ตอนที่ 873
873 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 873: Hunting Xereth
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:35
**บทที่ 873: การล่าเซเรธ**
“ทันทีที่ข้าเห็นเจ้าในแดนวิหคเพลิง ข้าก็ปรารถนาจะครอบครองเจ้าในฐานะสตรีของข้า และบัดนี้เจ้าก็ได้สยบอยู่แทบเท้าข้าแล้ว”
เฟิ่งอี้เฉินมองจางเฟยด้วยนัยน์ตาที่พร่าเลือน ความรู้สึกแปลกใหม่และลึกล้ำซ่านไปทั่วร่าง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ใกล้ชิดกับบุรุษถึงเพียงนี้ ชายตรงหน้าบังคับทำพันธสัญญาอสูรกับนางอย่างอุกอาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ ด้วยตบะบารมีที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของนาง
“อื้มม...” เฟิ่งอี้เฉินหลุดเสียงครางแผ่วเบาออกมาเมื่อฝ่ามือของจางเฟยเริ่มฟอนเฟ้นปทุมถันคู่งามที่นุ่มหยุ่นแต่เด้งสู้มือ การจู่โจมนี้ทำให้ปราการทางใจของนางเริ่มสั่นคลอน เสียงครวญครางของนางดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปลายนิ้วของเขาเขี่ยไล้ไปบนยอดอกสีทับทิม ปลุกเร้าไฟราคะให้ลุกโชนขึ้นช้าๆ “อ๊า...”
จางเฟยนอนเคียงข้างเฟิ่งอี้เฉิน เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของนาง ลิ้นร้อนผ่าวตวัดเลียติ่งหูเบาๆ ก่อนจะกระซิบสั่งด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เฉินเอ๋อร์ ข้าอยากให้เจ้าครางออกมาให้ดังกว่านี้ เสียงครางอันแสนเย้ายวนของเจ้ามันปลุกเร้าอารมณ์ข้ายิ่งนัก”
“อ๊า...” ร่างบางของเฟิ่งอี้เฉินหยัดโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อจางเฟยบีบเค้นเต้าทรวงและบดขยี้เม็ดทับทิมยอดอก ผสานกับอานุภาพจาก ‘ดัชนีอสูร’ ที่เขาฝึกปรงมา พังทลายการป้องกันของนางลงโดยสิ้นเชิง “อื้มม... นายท่าน...”
“เจ้าชอบสัมผัสนี้หรือไม่ เฉินเอ๋อร์?”
“อ๊า... ชอบ... ข้าชอบมันเหลือเกิน... โปรดมอบให้ข้ามากกว่านี้ นายท่าน”
จางเฟยโน้มตัวลงบดจูบเฟิ่งอี้เฉินอย่างเร่าร้อนอีกครั้ง คราวนี้นางเป็นฝ่ายสอดแทรกเรียวลิ้นเข้าไปในโพรงปากของเขาอย่างเต็มใจ ปล่อยให้เขาดูดดึงตามใจปรารถนา ร่างกายของนางสั่นไหวไม่หยุดหย่อนตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นด้วยฤทธิ์ของดัชนีอสูร ส่งผลให้ยอดอกสีพูอ่อนแข็งเป็นไตและไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเห็นว่าเฟิ่งอี้เฉินตกอยู่ในห้วงแห่งกามารมณ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น จางเฟยจึงผละจูบลงมาที่ทรวงอก เขาตวัดลิ้นเลียยอดอกของนางอย่างโหยหา ขบเม้มเน้นหนักสลับกับหยอกเย้าเม็ดบัวที่ชูชัน
นับตั้งแต่วันแรกที่พบเฟิ่งอี้เฉิน จางเฟยก็กระหายที่จะครอบครองและเชยชมร่างอันแสนเย้ายวนนี้มาโดยตลอด และในที่สุดความปรารถนาของเขาก็เป็นจริงด้วยความช่วยเหลือของเฟิ่งเหยา
“อ๊า... นายท่าน... โปรดเบามือหน่อย... ความเสียวซ่านนี้มันรุนแรงเกินไป...” เฟิ่งอี้เฉินสะอื้นไห้สลับกับครางกระเส่า
จางเฟยดูดเม้มยอดถันของนาง ลิ้นร้อนวนเวียนรอบฐานดอกบัวจนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำลาย สร้างความสยิวกายและรสสัมผัสอันแสนเลิศรส
‘ยอดอกของเจ้านี่หวานล้ำนัก ข้าชื่นชอบมันยิ่ง’
“อ๊า... นายท่าน...”
เมื่อกระแสแห่งความสุขสมแผ่ซ่านไปทั่วร่าง เฟิ่งอี้เฉินก็เริ่มผ่อนคลายและปล่อยตัวปล่อยใจไปกับมัน จางเฟยละมือจากข้อมือของนางมาบีบนวดนวลเนื้อคู่งามอย่างเพลิดเพลิน
มือหนาของจางเฟยค่อยๆ เลื่อนต่ำลง สำรวจผิวพรรณอันเนียนละเอียดจากเอวคอดกิ่วลงไปยังหน้าท้องแบนราบ และรุกคืบต่ำลงไปอีกจนปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับเนินเนื้อที่ปกคลุมด้วยเส้นไหมบางตา ความนุ่มนวลและเรียบลื่นของส่วนลี้ลับทำให้ร่างของนางสั่นสะท้านเมื่อปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับจุดที่อ่อนโยนที่สุด
บุปผางามของเฟิ่งอี้เฉินหลั่งน้ำหวานออกมาโดยที่นางไม่ยินยอม ชโลมจนเปียกชุ่มไปถึงปลายนิ้วของจางเฟย เขาหยอกล้อกับใจกลางความเป็นสาว บดคลึงยอดเกสรที่แสนอ่อนไหวโดยไม่มีการออมมือ ‘เจ้าเปียกชุ่มไปหมดแล้วนะ เฉินเอ๋อร์’
ภายใต้ร่างของเขา กายบางของเฟิ่งอี้เฉินสั่นระริกราวกับนกน้อยในกำมือ นัยน์ตาคู่สวยเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเขินอาย นางกัดริมฝีปากล่างแน่นจนไม่อาจเอ่ยคำใด ได้แต่จ้องมองจางเฟยที่กำลังดูดดึงยอดอกของนางจนแดงช้ำและรุกรานจุดสงวนของนางตามใจชอบ มอบความเสียวซ่านให้เน้นหนักขึ้นเรื่อยๆ
ปลายนิ้วของจางเฟยไล้ไปบนติ่งเสียวที่ซ่อนตัวอยู่กลางกลีบบุปผา บีบเค้นและกดเน้นจนธารน้ำรักไหลรินออกมาไม่ขาดสาย นางมีชีวิตอยู่มานับแสนปี ไม่เคยมีผู้ใดได้ยลร่างเปลือยเปล่าของนาง อย่าว่าแต่จะถูกล่วงล้ำและหยอกเย้าถึงเพียงนี้
ทว่าชีวิตของเฟิ่งอี้เฉินได้เปลี่ยนไปตลอดกาลนับแต่วันนั้น จางเฟยกลายเป็นนายเหนือหัวของนางด้วยพันธสัญญา เขาไม่เพียงแต่ได้เห็นทุกส่วนสัด แต่ยังเชยชมร่างกายของนางอย่างตะกรุมตะกราม ขณะที่นิ้วของเขากำลังกวนวนอยู่ในจุดที่ไม่เคยมีใครแตะต้อง
“อื้มม... อ๊า...” เฟิ่งอี้เฉินยิ่งเตลิดไปกับตัณหาเมื่อนิ้วของจางเฟยแทรกซึมเข้าไปภายในเป็นครั้งแรก นางพยายามหนีบขาและใช้มือดันเขาไว้ แต่ทว่าเรียวขาของนางกลับไร้เรี่ยวแรงด้วยความสุขสมที่ท่วมท้น “อ๊า... นายท่าน... มีบางอย่าง... บางอย่างที่ยิ่งใหญ่กำลังจะระเบิดออกมาจากร่างข้าแล้ว”
แทนที่จะหยุด จางเฟยกลับยิ่งเร่งเร้าทั้งทรวงอกและเบื้องล่าง นิ้วของเขาโค้งงอราวกับตะขอ ขยับเข้าออกช้าๆ สลับกับบดคลึงจุดกระสัน
*แจ๊ะ... แจ๊ะ... แจ๊ะ...*
“อ๊า! นายท่าน!” ร่างของเฟิ่งอี้เฉินกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง บุปผางามฉีดพ่นธารน้ำรักออกมามหาศาลจนเปียกชุ่มไปทั่วนิ้วมือของจางเฟย เป็นครั้งแรกในรอบแสนปีที่พญานกยูงทมิฬสาวได้สัมผัสกับจุดสุดยอดอันทรงพลังเพียงจากการปรนเปรอภายนอก
**[ท่านได้รับ ‘แก่นอสูร’ 500,000 แต้มจากเฟิ่งอี้เฉิน]**
จางเฟยยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นการแจ้งเตือน โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าแก่นอสูรของเฟิ่งอี้เฉินนั้นช่างมหาศาลนัก ‘ฮ่าฮ่า! สมกับที่เป็นเจ้า! แก่นอสูรของนางแข็งแกร่งไร้เทียมทานจริงๆ’
**[นายท่าน ท่านช่างโชคดีนักที่มีเฟิ่งอี้เฉินอยู่เคียงข้าง และท่านจะสามารถวิวัฒนาการเป็นจิ้งจอกเจ็ดหางได้เร็วยิ่งขึ้น หากท่านได้ร่วมอภิรมย์กับเฟิ่งชิงเหมิงและจั๋วหลิงเหยาด้วยเช่นกัน]**
‘ใช่ เจ้าพูดถูก’ จางเฟยถอนมือออกมาแล้วนำมาจ่อที่ใบหน้า ก่อนจะเลียน้ำรักที่ติดอยู่จนสะอาด “น้ำของเจ้ารสชาติดีและร้อนแรงนัก เฉินเอ๋อร์ ยิ่งไปกว่านั้น แก่นอสูรของเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้รับจากสตรีอสูรนางใด ข้าคงจะบรรลุเจ็ดหางได้ในเร็ววันหากมีเจ้าคอยปรนนิบัติ”
ขณะที่กำลังหอบหายใจโรยริน เฟิ่งอี้เฉินมองจางเฟยด้วยความสับสน นางไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับแก่นอสูร นางรู้ว่าสุนัขจิ้งจอกสวรรค์สามารถวิวัฒนาการเป็นเก้าหางได้เหมือนเทียนไป๋ซิงและเทียนไป๋เทียน แต่นางไม่เข้าใจกระบวนการนั้นเลย “นายท่าน... ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
“ทุกครั้งที่อสูรสาวถึงจุดสุดยอด ข้าจะได้รับปราณหยินและแก่นอสูรของนาง แม้ตอนนี้ข้าจะยังดูดซับปราณหยินของเจ้าไม่ได้เพราะตบะเราต่างกันเกินไป แต่ข้ายังสามารถซึมซับแก่นอสูรที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการเลื่อนระดับได้” จากนั้นจางเฟยก็อุ้มร่างเฟิ่งอี้เฉินขึ้นมา ให้นางอยู่เหนือร่างเขาและหันหน้าเข้าหาแก่นกายมังกรของเขา ทำให้นางเขินอายจนหน้าแดงซ่าน “อย่าได้อายเลย... จงใช้ปากของเจ้าปรนเปรอข้าเสีย ปราณหยางของข้าจะมีประโยชน์ต่ออสูรสาวเช่นเจ้าอย่างยิ่ง”
เฟิ่งอี้เฉินเขินอายจนทำตัวไม่ถูก นางไม่มีประสบการณ์ในเรื่องกามารมณ์เลยเช่นเดียวกับหญิงสาวพรหมจรรย์ทั่วไป ทว่าจางเฟยกลับเริ่มตวัดลิ้นเลียบุปผางามของนางกะทันหัน ทำให้ไฟราคะที่เพิ่งมอดลงกลับมาปะทุอีกครั้ง “อ๊า... นายท่าน... ร่างกายของข้าไวต่อสัมผัสเหลือเกิน...”
‘ลองนึกถึงวิชาคู่บำเพ็ญที่ข้ามอบให้เจ้าสิ ในนั้นมีภาพและเทคนิคมากมาย’
“อื้มม... อ๊า...” เฟิ่งอี้เฉินพยายามระลึกถึงภาพเหล่านั้นขณะที่ครางกระเส่าด้วยความเสียวซ่าน ครู่ต่อมานางก็รวบแก่นกายของจางเฟยไว้ในมือและเริ่มเลียไล้ตามภาพที่จำได้ ไม่นานนักนางก็เริ่มใช้ปากปรนนิบัติเขา มือบางขยับขึ้นลง บีบเค้นและลูบไล้ไปตามความยาว ‘อื้มม... สิ่งนี้ของเขามันใหญ่โตจนเต็มปากข้าไปหมดเลย’
.
.
.
ที่หน้าห้อง เด็กสาวผู้หนึ่งยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าประตู ใบหน้าของนางแดงก่ำเมื่อได้ยินเสียงครางอู้อี้แต่ทว่าดังกึกก้องของเฟิ่งอี้เฉินที่เล็ดลอดออกมาจากภายใน
‘ฮึ่ม! ข้าตั้งใจจะมาถามเขาเรื่องการปรุงยา แต่พี่ใหญ่เฟยกลับกำลังสำราญอยู่กับผู้หญิงของเขาเสยนี่’ หนิงจ้วนเอ๋อร์บ่นพึมพำและกำลังจะหันหลังกลับ ก็พบว่าสวีหลิงเอ๋อร์และอีกสองคนกำลังเดินตรงมาหานาง
“คิกคิก” สวีหลิงเอ๋อร์หัวเราะร่าเมื่อมาถึงข้างกายหนิงจ้วนเอ๋อร์ “พี่ใหญ่กำลังสนุกอยู่ข้างในใช่ไหม พี่จ้วนเอ๋อร์?”
“อืม...” หนิงจ้วนเอ๋อร์พยักหน้าด้วยท่าทางขัดเขิน
สวีหลิงเอ๋อร์ยิ้มอย่างมีเลศนัย นางดึงหนิงจ้วนเอ๋อร์ไปที่ประตูแล้วแง้มเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นภาพจางเฟยและเฟิ่งอี้เฉินที่กำลังพัวพันกันอยู่บนเตียง
อู๋เหลียนจือและทาช่าต่างก็แอบมองเช่นกัน แต่ใบหน้าของหนิงจ้วนเอ๋อร์กลับยิ่งแดงก่ำเมื่อเห็นเฟิ่งอี้เฉินกำลังใช้ปากปรนเปรอให้จางเฟย ‘อึ้ก! ทำไมท่านถึงยอมทำเรื่องแบบนั้น? มันไม่สกปรกหรือ?’
“นี่เป็นครั้งแรกที่พี่เห็นเรื่องแบบนี้หรือ?” หนิงจ้วนเอ๋อร์พยักหน้าตอบสวีหลิงเอ๋อร์ “ท่านแม่บอกว่ามันไม่สกปรกหรือเหม็นเลย และพี่ใหญ่ก็ชอบมากเวลาที่ท่านแม่และคนอื่นๆ ทำแบบนั้นให้ ยิ่งไปกว่านั้น ปราณหยางของเขาจะแข็งแกร่งกว่ามากเมื่อเราดื่มมันจากเขาโดยตรง แต่ข้ายังทำไม่ได้เพราะข้ายังเด็กเกินไป”
“ข้าก็เหมือนกัน” อู๋เหลียนจือเลียริมฝีปาก “ข้าอยากดื่มปราณหยางของหลงเอ๋อร์โดยตรงจะแย่ แต่ข้ายังอายุเท่าหลิงเอ๋อร์ คงต้องรอไปอีกนาน”
หนิงจ้วนเอ๋อร์แทบจะลมจับเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กสาวที่อายุน้อยกว่านางถึงหกปี แต่กลับคิดเรื่องพรรค์นี้กับบุรุษเสียแล้ว
สวีหลิงเอ๋อร์หันไปทางทาช่า “มีเพียงพี่ทาช่าเท่านั้นที่โตพอจะทำเรื่องนั้นกับพี่ใหญ่ได้ แต่พี่เขากลับขี้อายและหวาดกลัวเพราะพี่ใหญ่ดุดันเกินไป”
ทาช่ารีบยกมือปิดหน้าที่เขินอายเมื่อหนิงจ้วนเอ๋อร์หันมามองนาง “อึ้ก! อย่ามองข้าแบบนั้นนะ!”
ทันใดนั้น คลื่นลมสายเล็กๆ ก็พัดผ่านไป ประตูห้องปิดลงเองทันที สวีหลิงเอ๋อร์พยายามจะเปิดมันออก แต่จางเฟยจงใจปิดผนึกมันจากภายใน “พี่ใหญ่ไม่อยากให้เราแอบดูแล้ว พวกเราต้องไปเดี๋ยวนี้!”
สวีหลิงเอ๋อร์รีบผละไปทันที ตามด้วยอู๋เหลียนจือและทาช่า ส่วนหนิงจ้วนเอ๋อร์แยกไปหาจางหลิงเสวี่ยที่ห้องปรุงยาแทน
.
.
.
**[ภารกิจประจำวัน: ดูดซับปราณอสูร 100,000 แต้ม]**
**[สถานะ: สำเร็จ]**
**[รางวัล: แกนอสูรระดับสูง 100 ชิ้น ถูกส่งไปยังคลังสมบัติ]**
**[ภารกิจประจำวัน: ดูดซับปราณ 100,000 แต้ม]**
**[สถานะ: สำเร็จ]**
**[รางวัล: ผลึกม่วง 100 ชิ้น ถูกส่งไปยังคลังสมบัติ]**
หลังจากแจ้งเตือนทั้งสองปรากฏขึ้น จางเสี่ยวหลง [3] ตัดสินใจไปพบเจ๋ออู๋หมิงที่กำลังรวมตัวกับเหล่ายอดฝีมืออาวุโสเพื่อหารือเรื่องเซเรธ (Xereth)
เมื่อไปถึง จางเสี่ยวหลง [3] ก็ได้รับการต้อนรับด้วยสายตาเย็นชาจากหลายคน รวมถึงหลงเฉียง จูซ่านเหนียง และเฟิ่งเสิน
“เจ้ามีข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเซเรธหรือไม่?” เจ๋ออู๋หมิงเอ่ยถาม
จางเสี่ยวหลง [3] เมินเฉยต่อสายตาเหล่านั้นและตอบโดยตรง “อาวุโส ก่อนหน้านี้เซเรธได้ปะทะกับอสูรบรรพกาล แต่มันไม่ได้ใช้ร่างจริงในการต่อสู้ มันซ่อนร่างจริงไว้ที่ดาวดวงหนึ่งในแดนเบื้องบน ทว่าการต่อสู้ครั้งนั้นทำให้วิญญาณของมันบาดเจ็บสาหัส ข้าจึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่เราจะตามล่ามัน”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันซ่อนร่างจริงไว้ที่ใด?”
จางเสี่ยวหลง [3] ส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบแน่ชัด แต่ข้าสงสัยว่ามันอาจซ่อนตัวอยู่ในดาวดวงหนึ่งที่มันเคยทำลายในอดีต”
“ข้าพอจะมีเบาะแสเรื่องนั้น” ทุกคนหันไปทางเซี่ยเทียน “เซเรธทำลายดินแดนมากมายในอดีต หลายแห่งฟื้นตัวขึ้นมาได้รวมถึงแดนซานเตี้ยน แต่ก็มีบางแห่งที่ย่อยยับจนไม่อาจฟื้นคืนเพราะมันสังหารล้างเผ่าพันธุ์จนสิ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘แดนดาราพราว’ (Starry Sky Realm)”
จางเสี่ยวหลง [3] เลิกคิ้วขึ้นทันทีที่เซี่ยเทียนเอ่ยชื่อดินแดนนั้น แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเกรงว่าเรื่อง ‘กระบี่ปราบมาร’ จะสร้างปัญหาให้เขาหากคนเหล่านี้รู้เข้า
เฟิ่งจิ่วเอ่ยขึ้นทันที “แดนดาราพราวอยู่ไกลจากแดนนี้พอสมควร แต่ข้าคิดว่าเราจะไปถึงที่นั่นได้ภายในหนึ่งสัปดาห์หากใช้เรือเหาะของข้า เราไม่ควรไปรวมกันที่เดียว แต่ควรแยกย้ายกันไปตรวจสอบดินแดนร้างเหล่านั้น หากพบมัน ห้ามบุกโจมตีเด็ดขาด แต่ให้แจ้งตำแหน่งแก่คนอื่นๆ ทันที แม้มันจะบาดเจ็บ แต่มันก็ยังแข็งแกร่งกว่าพวกเรามาก การฝืนสู้ก็ไม่ต่างจากการไปตายเปล่า”
“ข้าเห็นด้วยกับจักรพรรดินีเฟิ่ง” หุนตี้กล่าวเสริม
เฟิ่งเสินต้องการจะถามจางเสี่ยวหลง [3] เรื่องเฟิ่งอี้เฉิน แต่เขารู้ว่าเวลาไม่เหมาะสมเนื่องจากภัยคุกคามของเซเรธ จึงเลือกที่จะเก็บงำไว้ก่อน
โหยวเสินถามขึ้น “แล้วเราจะแบ่งกลุ่มกันอย่างไร?”
“กงเหริน จี๋ชางหลาน หุนตี้ เฟิ่งจิ่ว และข้า จะไปที่แดนดาราพราว” เจ๋ออู๋หมิงแบ่งกลุ่มที่เหลือออกเป็นหลายสาย “พวกเราต้องออกเดินทางเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เซเรธจะหนีไปได้อีก จำไว้ อย่าบุกโจมตีเพียงลำพังและติดต่อทุกคนทันที”
“รับทราบ!”
ทุกคนรีบแยกย้ายออกจากห้องและนำอาวุธบินออกมามหาศาล เหล่าอสูรในตำนานอย่างหลงเฉียง จูหง และคนอื่นๆ ต่างคืนร่างอสูรแล้วทะยานฟ้าไปพร้อมกับบรรพบุรุษของตน
“จักรพรรดินีเฟิ่ง ข้าจะขอร่วมทางไปกับกลุ่มของพวกท่านทั้งห้าด้วย” เฟิ่งจิ่วและคนอื่นๆ หันมองจางเสี่ยวหลง [3] ด้วยความประหลาดใจ “พูดตามตรง ข้าปรารถนาจะไปยังแดนดาราพราวมานานแล้วเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับคนสองคน และข้าคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุด”
“สัญญาอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว” จางเสี่ยวหลง [3] พยักหน้า “ข้าจะอธิบายระหว่างทาง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
.
.
.
บนเรือเหาะ จางเสี่ยวหลง [3] เรียก ‘กระบี่ปราบมาร’ ออกมาทันที ทุกคนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมันและตระหนักว่านี่คือ ‘ศัสตราวุธวิญญาณ’
“ศัสตราวุธวิญญาณระดับสวรรค์อย่างนั้นหรือ?” จี๋ชางหลานพึมพำ
จางเสี่ยวหลง [3] พยักหน้า “ตอนข้าพบกระบี่เล่มนี้ครั้งแรก มันยังเป็นเพียงระดับวิญญาณ ศิษย์พี่เที่ยเสวียนเป็นผู้ยกระดับมันขึ้นสู่ระดับสวรรค์”
“พรสวรรค์ในการตีเหล็กของเด็กคนนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่แปลกที่เขาจะยกระดับกระบี่เล่มนี้ได้” จี๋ชางหลานถามต่อ “เจ้าต้องการจะยกระดับมันอีกครั้งหรือไม่? ข้ามีวัสดุสำหรับเลื่อนขั้นเป็นระดับเทพศัสตรา และข้าช่วยเจ้าได้... แต่ข้าไม่ทำเลขาเปล่าหรอกนะ”
‘ตาเฒ่านี่หน้าเลือดชะมัด!’ จางเสี่ยวหลง [3] คิดในใจ “ข้าต้องใช้ผลึกเท่าไหร่ในการเลื่อนขั้นกระบี่เล่มนี้?”
“ไม่มากหรอก แค่หนึ่งร้อยล้านผลึกม่วง ราคานี้รวมค่าวัสดุและค่าจ้างแล้ว” คำพูดของจี๋ชางหลานทำให้จางเสี่ยวหลง [3] สำลักออกมาอย่างรุนแรง เพราะตอนนี้เขามีผลึกม่วงอยู่เพียงแสนกว่าชิ้นเท่านั้น ต่อให้แลกเปลี่ยนทรัพย์สินทั้งหมดก็คงไม่ถึงจำนวนนั้น “ถ้าไม่มีผลึก เจ้าจะจ่ายด้วยโอสถของเจ้าก็ได้นะ ข้ายินดีจะช่วยอย่างเต็มที่เลยทีเดียว”
‘ยินดีกับผีน่ะสิ! ท่านตั้งใจจะปล้นข้าชัดๆ!’ จางเสี่ยวหลง [3] ครุ่นคิดเรื่องการใช้ ‘โอสถคงความเยาว์’ และ ‘โอสถคืนโฉม’ เพื่อจ่ายแทนเงิน แต่ทันใดนั้นหุนตี้ก็ส่งแหวนมิติใบหนึ่งให้เขา “ท่านอาจารย์?”
หุนตี้ส่ายหน้าก่อนจะเอ่ย “เจ้าเป็นศิษย์ของข้า และข้าก็ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ผลึกมากมายนัก ในนั้นมีผลึกม่วงสองร้อยล้านชิ้น เจ้าจงนำไปใช้ยกระดับศาสตราวิญญาณของเจ้าเสีย”
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์” จางเสี่ยวหลง [3] รีบหยิบโอสถคืนโฉมและโอสถคงความเยาว์ส่งให้หุนตี้ทันที “ความจริงข้าตั้งใจจะมอบสิ่งนี้ให้ท่านนานแล้ว แต่ช่วงนี้พวกเรายุ่งกันเกินไป โอสถสองขวดนี้ล้ำค่าที่สุดในบรรดาโอสถที่ข้ามี แม้แต่อาวุโสหลินจิ้งเสวียหรืออาวุโสเทียนซูเซียงก็มิอาจปรุงมันขึ้นมาได้”
“โอ้? สรรพคุณของมันคืออะไรกัน?” ไม่เพียงแต่หุนตี้ที่สงสัย เฟิ่งจิ่วและคนอื่นๆ ก็แสดงท่าทีสนใจเช่นกัน
“ท่านอาจารย์ ท่านจงกลืนมันลงไปเถิด แล้วท่านจะพึงใจในผลลัพธ์ของมัน” จากนั้นจางเสี่ยวหลง [3] ก็เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกระบี่และสัญญาที่เขาให้ไว้กับเจี้ยนเฮยอานและเจี้ยนกวงอาน ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน “ข้ารู้ดีว่าตอนนี้ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอจะโค่นเซเรธได้ แต่ข้าได้รับปากพวกเขาไว้แล้ว และข้าตั้งใจจะจบชีวิตมันด้วยกระบี่เล่มนี้”
จี๋ชางหลานทอดถอนใจยาว เขาหยิบกระบี่ปราบมารจากมือจางเสี่ยวหลงมาลูบไล้อย่างแผ่วเบา “เด็กน้อยทั้งสอง... ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าทั้งสองจะยังมีชีวิตสถิตอยู่ในกระบี่เล่มนี้ บิดาผู้ล่วงลับของพวกเจ้าคือผู้ที่สอนวิชาการตีเหล็กให้กับข้า แม้เขาจะไม่ยอมรับข้าเป็นศิษย์ แต่ข้าก็นับถือเขาเป็นอาจารย์เสมอมา ในตอนนั้นข้าได้ข่าวเรื่องการล่มสลายของดินแดนพวกเจ้า แต่กว่าข้าจะไปถึง ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว... ในเมื่อกระบี่เล่มนี้คือผลงานชิ้นสุดท้ายของท่าน ข้าจะช่วยพวกเจ้าทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุดเอง”
**— โปรดติดตามตอนต่อไป —**
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.