Chapter 1
1 / 25
15 min read
บทที่ 1 — ตื่นในเถ้าถ่าน
Published May 31, 2026, 07:54 AM
แสงสุดท้ายที่เวอร์ดานจำได้คือสีทอง
มันเป็นแสงของเวทมนตร์ที่หมุนวนรอบแท่นบูชากลางวิหาร แสงที่เขาเป็นคนสานขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง สายเวทร้อยสายถักทอเป็นวงกลมซ้อนวงกลม อักขระยุคทองลอยเรียงเป็นชั้นๆ เหมือนใบไม้ในพายุที่ไม่ยอมร่วง เสียงสวดของทีมวิจัยดังก้องประสานกันราวบทเพลง โครงการ "ประตูอนาคต" — การทดลองที่จะส่งจิตสำนึกของเขาข้ามผ่านม่านเวลาไปมองอนาคตเพียงชั่วขณะหนึ่ง แล้วดึงกลับมา ปลอดภัย สะอาด แม่นยำ
เขาออกแบบมันเอง คำนวณมันเองทุกตัวเลข เผื่อความผิดพลาดไว้สิบสองชั้น
แล้วแสงทองนั้นก็กลายเป็นสีขาว
ขาวจนไม่มีสี
เวอร์ดานลืมตา
สิ่งแรกที่เขาเห็นคือเพดาน และเพดานนั้นผิด
เขาจำเพดานวิหารได้ทุกตารางนิ้ว เขาเป็นคนเลือกหินที่ใช้สร้างมัน เลือกอักขระที่สลักบนคานทุกตัว ดูแลให้แสงเวทสีทองอ่อนเรืองอยู่ในร่องสลักตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่เคยดับ เพดานในความทรงจำของเขาเรียบเนียน เปล่งประกาย มีชีวิต
เพดานที่เขามองอยู่ตอนนี้แตกร้าวเป็นใยแมงมุม
รากไม้สีดำหนาเท่าแขนคนทะลุผ่านรอยร้าวนั้นลงมา ห้อยระย้าอยู่กลางอากาศเหมือนเส้นเลือดของศพ ฝุ่นจับหนาบนทุกพื้นผิวจนมองไม่ออกว่าใต้ฝุ่นเคยเป็นสีอะไร แสงที่ส่องเข้ามาไม่ใช่แสงเวท แต่เป็นลำแสงแดดบางๆ ที่เล็ดลอดผ่านรอยแตกบนหลังคา ตัดผ่านม่านฝุ่นที่ลอยอยู่เป็นชั้นๆ ราวกับวิหารนี้ไม่มีใครหายใจอยู่ในนั้นมานานแสนนาน
เวอร์ดานลุกขึ้นนั่ง ช้าๆ
สมองของเขายังทำงานอยู่ในจังหวะของเมื่อครู่ ในจังหวะของการทดลองที่เพิ่งจบ ในจังหวะของ *วันเดิม* นั้น เขายังได้กลิ่นควันเทียนเวทอยู่ในจมูก ยังได้ยินเสียงสวดค้างอยู่ในหู ร่างกายของเขายังจำความอบอุ่นของแสงทองได้
และส่วนหนึ่งของสมองเขา — ส่วนที่เย็นชาที่สุด ส่วนที่ไม่เคยหยุดคำนวณแม้ตอนหลับ — กำลังบอกเขาเงียบๆ ว่ามีบางอย่างผิดพลาดอย่างมหึมา
เขาไม่ฟังมัน ยังไม่ฟัง
"ลิเลีย" เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบราวกับเพิ่งตื่นจากนอนกลางวัน "เปิดม่านหน่อยสิ ให้แสงอรุณเข้ามา ข้าอยากเห็นเช้าวันใหม่"
มันเป็นประโยคที่เขาพูดทุกเช้า หลังการทดลองทุกครั้ง เป็นพิธีกรรมเล็กๆ ของเขาเอง ทุกครั้งที่เวทบางอย่างสำเร็จ เขาจะให้คนเปิดม่านวิหารด้านตะวันออก ดูแสงแรกของวันสาดลงบนแท่นบูชา เป็นวิธีของเขาในการบอกตัวเองว่า — เรายังอยู่ โลกยังหมุน งานของเราดี
มีเสียงขยับอยู่ข้างๆ เสียงไอแห้งๆ ของใครบางคนที่กลืนฝุ่นเข้าไป แล้วเสียงของลิเลียก็ดังขึ้น แต่มันไม่ใช่เสียงร่าเริงกวนๆ ตามปกติ
"...ท่าน" เธอพูด "ม่านมันไม่อยู่แล้วนะ"
เวอร์ดานหันไป
ลิเลียยืนอยู่ที่ผนังด้านตะวันออก มือของเธอแตะอยู่บนซากผ้าที่เคยเป็นม่าน ผ้าที่เคยเป็นสีฟ้าเข้มปักด้ายทอง ตอนนี้เป็นสีเทาขุ่น ขาดวิ่นเป็นริ้ว ส่วนใหญ่ของมันกลายเป็นเส้นใยที่แตะแล้วร่วงเป็นผงอยู่ในมือเธอ เธอดึงมันออกเบาๆ และมันไม่ได้เปิดออก มันสลายออก ร่วงลงกองกับพื้นเหมือนขี้เถ้า
และข้างหลังม่านที่ไม่เหลือนั้น คือหน้าต่าง
หน้าต่างที่ควรจะมองออกไปเห็นนครหลวงอัสนีเทพ — เห็นยอดหอคอยเวทเรืองแสงร้อยยอด เห็นแม่น้ำเวทสีเงินที่ไหลผ่านใจกลางเมือง เห็นเรือลอยฟ้าแล่นเรียงรายในอากาศ เห็นผู้คนเป็นล้านที่ใช้เวทมนตร์เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนหายใจ
เวอร์ดานลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างนั้น
เท้าของเขาเหยียบฝุ่นที่หนาจนนุ่ม
เขามองออกไป
ไม่มีนครหลวง ไม่มีหอคอย ไม่มีแม่น้ำเงิน ไม่มีเรือลอยฟ้า
มีแต่ป่า
ป่าทึบสีเขียวแก่ที่แผ่ไปสุดขอบฟ้า ต้นไม้สูงเท่าหอคอยขึ้นชนกันเป็นพรืด รากของมันคลานเลื้อยทับซากหินที่โผล่พ้นพื้นดินขึ้นมาเป็นหย่อมๆ — และเวอร์ดานใช้เวลาสามวินาทีกว่าจะรู้ว่าซากหินเหล่านั้นคือยอดหอคอยเวท หอคอยร้อยยอดของนครหลวง จมอยู่ใต้ป่า เหลือแต่ปลายที่โผล่พ้นดินขึ้นมาเหมือนกระดูกของยักษ์ที่ตายแล้ว แม่น้ำเงินกลายเป็นร่องดินแห้งคดเคี้ยว ไม่มีน้ำ ไม่มีแสง
ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าจางจืด ไม่มีร่องรอยของเวทมนตร์ในอากาศเลยแม้แต่น้อย
เวอร์ดานยืนนิ่ง
เขารู้สึกถึงบางอย่างที่เขาไม่ได้รู้สึกมานานมาก — ความว่างเปล่า ความว่างเปล่าของ *เวท* รอบตัว อากาศที่เขาเคยหายใจในยุคทองนั้นอิ่มเต็มไปด้วยพลังเวทจนหนาแน่นราวกับน้ำผึ้ง คุณยื่นมือออกไปก็สัมผัสมันได้ มันคือสิ่งที่ทำให้เผ่าของเขายิ่งใหญ่ มันคือมหาสมุทรที่พวกเขาว่ายอยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย
ตอนนี้รอบตัวเขาแห้งผาก แทบไม่มีเวทเหลืออยู่เลย ราวกับทะเลทรายที่เคยเป็นทะเล
ส่วนเย็นชาในสมองของเขาเริ่มพูดดังขึ้น และคราวนี้เขาเริ่มฟัง
*ภาพลวง* เขาคิด *นี่คือภาพลวงของศัตรู*
มันเป็นความคิดที่สมเหตุสมผล มันเป็นความคิดที่เขา *อยาก* ให้ถูก เวทลวงตาระดับสูงสามารถสร้างฉากเช่นนี้ได้ — ป่า ซากหอคอย ความว่างเปล่าของเวท ทั้งหมดอาจเป็นมายาที่ถูกฉายเข้ามาในสมองของเขาเพื่อหลอกให้เขาสับสน เพื่อทำให้เขาประเมินสถานการณ์ผิด มีศัตรูบางตนที่รู้ว่าเขากำลังทำการทดลองข้ามเวลา และฉวยจังหวะที่จิตของเขาเปราะบางที่สุดเข้าโจมตี นี่คือกับดัก นี่คือสงคราม นี่คือ —
เวอร์ดานหยุดความคิดนั้น
เพราะเขายื่นมือออกไปแตะกรอบหน้าต่าง และหินใต้ฝุ่นนั้นเย็นและจริง รอยร้าวในเนื้อหินนั้นลึกและจริง อายุของมันนั้นจริง เขาเป็นจอมเวทเทพเจ้า เขาอ่านอายุของสรรพสิ่งได้จากการสัมผัส เหมือนคนทั่วไปอ่านสีหน้าคน และหินก้อนนี้ที่เขาเคยเห็นวันที่มันถูกตัด —
หินก้อนนี้แก่ขึ้น
แก่ขึ้นมาก
เวอร์ดานดึงมือกลับ
ในใจเขาคำนวณต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะการคำนวณคือที่หลบภัยของเขา ถ้าศัตรูสร้างภาพลวงได้ละเอียดถึงระดับนี้ — ถึงระดับที่หลอกประสาทสัมผัสอ่านอายุของจอมเวทเทพเจ้าได้ — แสดงว่าศัตรูตนนั้นต้องทรงพลังกว่าเขา และถ้าศัตรูตนนั้นทรงพลังกว่าเขา ทำไมมันถึงเสียเวลาสร้างภาพลวงแทนที่จะฆ่าเขาทิ้งตอนที่จิตเขาเปราะบาง คำตอบที่สมเหตุสมผลคือมันทำไม่ได้ และถ้ามันทำไม่ได้ แสดงว่ามันไม่ได้ทรงพลังกว่าเขา และถ้ามันไม่ได้ทรงพลังกว่าเขา มันก็สร้างภาพลวงที่หลอกเขาได้ละเอียดถึงระดับนี้ไม่ได้
ดังนั้น
ดังนั้นนี่ไม่ใช่ภาพลวง
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าต่าง มองออกไปยังป่าที่กลืนกินอาณาจักรของเขา และยอมรับกับตัวเองในความเงียบที่ไม่มีใครได้ยินว่า — เขารู้เรื่องนี้ตั้งแต่วินาทีที่ลืมตาแล้ว เขารู้ตั้งแต่เห็นเพดานร้าว ตั้งแต่ได้กลิ่นฝุ่นแทนกลิ่นเทียนเวท เขาแค่ไม่อยากให้มันเป็นจริง
เขาเก็บความรู้สึกนั้นลงในกล่อง ปิดฝา แล้ววางมันไว้ในมุมที่เขาไม่เคยมองอีก
"ทุกคนยังอยู่ครบไหม" เขาถาม น้ำเสียงเรียบเหมือนเดิม ราวกับเพิ่งถามว่าฝนตกหรือเปล่า
มีเสียงตอบกลับมาเป็นทอดๆ จากความมืดในวิหาร เสียงไอ เสียงคนลุกขึ้นจากพื้นที่ปกคลุมด้วยฝุ่น เสียงสบถเบาๆ ของคนที่เพิ่งรู้ว่ามือตัวเองจับอยู่บนซากอะไรสักอย่าง เวอร์ดานหันกลับมา และตอนนี้สายตาของเขาปรับเข้ากับแสงสลัวในวิหารแล้ว เขาเห็นพวกเขา
ทีมวิจัยของเขา ยี่สิบแปดคน เผ่าอัสนีเทพ คนของเขา
พวกเขายังนุ่งชุดเดิม ชุดสีขาวทองของวันทดลอง ชุดที่เมื่อครู่ยังเปล่งประกาย ตอนนี้เปื้อนฝุ่นเทาไปทั้งตัว บางคนยังนั่งอยู่กับพื้น มองมือตัวเอง มองรอบตัว ด้วยสีหน้าของคนที่สมองยังไม่ยอมประมวลผลสิ่งที่ตาเห็น พวกเขาทุกคนดูเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันเดียวกัน — ฝันที่กลายเป็นเรื่องจริงที่เลวร้ายกว่าฝันร้าย
เวอร์ดานนับหัวในใจอย่างรวดเร็ว ครบ ทุกคนครบ นั่นคือสิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับเขาในเวลานี้ ป่าจะกลืนนครหลวงไปก็ช่าง เวทในอากาศจะแห้งไปก็ช่าง ตราบใดที่คนของเขายังครบ สมการก็ยังแก้ได้
"ราฮับ" เขาเรียก
นักรบร่างสูงที่ยืนอยู่ใกล้ประตูยกศีรษะขึ้น มือของราฮับวางอยู่บนด้ามดาบโดยอัตโนมัติแล้ว ดวงตาของเขากวาดมองทุกมุมของห้องราวกับนับศัตรูที่ยังมองไม่เห็น "ครับท่าน"
"เฝ้าประตูไว้ อย่าเพิ่งให้ใครออกไปข้างนอก" เวอร์ดานพูด "เราไม่รู้ว่าข้างนอกมีอะไร"
ราฮับพยักหน้าครั้งเดียว สั้น เด็ดขาด แล้วเคลื่อนไปยืนขวางประตูวิหาร นิ่งราวรูปปั้น เวอร์ดานรู้ว่าราฮับเข้าใจคำสั่งตามตัวอักษรพอดี — ในบรรดาคนทั้งหมด ราฮับเป็นคนเดียวที่ตีความคำสั่งง่ายๆ แล้วทำมากกว่าที่สั่งเสมอ "เฝ้าประตู" ในหัวราฮับอาจแปลว่าจะไม่มีอะไรมีชีวิตผ่านประตูนี้เข้ามาได้โดยที่หัวยังติดอยู่กับตัว แต่ตอนนี้นั่นก็ดีพอ
ลิเลียเดินมาหาเขา เธอปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ แต่ฝุ่นมันเกาะแน่นเกินกว่าจะปัดออก เธอเงยหน้ามองเวอร์ดาน และในแววตาของเธอเขาเห็นบางอย่างที่เขาไม่ชอบ — ไม่ใช่ความกลัว เธอไม่ใช่คนกลัวอะไรง่ายๆ แต่เป็นความเข้าใจ เธอเข้าใจสถานการณ์เร็วเกินไป
"นานแค่ไหน" เธอถามเบาๆ พอให้เฉพาะเขาได้ยิน "ที่ผ่านไป ท่านดูออกไหม"
"ดูจากหินก็นาน" เวอร์ดานตอบ "แต่ข้าไม่อยากเดา ข้าอยากได้ตัวเลข"
"ท่านไม่เคยอยากเดาอยู่แล้ว" ลิเลียพูด มุมปากของเธอกระตุกขึ้นเล็กน้อย เหมือนพยายามจะยิ้มแต่ลืมว่ายิ้มยังไง "ท่านเกลียดการเดามากกว่าเกลียดศัตรูซะอีก"
เวอร์ดานไม่ตอบ เพราะมันเป็นเรื่องจริง
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากกลางวิหาร เสียงเรียบเย็นที่ตัดผ่านความเงียบราวมีดผ่าผ้าไหม "ถ้าจะให้ดี เราควรเริ่มจากสำรวจทรัพยากรที่เหลืออยู่ก่อน"
เวอร์ดานหันไป เซเรน่ายืนขึ้นแล้ว เธอปัดฝุ่นออกจากกระโปรงเพียงครั้งเดียวแล้วเลิกสนใจมัน ในมือเธอมีแผ่นจารึกเปล่าที่หยิบมาจากซากชั้นวางใกล้ๆ และนิ้วของเธอกำลังขีดอักขระลงไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสมองของเธอไม่เคยรับรู้เลยว่าโลกเพิ่งพังทลายลงรอบตัว
"น้ำสะอาด อาหาร แหล่งเวทสำรอง จำนวนคน สภาพร่างกายของแต่ละคน" เซเรน่าเอ่ยรายการออกมาเหมือนท่องบัญชี "ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนหรือเวลาใด สามอย่างแรกตัดสินว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้กี่วัน ที่เหลือค่อยว่ากัน"
"นางพูดเหมือนเราแค่หลงทางในป่า" ลิเลียพึมพำ "ไม่ใช่หลงทางในกาลเวลา"
"ป่ากับกาลเวลาแก้ปัญหาด้วยตรรกะเดียวกันค่ะ" เซเรน่าตอบโดยไม่เงยหน้า "อยู่ให้รอดก่อน เข้าใจทีหลัง"
เวอร์ดานเกือบจะยิ้ม เกือบเท่านั้น เขารู้ว่าเซเรน่าไม่ได้เย็นชาเพราะไม่รู้สึก เธอเย็นชาเพราะนั่นคือวิธีเดียวที่เธอจะไม่จมลงไปในความตื่นตระหนกพร้อมกับคนอื่น เธอสร้างกำแพงด้วยตัวเลข แล้วยืนอยู่หลังกำแพงนั้น และจากที่นั่นเธอจะค่อยๆ จัดระเบียบหายนะให้กลายเป็นปัญหาที่แก้ได้ทีละข้อ มันคือความสามารถที่เวอร์ดานต้องการมากที่สุดในเวลานี้
อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น ครั้งนี้มาจากมุมที่มืดกว่า
"ทรัพยากรเป็นเรื่องรอง" ไกร์ฟอนพูด เขายังนั่งอยู่กับพื้น หลังพิงเสาหิน แต่ดวงตาของเขาไม่ได้นั่ง มันเคลื่อนไหวอยู่ตลอด มองเพดานร้าว มองรากไม้ มองทิศทางของแสง อ่านทุกอย่างราวกับห้องนี้เป็นกระดานหมากรุก "เรื่องที่ต้องคิดก่อนคือ ใครรู้บ้างว่าเราอยู่ที่นี่"
"ไกร์ฟอน" ลิเลียถอนหายใจ "เราเพิ่งตื่นมาเจอว่าโลกพังไปพันปี แล้วเรื่องแรกที่นายคิดคือเรื่องศัตรูเนี่ยนะ"
"เรื่องแรกที่ข้าคิดเสมอคือใครได้ประโยชน์" ไกร์ฟอนตอบเรียบๆ แล้วลุกขึ้นยืน เขาเดินช้าๆ มากลางวิหาร สายตากวาดผ่านทุกคน "เวทข้ามเวลาของท่านเวอร์ดานออกแบบมาให้ส่งเฉพาะจิตสำนึก ส่งไปชั่วขณะ แล้วดึงกลับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันส่งทั้งร่าง ทั้งทีม ทั้งวิหาร ไปข้างหน้าหนึ่งทาง ไม่มีทางกลับ นั่นไม่ใช่ความผิดพลาดเล็กๆ นั่นคือความผิดพลาดที่ใหญ่จนน่าสงสัยว่ามันเป็นความผิดพลาดจริงหรือเปล่า"
คำพูดนั้นแขวนอยู่ในอากาศ
เวอร์ดานรู้สึกถึงสายตาบางคู่เหลือบมาที่เขาแวบหนึ่ง แล้วรีบเบนออกไป เพราะทุกคนในห้องนี้รู้ว่าใครคือคนออกแบบเวทข้ามเวลา ใครคือคนสั่งให้เปิดประตู ใครคือคนที่ยืนยันว่ามันปลอดภัย เผื่อความผิดพลาดไว้สิบสองชั้น
สิบสองชั้น และมันก็ยังพังอยู่ดี
*ถ้านี่คืออุบัติเหตุ* เสียงในหัวเวอร์ดานพูด เสียงที่เขาเกลียดที่สุด *มันคือความผิดของข้า ทุกคนในห้องนี้ติดอยู่ที่นี่เพราะข้า*
เขาไม่ปล่อยให้ความคิดนั้นแสดงออกมาบนใบหน้าแม้แต่น้อย เขาเก็บมันลงในกล่องอีกใบ วางซ้อนกับใบแรก
"หรือมันเป็นความผิดพลาดจริงๆ ก็ได้ ไกร์ฟอน" เขาพูด น้ำเสียงเรียบเฉย "บางทีเวทมันก็แค่พัง โดยไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง"
ไกร์ฟอนมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วโค้งศีรษะเล็กน้อย ในแววตาของไกร์ฟอนมีบางอย่างที่เวอร์ดานคุ้นเคยดี — ความเชื่อ ความเชื่อว่าทุกคำที่นายพูดมีชั้นเชิงซ่อนอยู่เสมอ และยิ่งนายพูดให้ดูเหมือนเรื่องธรรมดา ความหมายที่แท้จริงก็ยิ่งลึก "ครับท่าน" ไกร์ฟอนตอบ "ถ้าท่านบอกว่ามันแค่พัง ผมก็จะเริ่มหาว่าใครอยากให้เราคิดว่ามันแค่พัง"
เวอร์ดานเปิดปากจะอธิบายว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาหมายความ แล้วก็หุบปาก เพราะเขารู้จากประสบการณ์ว่าการอธิบายกับไกร์ฟอนมีแต่จะทำให้ไกร์ฟอนเชื่อว่าคำอธิบายนั้นเองก็เป็นชั้นเชิงอีกชั้น เขาปล่อยมันไป
เขาหันไปมองแท่นบูชากลางวิหาร และที่นั่น ก้มตัวคร่อมอยู่เหนือแกนพลังของวิหาร คือชายร่างผอมที่มือสั่นเทาขณะปัดฝุ่นออกจากผิวคริสตัล — คาสเทล นักประดิษฐ์ของทีม คนที่หมกมุ่นกับกลไกมากกว่ากับมนุษย์ คนที่ปกติแล้วจะตื่นเต้นกับทุกสิ่งราวเด็กในงานวัด
ตอนนี้คาสเทลไม่ได้ตื่นเต้น
"คาสเทล" เวอร์ดานเดินเข้าไปหา ฝุ่นฟุ้งขึ้นรอบเท้าเขาทุกก้าว "แกนวิหารยังทำงานไหม"
"ทำงานครับ" คาสเทลตอบโดยไม่เงยหน้า เสียงเขาแหบ "นั่นแหละที่แปลก ท่าน นั่นแหละที่ทำให้ผมขนลุก แกนพลังนี้ออกแบบมาให้ทำงานต่อเนื่องได้ไม่เกินสามปีโดยไม่ต้องเติมพลังจากภายนอก สามปี ท่าน นั่นคือเพดานสูงสุดที่ผมคำนวณไว้ตอนสร้างมัน"
เขาเงยหน้าขึ้น และเวอร์ดานเห็นใบหน้าของเขาในแสงสลัว เปื้อนฝุ่น มีรอยน้ำตาไหลผ่านเป็นทางบนแก้มที่เลอะ
"แต่มันสะสมบันทึกเวลาไว้ครับ" คาสเทลพูดต่อ "ทุกวินาทีที่ผ่านไป มันจดไว้ มันจดมาตลอดที่เรา... ที่เราหายไป ผมเพิ่งถอดรหัสตัวเลขออกมา ผมเพิ่งอ่านมันได้เมื่อกี้นี้เอง"
วิหารเงียบลง ทุกคนที่พอมีแรงลุกได้ก็ลุกขึ้น ทุกสายตาหันมาที่คาสเทล ฝุ่นยังลอยอยู่ในลำแสงแดดเงียบๆ ราวกับเวลาในห้องนี้หยุดเดิน ทั้งที่เวลาข้างนอกเดินมาไกลเกินกว่าใครจะจินตนาการได้
เวอร์ดานเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาขึ้นอีกก้าว ฝุ่นที่หนาบนพื้นหินกลบรอยสลักเดิมจนเกือบหมด เขาก้มลงปัดมันออกด้วยมือ และใต้ฝุ่นนั้นคืออักขระที่เขาแกะสลักด้วยตัวเองในวันที่วิหารนี้สร้างเสร็จ — ชื่อของโครงการ ชื่อของทีม วันเวลาที่ควรจะเป็น "วันนี้" ของพวกเขา ตัวอักษรยังคมชัด ทองยังเรืองอยู่จางๆ ในร่องสลัก ราวกับมันไม่ยอมรับรู้ว่าโลกรอบมันได้ตายและเกิดใหม่นับครั้งไม่ถ้วน
มือของเขาหยุดอยู่บนตัวอักษรเหล่านั้น
เมื่อครู่นี้ — สำหรับเขา *เมื่อครู่นี้* — เขายังยืนตรงนี้ ท่ามกลางเสียงสวด ท่ามกลางแสงทอง ท่ามกลางคนของเขาที่หัวเราะและตื่นเต้นกับการทดลองที่กำลังจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ เขาจำได้ว่าลิเลียแซวเขาว่าเครียดเกินไป เขาจำได้ว่าคาสเทลตรวจกลไกซ้ำเป็นรอบที่สิบเอ็ด เขาจำได้ว่าเขาคิดในใจว่า *ถ้าสำเร็จ เราจะได้เห็นอนาคต*
เขาได้เห็นอนาคตแล้ว
อนาคตคือฝุ่น คือป่า คือความว่างเปล่าของเวทในอากาศ คืออาณาจักรที่จมอยู่ใต้รากไม้
เวอร์ดานดึงมือกลับจากแท่นบูชา ลุกขึ้นยืนตรง สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย นั่นคือสิ่งที่เขาเก่งที่สุด — เก่งยิ่งกว่าเวทมนตร์เสียอีก — การทำให้ภายนอกนิ่งสนิทขณะที่ภายในกำลังคำนวณหายนะ
"คาสเทล" เขาเอ่ย "ตัวเลขที่แกได้ แม่นแค่ไหน มีโอกาสผิดพลาดเท่าไร"
คาสเทลกลืนน้ำลาย "แกนพลังไม่เคยพลาดครับท่าน มันจดเวลาแม่นกว่าจอมเวทเทพเจ้าทั้งเผ่ารวมกัน ผมตรวจทานสามรอบแล้ว ขอบเขตความคลาดเคลื่อน... น้อยกว่าหนึ่งวัน"
"น้อยกว่าหนึ่งวัน" เวอร์ดานทวนเบาๆ
ในตัวเลขของยุคทอง ความคลาดเคลื่อนระดับวันคือความแม่นยำที่สมบูรณ์แบบ ถ้าคาสเทลผิดได้แค่ระดับวัน แปลว่าตัวเลขใหญ่ที่เขากำลังจะพูดออกมานั้นเป็นจริง เป็นจริงแน่นอน
วิหารเงียบจนได้ยินเสียงฝุ่นตกกระทบพื้น
เวอร์ดานยืนนิ่ง เขาไม่เร่ง เขาไม่เคยเร่ง เขารอ
นิ้วมือของคาสเทลแตะลงบนแกนพลัง และตัวเลขยุคทองสีจางๆ ลอยขึ้นเหนือผิวคริสตัล อักขระที่มีเพียงเผ่าอัสนีเทพเท่านั้นที่อ่านออก อักขระที่เวอร์ดานเองก็อ่านออก และเมื่อเขาอ่านมัน เขาก็รู้ว่าคาสเทลไม่ได้คำนวณผิด เขาภาวนาในใจอยู่ครู่หนึ่งว่าคาสเทลคำนวณผิด แต่ตัวเลขมันชัดเจน เย็นชา และไม่ยอมโกหก
คาสเทลกลืนน้ำลาย เสียงในลำคอเขาแห้งผาก เขาเอ่ยมันออกมาดังๆ ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครได้ยิน แต่เพราะถ้าไม่พูดออกมา เขาคงไม่เชื่อว่ามันจริง
"...ผ่านไปแล้วกี่ปี" เขากระซิบกับตัวเอง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเวอร์ดาน ดวงตาเบิกกว้าง "ท่าน... มันผ่านไปแล้วกว่า—"
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.