ตอนที่ 799
799 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 799: Huangfu Shou’s Death
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:27
## บทที่ 799: อวสานหวงฝูโซ่ว
เฮ่อเหลียนเยว่หยีประคองกริชหงซีด้วยมือที่สั่นระริก ปลายคมศาสตราวาววับชี้ตรงไปยังหวงฝูโซ่ว สามีผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่ราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ท่านพี่ ข้า...”
“ข้ามิถือโถษโกรธเจ้าเลยแม้แต่น้อย... ฆ่าข้าเสียเถิดฮูหยิน เพื่อปกป้องลูกๆ ของเรา” หวงฝูโซ่วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสุขุมลุ่มลึก
“แต่ว่า...”
“ลงมือซะ!” หวงฝูโซ่วแผดเสียงก้องใส่ภรรยาของตน
“ข้า...”
“ฆ่าข้า!”
“ข้าขอโทษ... ข้า... ขอโทษ...” หยาดน้ำตาร่วงรินจากดวงตาของเฮ่อเหลียนเยว่หยี นางหลับตาพริ้มพลางพุ่งกริชเข้าใส่ทรวงอกของสามีสุดกำลัง
*เคร้ง!*
ทว่าก่อนที่คมกริชจะทันได้ปักลึกเข้าสู่หัวใจของหวงฝูโซ่ว จางเฟย (ร่างแยกที่ 5) ก็สะบัดฝ่ามือวาดผ่านอากาศ กระแทกเข้าที่ข้อมือของนางอย่างแม่นยำจนกริชร่วงหลุดจากมือกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เฮ่อเหลียนเยว่หยีจ้องมองจางเฟยด้วยความงุนงงสับสน ทว่าเขากลับหันไปพยักหน้าให้ซางอวี่เม่ย ซึ่งนางก็ลงมืออย่างรวดเร็วด้วยการฟาดต้นคอจนเฮ่อเหลียนเยว่หยีสลบเหมือดไปในอ้อมแขน “ข้านึกว่าเจ้าจะปล่อยให้นางลงมือสังหารสามีตัวเองจริงๆ เสียแล้ว”
“พวกเจ้าทั้งสองคิดว่าข้าอำมหิตต่อนางเกินไปงั้นหรือ?” จางเฟยเอ่ยถามพลางใช้พลังดึงกริชหงซีกลับมาไว้ในมือ
“ใช่!” สองสตรีขานรับออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
หงซินซินเอ่ยสมทบด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ “เจ้าใจร้ายกับนางเกินไป โดยเฉพาะการบีบคั้นให้นางต้องเลือกระหว่างชีวิตสามีกับชีวิตลูกๆ ในความเห็นของข้า เจ้าควรจะสังหารพวกเขาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียยังดีกว่าทำเช่นนี้ นางจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเจียนตาย”
“เจ้ายังติดค้างคำอธิบายกับเหยาหลินอยู่ จำได้หรือไม่?” จางเฟยเลิกคิ้วถามซางอวี่เม่ย “พี่สาวของเจ้าเคยช่วยเหลือซางหัวเฉียงในอดีตก็จริง แต่เจ้าก็รู้ดีว่าเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำตามคำสั่ง เช่นเดียวกับบิดาของข้าและคนอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่นางมีต่อเจ้านั้นถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัว หลังจากที่พวกเจ้าใช้เวลาร่วมกันมาเนิ่นนาน หากนางรู้ว่าเจ้าเพียงแค่ล้อเล่นกับความรู้สึกนาง หัวใจของนางคงแตกสลายยับเยิน ข้ารู้จักนิสัยนางดี นางต้องปลิดชีพตัวเองแน่หากความจริงปรากฏ”
“เจ้าจะโทษข้าหรือไม่ หากซางเหยาหลินต้องตาย?” จางเฟยถามด้วยสายตาจริงจัง
ซางอวี่เม่ยส่ายหน้าช้าๆ “เหยาหลินคือขนิษฐาของข้าก็จริง แต่ชีวิตของนางอยู่ในมือนางเอง หากนางต้องตาย... ก็ให้มันเป็นไปตามลิขิตเถิด”
“หึๆ” จางเฟยหัวเราะในลำคอ “เจ้าช่างเป็นพี่สาวที่เลือดเย็นเสียจริงนะ? เอาเถอะ ข้าเคยคิดเรื่องของซางเหยาหลินอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่อยากมัวพะวงเรื่องของนาง โดยเฉพาะเมื่อนางยังอยู่ที่หอคอยตะวัน”
“แล้วพี่สาวเชี่ยนอิ่งล่ะ? เมื่อไหร่เจ้าจะบอกความจริงแก่นาง?” หงซินซินเอ่ยถาม
“เร็วๆ นี้แหละ” จางเฟยรับร่างของเฮ่อเหลียนเยว่หยีมาจากซางอวี่เม่ย ก่อนจะวางนางลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา จากนั้นจึงเริ่มใช้พลังแทรกแซงความทรงจำ
*[นายท่าน เหตุใดท่านจึงอ่อนโยนต่อสตรีนางนี้ยิ่งนัก? ถึงขั้นลบเลือนความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้นออกไปจากใจนาง]*
‘เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าคิดอะไรอยู่ไม่ใช่หรือ?’ เม่ยมิได้เอ่ยตอบคำถามของจางเฟย ‘ข้าตั้งใจจะสังหารพวกเขาทิ้งเสียหากนางไม่กล้าลงมือกับหวงฝูโซ่ว แต่เพราะการกระทำของนางเมื่อครู่ทำให้ข้าเปลี่ยนใจ ในเมื่อนางยอมเสียสละทั้งสามีและตัวเองเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ ข้าก็จะให้โอกาสนางสักครั้ง... อย่างไรก็ตาม สามีของนางยังคงต้องตาย เพียงแต่ข้าจะไม่ลงมือด้วยมือของตนเอง’
จางเฟยมิได้เปลี่ยนแปลงความทรงจำเดิมหรือแต่งเติมสิ่งใดเข้าไป เขาเพียงแค่ลบภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายออกไปเท่านั้น หลังจากนั้นเขาจึงสั่งให้สตรีทั้งสองอุ้มหวงฝูเสี่ยวเม่ยและหวงฝูเสี่ยวอิ่งมาวางเคียงข้างมารดา ก่อนจะคลายมนตร์สะกดจิตใต้สำนึกของพวกนาง
“ธุระของข้าในดินแดนแห่งนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว ถึงเวลาเริ่มแผนการขั้นต่อไป” จางเฟยหันไปหาหงซินซินและซางอวี่เม่ย “ข้าอยากให้พวกเจ้าติดตามข้าไปยังดินแดนเมฆาคลุม เพราะมันถึงเวลาแล้วที่จะชำระแค้นกับสมาคมนักปรุงยา และข้าจะยึดครององค์กรนั้นมาเป็นของพวกเราเสีย ทว่าเราต้องการคนที่รู้ซึ้งถึงสถานการณ์ที่นั่น ดังนั้นเราจะแวะรับลั่วเสวี่ยเจียที่อาณาจักรโจวก่อนออกเดินทาง”
สตรีทั้งสองพยักหน้าเห็นพ้อง “ไปกันเถิด”
เมื่อถึงระเบียง หงซินซินก็เรียกสมบัติบินได้ออกมา ทั้งสามทะยานร่างมุ่งหน้าไปรับลั่วเสวี่ยเจีย ก่อนจะละทิ้งดินแดนเก้าดาราไปในที่สุด
ไม่นานหลังจากที่พวกเขาลับตาไป หลี่เทียนหนานก็ก้าวเข้ามาในห้องของเฮ่อเหลียนเยว่หยี เขาปลุกสตรีทั้งสามให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่เบื้องหลังหวงฝูโซ่วที่ถูกผนึกพลังวัตรไว้ แล้วรอคอยให้พวกนางลืมตาขึ้น
ครู่ต่อมา แพขนตาของเฮ่อเหลียนเยว่หยีก็สั่นระริก นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ พลางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกาย นางหันไปมองลูกสาวทั้งสองด้วยความฉงน “เอ๊ะ? เหตุใดเสี่ยวเม่ยกับเสี่ยวอิ่งถึงมาอยู่ในห้องแม่ได้ล่ะ?”
“ตื่นเสียทีนะ?”
เฮ่อเหลียนเยว่หยีรีบหันไปตามเสียงของหลี่เทียนหนาน ก่อนจะกระโจนลงจากเตียงด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเขากำลังจ่อกริชเข้าที่ลำคอของหวงฝูโซ่ว “หมายความว่าอย่างไรกัน ท่านผู้อาวุโสเทียนหนาน?”
“ทำตามคำสั่งเบื้องบน” หลี่เทียนหนานตวัดกริชเชือดผ่านลำคอของหวงฝูโซ่วอย่างเลือดเย็น โลหิตอุ่นๆ พุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผล ร่างของเขากระตุกเกร็งซ้ำๆ อยู่บนพื้นห้อง
“ไม่!” เฮ่อเหลียนเยว่หยีโผเข้าหาหลี่เทียนหนานหวังจะเข้าจู่โจม ทว่าแรงกดดันมหาศาลจากเขากลับซัดนางจนล้มคว่ำลงกับพื้น “ไอ้คนชั่ว! ทำไม? ทำไมท่านต้องฆ่าสามีข้า? พวกเราไว้ใจท่านมาตลอด แต่ท่านกลับสังหารเขา!”
“ฮ่าๆๆ” หลี่เทียนหนานเดินเข้าไปหาเฮ่อเหลียนเยว่หยี พลางย่อตัวลงข้างกายนาและผนึกพลังวัตรของนางไว้ “จะบอกความจริงให้เอาบุญนะ สามีของเจ้าและอาณาจักรแห่งนี้เป็นเพียงเครื่องมือของตระกูลหวงฝูเท่านั้น และตอนนี้พวกเขามิต้องการพวกเจ้าอีกต่อไป จึงสั่งให้ข้ามากำจัดเขาเสีย ส่วนเจ้าและลูกสาวทั้งสอง... พวกเจ้าจะต้องกลายเป็นนักโทษ และข้าจะควบคุมอาณาจักรนี้ผ่านทางบุตรชายคนโตผู้โง่เขลาของเจ้า!”
“เจ้ามัน... อื้อ!”
หลังจากใช้ผ้าอุดปากเฮ่อเหลียนเยว่หยี หลี่เทียนหนานก็แบกร่างนางและลูกสาวที่ยังสลบไสลทั้งสองไปยังคุกใต้ดินมืดมิดใต้พระราชวัง และจองจำพวกนางไว้ที่นั่น
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย หลี่เทียนหนานก็ไปพบหวงฝูเหลียน สั่งการให้เขาจัดงานศพของหวงฝูโซ่ว ก่อนจะมุ่งหน้าไปหากู่จินหลิงเพื่อช่วยสร้าง ‘หทัยหนอนกู่’ ตามที่จางเฟยต้องการ
.
.
.
ภายในห้องขัง เฮ่อเหลียนเยว่หยีมิอาจกลั้นน้ำตาไว้ได้จากการจากไปของสามี ในขณะที่บุตรชายคนโตของนางยังคงมืดแปดด้าน หลี่เทียนหนานผนึกพลังของนางไว้จนสิ้น ทำให้นางมิอาจส่งข่าวคราวใดๆ แก่หวงฝูเหลียนได้เลย
ทว่าที่น่าเศร้ายิ่งกว่า คือเฮ่อเหลียนเยว่หยียังมิรู้ความจริงว่าหวงฝูเหลียนและคนอื่นๆ ได้กลายเป็นทาสของจางเฟยไปหมดสิ้นแล้ว ต่อให้นางบอกลูกชายไปก็ไร้ประโยชน์
‘ท่านพี่ ข้าขอโทษ... ข้ามิมรปัญญาจะล้างแค้นให้ท่านได้เลย’ เฮ่อเหลียนเยว่หยีรำพันในใจพร้อมเสียงสะอื้นไห้
“อือ...” หวงฝูเสี่ยวอิ่งและหวงฝูเสี่ยวเม่ยลืมตาตื่นขึ้นมาในที่สุด ทว่าสติสัมปชัญญะของพวกนางยังคงพร่าเลือน เนื่องด้วยถูกทำให้สลบไสลไปเนิ่นนานถึงห้าเดือนเต็ม
ครู่หนึ่ง เมื่อสติกลับมาครบถ้วน พวกนางก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในคุกใต้ดิน ทั้งคู่รีบผุดลุกขึ้นนั่งก่อนจะโผไปหามารดา และช่วยดึงผ้าอุดปากออกด้วยความร้อนรน “เกิดอะไรขึ้นกับเราคะท่านแม่? ทำไมเราถึงมาอยู่ในคุก? ท่านพ่อขังเราไว้หรือคะ?”
“ไม่ใช่! พ่อของเจ้ามิได้ทำเรื่องเช่นนี้” เฮ่อเหลียนเยว่หยีปาดน้ำตาพลางโอบกอดลูกสาวทั้งสองไว้แน่น “แม่ดีใจเหลือเกินที่พวกเจ้าตื่นเสียที เสี่ยวอิ่ง เสี่ยวเม่ย... พวกเจ้าหลับไปนานถึงห้าเดือน แม่กลัวแทบตายว่าพวกเจ้าจะไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีก”
“เอ๊ะ?” หวงฝูเสี่ยวอิ่งและหวงฝูเสี่ยวเม่ยตะลึงงัน พวกนางยังจำเหตุการณ์ในเขาวงกตที่ถูกของเหลวสีดำได้ดี แต่ไม่นึกเลยว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึงห้าเดือนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในยามที่หลับใหล พวกนางกลับฝันถึงสิ่งสวยงามจนนึกว่าเป็นความจริง “พวกเราหลับไปนานขนาดนั้นเลยหรือคะท่านแม่?”
“ใช่จ้ะ” เฮ่อเหลียนเยว่หยีคลายอ้อมกอดพลางลูบแก้มลูกสาวทั้งสอง “เสี่ยวอิ่ง เสี่ยวเม่ย... แม่ไม่อยากพูดเรื่องนี้ในตอนที่พวกเจ้าเพิ่งฟื้น แต่พ่อของเจ้า... เขาถูกคนที่พวกเราไว้ใจที่สุดสังหารทิ้งเสียแล้ว และเขายังขังเราสามแม่ลูกไว้ที่นี่”
หวงฝูเสี่ยวอิ่งและหวงฝูเสี่ยวเม่ยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ทว่าลึกๆ แล้วพวกนางกลับมิได้รู้สึกโศกเศร้ากับการตายของหวงฝูโซ่วเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่เขาดับสูญไป “ใครเป็นคนฆ่าเขาคะท่านแม่? แล้วทำไมเขาต้องทำแบบนั้น?”
“นามของเขาคือหลี่เทียนหนาน... เขาถูกส่งมาจากบรรพบุรุษของพวกเรา” เฮ่อเหลียนเยว่หยีเริ่มอธิบายถึงความลับของตระกูลหวงฝูในดินแดนราชันที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งสร้างความตกตะลึงแก่พวกนางอย่างมาก “แม่มิอาจบอกเรื่องนี้แก่พวกเจ้าหรือพี่ๆ ของเจ้าได้ เพราะเขาต้องสั่งห้ามไว้ และเขาก็ช่วยเหลืออาณาจักรเรามามากมายจนพวกเรามินึกฝันเลยว่าเขาจะทรยศหักหลังสังหารพ่อของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายของเจ้าดูเหมือนจะถูกเขาควบคุมไว้หมดแล้ว”
“แล้วเราจะทำอย่างไรดีคะ? พลังวัตรถูกผนึกไว้แบบนี้ จะหนีออกไปได้อย่างไร?” หวงฝูเสี่ยวเม่ยเอ่ยถามด้วยความกังวล
หวงฝูเสี่ยวอิ่งนั่งกอดเข่า “หนูไม่อยากอยู่ที่นี่นานๆ เลยค่ะท่านแม่”
เฮ่อเหลียนเยว่หยีส่ายหน้าพลางดึงลูกสาวทั้งสองเข้ามากอดไว้อีกครั้ง “ตอนนี้เรายังทำอะไรไม่ได้... แต่แม่มั่นใจว่าท่านหญิงเยี่ยนซีและคนอื่นๆ จะต้องสังเกตเห็นว่าเราหายไป และพวกเขาคงจะหาทางช่วยเราได้แน่ ตอนนี้ทำได้เพียงแค่รอคอยเท่านั้น”
“ค่ะ...” ทั้งสองขานรับพลางซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของมารดา
.
.
.
ในขณะที่อาณาจักรหวงฝูกำลังเผชิญกับเมฆหมอกแห่งความหดหู่ อาณาจักรไป๋กลับเปี่ยมไปด้วยความสงบสุขและรื่นเริง เหล่าเชื้อพระวงศ์ตระกูลไป๋ได้จัดงานเลี้ยงขนานใหญ่ให้แก่ราษฎรทั่วทั้งเมืองหลวง เนื่องในโอกาสที่ไป๋ฉงซีขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ใหม่
เมื่อสายลับของหวงฝูโซ่วถูกกำจัดจนสิ้นซาก อาณาจักรก็กลับมามั่นคงปลอดภัย แม้ราษฎรส่วนใหญ่จะยังรู้สึกเสียดายที่ไป๋เหยาเวยและหลิ่งหูอิ้นเฉิงตัดสินใจสละราชบัลลังก์ ทว่าพวกเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุนจักรพรรดิองค์ใหม่ด้วยใจจริง
.
.
.
ทางด้านอาณาจักรเซียน เซียนเฟิงได้หารือเรื่องการสละราชสมบัติร่วมกับสือชิงจวง การตัดสินใจของพวกเขาทำให้ทั่วทั้งอาณาจักรตกตะลึง ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าเซียนฉีเฟิงเป็นชายหนุ่มที่เฉลียวฉลาดและสืบเชื้อสายมาจากสายหลักของตระกูลเซียนโดยตรง จึงพร้อมใจกันสนับสนุน
เซียนเฟิงสั่งการให้ผู้อาวุโสเฟิงและผู้อาวุโสเหวินเตรียมพิธีราชาภิเษกของเซียนฉีเฟิงโดยเร็วที่สุด โดยต้องการให้หลานชายขึ้นสู่บัลลังก์ภายในสองสัปดาห์ เพื่อที่เขาและสือชิงจวงจะได้มุ่งสมาธิไปกับการปลีกวิเวกฝึกตน โดยเฉพาะความปรารถนาที่จะร่วมติดตามจางเฟยไปท้าทายหอคอยดาราอีกครั้ง
.
.
.
ในอาณาจักรหยุน หยุนซางและกวอเสวี่ยฮวาก็เริ่มเตรียมพิธีราชาภิเษกของหยุนอ้าวเซียนเช่นกัน ในฐานะรัชทายาทและผู้สืบทอดสายตรง ทำให้เหล่าขุนนาง หัวหน้าตระกูล และราษฎรไม่มีผู้ใดคัดค้านการตัดสินใจของจักรพรรดิเลยแม้แต่คนเดียว
สำหรับเหล่าขุนพลแห่งอาณาจักรหยุน หยุนอ้าวเซียนมีความผูกพันกับพวกเขามาเนิ่นนาน จึงได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิพระองค์ต่อไป
เช่นเดียวกับเซียนเฟิง หยุนซางสั่งให้ผู้ช่วยเตรียมงานพิธีให้เสร็จสิ้นภายในสองสัปดาห์ และประกาศว่าเขาและกวอเสวี่ยฮวาจะเข้าสู่การเร้นกายฝึกตนทันทีที่บุตรชายขึ้นครองราชย์ เพื่อรอคอยวันที่จางเฟยพร้อมจะก้าวเข้าสู่หอคอยดาราอีกครั้ง
.
.
.
เมื่อสภาพร่างกายฟื้นฟูขึ้นจนเพียงพอ จางเฟยก็ได้ส่งร่างแยกทั้งสามไปยังดินแดนทมิฬเก้าอเวจีเพื่อทำภารกิจประจำวันให้ลุล่วง เขายังส่งเหล่าปีศาจสาวไปยังแดนนั้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อพวกนางต่างฝึกฝนจนถึงขีดจำกัดในการใช้ห้องแรงโน้มถ่วงแล้ว
ร่างแยกที่ห้าของจางเฟย ซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนเมฆาคลุมพร้อมกับหงซินซินและซางอวี่เม่ย ก็ได้เข้าช่วยพวกนางทำภารกิจจนสำเร็จไปหนึ่งอย่าง
เนื่องจากตอนนี้เขายังมิอาจบ่มเพาะพลังได้ และสตรีของเขาทุกคนต่างยุ่งอยู่กับการฝึกฝน จางเฟยจึงเลือกที่จะพักผ่อนในห้วงมิติฝึกตนด้วยการสนทนากับครอบครัว ครอบครัวของเหล่าภรรยา และมิตรสหาย
จางเฟยแจ้งให้ทุกคนทราบว่า เขาอาจจะนำพาทุกคนไปยังดินแดนระดับสูงเร็วกว่าที่เคยวางแผนไว้ สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคนยิ่งนัก
“เจ้าตัดสินใจเรื่องจุดหมายต่อไปของเราได้แล้วหรือ เฟยเอ๋อร์?” จางเฉินเอ่ยถาม
จางเฟยหยิบอุปกรณ์เคลื่อนย้ายมิติออกมา “หากข้าเปิดใช้งานสิ่งนี้ เราจะสามารถเดินทางตรงไปยังดินแดนฟีนิกซ์ได้ทันที ทว่าข้ายังมิได้หารือเรื่องนี้กับเฟิ่งเหยา จึงยังมิได้เปิดใช้งาน นางอาจจะเป็นคนตัดสินใจได้ แต่ข้าคิดว่าควรรอให้บิดามารดาของนางกลับไปยังดินแดนของพวกเขาก่อนจะดีกว่า โดยเฉพาะในฐานะที่พวกเขาเป็นผู้นำคนปัจจุบัน”
“ข้าเห็นด้วยว่านั่นเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบที่สุด เฟยเอ๋อร์” จางฮั่นจือเอ่ยถามต่อ “นอกจากดินแดนฟีนิกซ์แล้ว เจ้ายังมีดินแดนอื่นที่เลือกไว้อีกหรือไม่?”
จางเฟยพยักหน้าให้ท่านอาของเขา “คราแรกข้าคิดจะเลือกดินแดนตะวันชาด แต่ก็เปลี่ยนใจ ส่วนดินแดนเซียนจินนั้นถือว่าเป็นชัยภูมิทางยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด ทว่าที่นั่นเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจากดินแดนอื่น และมีผู้บ่มเพาะพลังระดับสูงผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา ข้าจึงคิดว่ามิเหมาะกับพวกเรานัก ดังนั้นข้าจึงเล็งดินแดนอื่นไว้อีกสองแห่ง คือดินแดนดาราพราว และดินแดนสวรรค์ราชัน”
“ทำไมถึงเลือกสองดินแดนนั้นล่ะ?” คราวนี้ชิงถานเป็นฝ่ายถามบ้าง
จางเฟยเก็บอุปกรณ์เคลื่อนย้ายและเรียกกระบี่สยบมารออกมา “ดินแดนดาราพราวคือถิ่นกำเนิดของกระบี่เล่มนี้ และมันถูกทำลายไปเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่การล่มสลายครั้งนั้น ผู้คนต่างพากันละทิ้งดินแดนแห่งนั้นไปจนหมดสิ้น หากเราไปอยู่ที่นั่น ย่อมจะไม่มีผู้ใดมาคอยรบกวนเราได้”
“แล้วดินแดนสวรรค์ราชันล่ะ?”
จางเฟยส่ายหน้าเบาๆ “ผู้อาวุโสม้าบอกข้าว่าที่นั่นคือดินแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาดินแดนระดับสูง ข้าจึงเชื่อว่าผู้อยู่อาศัยที่นั่นย่อมต้องทรงพลังยิ่งนัก ทว่าข้ายังมิรู้สถานการณ์ที่แน่นอนของดินแดนนั้น จึงอยากจะไปสำรวจด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ข้าจะพักเรื่องนี้ไว้ก่อนจนกว่าแผนการในดินแดนระดับล่างและระดับกลางจะเสร็จสิ้น... เอาล่ะ ตอนนี้ข้าต้องออกไปพบคนอื่นๆ เพื่อเริ่มดำเนินการตามแผนแล้ว”
.
.
.
หลังจากออกจากห้วงมิติฝึกตน จางเฟยก็ได้เรียกประชุมผู้คนจากอาณาจักรเซียน, ไป๋, โจว, หยุน และซีเหมิน มารวมตัวกันในที่เดียว เขายังเชิญต้วนจ้าว, ลูกศิษย์ทั้งสี่ และเฉิงเกาจีมาร่วมด้วย “ข้ามีเรื่องจะแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า หวงฝูโซ่วได้ตายตกไปแล้ว โดยฝีมือของหลี่เทียนหนานตามแผนการของข้า ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์บนเกาะแห่งนี้จึงปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ และสงครามที่ยืดเยื้อมานานนับร้อยปีจะได้จบสิ้นลงเสียที”
“พ่อหนุ่ม เจ้าคงมิได้เรียกพวกเรามาที่นี่เพียงเพื่อจะบอกแค่นี้ใช่ไหม?” เฉิงเกาจีเอ่ยขึ้น
จางเฟยจึงแจ้งจุดประสงค์ที่แท้จริงออกมาทันที “ข้ามีแผนที่จะขยายอิทธิพลของ ‘กลุ่มจิ้งจอกอสูร’ ไปยังทุกดวงดาวในดินแดนระดับล่างและระดับกลาง ทว่าข้ามิอาจทำได้ด้วยตัวคนเดียวเพราะจำนวนดวงดาวนั้นมีมากเกินไป ในเมื่อตอนนี้อาณาจักรต่างๆ ปลอดภัยแล้ว ข้าจึงต้องการความช่วยเหลือจากคนที่พวกท่านไว้ใจเพื่อดำเนินแผนการนี้ให้สำเร็จ”
“ทำไมเจ้าถึงคิดแผนการที่ทะเยอทะยานถึงเพียงนี้ล่ะ พ่อหนุ่ม?” ต้วนจ้าวเอ่ยถาม ในขณะที่เซียนเฟิงและคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นพ้องว่าแผนของจางเฟยนั้นช่างยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ
จางเฟยทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา “ผู้อาวุโสต้วน ท่านเองก็รู้เรื่องดินแดนสวรรค์บรรพกาลแล้วไม่ใช่หรือ? ดินแดนนั้นแตกต่างจากสามภพมรรตัยอย่างสิ้นเชิง ข้าจึงอยากเตรียมทุกอย่างให้พร้อมที่สุดก่อนจะไปที่นั่น เป้าหมายในการขยายกลุ่มจิ้งจอกอสูร มิใช่เพื่อครองโลก แต่เพื่อรวบรวมทรัพยากรสำหรับการบ่มเพาะให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้ร่างแยกที่ห้าของข้ากำลังมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของสมาคมนักปรุงยา และข้าจะบุกยึดองค์กรนั้นมาเป็นของเรา”
“แผนของไอ้หนุ่มนี่มันอาจจะดูเกินตัว แต่มันมิได้ทำเพื่อตัวเองคนเดียว แต่มันทำเพื่อพวกเจ้าทุกคนด้วย” เฉิงเกาจีเอ่ยพลางมองไปยังทุกคน “พวกเจ้ามิอาจไปต่อกรกับผู้บ่มเพาะในดินแดนระดับสูงได้หรอก อย่าว่าแต่ดินแดนสวรรค์บรรพกาลเลย ดังนั้นพวกเจ้าควรเลือกคนที่ดีที่สุดมาร่วมทำตามแผนของเขา ซึ่งผลประโยชน์สุดท้ายก็จะตกอยู่กับพวกเจ้าทุกคนนั่นเอง”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.