Chapter 437
403 / 1550
10 min read
Chapter 437: Snatching
Published Mar 10, 2026, 11:33 PM
Chapter 437: การชิงทรัพย์
แสงแดดส่องลอดผ่านช่องว่างระหว่างแนวต้นไม้ลงมาเป็นระยะ
“เฮ้ย พวกแกนี่มีอารมณ์มายืนเถียงกันในเวลาแบบนี้เชียวเหรอ?” เสียงเยาะเย้ยแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางหมู่ไม้โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
คนทั้งห้าที่กำลังเดินอยู่ถึงกับชะงักกึก พวกเขารีบเงยหน้าขึ้นมองทันทีก็พบกับกลุ่มคนหนุ่มห้าคนกำลังยืนเรียงแถวอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะ บนหน้าอกของแต่ละคนมีตราสัญลักษณ์รูปหอคอยติดอยู่ ขณะนี้ชายหนุ่มทั้งห้ากำลังจ้องมองกลุ่มคนที่อยู่ด้านล่างด้วยแววตาสมเพชเวทนา สีหน้าท่าทางของพวกเขาราวกับแมวที่กำลังจ้องตะครุบหนูไม่มีผิด
“พวกแกมาที่นี่เพื่อจะแย่งสิ่งที่เรียกว่า ‘พลังไฟ’ ไปจากพวกเราสินะ?” ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งในกลุ่มห้าคนกล่าวพร้อมรอยยิ้มเย็นชา ในฐานะที่เขาสามารถทำอันดับได้สูงถึงห้าสิบอันดับแรกของหอคอยนักศึกษาภายนอกแห่งสถาบันเจียหนาน พลังฝีมือของเขาย่อมไม่ธรรมดา เขาจึงไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกลุ่มคนหนุ่มที่มีอายุไล่เลี่ยกันเหล่านี้มากนัก
“ฉลาดดีนี่” ชายหนุ่มบนกิ่งไม้ที่มีรอยแผลเป็นรูปงูบนใบหน้าดีดนิ้วดังเปาะ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อรู้ว่าพวกเรามาทำไม ก็ไม่จำเป็นต้องพูดพร่ำทำเพลงกันให้มากความ ส่ง ‘พลังไฟ’ ออกมาซะ แล้วแกจะได้ไม่ต้องเจ็บตัว ว่าไง?”
“ฝันไปเถอะ!” ชายร่างผอมแห้งดูอ่อนแอคนหนึ่งแค่นเสียง อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาสิ้นคำ ร่างของคนตรงหน้าก็วูบไหว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า สายลมเบาบางฉีกผ่านอากาศดังหวีดหวิว ก่อนที่ขาข้างหนึ่งจะกระแทกเข้าที่ท้องของชายร่างผอมอย่างรุนแรง ร่างของเขาปลิวถอยหลังกระแทกเข้ากับลำต้นไม้เข้าอย่างจังจนกระอักเลือดออกมาคำโต แม้จะพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ
“บุก!” เมื่อเห็นสหายถูกเล่นงาน ชายร่างสูงใหญ่ก็บันดาลโทสะ เขาตะโกนสั่งด้วยความโกรธจัดและเตรียมพุ่งตัวเข้าใส่ ทว่าเสียงของเขายังไม่ทันขาดคำ เขาก็ได้ยินเสียงอึกอักดังขึ้นจากด้านหลัง เมื่อหันไปมองก็พบว่าสหายอีกสามคนของเขากำลังถูกเตะกลิ้งไปมาเหมือนลูกฟักทอง บนพื้น ข้างกายพวกเขามีชายหนุ่มสามคนยืนกอดอกมองด้วยสายตาดูแคลน
“น้องชาย จำใส่หัวไว้ให้ดี ไม่ว่าในอดีตพวกแกจะเก่งกาจในสถาบันภายนอกแค่ไหน แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สถาบันภายใน แกก็ต้องหมอบคลานหากเป็นมังกร และต้องนอนราบหากเป็นพยัคฆ์ นี่คือบทเรียนที่พวกเราเหล่ารุ่นพี่ได้เรียนรู้จากการเจ็บเนื้อเจ็บตัวมานับครั้งไม่ถ้วน วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนนี้ให้พวกแกฟรีๆ เอง” เสียงหัวเราะดังขึ้นข้างหูชายร่างสูงใหญ่ ทันใดนั้นเงาร่างหนึ่งก็วาบผ่าน หมัดขนาดเท่าหม้อแกงกระแทกเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างจัง ส่งผลให้ชายหนุ่มร่วงลงไปกองกับพื้น ปากเต็มไปด้วยเลือดสดๆ
“ถ้าไม่อยากโดนซ้อมต่อ ก็ส่งการ์ดคริสตัลพลังไฟของพวกแกมาซะ” ชายหนุ่มที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าหมุนหมัดและกล่าวเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของนักศึกษาใหม่ทั้งห้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่ง พวกเขาก็ทำได้เพียงขบฟันแน่น โดยคิดในใจว่าผู้ที่ฉลาดควรจะรู้จักถอยเมื่อเห็นว่าเป็นรอง ก่อนจะยอมหยิบการ์ดที่เรียกว่าการ์ดคริสตัลพลังไฟออกมา
ใบหน้าของชายหนุ่มที่มีรอยแผลเป็นฉายแววตื่นเต้นเมื่อรับการ์ดจากมือของนักศึกษาใหม่ทั้งห้า เขาโอบกอดการ์ดเหล่านั้นไว้และจุมพิตมันอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะโบกมือโยนการ์ดสี่ใบที่เหลือให้พรรคพวก เขาพลิกข้อมือ การ์ดสีฟ้าซีดใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้น หากมองให้ดี บนหน้าจอของการ์ดใบนี้มีตัวเลขสีแดงเพลิง ‘47’ ปรากฏอยู่
ชายหนุ่มที่มีรอยแผลเป็นถือการ์ดสีดำมืดไว้มือหนึ่ง และการ์ดสีฟ้าซีดอีกมือหนึ่ง ก่อนจะนำมันมาประกบกันและถูเข้าหากันอย่างแรง แสงสว่างวาบขึ้นจากตัวการ์ดทั้งสองใบเพียงครู่หนึ่งแล้วดับลง ทว่าตัวเลขบนการ์ดสีฟ้าซีดในขณะนี้ได้กลายเป็น 50 ไปแล้ว ในขณะที่ตัวเลขบนการ์ดสีดำมืดจากเดิมคือ 5 กลับลดเหลือเพียง 2
“ชิ กฎบ้าอะไรก็ไม่รู้ ต้องให้พวกเราเหลือ ‘พลังไฟ’ ไว้ให้นักศึกษาใหม่สองวัน ช่างสิ้นเปลืองจริงๆ” ชายหนุ่มที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเบ้ปากและกล่าวอย่างไม่พอใจเมื่อเห็นตัวเลขที่เหลืออยู่บนการ์ดสีดำ
“ไปกันเถอะ หลินเกอ เราต้องรีบใช้เวลาที่เหลือออกไปตามล่ากลุ่มอื่นต่อ กว่าจะได้สิทธิ์เข้าร่วม ‘การแข่งขันล่าพลังไฟ’ มาได้นี่มันยากลำบากแค่ไหน ถ้าไม่ได้พลังไฟสะสมให้ครบหกวัน เราคงขาดทุนยับเยินแน่” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งเก็บการ์ดคริสตัลพลังไฟให้เรียบร้อย แล้วโยนการ์ดสีดำที่ว่างเปล่าคืนให้กับนักศึกษาใหม่ผู้โชคร้าย ก่อนจะหันมาพูดกับชายหนุ่มหน้าแผลเป็น
“อ่า ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าหลินเกอพยักหน้า เขากล่าวกับนักศึกษาใหม่ทั้งห้าที่นอนอยู่บนพื้นด้วยรอยยิ้ม “พวกน่าสงสาร นี่แหละผลของการที่ไม่รู้จักทำงานเป็นทีม จำไว้ให้ดีล่ะ วันหน้าพวกแกจะได้เป็นแบบพวกเราในปีถัดไป ที่ออกมาคอยชิง ‘พลังไฟ’ จากพวกนักศึกษาใหม่ใสซื่อทั้งหลาย อย่าโกรธพวกเราเลย เพราะนี่คือเส้นทางที่นักศึกษาใหม่ทุกคนที่เข้าสู่สถาบันภายในต้องเผชิญ ฮ่าๆ ไปกันเถอะ”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ หลินเกอโบกมือให้พรรคพวกทั้งห้าคนพุ่งตัวไปตามกิ่งไม้ ก่อนจะมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่า ทิ้งให้นักศึกษาใหม่ทั้งห้าต้องนั่งหน้าเขียวด้วยความเจ็บใจ
เมื่อกลุ่มรุ่นพี่จากไป นักศึกษาใหม่เหล่านั้นต่างทำได้เพียงพยุงตัวขึ้นด้วยสีหน้าหม่นหมอง หลังจากซึมเศร้าอยู่พักหนึ่ง ต่างคนต่างก็หันไปสบตากันด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมัน
ณ พุ่มไม้หนาทึบห่างจากลานดินแห่งนั้นออกไปหลายสิบเมตร คนห้าคนกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ สายตาของพวกเขาทั้งหมดจับจ้องไปยังทิศทางที่กลุ่มนักศึกษาใหม่เดินจากไป เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้เห็นเหตุการณ์โชคร้ายที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาใหม่เหล่านั้นด้วยตาตัวเอง
“ดูเหมือนว่า ‘พลังไฟ’ ในการ์ดคริสตัลจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งภายในสถาบันภายใน ไม่อย่างนั้นพวกนั้นคงไม่รีบร้อนราวกับฝูงผึ้งแบบนี้” เซียวเหยียนค่อยๆ ถอนสายตากลับมา แล้วก้มลงมองการ์ดคริสตัลสีดำที่มีตัวเลข 5 ตัวใหญ่อยู่บนนั้นพลางกล่าว
“จริงด้วย” ซวินเอ๋อร์และคนอื่นๆ พยักหน้าเห็นด้วย เป้าหมายที่พวกนั้นแย่งชิงไปนั้นชัดเจนมาก มันคือ ‘พลังไฟ’ ในการ์ดคริสตัลนั่นเอง
“ไปกันเถอะ พวกนั้นน่าจะจากไปหมดแล้ว อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย ผู้อาวุโสซูไม่ได้บอกเรอะว่ายิ่งไปถึงเร็วเท่าไหร่ รางวัลก็จะยิ่งได้รับมากขึ้นเท่านั้น?” ไป๋ซานขมวดคิ้วพลางเร่งเร้า
“เดี๋ยว” เซียวเหยียนยกมือห้ามไป๋ซาน อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แกจะเอาอะไรอีก?”
เซียวเหยียนเหลือบมองเขาแล้วกล่าวอย่างเชื่องช้า “ไม่ว่าระหว่างเราจะมีความขัดแย้งอะไรกัน แต่ในเมื่อตอนนี้เราอยู่กลุ่มเดียวกัน ฉันคิดว่าเราควรรู้จักคำว่าทีมเวิร์กบ้าง ไม่อย่างนั้นพวกนักศึกษาใหม่กลุ่มเมื่อกี้ก็อาจจะเป็นพวกเราเอง”
หูเจียและคนอื่นๆ พยักหน้า จากการที่กลุ่มรุ่นพี่โจมตีได้อย่างสอดประสานและมีทีมเวิร์กที่ดีเยี่ยมเมื่อครู่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาฝึกซ้อมด้วยกันมาบ่อยครั้ง พลังฝีมือของพวกเขาไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่ากลุ่มของเซียวเหยียนมากนัก หากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว พวกเขาทั้งห้าอาจได้รับชัยชนะ แต่ถ้าเป็นการต่อสู้แบบกลุ่ม ด้วยทีมเวิร์กแบบที่อีกฝ่ายแสดงให้เห็นเมื่อครู่ มันคงไม่ใช่เรื่องยากที่พวกเขาจะจัดการกับกลุ่มของเซียวเหยียนที่ต่างคนต่างมีวาระซ่อนเร้นแบบนี้
“แกจะให้ทำยังไง?” ดวงตาคู่สวยของหูเจียจ้องเขม็งมาที่เซียวเหยียนพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ในเมื่อเราอยู่กลุ่มเดียวกัน เราก็จำเป็นต้องมีผู้นำ กล่าวคือผู้นำจะเป็นคนสั่งการและมอบหมายหน้าที่ สิ่งที่ฉันเสนอคือเราต้องหาผู้นำในหมู่พวกเราทั้งห้า ไม่อย่างนั้นถ้าต่างคนต่างสู้ เราก็จะเปราะบางเหมือนกองทราย และฉันเกรงว่าเราคงจะออกจากป่านี้ได้ยากหากถูกพวกนั้นดักซุ่มล้อมหน้าล้อมหลัง...” เซียวเหยียนกล่าวช้าๆ
หูเจียและคนอื่นๆ ตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ายอมรับ คำพูดของเซียวเหยียนเป็นความจริง กลุ่มที่ทำงานตามคำสั่งย่อมสามารถแสดงพลังการต่อสู้ที่เหนือกว่ากลุ่มที่ต่างคนต่างทำเสมอ!
“งั้น... ใครจะเป็นผู้นำ?” อู๋เฮ่า ผู้ซึ่งห่อหุ้มร่างกายด้วยชุดคลุมสีเลือดนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุด
เซียวเหยียนและคนอื่นๆ ต่างตกอยู่ในความเงียบเมื่ออู๋เฮ่ากล่าวประโยคนั้น ครู่ต่อมา ซวินเอ๋อร์ก็ก้าวเท้าเดินไปยืนข้างกายเซียวเหยียน เธอใช้อากัปกิริยาเป็นตัวบ่งบอกการตัดสินใจของเธอ
เมื่อเห็นการกระทำของซวินเอ๋อร์ สีหน้าของไป๋ซานและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปต่างกันไป หลังจากนั้นไม่นาน หูเจียที่ขมวดคิ้วแน่นก็ทำได้เพียงส่ายหัวอย่างจนใจและกล่าวว่า “เอาเถอะ เห็นแก่หน้าซวินเอ๋อร์ ฉันจะเชื่อแกสักครั้ง”
เมื่อพูดจบ เธอก็เดินไปยืนข้างเซียวเหยียนและเบนสายตาไปที่อีกสองคนที่เหลือ
“ฝีมือของแก... ฉันยอมรับ ฉันไม่มีปัญหาอะไรที่จะทำตามคำสั่งแกชั่วคราว...” เสียงทุ้มต่ำของอู๋เฮ่าดังขึ้นเบาๆ ก่อนจะเดินไปทางเซียวเหยียนเช่นกัน
สีหน้าของไป๋ซานดูย่ำแย่เมื่อมองดูสามคนที่ไปยืนอยู่ข้างเซียวเหยียน แววตาของเขาฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“ไป๋ซาน ถ้าแกไม่เต็มใจ พวกเราสี่คนจะไปก่อน” เซียวเหยียนจ้องมองไป๋ซานพลางกล่าวเสียงเรียบ
“แก...” สีหน้าของไป๋ซานเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาทำได้เพียงพยักหน้าด้วยความแค้นเคืองก่อนจะก้าวมายืนข้างเซียวเหยียนแล้วกล่าวอย่างเย็นชา “ก็ได้ ตอนนี้แกเป็นผู้นำกลุ่มเราแล้ว แต่ฉันขอบอกไว้ก่อนนะ อย่าคิดจะใช้พวกเราไปสู้เป็นด่านหน้า พวกเราไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมให้ใครมาใช้เป็นเบี้ยหมากรุกหรอกนะ”
“เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนรวมของกลุ่ม ฉันย่อมไม่ขอให้ใครไปต้านศัตรูเพียงลำพังอยู่แล้ว” เซียวเหยียนมองดูพวกเขาทั้งสี่ แววตาคมกริบวาบขึ้นในดวงตาสีดำสนิทของเขาขณะกล่าวเบาๆ “ทว่าในเมื่อฉันได้เป็นผู้นำกลุ่มแล้ว ฉันหวังว่าก่อนจะออกจากป่านี้ พวกแกทุกคนจะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำร้ายพวกเราเองด้วยการแทงข้างหลังฉัน มิเช่นนั้นอย่าหาว่าฉัน เซียวเหยียน ไม่เตือน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราติดต่อกัน แกทุกคนน่าจะรู้นิสัยฉันดี ครั้งที่แล้วฉันทำให้พวกแกไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลได้ตั้งเจ็ดวัน ครั้งนี้ฉันก็ทำได้เหมือนกัน...”
เมื่อได้ยินคำเตือนของเซียวเหยียน หูเจียทำเพียงเบ้ปากแต่ไม่ได้ทักท้วงอะไร อู๋เฮ่าพยักหน้า ส่วนมุมปากของไป๋ซานกระตุกอย่างรุนแรง ต้องใช้เวลานานกว่าเขาจะระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในใจลงได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทั้งสามคนจะรู้สึกอย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด ในตอนนี้เซียวเหยียนก็ได้อำนาจในการสั่งการกลุ่มเล็กๆ นี้ในนามมาแล้ว ขั้นต่อไปคือการทำลายกำแพงแห่งความระแวงระหว่างพวกเขาลงให้ได้!
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.