ตอนที่ 788
788 / 1536
อ่าน 16 นาที
Chapter 788: Unite Both Kingdom
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:26
## บทที่ 788: รวมสองอาณาจักรเป็นหนึ่งเดียว
จางเฟยหาได้มอบความไว้วางใจให้แก่ซีเหมินฉางเทียน, หนูหวงจิน และซีเหมินกุ่ยอย่างเต็มเปี่ยมไม่ ด้วยเหตุนั้น เขาจึงตัดสินใจฝังตราประทับวิญญาณลงสู่ก้นบึ้งแห่งจิตวิญญาณของคนทั้งสาม เพื่อเป็นหลักประกันอันหนักแน่นว่าพวกเขาจะไม่คิดคดทรยศในภายหลัง และเขายังคงทิ้งตราประทับทาสปีศาจไว้ในดวงวิญญาณของซีเหมินหงอู่โดยมิได้ถอนออก
แม้ลึกๆ จะมิได้ปรารถนาสิ่งพ่วงพันธนาการนี้ ทว่าซีเหมินฉางเทียนและอีกสองคนต่างก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากที่จางเฟยเอ่ยย้ำว่ามันมิใช่ตราประทับทาส ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาหาใช่ผู้บำเพ็ญเพียรสายวิญญาณ และยามนี้ต่อหน้าเฉิงเกาจีรวมถึงสตรีทั้งสามที่ยืนเคียงข้างจางเฟย พวกเขาก็หาได้มีพละกำลังพอจะปฏิเสธความต้องการของชายหนุ่มได้
“คราแรก ข้าเคยคิดที่จะคงไว้ซึ่งทั้งสองอาณาจักร แต่ดูท่ามันจะสร้างความยุ่งยากให้ข้ามิใช่น้อย” จางเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าแฝงด้วยอำนาจที่ทำให้ซีเหมินฉางเทียนคาดเดาทิศทางของบทสนทนาได้ในทันที “ทั้งสองอาณาจักรต่างก็มีบรรพบุรุษเดียวกันมิใช่หรือ? ที่พวกเจ้าต้องแยกแตกแขนงออกเป็นสอง ก็เพราะอิทธิพลของตระกูลเจิ้งที่มีต่อซีเหมินกงฟู ดังนั้นข้าจึงปรารถนาจะรวมพวกเจ้าเข้าเป็นปึกแผ่นเดียวกัน ข้าต้องการให้เจ้าไปพบซีเหมินเหยียนโดยเร็วที่สุด เพื่อตระเตรียมการรวมอาณาจักรทั้งสองให้เสร็จสิ้น”
ซีเหมินฉางเทียนตอบรับข้อเสนอในทันทีอย่างไร้ข้อกังขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีความปรารถนาจะรวมอาณาจักรให้เป็นหนึ่งมาเนิ่นนานแล้ว “ยามนี้ตระกูลเจิ้งล่มสลาย เจิ้งม่อเยว่ซึ่งเป็นสมาชิกคนสุดท้ายย่อมไร้สิ้นซึ่งอำนาจ การจะผนวกอาณาจักรเข้าด้วยกันจึงมิใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป”
“อันที่จริง เจิ้งโม่เฮยยังมีชีวิตอยู่ ทว่ายามนี้เขากลายเป็นทาสของข้า และข้าได้ส่งเขาไปยังดินแดนอื่นเพื่อทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาที่นั่น” คำเปิดเผยของจางเฟยสร้างความตกตะลึงให้แก่ซีเหมินฉางเทียนและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง “ข้าได้ส่งสาส์นไปถึงซีเหมินเหยียนแล้ว เขากำลังรอพวกเจ้าอยู่ที่นั่น เจ้าจงมุ่งหน้าไปพบเขาและเริ่มดำเนินขั้นตอนได้เลย”
“รับทราบขรับ” ซีเหมินฉางเทียนเร่งรีบจากไปในทันที โดยมีหนูหวงจินติดตามสามีของนางไปอย่างใกล้ชิด ร่างของทั้งสองทะยานขึ้นสู่ห้วงเวหา มุ่งตรงไปยังอาณาจักรปีศาจทมิฬด้วยความรวดเร็ว
จากนั้นจางเฟยจึงหันไปสั่งการซีเหมินกุ่ย “เจ้าคงรู้จักขุมกำลังปีศาจที่ยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลเจิ้งทั้งหมดสินะ? ข้าขอมอบหมายหน้าที่จัดการพวกมันให้แก่เจ้า หากผู้ใดขัดขืนหรือไม่ยอมสยบ... ก็จงปลิดชีพมันเสีย”
“ตกลง” สิ้นคำ ซีเหมินกุ่ยก็เลือนหายไปจากสายตาของคนทั้งหมดในชั่วพริบตา
“ในเมื่อปัญหาที่นี่ได้รับการสะสางแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับไปยังที่พำนักของเสี่ยวด่วนก่อน” เฉิงเกาจีเอ่ยอำลาหลังจากที่จางเฟยพยักหน้ารับรู้
เหมยเสี่ยวเหมิงปรารถนาจะอยู่เคียงข้างจางเฟยต่อ ทว่านางสัมผัสได้ชัดเจนว่าชายหนุ่มมิได้ต้องการการปรนนิบัติจากนางในยามนี้ จึงตัดสินใจติดตามเฉิงเกาจีกลับไป เมื่อทุกคนจากไป จางเฟยจึงส่งหงซินซินและซางอวี้เหมยกลับเข้าสู่ห้วงมิติฝึกตน ก่อนที่ตัวเขาเองจะเคลื่อนย้ายออกจากอาณาจักรปีศาจซีเหมินเช่นกัน
ซีเหมินเยว่เลี่ยงลอบผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นเงาร่างของคนเหล่านั้นลับสายตา นางรีบมุ่งหน้ากลับไปยังห้องนอนของตน ทิ้งให้ซีเหมินหงอู่ยืนนิ่งงันอยู่เพียงลำพังด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งและขุ่นมัว
ภายในใจของซีเหมินหงอู่ยังคงคุกรุ่นด้วยเพลิงโทสะที่มีต่อจางเฟย ทว่าเขาหาได้กล้าแม้แต่จะกระทำการใดอันเป็นที่ระคายเคืองต่อชายหนุ่ม เพราะตราประทับทาสในวิญญาณจะลงทัณฑ์เขาให้เจ็บปวดเจียนตายในทันที ‘บัดซบ! ข้าเคยเป็นถึงเจ้าชายผู้สูงส่ง ทว่าเขากลับเหยียบย่ำข้าให้กลายเป็นทาสรับใช้เช่นนี้!’
.
.
เพียงไม่นาน จางเฟยก็ลอบเร้นเข้าสู่พระราชวังไป๋ มุ่งตรงไปยังห้องบรรทมของไป๋ซูซื่อ เขาพบว่านางกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงกว้าง โดยมีไป๋เทียนเอ๋อร์นอนเคียงข้างอยู่ไม่ห่าง
จางเฟยแย้มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ เขาปีลขึ้นไปบนเตียงและทาบทับร่างลงบนตัวไป๋ซูซื่อในทันที ทว่านางกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนอง ‘ดูท่าแม่นางผู้นี้กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงฝันหวานเสียแล้ว’
ทว่าไป๋เทียนเอ๋อร์หาได้เหมือนมารดาของนาง นางรับรู้ถึงตัวตนของจางเฟยได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เขาย่างกรายเข้ามา ทว่าสถาปนิกสาวกลับแสร้งหลับใหลและไม่เปิดเปลือกตาขึ้น ‘ชิ! ชายผู้นี้ช่างไร้ยางอายและไร้มารยาทสิ้นดี! นี่มันกลางดึกแท้ๆ กลับแอบย่องเข้าห้องนอนสตรี ยิ่งไปกว่านั้นเขารู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ แต่กลับไม่ยี่หระต่อการปรากฏตัวของข้าเลยแม้แต่น้อย’
แม้ไป๋ซูซื่อจะเคยบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขามาบ้าง ทว่าไป๋เทียนเอ๋อร์ยังคงรู้สึกว่ามารดาของนางกำลังปกปิดความลับบางอย่างอยู่ และนางก็ปรารถนาจะล่วงรู้รายละเอียดอันลึกซึ้งของความสัมพันธ์นี้ด้วยตาตนเอง
เมื่อสัมผัสได้ถึงรสจูบอันรุ่มร้อนที่จางเฟยมอบให้ ไป๋ซูซื่อพลันลืมตาขึ้นด้วยความตระหนก ก่อนจะตกอยู่ในอาการพร่ามัวในทันที ‘อื้อ! ท่านมันคนบ้า จางเฟย! เทียนเอ๋อร์อยู่ที่นี่นะ!’
‘หึหึ! มิใช่ว่าเจ้าอยากให้ข้ายอมรับเทียนเอ๋อร์หรอกหรือ? แล้วจะไปกังวลถึงนางทำไมกัน?’ จางเฟยยึดข้อมือทั้งสองข้างของไป๋ซูซื่อไว้เหนือศีรษะ ก่อนจะบดเบียดรสจูบที่ล้ำลึกเกินกว่าที่นางจะต้านทานไหว ‘หากในอนาคตลูกสาวของเจ้ากลายเป็นผู้หญิงของข้า ข้าก็ปรารถนาจะหาความสำราญร่วมกับเจ้าทั้งสองพร้อมกันเช่นนี้แหละ’
‘อื้อ! ท่านมันคนลามก!’ แม้จะปากร้าย ทว่าไป๋ซูซื่อกลับเริ่มโอนอ่อนและตอบสนองรสจูบของจางเฟยอย่างลืมตัว โดยเฉพาะยามที่เรียวลิ้นของเขาเกี่ยวกระหวัดและดูดดึงลิ้นของนางอย่างหิวโหย
ไป๋เทียนเอ๋อร์หรี่ตาขึ้นมองเล็กน้อย ก่อนจะถูกถาโถมด้วยภาพเหตุการณ์อันเร่าร้อนตรงหน้า มารดาของนางดูจะเปี่ยมล้นด้วยความสุขสำราญถึงเพียงนั้น ตัวนางเองเคยลิ้มรสจูบของจางเฟยมาแล้วยามที่อยู่ในเขาวงกต และนางก็มิอาจปฏิเสธได้ว่ารสสัมผัสนั้นช่างตราตรึงเพียงใด ‘อื้อ... ข้าเองก็อยากจูบกับเขาอีกครั้ง’
จางเฟยเคลื่อนกายลงนอนเคียงข้างไป๋ซูซื่อ เขาปลดเปลื้องปมผ้าที่คาดเอวของนางออก แหวกสาบเสื้อชุดนอนจนเผยให้เห็นนวลเนื้อที่เนียนละเอียดและสัดส่วนอันเย้ายวนตา
ยามที่ฝ่ามือของจางเฟยลูบไล้ไปตามเรือนร่าง ไป๋ซูซื่อลืมตาขึ้นมองลูกสาวด้วยความกังวล ทว่ายามเห็นไป๋เทียนเอ๋อร์หลับตาพริ้ม นางจึงค่อยเบาใจลงเล็กน้อย ไป๋ซูซื่อลอบถอนหายใจอย่างยอมจำนน นางหลับตาลงรับรสสัมผัสที่จางเฟยมอบให้ ปล่อยกายใจให้ล่องลอยไปตามจังหวะจูบที่ทวีความรุนแรงและลึกซึ้งขึ้นทุกขณะ
“อืม...” เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของไป๋ซูซื่อ เมื่อจางเฟยเริ่มนวดเฟ้นปทุมถันคู่งามอย่างแผ่วเบา ร่างกายของนางเริ่มบิดเร้าด้วยเพลิงราคะที่เริ่มปะทุขึ้นภายใน ‘อื้อ! ชายผู้นี้! เขาคิดจะทำเรื่องพรรค์นี้ที่นี่จริงๆ หรือ? หากเทียนเอ๋อร์ลืมตามาเห็นเข้า ข้าคงต้องอับอายจนแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่’
เสียงครางเครือของมารดาเปรียบเสมือนเชื้อไฟที่จุดประกายความปรารถนาในตัวไป๋เทียนเอ๋อร์ ลมหายใจของนางเริ่มหอบกระชั้น มือเรียวบางลูบไล้หน้าอกของตนเองอย่างเผลอไผล ขาเรียวทั้งสองบดเบียดเข้าหากันเพื่อระบายความรัญจวน
ด้วยโสตประสาทอันเฉียบคม จางเฟยย่อมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของไป๋เทียนเอ๋อร์ ทว่าเขากลับไม่หยุดยั้ง กลับยิ่งเพิ่มพูนความเร้าอารมณ์ให้แก่ไป๋ซูซื่อด้วยการเลียติ่งหูของนางสลับไปมา ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดทำให้นางซ่านสยิวไปทั้งสรรพางค์กาย
“อ๊า...” ไป๋ซูซื่อขบเม้มริมฝีปากล่าง พยายามสะกดกั้นเสียงครางอย่างสุดความสามารถ
จางเฟยเลื่อนใบหน้าลงมาตามเรียวแขนซ้ายของนาง ลากลิ้นผ่านผิวเนื้อเนียนนุ่มจากบนลงล่าง ก่อนจะสลับไปยังแขนขวา ยิ่งทำให้ไป๋ซูซื่อยากจะควบคุมสติตนเองได้ เขาเริ่มขบเม้มซอกคอระหง ทิ้งรอยรักสีกุหลาบไว้เป็นประจักษ์พยาน ฝ่ามือหนาซุกซนลูบไล้ผ่านหน้าท้องลงสู่เบื้องล่าง แม้จะยังมิได้สัมผัสเข้ากับ “สวนลับ” ที่เริ่มฉ่ำเยิ้มด้วยน้ำทิพย์โดยตรง แต่นางก็สั่นสะท้านไปทั่วร่าง
จางเฟยยกเรียวขาขวาของนางขึ้น ลูบไล้และหยอกเอินที่ขาหนีบ ร่างของไป๋ซูซื่อแอ่นหยัดตามจังหวะที่จางเฟยปรนเปรอ โดยเฉพาะยามที่ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านจุดกึ่งกลางกาย
“อืม... อ๊า... จางเฟย” ไป๋ซูซื่อครางแผ่วด้วยน้ำเสียงพร่า เพราะไม่อยากให้ลูกสาวตื่นขึ้นมา
ทว่านางหารู้ไม่ว่าไป๋เทียนเอ๋อร์นั้นตื่นเต็นอยู่นานแล้ว และยามนี้ชุดนอนของลูกสาวก็หลุดลุ่ยจากการกระทำของนางเองจนเผยให้เห็นทรวงอกอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ ตาของไป๋เทียนเอ๋อสั่นระริก ริมฝีปากเผยอออกส่งเสียงครางแผ่ว มือขวาซุกไซ้อยู่ในดวงใจที่เปียกชื้น ขณะที่มือซ้ายยังคงบีบเค้นเต้าทรวงของตนเองอย่างเมามัน
“อ๊า!” ร่างของไป๋ซูซื่อกระตุกวูบพร้อมเสียงครางลั่น เมื่อปลายลิ้นของจางเฟยลากผ่านหน้าอกก่อนจะหยุดลงที่ยอดถัน “อืม... อ๊า...”
ไป๋ซูซื่อโอบกอดศีรษะของจางเฟยไว้ในทันทีที่เขาปล่อยมือของนาง นางมิอาจหยุดบิดส่ายร่างกายได้ยามที่เขาตวัดลิ้นเลียยอดปทุมถันสลับไปมา แม้จะยังมิได้เน้นหนักที่ยอดอก ทว่าความอ่อนไหวที่พุ่งสูงก็ทำให้นางแทบคลั่ง
“อ๊า!” ไป๋ซูซื่อจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความหฤหรรษ์ ยามที่เรียวลิ้นของจางเฟยตวัดเลียรอบฐานดอกบัวงาม น้ำทิพย์จากกายสาวหลั่งรินออกมาไม่ขาดสายยามที่เขาดูดดึงและขบเม้มยอดอกซ้ายของนาง “อืม... ใช่... ดูดแรงๆ... ดูดมันแรงกว่านี้”
จางเฟยตอบสนองความปรารถนาของนางด้วยความยินดียิ่ง เขาปรนเปรอยอดอกทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วงสลับไปมา ไป๋ซูซื่อแยกเรียวขาออกเป็นรูปตัวเอ็ม (M) ยามที่ฝ่ามือของจางเฟยแทรกซึมเข้าสู่ร่องไหมที่เปียกชุ่ม เพื่อกระตุ้นความเสียวซ่านในส่วนลึกที่สุด
“อ๊า!” ยามถูกปรนเปรอทั้งเบื้องบนและเบื้องล่าง ไป๋ซูซื่อก็มิอาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป นางไม่แยแสแล้วว่าลูกสาวจะรับรู้หรือไม่ “อ๊า... จางเฟย... โปรดเถิด... บี้ตรงนั้นของข้าที”
จางเฟยลอบยิ้มในใจ เขาเปิดทางเข้าสู่สวนลับของนาง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยบดขยี้เกสรเม็ดงามที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้กลีบดอกไม้ ไป๋ซูซื่อลืมตาและหลับตาสลับกันไปมา มือหนึ่งลูบไล้ศีรษะของชายหนุ่ม นางซึมซับทุกรสสัมผัสที่จางเฟยมอบให้ ร่างกายบิดเร้าอย่างบ้าคลั่ง “อืม... ข้าชอบ... สัมผัสของท่านเหลือเกิน”
ทว่าจางเฟยกลับหยุดการกระทำลงอย่างกะทันหัน ทำให้ไป๋ซูซื่อต้องลืมตาขึ้นมองเขาด้วยความสับสนระคนความต้องการ จางเฟยยิ้มกริ่มก่อนจะปลดเปลื้องอาภรณ์ของตนออกจนหมดสิ้น เผยให้เห็นแก่นกายที่ตื่นตัวอย่างเต็มพิกัด ใบหน้าของไป๋ซูซื่อแดงซ่าน นางลอบกลืนน้ำลายยามจ้องมองความยิ่งใหญ่ตรงหน้า
ไป๋เทียนเอ๋อร์ที่ความปรารถนาพุ่งพล่านอยู่ก่อนแล้ว ยิ่งร้อนรุ่มขึ้นไปอีกเมื่อได้เห็นแก่นกายของจางเฟยด้วยตาตนเอง นางปรารถนาจะลิ้มรสและครอบครองมัน ทว่ายังคงสะกดกลั้นความต้องการไว้เพราะเกรงใจมารดา ‘อื้อ! ข้าเคยสัมผัสมันมาแล้วก็จริง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นมันต่อหน้าต่อตาเช่นนี้’
จางเฟยโยนชุดนอนของไป๋ซูซื่อทิ้งลงบนพื้น “มามอบความสุขให้แก่กันเถิด ซูซื่อ”
“อืม” ไป๋ซูซื่อพยักหน้าแผ่วเบา ยอมให้จางเฟยจัดท่าทางให้นางนอนคว่ำทับอยู่บนร่างของเขา โดยให้ใบหน้าของนางอยู่ตรงกับแก่นกาย และสวนลับที่เปียกชุ่มอยู่ตรงหน้าเขา นางกุมแก่นกายของเขาไว้ด้วยสองมือ รูดรั้งอย่างช้าๆ ก่อนจะจรดปลายลิ้นเลียชิม ‘เราอยู่ด้วยกันมาหลายเดือน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้’
ร่างกายของไป๋ซูซื่อสั่นสะท้านอย่างรุนแรงยามที่นิ้วมือของจางเฟยแหวกกลีบดอกไม้ และปลายลิ้นของเขาก็เริ่มกวาดชิมน้ำหวานจากภายใน นางไม่รอช้า ครอบงำแก่นกายของเขาเข้าสู่โพรงปากอุ่นร้อน ขยับศีรษะเข้าออกอย่างรวดเร็วเพื่อปลุกเร้าให้มันตื่นตัวอย่างถึงที่สุด
เพียงชั่วครู่ แก่นกายของจางเฟยก็ขยายตัวจนคับปากไป๋ซูซื่อ ยิ่งทำให้นางทวีความกระหายที่จะดูดดึงมันมากขึ้น ในขณะที่จางเฟยก็ดื่มด่ำกับการเลียชิมสวนลับของนาง สอดแทรกลิ้นเข้าไปภายในและตวัดเลียไปทั่ว นิ้วมือยังคงทำหน้าที่บดขยี้เกสรเม็ดงาม ส่งผลให้น้ำหวานหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย
จางเฟยเหลือบมองไป๋เทียนเอ๋อร์ และพบว่านางอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยแล้ว ใบหน้าของนางดูเย้ายวนอย่างยิ่ง มือทั้งสองข้างกำลังปรนเปรอจุดยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างขะมักเขม้น ยามเห็นมารดาดูดกลืนแก่นกายของจางเฟยอย่างเอร็ดอร่อย ไป๋เทียนเอ๋อร์ก็มิอาจทนได้อีกต่อไป นางลืมตาขึ้น ปลดชุดนอนทิ้ง และแทรกกายเข้ามาระหว่างขาของคนทั้งสอง
ไป๋ซูซื่อชะงักด้วยความตกใจยามเห็นลูกสาว ทว่าไป๋เทียนเอ๋อร์กลับมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด นางเริ่มเลียแก่นกายส่วนที่เหลือซึ่งยังมิได้อยู่ในปากของมารดา
‘อื้อ! ทำไมเทียนเอ๋อร์ต้องมาตื่นเอาป่านนี้ด้วย?’ ทว่าด้วยอารมณ์ที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด ไป๋ซูซื่อจึงเลือกที่จะเมินเฉยต่อลูกสาว และตั้งใจดูดดึงแก่นกายของจางเฟยให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น ส่วนไป๋เทียนเอ๋อร์ก็เลื่อนลงไปยังจุดยุทธศาสตร์เบื้องล่าง ดูดดึงลูกแก้วทั้งสองลูกของเขาอย่างรุนแรง มือของนางยังคงรัววนอยู่ที่จุดกึ่งกลางกายจนน้ำหวานไหลนองเต็มเตียง
จางเฟยพึงพอใจกับการปรนนิบัติจากสตรีทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง เขาเร่งจังหวะการใช้ลิ้นกับไป๋ซูซื่อให้รุนแรงขึ้น จนในที่สุดร่างของไป๋ซูซื่อก็สั่นกระตุกอย่างรุนแรง น้ำหวานหลั่งพุ่งออกมาจนล้นปากจางเฟย ในขณะเดียวกัน ธารน้ำอุ่นร้อนของเขาก็พุ่งทะลักเข้าสู่ลำคอของนาง ทำให้นางต้องรีบกลืนกินมันลงไปทั้งหมดด้วยความตระหนก
ไป๋เทียนเอ๋อร์เองก็ถึงจุดสุดยอดครั้งแรกจากการกระทำของตนเองเช่นกัน เตียงนอนใต้ร่างของนางเปียกชุ่มไปด้วยร่องรอยแห่งความหฤหรรษ์ ทว่าน่าเสียดายที่ทั้งสองนางมีระดับพลังบำเพ็ญอยู่ในขอบเขตเทพเจ็ดดารา จางเฟยจึงมิอาจดูดซับพลังหยิน (Yin Qi) จากพวกนางได้ พลังเหล่านั้นจึงสลายไปอย่างเปล่าประโยชน์
ทันทีที่ไป๋ซูซื่อถอนปากออกมา ไป๋เทียนเอ๋อร์ก็รีบคว้าแก่นกายของเขามาครอบครองแทนที่ แม้เขาจะเพิ่งปลดปล่อยไป ทว่ามันยังคงตั้งตระหง่านและแข็งขืนอย่างยิ่ง ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้นางมิใช่น้อย ไป๋ซูซื่อมองดูลูกสาวด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย แต่นางก็มิได้ห้ามปราม กลับเอนกายลงเคียงข้างจางเฟย โอบกอดและซบหน้าลงกับอกแกร่งของเขา พลางใช้พลังปราณทำความสะอาดร่องรอยคราบรักที่หลงเหลือในปาก “นี่หมายความว่าท่านตัดสินใจยอมรับลูกสาวของข้าแล้วใช่หรือไม่ จางเฟย?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” จางเฟยย้อนถามด้วยรอยยิ้ม ไป๋ซูซื่อเพียงพยักหน้าแผ่วเบาแทนคำตอบ
“ขอบคุณท่านมาก”
จางเฟยปล่อยให้ไป๋เทียนเอ๋อร์ปรนเปรอเขาต่ออีกครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจปลดปล่อยธารน้ำรักเข้าสู่ปากของนางโดยตรง ซึ่งสถาปนิกสาวก็กลืนกินมันลงไปอย่างตะกรุมตะกราม เมื่อเสร็จสิ้นกิจ ไป๋เทียนเอ๋อร์จึงผละออกมาทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกด้านหนึ่งของชายหนุ่มและสวมกอดเขาไว้ “ข้ารู้ว่าท่านอาจยังไม่ยอมรับข้าเป็นผู้หญิงของท่านอย่างเต็มตัว แต่ข้าจะพิสูจน์ให้เห็นว่าข้าคู่ควรที่จะอยู่เคียงข้างท่าน”
“ข้าจะรอดูการพิสูจน์ของเจ้า”
“อื้ม”
หลังจากบทสนทนาอันสั้น ไป๋ซูซื่อและไป๋เทียนเอ๋อร์ก็ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของจางเฟย ชายหนุ่มโอบกอดสตรีทั้งสองไว้พลางครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไป เพราะเรื่องราวในอาณาจักรเก้าดาราเกือบจะคลี่คลายหมดสิ้นแล้ว เหลือเพียงเรื่องของอาณาจักรหวงฝูเท่านั้นที่ยังค้างคา
.
.
ในขณะเดียวกัน ณ หอคอยดารา เจิ้งม่อเยว่กำลังกระสับกระส่ายด้วยความหงุดหงิด เพราะพวกนางกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการฝ่าด่านทดสอบเบื้องหน้า โดยเฉพาะหลังจากที่ซีเหมินฉางเทียนและหนูหวงจินหายตัวไปอย่างลึกลับ
“เราจะทำอย่างไรกันดี?” เซียนหงเอ่ยถามเจิ้งม่อเยว่และซีเหมินกงฟู “ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับซีเหมินฉางเทียนและหนูหวงจิน พวกเขาหายตัวไปทั้งที่ยังมิได้ประกาศยอมแพ้การทดสอบนี้ แต่พวกเรามิอาจเดินหน้าต่อไปได้โดยปราศจากพวกเขา”
ซีเหมินกงฟูครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ก่อนจะถามภรรยาของตน “เจ้าคิดว่ามีใครบางคนจงใจจัดฉากเรื่องนี้หรือไม่? ลูกชายของข้าเคยบอกว่ามีดวงวิญญาณอันทรงพลังคอยควบคุมเขาอยู่ตอนที่อยู่ในหอคอยนี้ แต่พวกเรากลับไม่เคยพบเจอใครเลยตั้งแต่เข้ามา”
“ใช่” เจิ้งม่อเยว่พยักหน้าเห็นพ้อง “ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่หอคอยแห่งนี้ ข้ารู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องเราจากที่ไกลๆ ยิ่งไปกว่านั้น ด่านทดสอบที่พวกเราเผชิญมาตั้งแต่ต้นก็ดูจะแตกต่างจากในอดีตอย่างมาก ข้าสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งหรือใครบางคนจงใจสร้างความลำบากให้แก่เรา”
ซีเหมินกงฟูพยักหน้า “หากเป็นเช่นนั้น เราควรล้มเลิกการทดสอบนี้ดีหรือไม่? หากเราดึงดันต่อไป พวกเราอาจต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่”
“ตกลง ทำตามนั้นเถิด” ทั้งสามคนรวมถึงผู้ติดตามประกาศยอมแพ้ในทันที ทว่าหอคอยกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้แก่พวกเขายิ่งนัก
เซียนหงขมวดคิ้วมุ่น “เกิดอะไรขึ้น? ในอดีต หอคอยควรจะส่งเราออกไปทันทีที่ยอมแพ้ แต่ยามนี้เรายังคงอยู่ที่เดิม”
“พวกเรา—” เจิ้งม่อเยว่กำลังจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าร่างของพวกเขากลับถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่ในชั่วพริบตา... มันคือทะเลทรายอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา “หอคอยบ้านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมมันถึงส่งเรามาที่นี่!”
*ตู้ม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นจนพวกนางต้องสะดุ้งสุดตัว เบื้องหน้าไม่ไกลนัก พวกนางเห็นร่างของชายชราผู้หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่บนผืนทราย ทั้งสามตั้งท่าจะรุดเข้าไปตรวจสอบ ทว่าต้องชะงักงันในทันทีเมื่อพบว่าพวกนางมิอาจสัมผัสถึงระดับพลังบำเพ็ญของชายผู้นี้ได้เลยแม้แต่น้อย!
‘ระวังตัวด้วย! ชายผู้นี้... แข็งแกร่งเกินกว่าที่เราจะรับมือได้!’
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.