ตอนที่ 775
775 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 775: Act
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:25
## บทที่ 775: การเคลื่อนไหว
“หนี้สินระหว่างข้ากับเจ้าถือว่าสะสางหมดสิ้น นับจากนี้ข้าไม่ติดค้างสิ่งใดต่อเจ้าอีกแล้ว ซืออู๋เสี้ยน”
“หึๆ” ซืออู๋เสี้ยนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “แล้วเจ้าจะกลับไปยังดินแดนหลิงอวี่ตอนนี้เลยอย่างนั้นหรือ?”
ตู้หยวนเจียพยักหน้าเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ของข้ากำลังจะออกจากด่านเร้นลับในเร็ววัน ท่านต้องการนำพวกเราไปยังดินแดนอื่นเพื่อท้าทายหอคอยแห่งหนึ่ง ข้าจึงจำเป็นต้องกลับไป ทว่าก่อนหน้านั้น ข้าจะรับรองความปลอดภัยและฟื้นฟูอาการของซางหัวเฉียงกับเฟยฉินหยวนให้เรียบร้อยเสียก่อน”
“หอคอยอย่างนั้นหรือ?”
ตู้หยวนเจียเริ่มอธิบายให้ซืออู๋เสี้ยนและซางจื่อหยวนฟังทันที “เมื่อไม่นานมานี้ ศิษย์น้องสามของข้าได้ไปเยี่ยมเยียนญาติที่ดินแดนจันทร์เหมันต์ และได้รับรู้เรื่องราวของ ‘หอคอยจันทรา’ จากพวกเขา ตามคำบอกเล่า หอคอยนั้นมีทั้งหมดสิบชั้น ภายในเต็มไปด้วยบททดสอบที่ยากลำบากยิ่งนัก แต่หากผ่านพ้นไปได้ รางวัลที่ได้รับจะล้ำค่ามหาศาล แม้แต่ในดินแดนเบื้องบนก็ยังยากจะหามาครอบครองได้ โดยเฉพาะเคล็ดวิชาเทวะอีกมากมาย”
ซางจื่อหยวนขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “จากข้อมูลที่ข้าได้รับมา เมื่อสี่เดือนก่อน หุนตี้ได้พาเฉียวเลี่ยงเหริน ซางอิ่งเยว่ และเหล่ารุ่นเยาว์จากตระกูลเหล่านั้นไปยังดินแดนผกาพรรณเพื่อท้าทาย ‘หอคอยสุริยัน’ ข้าไม่รู้ว่าเขาไปเอาข้อมูลเรื่องหอคอยมาจากที่ใด แต่ข้าสงสัยว่ามันน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหอคอยจันทราที่เจ้าเพิ่งกล่าวมา”
“พวกมันย่อมมีความเกี่ยวข้องกัน” ตู้หยวนเจียพยักหน้ายืนยัน “แท้จริงแล้วหอคอยจันทรามิใช่เพียงแห่งเดียว ศิษย์น้องสามของข้ากล่าวว่ายังมีหอคอยอื่นอีกมาก สิ่งที่น่าประหลาดคือพวกมันมิได้ดำรงอยู่ในดินแดนเบื้องบน แต่กลับปรากฏขึ้นเฉพาะในดินแดนระดับกลางเท่านั้น ท่านอาจารย์สงสัยว่าภายในหอคอยเหล่านั้นอาจมีสมบัติล้ำค่าซุกซ่อนอยู่ จึงตั้งใจจะพาพวกเราไปท้าทายหอคอยที่ใกล้ที่สุด”
“เจ้าพอจะรู้เรื่องหอคอยแห่งอื่นอีกหรือไม่?”
ตู้หยวนเจียพยักหน้า “หอคอยที่พวกเรารู้จักยังมีอีกสี่แห่ง ทว่าพวกมันอยู่ห่างไกลจากดินแดนของเราเกินไป ทั้งหอคอยดาราในดินแดนนวตารา, หอคอยเวหาในดินแดนเวหาคราม, หอคอยประภาในดินแดนรัศมีโชติ และหอคอยทมิฬในดินแดนขุมนรกดารามืด”
“ดินแดนขุมนรกดารามืดมิใช่ดินแดนของพวกปีศาจหรอกหรือ?”
“หอคอยเหล่านั้นมิได้ปิดกั้นผู้ฝึกตนสายปีศาจ เจ้ามิจำเป็นต้องประหลาดใจไป” ตู้หยวนเจียละสายตาออกไปพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยที่หญิงสาวทั้งสองไม่ทันสังเกตเห็น “ข้าจะไปที่อื่นก่อน เมื่อซางหัวเฉียงและเฟยฉินหยวนฟื้นแล้ว พวกเจ้าค่อยติดต่อข้ามา”
หลังจากตู้หยวนเจียจากไป ซืออู๋เสี้ยนจึงหันไปถามซางจื่อหยวน “เจ้าสนใจที่จะไปท้าทายหอคอยหรือไม่? ในเมื่อหุนตี้และโหย่วเสินยังไปท้าทายหอคอยเหล่านั้น ข้าก็มั่นใจว่าพวกมันย่อมมิใช่หอคอยธรรมดาแน่ ดังนั้นพวกเราควรไปที่นั่นสักแห่ง แต่เราจะเลือกดินแดนที่ใกล้ที่สุด”
“เจ้าไม่เคยได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนคนอื่นๆ เลยหรือ?” ซืออู๋เสี้ยนเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นท่าทีสงสัยของซางจื่อหยวน “มิได้มีเพียงกลุ่มของหุนตี้เท่านั้นที่มุ่งหน้าไปยังหอคอยสุริยัน ทว่าทั้งผู้ไร้นาม, เผ่าฟีนิกซ์, กงเหริน, เซี่ยเทียน และกลุ่มของอ้ายเว่ยเหริน ต่างก็มุ่งหน้าไปที่นั่นเช่นกัน อันที่จริงข้าเองก็อยากจะไปท้าทายหอคอยตั้งนานแล้ว แต่ติดที่มีปัญหาถาโถมเข้ามามากมาย ตั้งแต่เรื่องลูกสาวที่หายตัวไป จนถึงอาการของพี่ชายและพี่สะใภ้ ข้าจึงต้องพับโครงการนั้นเก็บไว้”
“ลูกสาวของเจ้าหายตัวไปได้อย่างไร?” ซางจื่อหยวนอธิบายสถานการณ์ของซางเสี่ยวอินและซางไป่สือให้ซืออู๋เสี้ยนฟัง รวมถึงความพยายามในการตามหาตัวอยู่นานหลายเดือนก่อนที่ซางหัวเฉียงและเฟยฉินหยวนจะถูกพิษ “ในเมื่อพี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้ากำลังจะฟื้นแล้ว ข้าคิดว่าเจ้ามิควรต้องกังวลเรื่องพวกเขาอีก บรรพชนของเจ้าย่อมปกป้องพวกเขาได้ ส่วนเรื่องลูกสาวของเจ้า... ข้าเข้าใจว่าเจ้าเป็นห่วงนางยิ่งนัก แต่รางวัลในหอคอยเหล่านั้นช่างเย้ายวนเกินห้ามใจ ดังนั้นเราจะไปที่หอคอยสุริยันก่อน หากเราล้มเหลว ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าเพื่อช่วยตามหานางเอง มิเช่นนั้นพวกเราจะถูกผู้ฝึกตนคนอื่นทิ้งไว้เบื้องหลัง”
ซางจื่อหยวนตัดสินใจตกลงทันที “ข้าจะไปหารือกับบรรพชนเรื่องนี้ แต่ก่อนอื่นเราต้องไปยังตระกูลจิน และเจ้าต้องช่วยข้าสยบจินหรูเยว่ให้ได้”
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
ซีอิ่นอิงที่แอบฟังบทสนทนาอยู่จากเงามืดรีบแจ้งข่าวการเดินทางของทั้งสองให้ซีหงเยี่ยนทราบทันที และเป็นไปตามคาด ประมุขหญิงและซีชิวเวย์ขยับตัวเพื่อมุ่งหน้าไปสกัดกั้นหญิงสาวทั้งสองทันที
ซีอิ่นอิงรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนจับจ้องมาพักใหญ่ นางหันไปมองทางห้องของซางหัวเฉียงครู่หนึ่งก่อนจะลอบเร้นเข้าไปยังที่พักของซางเหยียนหาน
ภายในห้อง จางเฟยสาวเท้าเข้าไปหาซางหัวเฉียงและเฟยฉินหยวนที่ยังคงหมดสติ หากทั้งสองอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด เขาคงมิอาจทำอะไรได้ง่ายดายเช่นนี้ แต่โชคดีที่ยามนี้พวกมันตกต่ำถึงขีดสุดและไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ
จางเฟยแสยะยิ้มบางๆ พลางใช้เนตรวิญญาณควบคุมวิญญาณของเฟยฉินหยวน กระชากวิญญาณของนางออกมาจากร่างอย่างป่าเถื่อน เขาทำการคัดลอกวิญญาณนั้นและเก็บไว้ในห้วงวิญญาณก่อนจะส่งวิญญาณดั้งเดิมกลับคืนสู่ร่าง ‘ข้าอยากจะประทับตราวิญญาณลงไปในวิญญาณของนางใจจะขาด ทว่าซางเหยียนหานเป็นผู้ฝึกตนสายวิญญาณ แม้ฝีมือจะมิอาจเทียบชั้นกับอาจารย์หุนได้ แต่ข้าก็เกรงว่าเขาจะสังเกตเห็นความผิดปกติ’
[ทำไมท่านไม่ฆ่าพวกมันทิ้งเสียเลยล่ะนายท่าน? หากพวกมันตาย หงเฉวียนและคนอื่นๆ ก็สามารถบุกถล่มตระกูลนี้ได้ทันที ท่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรงทำลายพวกมันด้วยตัวเอง]
‘พวกมันยังมีบรรพชนอีกสองคนจำไม่ได้หรือ?’ จางเฟยตอบพลางส่ายหัว ‘แม้แต่ท่านปู่หงยังมิกล้าเผชิญหน้ากับหนึ่งในนั้นตามลำพัง นับประสาอะไรกับการรับมือพร้อมกันสองคน ยิ่งไปกว่านั้น ซางหัวเฉียงและเฟยฉินหยวนยังเคยทำให้ชิงอวี่และลูกๆ ของนางต้องทนทุกข์ทรมานเพราะการตายของฉู่หง ข้าจึงไม่อยากให้พวกมันตายเร็วเกินไป ข้าจะทำให้พวกมันลิ้มรสความทรมานที่ไร้สิ้นสุด เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะส่งตัวพวกมันให้ชิงอวี่จัดการด้วยมือของนางเอง’
จากนั้นจางเฟยได้ยื่นมือไปสัมผัสร่างของซางหัวเฉียง และใช้พลังดัดแปลงกายาเพื่อสะบั้น ‘ทวน’ ของมันทิ้งเสีย เมยที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะร่าออกมาทันที [ฮ่าๆๆ! นายท่าน! ท่านช่างชั่วร้ายเหลือเกิน! ข้าอยากจะเห็นหน้ามันตอนฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าของรักของหวงหายไปจริงๆ! มันคงจะจมดิ่งสู่ความหดหู่จนอยากจะตายเสียให้พ้นๆ!]
‘สีหน้าตื่นตระหนกของมันคงจะน่าขันมิน้อย’ จางเฟยพึมพำพลางใช้พลังพฤกษาเพาะเมล็ดพันธุ์ลงในร่างของทั้งสอง ‘เมล็ดพันธุ์กัดกินวิญญาณเหล่านี้จะเติบโตขึ้นโดยการสูบกินพลังวิญญาณของพวกมัน และค่อยๆ ทำให้วิญญาณของพวกมันอ่อนแอลงอย่างช้าๆ’
.
.
.
จางเฟยออกจากตระกูลซางมุ่งหน้าไปยังตระกูลจิน โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าซางจื่อหยวนและซืออู๋เสี้ยนตั้งใจจะโจมตีที่นั่น ทว่าระหว่างทาง ตู้หยวนเจียกลับปรากฏตัวขึ้นขวางหน้าและพันธนาการการเคลื่อนไหวของเขาเอาไว้ ถึงกระนั้นจางเฟยกลับไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแสร้งทำเป็นไม่เห็นตัวตนของข้า”
“โอ้?” ตู้หยวนเจียประหลาดใจในความใจเย็นและการสังเกตอันเฉียบคมของชายหนุ่ม “คนหนุ่มเช่นเจ้าช่างหาได้ยากยิ่งนัก ข้ามิอาจตรวจสอบระดับพลังฝังรากของเจ้าได้เพราะแหวนพรางตาบนนิ้วของเจ้า แต่ข้ามั่นใจว่ามันยังคงอยู่ในขอบเขตสิบดินแดนมนุษย์ เจ้ารู้อยู่แล้วว่าข้าแอบมองเจ้าอยู่ แต่เจ้าก็จงใจปรากฏตัวต่อหน้าและปล่อยให้ข้าจับตัวได้ สรุปแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าคือคนที่วางยาพิษซางหัวเฉียงและเฟยฉินหยวนใช่หรือไม่? อีกทั้งการกระทำของเจ้าต่อสตรีผู้นั้นเมื่อครู่ ทำให้ข้ามั่นใจว่าเจ้าคือผู้ฝึกตนสายวิญญาณ และความสำเร็จในวิถีวิญญาณของเจ้านั้นสูงส่งยิ่งนัก”
“ท่านน่าจะเดาตัวตนของข้าออกมิใช่หรือ?” จางเฟยปลดปล่อยจิตสังหารอันรุนแรงออกมาเพื่อกดดันตู้หยวนเจีย จนสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการได้สำเร็จ
สีหน้าของตู้หยวนเจียเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที “จิตสังหารของเจ้านั้นน่าพรั่นพรึงยิ่ง มีเพียงจิตสังหารของอาจารย์ข้าเท่านั้นที่เคยทำให้ข้าหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้”
“หากท่านรู้ถึงการมีอยู่ของข้าแล้ว เหตุใดจึงไม่แจ้งเรื่องข้าให้พวกเขาทราบ?” จางเฟยเอ่ยถามอย่างราบเรียบ
“ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคนพวกนั้น ข้าช่วยรักษาพวกเขาเพียงเพื่อชดใช้หนี้บุญคุณให้ซืออู๋เสี้ยนเท่านั้น ดังนั้นความแค้นระหว่างเจ้ากับพวกเขามิใช่ธุระของข้า ข้าเพียงแค่สงสัยในตัวตนของเจ้า” ตู้หยวนเจียถามต่อ “เจ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับจักรพรรดิวิญญาณ?”
จางเฟยชูป้ายประจำตัวของหุนตี้ขึ้นมา เป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของตู้หยวนเจีย “ข้าชื่อจางเสี่ยวหลง ท่านอาจารย์หุนรับข้าเป็นศิษย์เมื่อสี่เดือนก่อน ตอนนี้ท่านคงเข้าใจที่มาของพลังวิญญาณของข้าแล้วสินะ?”
“เข้าใจแล้ว” ตู้หยวนเจียไม่มีความสงสัยในตัวตนของจางเฟยอีก เพราะไม่มีใครครอบครองป้ายของหุนตี้ได้นอกจากเหล่าศิษย์ของเขา แม้จะมีผู้คิดทำของปลอมขึ้นมา ก็คงมิกล้านำออกมาโอ้อวดในที่สาธารณะเช่นนี้ “ศิษย์ของจักรพรรดิวิญญาณล้วนไม่ธรรมดา รวมถึงเจ้าด้วย ว่าแต่เหตุใดเจ้าจึงต้องเป็นศัตรูกับตระกูลซาง?”
จางเฟยไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ซางหัวเฉียงเคยทำให้ครอบครัวของข้าต้องทุกข์ทรมาน ข้าจึงมาที่นี่เพื่อล้างแค้น”
“ซางหัวเฉียงช่างทะเยอทะยานจนเกินตัว และสร้างศัตรูไว้มากมายจริงๆ แม้แต่ในดินแดนแห่งนี้ แม้ข้าจะยังไม่คุ้นเคยกับเจ้านัก แต่ความสามารถในการเร้นกายจากสายตาของซางเหยียนซานได้ ทำให้ข้ามั่นใจว่าเจ้าจะเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาและตระกูลซางไปตลอดกาล” ตู้หยวนเจียมองไปทางทิศเหนือครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ในเมื่อเจ้าต้องการจะตามล่าพวกเขา ข้าก็จะไม่ขัดขวาง หากมีเวลา เจ้าสามารถไปเยี่ยมเยียนดินแดนหลิงอวี่ได้ พวกเราจะได้สนทนากันมากกว่านี้”
“ข้าเองก็สนใจเรื่องเทพแห่งพิษอยู่พอดี ไว้ข้าจะไปเยือนที่นั่นในภายหน้า” ร่างของจางเฟยเลือนหายไปจากสายตาของตู้หยวนเจียในพริบตา
ตู้หยวนเจียถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อสัมผัสของเขาไม่สามารถตามความเร็วของจางเฟยได้ทัน “เขาเป็นศิษย์ของจักรพรรดิวิญญาณ แต่ดูเหมือนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพิษด้วย หากเขาเป็นปรมาจารย์ด้านพิษจริงๆ ข้าจะบอกเรื่องนี้กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อาจจะสนใจรับเขาเป็นศิษย์อีกคนก็ได้”
.
.
.
ด้วยท่าร่างก้าวเก้าเมฆา จางเฟยสามารถมุ่งหน้าไปถึงตระกูลจินได้ก่อนซางจื่อหยวนและซืออู๋เสี้ยน เมื่อเขาไปถึง สมาชิกตระกูลทุกคนต่างมารวมตัวกันที่หน้าโถงหลักเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเขาได้แจ้งข่าวให้จินหรูเยว่ทราบล่วงหน้าก่อนจะออกจากตระกูลซาง
สมาชิกตระกูลจินนั้นมีจำนวนไม่น้อย แต่ถูกแบ่งแยกออกเป็นหลายกิ่งก้านเช่นเดียวกับตระกูลอื่น โดยมีสมาชิกหลักอยู่ประมาณหนึ่งร้อยคน
จางเฟยรีบติดต่อหงเฉวียนก่อนจะเปิดประตูมิติไปยังตระกูลหง เพื่อจัดเตรียมที่พักชั่วคราวให้แก่คนในตระกูลจิน และจินหรูเยว่ก็ได้ออกคำสั่งให้คนของนางเข้าไปในประตูมิตินั้นทั้งหมด
“เจ้าต้องการจะต่อสู้กับซางจื่อหยวนและซืออู๋เสี้ยนหรือ?” จินหรูเยว่เอ่ยถามหลังจากคนของนางจากไปหมดแล้ว
“ขอดูสถานการณ์ก่อน” จางเฟยนำจินหรูเยว่เข้าไปในโถงหลัก พลางใช้พลังพฤกษาควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของตระกูลให้ปกคลุมไปด้วยแมกไม้ที่หนาทึบ นอกจากนี้เขายังสร้างพืชพรรณหลายชนิดที่สามารถลดทอนกำลังของซางจื่อหยวนและซืออู๋เสี้ยนลงได้
แม้จินหรูเยว่จะเคยเห็นพลังของจางเฟยมาแล้วในตระกูลเหรินเมื่อเดือนครึ่งก่อน แต่นางก็ยังคงอดทึ่งในความสามารถอันหลากหลายของเขาไม่ได้ “เจ้ามีแผนจะสร้างที่พักของเจ้าที่นี่หรือ?”
“ตอนแรกข้าก็คิดจะสร้างที่พักที่นี่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ข้ากำลังมองหาดินแดนอื่นที่เหมาะสมกว่าสำหรับข้าและครอบครัว” จินหรูเยว่หันมามองจางเฟยด้วยความอยากรู้ “ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปดินแดนไหนต่อ แต่ก็มีตัวเลือกอยู่สองสามแห่ง หนึ่งในนั้นคือดินแดนฟีนิกซ์”
“หา?” จินหรูเยว่ตกตะลึง เพราะเผ่าฟีนิกซ์ไม่มีวันยอมให้มนุษย์เข้าไปอาศัยในดินแดนของพวกมันแน่ ทว่านางก็นึกขึ้นได้ว่าจางเฟยเป็นครึ่งอสูรจิ้งจอก
“เฟิงเหยาเป็นเพื่อนที่ดีของข้า และพี่สาวของข้าก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าฟีนิกซ์หลังจากได้รับสืบทอดสายเลือดฟีนิกซ์จากสมาชิกคนหนึ่งในเผ่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาหากเราต้องการไปอยู่ที่นั่น” จางเฟยเปรยตามองแผนที่ “ซีหงเยี่ยนและซีชิวเวย์กำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พวกนางต้องการจับตัวซางจื่อหยวน”
“พวกนางรู้ได้อย่างไรว่าซางจื่อหยวนกำลังมาที่นี่?” จางเฟยเล่าเรื่องที่ซีอิ่นอิงลอบเร้นเข้าไปในตระกูลซางเพื่อเป็นสายสืบให้จินหรูเยว่ฟัง “เจ้าจะปล่อยให้นางตกไปอยู่ในมือของพวกนางหรือ?”
จางเฟยส่ายหัว “ซีหงเยี่ยนได้ตัวซางซีซุ่นไปแล้ว ข้าจะไม่ส่งซางจื่อหยวนให้พวกนางง่ายๆ ข้าจะใช้พวกนางเพื่อตัดกำลังซางจื่อหยวนก่อน ส่วนซืออู๋เสี้ยน ข้ายังไม่รู้พลังที่แน่ชัดของนาง แต่นางมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะสยบเจ้าได้ พลังของนางน่าจะเกี่ยวข้องกับการสะกดจิตหรืออะไรทำนองนั้น อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอพวกนางมาถึง เรามาบำเพ็ญคู่ทางวิญญาณกันเถอะ ข้าจะได้คิดแผนการอื่นเผื่อไว้ด้วย”
จินหรูเยว่เองก็เฝ้ารอจางเฟยมานานนับเดือนครึ่ง นางจึงตกลงในทันที และทั้งสองก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการบำเพ็ญคู่ทางวิญญาณอย่างรวดเร็ว
.
.
.
‘บัดซบ! ใครกันที่จับข้ามาขังไว้ในหอคอยแห่งนี้? มันกักขังข้ามานานเท่าใดแล้ว? ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีใครมาเหลียวแลข้าเลย แถมข้ายังตรวจสอบอะไรไม่ได้อีก!’ หลี่เทียนหนาน ผู้ซึ่งพลังฝึกตนถูกผนึกและมือเท้าถูกพันธนาการ ได้แต่ก่นด่าและครุ่นคิดอยู่ในใจด้วยความคับแค้น
*ครืน*
‘หืม?’ หลี่เทียนหนานจ้องมองไปที่ประตูด้วยความตกตะลึง ‘เป็นไปได้อย่างไร... ลิ่งหู่อิ่นเฉิงกับลูกทั้งสามคนของนางมาที่นี่ได้อย่างไร? แล้วนางหลุดพ้นจากการควบคุมของหนอนกู่ของข้าได้อย่างไรกัน?’
ลิ่งหู่อิ่นเฉิงเผยรอยยิ้มบางๆ ขณะยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลี่เทียนหนาน “เจ้าประหลาดใจในสภาพของข้าอย่างนั้นหรือ? ข้ารู้ว่าเจ้าใช้หนอนกู่เพื่อควบคุมข้าและสามีของข้า แต่ข้ายังโชคดีที่มีผู้มีพระคุณช่วยปลดปล่อยข้าให้เป็นอิสระ แม้สามีของข้าจะยังถูกเจ้าควบคุมอยู่ แต่ข้ามั่นใจว่าอีกไม่นานเขาจะต้องหลุดพ้น ในทางกลับกัน เจ้าต่างหากที่จะต้องทนทุกข์ทรมาน และคนจากตระกูลหวงฝู่ก็มิอาจช่วยเจ้าได้”
‘นังแพศยานี่รู้เรื่องตระกูลหวงฝู่ได้อย่างไร?’ หลี่เทียนหนานตระหนักถึงความจริงได้ในทันที ‘โธ่เว้ย! ข้าน่าจะฉุกคิดได้ตั้งนานแล้ว! พ่อของจางเฟยช่วยนางไว้ และอู๋ซวงก็คงตกอยู่ในมือของมันไปแล้วเช่นกัน มิน่าล่านางถึงได้มีท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิม!’
“จางเฟยยังไม่ติดต่อท่านแม่มาอีกหรือ?” คำถามของไป่โชวอี้ที่มีต่อลิ่งหู่อิ่นเฉิง เป็นการตอกย้ำข้อสันนิษฐานของหลี่เทียนหนานได้อย่างชัดเจน
ลิ่งหู่อิ่นเฉิงส่ายหัว “จักรพรรดินีโจวบอกข้าว่าจางเฟยยังติดธุระอื่นอยู่ พวกเราทำได้เพียงรอให้เขามาหา และเขาจะช่วยพวกเราปลดปล่อยพ่อของเจ้าเอง”
“โชคดีที่ท่านผู้อาวุโสหญิงช่วยพวกเราจับกุมไอ้หมอนี่ไว้ได้ เมื่อจางเฟยกลับมา เราจะได้ช่วยท่านพ่อให้พ้นจากการควบคุมเสียที” ไป่เหรินฟูเอ่ยพลาถลึงตาใส่หลี่เทียนหนานด้วยความเกลียดชัง “ทันทีที่ท่านพ่อเป็นอิสระ ข้าจะฆ่ามันด้วยมือของข้าเอง”
“เจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอกท่านพี่” ไป่ฉงซีกล่าวพลางส่ายหัว “ไอ้หมอนี่ทำเรื่องชั่วร้ายกับครอบครัวเราไว้มากมายก็จริง แต่มันเป็นนักโทษของจางเฟย พวกเรายังไม่รู้แผนการที่เขาเตรียมไว้สำหรับมัน”
ลิ่งหู่อิ่นเฉิงหันไปสั่งการคนสนิททั้งสอง “ท่านอาเสี่ยวถิงและท่านอาสือเวย์ โปรดเฝ้าชายผู่นี้ไว้ให้ดี ข้าจะพาลูกๆ ไปพบไป่ซูซื่อและไป่จื่อเจินเพื่อหารือเรื่องปัญหาของอาณาจักรเรา”
“เพคะ พระพันปี”
หลังจากนั้น ลิ่งหู่อิ่นเฉิงจึงพาลูกทั้งสามออกจากเกาะเล็กๆ มุ่งหน้าไปยังอาณาจักรไป่ นางสามารถติดต่อไป่จื่อเจินได้ แต่กลับติดต่อไป่ซูซื่อไม่ได้ นางจึงติดต่อไปยังหลานสาวอย่างไป่เทียนเอ๋อ ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับทำให้นางต้องประหลาดใจ ‘หรือว่าจางเฟยตั้งใจจะรับพี่ซูซื่อเป็นผู้หญิงของเขาจริงๆ?’
ในเมื่อติดต่อไป่ซูซื่อไม่ได้ ลิ่งหู่อิ่นเฉิงจึงขอให้ไป่เทียนเอ๋อซึ่งมีฐานะเป็นองค์หญิงเช่นกัน มาพบนาแทนมารดาในอาณาจักร ซึ่งนางก็ตกปากรับคำทันที
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงที่พักของไป่จื่อเจิน ทว่าคนที่ออกมาต้อนรับกลับเป็นไป่หวิ่นเหยา ชายชรารีบคุกเข่าลงเบื้องหน้านางทันที “โปรดประทานอภัยให้หม่อมฉันด้วย พระพันปี หม่อมฉันมิอาจปกป้องท่านและครอบครัวได้ จนทุกท่านต้องทนทุกข์ทรมานเพราะความอ่อนแอของหม่อมฉัน”
“ช่างมันเถอะ หวิ่นเหยา” ลิ่งหู่อิ่นเฉิงช่วยประคองชายชราให้ลุกขึ้น “ศัตรูของเรามาจากดินแดนเบื้องบน พวกเรามิอาจต่อกรกับมันได้หรอก เจ้ามิจำเป็นต้องโทษตัวเองอีกต่อไป ไปพบไป่จื่อเจินกันเถอะ”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.