหละ... เพราะที่นั่นไม่มีใครสามารถย่างกรายเข้าไปได้ แม้แต่ข้าเองก็ตาม”
จางเสี่ยวหลงพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะแยกย้ายกับออซ พริบตานั้นเขาพลันแปลงกายเป็นซัคคิวบัสผู้เย้ายวนก่อนจะรุดหน้าเข้าสู่เขตแดนย่อยของฝาแฝดอมาริส และมุ่งตรงไปยังหุบเขาแห่งความตายเพื่อพบกับแอชเรธในทันที
.
.
.
เมื่อย่างกรายเข้าสู่หุบเขาแห่งความตาย จางเสี่ยวหลงก็พบกับแอชเรธและเหล่าปีศาจระดับสูงกำลังไล่ล่าสังหารปีศาจชั้นต่ำอย่างโหดเหี้ยม โดยมีนาเดียผู้เป็นแม่ของนอเวียรวมอยู่ด้วย ทว่ามีปีศาจสาวอีกนางหนึ่งที่ดึงดูดสายตาของเขาได้มากกว่าใคร... นางคือ ‘คิลเลีย’ กอร์กอนผู้ทรงเสน่ห์
คิลเลียมีใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่และเคร่งขรึม โหนกแก้มตอบรับกับดวงตากลมโต จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากอิ่มหนาที่ยกยิ้มขึ้นอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม ทว่านัยน์ตาสีเขียวมรกตของนางกลับแฝงเร้นด้วยความสยดสยอง โดยเฉพาะเมื่อมันมาคู่กับเส้นผมที่เป็นฝูงงูสีเขียวเลื่อมพรายซึ่งกำลังเริงระบำอยู่เหนือศีรษะ นอกเหนือจากนั้นนางยังมีแขนถึงสี่ข้างที่กวัดแกว่งศาตราสี่เล่มไปมาอย่างคล่องแคล่ว
ถึงกระนั้น รูปลักษณ์ของคิลเลียกลับดูเย้ายวนใจอย่างประหลาด ด้วยท่อนล่างที่เป็นงูยักษ์สีเขียวชอุ่มคล้ายกับลามิอา ทรวงอกอวบอิ่มขนาดดีคัพถูกปกปิดไว้เพียงบางส่วนด้วยเศษผ้าสีเขียว เผยให้เห็นรอยนูนของยอดปทุมถันอยู่รำไรจากด้านหลัง
‘เหมย ตรวจสอบนางที’
[รับทราบค่ะนายท่าน!]
===
ชื่อ: คิลเลีย
อายุ: 1,000+ ปี
เพศ: หญิง
เผ่าพันธุ์: ปีศาจงู
ระดับ: มาร์ชิโอเนส (Marchioness)
ธาตุ: ความมืด และ พิษ
กายา: กายาอสูรงู
ความสามารถ: เสน่ห์มรณะ (Femme fatale), ปรมาจารย์ศาตรา (Passive), กายาเกราะอสูร, รักษาแผลด้วยโลหิต, พิษกรด, พิษสาปกลายเป็นหิน, หลั่งสารพิษ, เร้นกาย, ต้านทานพิษ, บงการอสูร (เฉพาะประเภทงู) และอื่นๆ
จุดแข็ง: พิษและความมืด
จุดอ่อน: แสงสว่าง
===
‘เสน่ห์มรณะ? มันคือความสามารถแบบไหนกัน?’ จางเสี่ยวหลงรำพึงในใจพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย
[นายท่านคะ มันคล้ายกับความสามารถในการล่อลวงค่ะ ทำให้นางสามารถใช้เรือนร่างอันเย้ายวนดึงดูดใจบุรุษ แต่ท้ายที่สุดมันจะนำพาความวิบัติมาสู่ผู้ที่หลงสเน่ห์ของนางค่ะ]
‘อ้อ...’ จางเสี่ยวหลงพยักหน้าเบาๆ ทว่าเขากลับรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์สำหรับเขา เพราะตัวเขาเองก็เป็นอินคิวบัส และพลังปีศาจของเขาก็ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเสน่ห์มรณะของคิลเลียเสียอีก ‘เห้อ! ในเมื่อข้าไม่มีธาตุพิษ ความสามารถส่วนใหญ่ของนางก็ใช้กับข้าไม่ได้ผล แต่ทักษะปรมาจารย์ศาตราที่เป็นความสามารถติดตัวนั่นสิ... ข้าคงต้องหาทางเลียนแบบมันมาให้ได้ แต่คงไม่ใช่ตอนนี้’
เนื่องจากมีปีศาจระดับสูงอยู่กับแอชเรธมากมาย โดยเฉพาะนาเดีย จางเสี่ยวหลงจึงตัดสินใจยกเลิกแผนการที่จะปรากฏตัวต่อหน้า มิเช่นนั้นพวกนางอาจจะสงสัยในตัวเขาได้ เขาจึงเลือกที่จะสื่อสารกับเอลฟ์มืดสาวผ่านทางจิตแทน ซึ่งนั่นทำให้นางถึงกับสะดุดกึกด้วยความตกใจและรีบเหลียวมองรอบกายเพื่อหาต้นตอของเสียง
“เจ้าเป็นอะไรไป แอชเรธ? มองหาอะไรอยู่รึ?” คิลเลียเอ่ยถามขึ้นทันควันพร้อมกับกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ
นาเดียและปีศาจสาวนางอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน พวกนางมองไปที่แอชเรธด้วยความฉงนหลังจากที่ไม่พบสิ่งใดนอกจากซากศพของปีศาจชั้นต่ำ
“ไม่มีอะไร” แอชเรธตอบพลางส่ายหัวก่อนจะเริ่มก้าวเดินต่อ โดยมีเหล่าปีศาจสาวติดตามไปไม่ห่าง ‘เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร? จอมราชันทั้งสองอนุญาตให้เจ้ามาแล้วงั้นหรือ?’
‘ฮ่าๆๆ! เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้อยู่แถวนี้เสียหน่อย ข้ากำลังคุยกับเจ้าส่งตรงมาจากหอคอยต่างหาก’ คำตอบของจางเสี่ยวหลงทำให้แอชเรธขมวดคิ้วแน่น เพราะระยะทางระหว่างหอคอยกับหุบเขาแห่งความตายนั้นห่างไกลกันสุดกู่จนยากจะเชื่อ ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้นางลิงโลดจนรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
‘อย่างไรก็ตาม ข้าจะไปหาเจ้าในเร็วๆ นี้ และเราจะได้สนุกกันเหมือนคราวที่แล้ว เจ้าจะได้ไม่ต้องคิดถึงข้ามากนัก... แต่ก่อนอื่น ข้าอยากถามเรื่องสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่สูญหายไปในเขตแดนย่อยนี้ เจ้ารู้อะไรบ้างไหม?’
‘รู้สิ’ แอชเรธตอบกลับในขณะที่ยังคงร่ายรำศาตราสังหารปีศาจที่ขวางทาง ‘ในเขตแดนย่อยนี้มีสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ที่สาบสูญอยู่สองชิ้น ซึ่งเป็นของของผู้สร้างดินแดนแห่งนี้ทั้งสองท่าน...’
‘ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังตามหาชิ้นไหน แต่เจ้าไม่มีวันครอบครองได้ทั้งสองชิ้นหรอก เพราะชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ภายในปราสาทสีดำกลางหุบเขาแห่งความตายนี้ ส่วนอีกชิ้นจมดิ่งอยู่ก้นบึ้งของห้วงมรณะอนันต์... ความจริงแล้ว นายหญิงอมาริสดำของข้าเคยพยายามจะไปช่วงชิงมันมาแล้ว แต่เจ้าอสูรโบราณนั่นกลับไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น แถมยังทำให้นางบาดเจ็บสาหัสกลับมาอีกด้วย’
จางเสี่ยวหลงลอบถอนหายใจยาวหลังจากได้รับคำตอบ ‘เอาเถอะ ข้าต้องไปแล้ว เจ้าก็จงรอข้าอยู่ที่นี่ อย่าได้กังวลไป ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้ารอนานนักหรอก ข้าจะไปหาเจ้าในไม่ช้า’
หลังจากนั้น จางเสี่ยวหลงก็คืนสู่ร่างที่แท้จริง พร้อมกับเปิดใช้งานทักษะเร้นกายและเคลื่อนย้ายพริบตาซ้ำๆ เข้าสู่ส่วนลึกของหุบเขาแห่งความตาย โดยที่แอชเรธและเหล่าปีศาจสาวไม่ทันสังเกตเห็นแม้แต่น้อย
.
.
.
เนื่องจากเคยย่างกรายเข้ามาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง จางเสี่ยวหลงจึงไม่ต้องลำบากในการหาเส้นทาง เขามาถึงพื้นที่ส่วนลึกที่สุดของหุบเขาแห่งความตายได้อย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ? ทำไมท่านถึงกลับมาที่นี่อีก?” นอเวีย ไซเรนสาวเอ่ยถามด้วยความฉงนใจที่เห็นเขากลับมาอย่างกะทันหัน
“เจ้าไม่รู้รึว่าแอชเรธกับแม่ของเจ้ากำลังมุ่งหน้ามาที่นี่พร้อมกับปีศาจสาวตนอื่นๆ?” นอเวียพยักหน้าเบาๆ “อันที่จริงข้าก็ไม่อยากจะก้าวก่ายธุระของเจ้าหรอกนะ แต่ข้าทนเห็นไซเรนที่น่ารักอย่างเจ้าต้องไปทิ้งชีวิตไว้อย่างเปล่าประโยชน์ไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับอสูรโบราณนั่น... เพราะมันจะฆ่าเจ้าแน่นอน”
“เพราะฉะนั้น ข้าจึงมาที่นี่เพื่อพาเจ้าออกไป เจ้าจะไปที่ไหนก็ได้ที่เจ้าต้องการ ยกเว้นสถานที่อันตรายแห่งนั้น”
“ฮะๆๆ” นอเวียระเบิดหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะถามเขากลับ “ท่านคิดว่าข้าน่ารักจริงๆ หรือ? ท่านลืมไปแล้วรึว่าข้าสังหารปีศาจมามากมายแค่ไหน?”
“สองเรื่องนั้นมันไม่เกี่ยวกันเสียหน่อย” จางเสี่ยวหลงตอบพลางสาวเท้าเข้าหานอเวีย “ข้าเองก็เหมือนเจ้านั่นแหละ ข้าสังหารทั้งมนุษย์และปีมามากมายนับไม่ถ้วน เรื่องแค่นั้นไม่มีผลอะไรกับข้าหรอก... อย่างไรก็ตาม ข้าหมายความตามที่พูดจริงๆ ว่าเจ้าน่ารักมาก เพราะฉะนั้นข้าหวังว่าเจ้าจะยอมไปกับข้าตอนนี้”
“ตกลง ข้าจะไปกับท่าน” นอเวียตอบตกลงในทันที เพราะนางเองก็ตระหนักถึงความเสี่ยงดีว่าหากไปที่ห้วงมรณะอนันต์ ก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่ “แล้วท่านจะพาข้าออกไปอย่างไร? หากพวกนั้นเห็นท่านอยู่กับข้า โดยเฉพาะท่านแม่ ท่านต้องถูกจู่โจมแน่”
“หึๆๆ” จางเสี่ยวหลงหัวเราะในลำคอก่อนจะเปิดประตูมิติที่มุ่งตรงไปยังป่าดรายแอด “พวกนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าเข้ามาที่นี่ เพราะฉะนั้นพวกเขาก็จะไม่มีวันเห็นข้าออกไปเช่นกัน... เอาล่ะ เจ้าเข้าไปในประตูมิตินี่ได้เลย มันจะพานเจ้าไปสู่ป่าดรายแอดโดยตรง”
“เจ้าบอกพวกนางว่าข้าเป็นคนส่งเจ้าไป พวกนางจะได้ไม่ทำร้ายเจ้า และทางที่ดีเจ้าควรจะมุ่งหน้าไปยังเขตแดนย่อยของแองเจล่าต่อ ที่นั่นคือที่ซ่อนตัวที่ดีที่สุดสำหรับเจ้า”
“เอ๋?” นอเวียเบิกตากว้างมองเขาด้วยความสงสัย “ท่านรู้จักท่านจอมราชันแองเจล่าด้วยรึ? มิเช่นนั้นท่านคงไม่กล้าขานนามของนางออกมาตรงๆ เช่นนี้”
“ใช่” จางเสี่ยวหลงพยักหน้า “ข้ามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับนาง ข้าเองก็เพิ่งกลับมาจากที่นั่น เพราะฉะนั้นเจ้าไปที่นั่นเถอะ แล้วบอกนางว่าข้าเป็นคนส่งเจ้าไป นางจะปกป้องเจ้าแน่นอน เจ้าจะได้ไม่ต้องมาตายเปล่าที่นี่”
เมื่อได้ยินดังนั้น นอเวียจึงยอมก้าวขึ้นมาจากผิวน้ำ ท่อนล่างที่เป็นปลาพลันมลายหายไปแทนที่ด้วยขาเรียวยาวนวลเนียนคู่สวย ทำให้นางดูสูงกว่าจางเสี่ยวหลงเล็กน้อย นางก้าวเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาก่อนจะประทับจุมพิตลงบนแก้มของเขาเบาๆ “ขอบคุณท่านมาก... ข้าจะไม่มีวันลืมวันนี้เลย ข้าจะทำตามคำแนะนำของท่านและมุ่งหน้าไปยังเขตแดนของท่านแองเจล่า ท่านต้องไปพบข้าที่นั่นในภายหลังนะ”
“ข้าให้สัญญากับแองเจล่าไว้แล้วว่าจะไปหานางบ่อยๆ เพราะฉะนั้นเราคงได้พบกันอีกแน่นอน” นอเวียพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มหวานก่อนจะก้าวเข้าสู่ประตูมิติไป และจางเสี่ยวหลงก็กลับเข้าสู่ดินแดนหยกเวหาในทันทีหลังจากที่เหมยเปิดประตูเชื่อมต่อให้
.
.
.
ทันทีที่ปรากฏกายขึ้นภายในตระกูลฉู่ จางเสี่ยวหลงก็รู้สึกโล่งใจที่พบว่าตระกูลทั้งตระกูลว่างเปล่า เขาจึงรีบเปิดแผนที่ขึ้นมาตรวจสอบการเคลื่อนไหวของศัตรู และพบว่าผางเต๋อได้เดินทางมาถึงครึ่งทางมุ่งสู่ภูมิภาคตะวันตกแล้ว
[นายท่านคะ พลังบ่มเพาะของผางเต๋อน่าจะถึงระดับจอมราชัน (Sovereign) แล้ว ท่านคงไม่อาจเผชิญหน้ากับเขาได้โดยลำพัง... เพราะฉะนั้น การอัญเชิญโบอิตาต้าและบรรพบุรุษตระกูลเซินออกมาช่วยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่กระนั้นมันก็ยังอันตรายสำหรับพวกเขาอยู่ดี โดยเฉพาะหากในกายของผางเต๋ามีไอปีศาจแฝงอยู่นะคะ]
จางเสี่ยวหลงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำเตือนของเหมย “ข้าจะอัญเชิญโบอิตาต้าออกมาแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ข้าจะใช้เขาเป็นไพ่ตาย... มิเช่นนั้นผางเต๋ออาจจะเปลี่ยนใจไม่มาที่นี่ ซึ่งข้าไม่ต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะนี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่ข้าจะกำจัดเขา เพื่อตัดกำลังพวกมันลงบ้าง”
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังมีแผนอื่นเตรียมไว้ให้เขาแล้ว และข้าขอมั่นใจเลยว่าเขาจะต้อง ‘สนุก’ กับมันแน่นอน”
[ท่านต้องการจะทำเช่นนั้นจริงๆ หรือคะนายท่าน? หากพวกนั้นล่วงรู้ถึงที่มาของผางเต๋อ พวกเขาอาจจะบุกมายังดินแดนนี้ และท่านอาจจะตกอยู่ในอันตรายได้นะคะ]
“เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วไม่ใช่หรือ?” จางเสี่ยวหลงกล่าวพลางเคลื่อนย้ายพริบตาไปนั่งลงบนตั่งประธานในห้องโถงหลักของตระกูลฉู่ “ในเมื่อเราไม่สามารถฆ่าหรือจับตัวเขาได้ ข้าก็จะส่งเขาไปยัง ‘ที่แห่งนั้น’ ให้คนพวกนั้นช่วยจัดการเขาแทน... ข้าพิจารณาถึงความเสี่ยงแล้ว แต่ข้ามั่นใจว่าพวกมันจะไม่กล้าบุกมาที่นี่แน่นอน ทุกอย่างจะเรียบร้อย และเราค่อยจัดการกับบรรพบุรุษของตระกูลเหล่านั้นในภายหลัง”
เมื่อกล่าวจบ จางเสี่ยวหลงก็หลับตาลง เริ่มเดินพลังบ่มเพาะเพื่อทำภารกิจประจำวันให้สำเร็จ พร้อมกับสั่งการให้เหมยเฝ้าจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
.
.
.
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่? พ่อของเจ้าไม่ได้ส่งเจ้าไปที่สำนักรกร้างหรอกรึ? เจ้าจัดการควบคุมสำนักนั่นสำเร็จแล้วรึไง?” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม ‘ผางลี่หยวน’ ที่เพิ่งเดินทางมาถึงตระกูลผาง นางคือ ‘โม่สวนชิง’ ทว่ารูปลักษณ์ของนางกลับดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ใบหน้าจืดชืดไม่โดดเด่น แม้แต่ทรวงอกของนางก็แบนราบราวกับแผ่นกระดานซักผ้า
‘ชิ!’ ผางลี่หยวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่สบอารมณ์ก่อนจะหันไปหาโม่สวนชิง “ท่านแม่ ข้ารู้นะว่าท่านไม่ชอบตระกูลเซี่ย แต่ตอนนี้พวกเขาคือครอบครัวของข้าแล้ว และก่อนหน้านี้ข้าก็กลับมาเพื่อร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของท่านพ่อตา เมื่อสองวันก่อนงานเลี้ยงจบลง ข้าจึงตัดสินใจกลับมาที่ตระกูลนี้”
“ส่วนเรื่องสำนักรกร้าง... ข้ายังไม่ได้รับตำแหน่งเจ้าสำนักอย่างเป็นทางการ แต่คนส่วนใหญ่ที่นั่นก็ให้ความไว้วางใจในตัวข้าอย่างเต็มที่แล้ว ข้าเพียงแค่ต้องรอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น”
โม่สวนชิงส่ายหน้าด้วยความรำคาญใจ “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับตระกูลเซี่ย และตระกูลนี้ก็ไม่ต้อนรับเจ้า... เจ้าควรจะไสหัวกลับไปที่สำนักรกร้างและยึดอำนาจที่นั่นมาให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้นข้ากับพ่อของเจ้าจะลงโทษเจ้าอย่างหนัก โดยเฉพาะถ้าเจ้าทำงานล้มเหลว!”
- ติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.