Chapter 4542
4540 / 5804
13 min read
Chapter 4542 – It is a Blessing Not a Curse
Published Apr 11, 2026, 01:06 PM
บทที่ 4542 – นี่คือโชควาสนา...มิใช่เคราะห์กรรม
ผู้แปล: Silavin & Raikov
ผู้ตรวจทานคำแปล: PewPewLazerGun
บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
---
“มีตัวตนอยู่บนโลกใบนั้นตั้งแต่แรกแล้วงั้นหรือ?” หยางไคขมวดคิ้วเล็กน้อย พอจะเข้าใจความหมายของสวีหลิงกงอยู่บ้าง
ครั้งแรกที่เขาย่างเข้าสู่โลกศาสตราเทวะ พริบตาเดียวเขาก็กลายเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งนิกายกระบี่วิญญาณว่างเปล่า ตอนนั้นเขาอายุราว 17-18 ปี เป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างเขาจะปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า เขาจะต้องมีตัวตนอยู่จริงๆ
ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนในนิกายกระบี่วิญญาณว่างเปล่าต่างก็มีความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเขาทั้งสิ้น
“แต่ถึงอย่างนั้น เหตุใดชายผู้นั้นจึงมีรูปลักษณ์และนามเฉกเช่นข้าทุกประการ?” หยางไคยังคงสับสนอยู่บ้าง
สวีหลิงกงเอ่ยอธิบาย “ก่อนหน้านี้เขาอาจมีนามและรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไป แต่ในเมื่อเจ้าได้เข้าสู่โลกศาสตราเทวะเพื่อฝึกฝน โลกศาสตราเทวะย่อมปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องกับตัวตนของเจ้าโดยธรรมชาติ และจัดเตรียมข้อมูลทุกอย่างที่เป็นของเจ้าเอาไว้ นี่เป็นการปรับเปลี่ยนขั้นพื้นฐานเพื่อไม่ให้ใครก็ตามที่เคยรู้จักเขามาก่อนรู้สึกถึงความผิดปกติในตัวเจ้า”
หยางไคครุ่นคิด “เช่นนั้นแล้ว หมายความว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาในโลกศาสตราเทวะ ข้าได้อาศัยอยู่ในร่างของบุคคลผู้นี้มาโดยตลอดใช่หรือไม่?”
สวีหลิงกงพยักหน้า “จะมองเช่นนั้นก็ได้ แต่มันก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว อย่างไรก็ตาม โลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เดี๋ยวเจ้าก็คุ้นชินไปเองเมื่อได้เข้ามาฝึกฝนอีกสักสองสามครั้ง”
หยางไคพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะเบนสายตาไปยังภาพเหตุการณ์ที่ฉายวนอยู่ในวังวนนั้น
‘หยางไค’ ที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นคือบุคคลที่มีตัวตนอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อเขาจากไป อีกฝ่ายจึงยังคงอยู่ต่อไปโดยธรรมชาติ ด้วยความกังวลว่านิกายกระบี่วิญญาณว่างเปล่าจะเป็นอย่างไรหลังจากที่เขาจากโลกศาสตราเทวะไป หยางไคจึงได้เตรียมแผนสำรองไว้มากมาย
แต่บัดนี้ ดูเหมือนว่าความกังวลทั้งหมดของเขาจะไร้ความหมาย
กาลเวลาในโลกศาสตราเทวะไหลผ่านแตกต่างจากโลกภายนอก และความแตกต่างนั้นก็มหาศาลนัก หยางไคใช้เวลาครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ แต่ในโลกใบนั้นกลับมีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นแล้ว
เหล่าผู้บริหารระดับสูงของนิกายโอสถลึกล้ำได้หลั่งไหลเข้าไปในเขตต้องห้าม แต่กลับไม่พบร่องรอยของศาสตราเทวะใดๆ ไม่เพียงแต่ศาสตราเทวะทั้งห้าที่หยางไคเป็นผู้นำเข้าไปจะหายไป แต่แม้กระทั่งเตาหลอมราชันย์โอสถที่เคยตั้งอยู่ที่นั่นก็อันตรธานไปด้วย
เป็นธรรมดาที่ทุกคนจะตกตะลึงอย่างยิ่ง
แต่ในไม่ช้า ลัทธิสวรรค์ยิ่งใหญ่และนิกายอื่นอีกหลายแห่งที่ครอบครองศาสตราเทวะก็ส่งข่าวมาว่า ศาสตราเทวะในความครอบครองของพวกเขาก็ได้หายไปในเวลาไล่เลี่ยกัน
ครึ่งวันต่อมา ปรากฏการณ์สวรรค์ก็อุบัติขึ้น ลำแสงสิบสายร่วงหล่นลงมาทั่วทั้งโลก แต่ละสายแผ่รัศมีของศาสตราเทวะออกมา
เมื่อนั้นเองที่ผู้อยู่อาศัยในโลกศาสตราเทวะจึงตระหนักได้ว่า การประลองศาสตราเทวะครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
นี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การประลองศาสตราเทวะจะจัดขึ้นทุกๆ หนึ่งร้อยปี และเพิ่งจะผ่านไปได้เพียงราวห้าสิบปีนับตั้งแต่ครั้งล่าสุด
แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น แต่การประลองศาสตราเทวะทุกครั้งล้วนเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ส่งผลต่อความเป็นไปของทั้งโลก ทุกนิกายที่แข็งแกร่งพอที่จะเข้าร่วมการต่อสู้ต่างก็ออกมาชิงชัยเพื่อวาสนาแห่งความก้าวหน้าของนิกายตนในอีก 100 ปีข้างหน้า
เป็นธรรมดาที่นิกายโอสถลึกล้ำก็เช่นกัน หยางไคเห็นกลุ่มนักปรุงโอสถระดับจิตวิญญาณและปรมาจารย์ขอบเขตจิตวิญญาณจากนิกายโอสถลึกล้ำที่เขาเคยนำทัพ ทะยานออกไปในภาพที่หมุนวนเพื่อแข่งขันกับนิกายปรุงโอสถผู้ยิ่งใหญ่อื่นๆ พวกเขารวบรวมพลังเป็นหนึ่ง ต่อสู้กับนิกายใหญ่อื่นๆ และในที่สุดก็ทวงคืนเตาหลอมราชันย์โอสถกลับมาได้!
หลังจากนั้น พวกเขาก็ต่อสู้เพื่อแย่งชิงศาสตราเทวะ ‘ทวนเงาอสูรหมื่นหน้า’ ต่อโดยไม่มีการหยุดพัก
พวกเขาไม่ได้ตั้งเป้าไปที่ศาสตราเทวะชิ้นนี้ด้วยเหตุผลพิเศษใดๆ เพียงแต่มันอยู่ใกล้กับพวกเขาที่สุดเท่านั้น
การเคลื่อนไหวนี้ดูเหมือนจะไปแหย่รังแตนเข้าอย่างจัง นิกายโอสถลึกล้ำเป็นนิกายที่มุ่งเน้นการปรุงโอสถมาโดยตลอด ดังนั้นแม้พวกเขาจะเข้าร่วมการประลองศาสตราเทวะ ก็เพียงเพื่อแข่งขันชิงเตาหลอมราชันย์โอสถเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้ว มันบรรจุความลับแห่งวิถีโอสถเอาไว้ จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อนิกายอื่นมากนักแม้จะได้มันไปครอบครอง
ทว่าครั้งนี้ ความสำเร็จในวิถีโอสถของนิกายโอสถลึกล้ำได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผลของการต่อสู้เพื่อชิงเตาหลอมราชันย์โอสถจึงถูกตัดสินตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้พวกเขามีเวลามากพอที่จะเข้าร่วมการต่อสู้อื่นๆ ที่กำลังดำเนินอยู่
กองกำลังใหญ่อื่นๆ จำนวนมากที่กำลังต่อสู้เพื่อทวนเงาอสูรหมื่นหน้าย่อมไม่อาจยอมรับพฤติกรรมเช่นนี้ได้ ดังนั้นแทบทุกคนจึงร่วมมือกันโจมตีนิกายโอสถลึกล้ำในความพยายามที่จะบีบให้พวกเขาถอยกลับไป
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในวิถีโอสถของนิกายโอสถลึกล้ำไม่ใช่สิ่งเดียวที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดภายใต้การนำของหยางไค พลังโดยรวมของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นหลายระดับเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งองครักษ์สองคนที่อยู่เคียงข้างหยางไคมาตลอดหลายปี หยางหวยและฮวาหรง ผู้ซึ่งมีพลังเทียบเท่ากับปรมาจารย์ร้อยคนรวมกัน ไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่ายังมี ‘หยางไค’ อยู่ที่นั่นเพื่อแสดงฝีมือด้วยตนเอง
การต่อสู้อันดุเดือดดำเนินไปจนฟ้าดินมืดครึ้ม สุริยันจันทราอับแสง!
ในที่สุด ทวนเงาอสูรหมื่นหน้าก็ถูกยึดครองโดยนิกายโอสถลึกล้ำ!
เป็นธรรมดาที่นิกายโอสถลึกล้ำคือผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการประลองครั้งนี้ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะทวงคืนเตาหลอมราชันย์โอสถกลับมาได้ แต่ยังสามารถนำทวนเงาอสูรหมื่นหน้ากลับบ้านไปได้อีกด้วย ตลอดประวัติศาสตร์ นี่เป็นครั้งแรกที่กองกำลังเดียวสามารถคว้าศาสตราเทวะไปได้ถึงสองชิ้น
พลังของนิกายโอสถลึกล้ำสะเทือนทั่วหล้า ยิ่งไปกว่านั้นคือพลังของหยางไคและผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองของเขา
พวกเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่านิกายที่ควรจะโดดเด่นเพียงด้านการปรุงโอสถจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ และตัวหยางไคเองก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดใต้สวรรค์!
“ก็เหมือนกับการทิ้งร่างแยกวิญญาณไว้ในโลกศาสตราเทวะ มันสามารถใช้พลังได้มากเท่าที่เจ้าได้บ่มเพาะไว้ในโลกศาสตราเทวะ” สวีหลิงกงอธิบายขณะชี้ไปยังร่างของหยางไคที่สะท้อนอยู่ในวังวน
หยางไคยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าก็วางใจได้”
เขาสังเกตเห็นความจริงข้อนี้เมื่อเฝ้าดูการต่อสู้ก่อนหน้านี้ มันเหมือนกับการเฝ้าดูร่างแยกวิญญาณของเขาใช้พลังแบบเดียวกับที่เขาได้บ่มเพาะในโลกศาสตราเทวะ มิฉะนั้น คงเป็นไปไม่ได้ที่ ‘เขา’ จะอยู่ยงคงกระพันถึงเพียงนั้น
“อายุขัยของสิ่งมีชีวิตในโลกศาสตราเทวะนั้นไม่ยืนยาวนัก แม้แต่ผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็มีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่ร้อยปี เป็นธรรมดาในฐานะชนพื้นเมืองของโลกศาสตราเทวะ ร่างแยกวิญญาณของเจ้าก็ไม่พ้นจากพันธนาการนี้เช่นกัน ในอีกไม่กี่ร้อยปี ไม่ว่าพลังบำเพ็ญของเขาจะสูงส่งเพียงใด ในที่สุดเขาก็ต้องตาย” สวีหลิงกงถอนหายใจ คล้ายจะเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก
“หลายร้อยปีก็เพียงพอแล้ว” หยางไคพยักหน้า หากเขาสามารถปกป้องนิกายกระบี่วิญญาณว่างเปล่าและนิกายโอสถลึกล้ำได้เป็นเวลาหลายศตวรรษ ความพยายามของเขาก็ไม่สูญเปล่า ไม่มีนิกายใดที่รุ่งเรืองตลอดกาล และเขาไม่จำเป็นต้องคิดว่านิกายโอสถลึกล้ำและนิกายกระบี่วิญญาณว่างเปล่าจะเป็นอย่างไรในอีกหลายร้อยหรือหลายพันปีข้างหน้า
“ไปกันเถอะ” สวีหลิงกงเอ่ยเรียกเขา “ในที่สุดเจ้าก็จะมีโอกาสได้เข้าสู่โลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมแห่งอื่นอีก ถือว่าครั้งนี้เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ก็แล้วกัน”
หลังจากกล่าวอำลาผู้อาวุโสสูงสุดแล้ว ทั้งสองก็เหินทะยานออกเดินทางไป
หยางไคติดตามอยู่เคียงข้างสวีหลิงกงและเอ่ยถาม “ท่านลุงศิษย์สวี ก่อนหน้านี้ท่านเคยกล่าวว่าในสวรรค์หยินหยางมีโลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมอยู่สามแห่งมิใช่หรือ…”
“อย่าได้คิดเชียว!” สวีหลิงกงถลึงตาใส่เขา “เจ้าเข้าไปแค่ครั้งเดียวก็สูบเอาพลังแห่งโลกของโลกศาสตราเทวะไปถึงสามส่วน ผลประโยชน์นี่ยังไม่มากพออีกรึ!? หรือเจ้าคิดจะทำลายอีกสองโลกที่เหลือด้วย!”
หยางไคเกาจมูกอย่างเขินอาย “ข้าเพียงแค่ถามดูเท่านั้น ท่านลุงศิษย์สวีไม่จำเป็นต้องโกรธถึงเพียงนั้น”
สวีหลิงกงแค่นเสียงเย็นชา แต่พลันระลึกได้ว่าหยางไคยังคงเป็นบุตรเขยของสวรรค์หยินหยางและเป็นสามีในอนาคตของศิษย์รักของเขา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า “มิใช่ว่าราชันย์ผู้นี้ไม่ต้องการให้เจ้าเข้าไปในโลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมอีกสองแห่ง แต่พวกมันไม่ได้มีระดับสูงเท่ากับโลกศาสตราเทวะ โลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมเองก็แบ่งออกเป็นระดับต่างๆ เช่นกัน เจ้าจะได้รับผลประโยชน์มากมายจากการเข้าไปฝึกฝนในโลกศาสตราเทวะ แต่โลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมแห่งอื่นจะไม่ให้ผลตอบแทนเจ้ามากนักไม่ว่าเจ้าจะฝึกฝนหนักเพียงใด กลับกัน เจ้าจะไปแย่งที่ของศิษย์สวรรค์หยินหยางคนอื่นเสียเปล่าๆ สำหรับแดนสวรรค์หยินหยางแล้ว การสูญเสียนั้นไม่คุ้มค่ากับผลที่ได้”
หยางไคพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ “โลกแหล่งกำเนิดขนาดย่อมเองก็แบ่งออกเป็นระดับสูง กลาง และต่ำ เช่นเดียวกับผลไม้แห่งโลกใช่หรือไม่?”
“ใช่ จะพูดเช่นนั้นก็ได้ ดังนั้นเจ้ารู้จักสำนึกบุญคุณเสียบ้าง” สวีหลิงกงพยักหน้า
หยางไคประสานหมัด “ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าต้องขอขอบคุณท่านลุงศิษย์สวีที่มอบโอกาสนี้ให้แก่ข้า”
หากไม่ใช่เพราะสวีหลิงกง เขาอาจไม่สามารถเข้าสู่โลกศาสตราเทวะและได้รับผลประโยชน์มหาศาลเช่นนี้ เขายังรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ได้ทำลายรากฐานของโลกศาสตราเทวะไปอย่างรุนแรง
“เจ้าคือสามีในอนาคตของฉวี่เอ๋อร์ เป็นธรรมดาที่ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี มิเช่นนั้น หากเจ้าถูกสังหารอยู่ข้างนอก ฉวี่เอ๋อร์ของข้าคงต้องกลายเป็นม่าย” สวีหลิงกงโบกมืออย่างใจกว้าง
“ตอนนี้ศิษย์พี่ฉวี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
สวีหลิงกงแค่นเสียงเย็นชา “นางเพียงแค่ถูกกักบริเวณเพื่อจะได้บำเพ็ญเพียรในสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ แล้วเจ้าคิดว่าเป็นอย่างไรเล่า? นี่ก็เพื่อประโยชน์ของนางเช่นกัน รากฐานของนางยังไม่มั่นคงนักเนื่องจากเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับหก แม้ว่านางจะไม่ถูกลงโทษด้วยวิธีนี้ นางก็ยังต้องการเวลาเพื่อสร้างความมั่นคงให้รากฐานของตนอยู่ดี อย่างไรเสีย มันก็แค่ 100 ปี สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตเปิดสวรรค์เช่นเราแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ดังนั้นอย่าได้กังวลไปเลย ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่ชิงและศิษย์พี่ซูของนางจะดูแลนางเป็นอย่างดี”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจได้” หยางไคพยักหน้า “เมื่อเรื่องนี้สิ้นสุดลง ข้าก็ควรจะกลับได้แล้ว อีกหนึ่งศตวรรษข้างหน้าข้าจะกลับมาเยี่ยมศิษย์พี่อีกครั้ง”
“เหตุใดเจ้าจึงรีบร้อนจากไปนัก?” สวีหลิงกงรั้งเขาไว้ “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายอะไรไว้บนดาวคุก? หากเจ้าจากไปเช่นนี้ มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”
หยางไคกะพริบตาปริบๆ แม้ว่าในโลกภายนอกจะผ่านไปเพียงแค่เดือนสั้นๆ แต่เขาใช้เวลาหลายสิบปีฝึกฝนอยู่ในโลกศาสตราเทวะ ความทรงจำหลายอย่างของเขาราวกับเป็นเรื่องราวในชาติที่แล้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหยางไคก็จำได้ “แดนสวรรค์พันวิหค?”
…
สวีหลิงกงส่งเสียงในลำคอ “เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าแดนสวรรค์พันวิหคจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หลังจากที่เจ้าสังหารจ้าวซิงจนตายบนดาวคุก?”
หยางไคถอนหายใจ “โดยธรรมชาติแล้วข้าย่อมไม่คิดเช่นนั้น แต่นี่คือโชควาสนา...มิใช่เคราะห์กรรม และแม้ว่ามันจะเป็นเคราะห์กรรม ก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้”
“เป็นการดีที่สุดที่เจ้าเข้าใจเช่นนั้น ท้ายที่สุดแล้ว จ้าวซิงเป็นศิษย์แกนหลักของแดนสวรรค์พันวิหค เขาถูกคาดหวังว่าจะก้าวขึ้นสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดในอนาคต และเขาเพิ่งจะทะลวงสู่ระดับหกได้ไม่ถึง 100 ปีก่อนจะมาตายด้วยน้ำมือของเจ้า เรียกได้ว่าแดนสวรรค์พันวิหคเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟกับสถานการณ์นี้ เจ้าต้องรู้ว่าใครก็ตามที่สามารถก้าวสู่ระดับหกได้โดยตรงถือเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก แม้แต่สำหรับแดนสวรรค์และสรวงสวรรค์ก็ตามที อาจจะมีปรากฏขึ้นเพียงคนเดียวในรอบ 1,000 ปี”
“ขอรับ ข้าทราบดี”
“หากเป็นศิษย์ธรรมดาทั่วไป เรื่องคงไม่บานปลายถึงเพียงนี้ กฎของการชุมนุมถกวิถีของสวรรค์หยินหยางของข้าเป็นที่รู้กันโดยทั่ว และแดนสวรรค์พันวิหคก็ยังคงห่วงใยหน้าตาของตนอยู่ไม่มากก็น้อย ในตอนนี้ เหตุผลที่แดนสวรรค์พันวิหคยังคงทนเก็บงำความแค้นนี้ไว้ก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์กับแดนสวรรค์หยินหยางของข้าต้องขุ่นเคือง อย่างไรก็ตาม หากเจ้าจากไปเพียงลำพัง แดนสวรรค์พันวิหคจะต้องลงมืออย่างแน่นอน ด้วยความสามารถของพวกเขา การกำจัดเจ้าโดยไม่มีใครรู้เห็นไม่ใช่เรื่องยากเลย เมื่อถึงตอนนั้น แม้แต่แดนสวรรค์หยินหยางของเราก็ไม่อาจกล่าวอะไรได้เช่นกัน”
“แต่ผู้น้อยมิอาจซ่อนตัวอยู่ในสวรรค์หยินหยางได้ตลอดไป”
“รออีกสักสองสามวัน ข้าจะจัดคนไปส่งเจ้าเอง”
หยางไคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธความปรารถนาดีของเขา เพียงแค่ประสานหมัด “เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านลุงศิษย์สวีแล้ว”
หลังจากหยางไคกลับไปยังที่พักชั่วคราวของเขา ฮุ่ยกู่ก็รีบเข้ามาทักทายทันที “ท่าน!”
หยางไคชะงักไปเล็กน้อย เมื่อนั้นเขาจึงจำได้ว่าตนเองได้ปราบฮุ่ยกู่ให้อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยใช้บัญชีรายชื่อแห่งความภักดีระหว่างการชุมนุมถกวิถีบนดาวคุก และยังใช้พลังของเขาเพื่อสังหารนักโทษไปมากมาย
การฝึกฝนยาวนานหลายสิบปีที่เขาผ่านมาในโลกศาสตราเทวะทำให้รู้สึกราวกับได้ใช้ชีวิตอีกชาติหนึ่ง ทำให้เขาสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนในโลกภายนอก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมากมายบัดนี้ดูเหมือนจะเหนือจริงไปเสียหมด
...
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.