Chapter 25
25 / 25
17 min read
บทที่ 25 — เลือดเหล็กสายที่สอง
Published May 31, 2026, 07:55 AM
เฒ่ามารินยังเล่าไม่จบเรื่องวีรกรรมของวีรบุรุษ เมื่อประตูห้องประชุมวงในเปิดออกโดยไม่เคาะ
ไกร์ฟอนเดินเข้ามา. เขาไม่เคยเดินเข้ามาโดยไม่เคาะ. เวอร์ดานสังเกตเห็นรายละเอียดนั้นก่อนสังเกตสิ่งอื่นใด — ก่อนสังเกตแม้แต่แผ่นหนังในมือของชายผู้เป็นนักวางกลยุทธ ที่ถูกกำแน่นจนขอบยับ.
"ขออภัยที่ขัดจังหวะท่านเฒ่า" ไกร์ฟอนเอ่ยเรียบ น้ำเสียงไม่มีร่องรอยของการขอโทษเลยสักนิด. เขามองมารินด้วยสายตาที่บอกว่าให้ออกไป โดยไม่ต้องพูดคำว่าออกไป.
เฒ่ามารินคำนับลึก ถอยหลังออกประตู ใบหน้าเหี่ยวย่นเปล่งปลั่งด้วยความปีติว่าได้อยู่ใกล้ "ท่านผู้ที่เทพส่งมา" แม้เพียงครู่. เขาไม่รู้ว่าเรื่องที่เขาเพิ่งเล่า — เรื่องวีรบุรุษผู้กวาดโจรพันคนหายไปในคืนเดียว — กำลังเดินทางออกไปไกลกว่าที่ปากแก่ๆ ของเขาจะตามทัน. ไม่รู้ว่าตำนานที่เขาภูมิใจนักหนากำลังกลายเป็นกลิ่นเลือดในจมูกของบางคนที่อยู่ห่างออกไปทางตะวันออก.
ประตูปิด.
"พูดมา" เวอร์ดานเอ่ย.
ไกร์ฟอนวางแผ่นหนังลงบนโต๊ะหิน. มันเป็นใบประกาศ — ตัวอักษรหยาบ เขียนด้วยมือที่คุ้นกับดาบมากกว่าปากกา. ตราประทับเป็นรอยมือเปื้อนเลือดแห้ง กดทับครึ่งล่างของแผ่น.
"มีคนรวบรวมเศษกองโจรของคางโกร" ไกร์ฟอนพูด ขณะนิ้วของเขายังไม่ปล่อยขอบแผ่นหนัง ราวกับกลัวว่ามันจะลอยหนีไปบอกความจริงกับใครก่อนเขาจะพูดจบ. "ไม่ใช่แค่เศษ. ทั้งหมด. และมากกว่านั้น."
"มากกว่านั้นแค่ไหน"
"คางโกรคุมพันคน." ไกร์ฟอนเงยหน้าขึ้น. "คนนี้คุมเกือบหกพัน."
ในห้องเงียบลงชั่วขณะ. ลิเลียที่นั่งพิงเสาตรงมุมห้อง หยุดเล่นกับปลายผมตัวเอง.
เวอร์ดานไม่ขยับ. ภายนอกเขานิ่งราวกับรูปสลัก ใบหน้าสุภาพถ่อมตนเหมือนเดิมทุกประการ. *ในใจเขากำลังคำนวณ — หกพันคนที่ไม่มีเวทเทพเจ้า เทียบกับราฮับเพียงคนเดียว. คำตอบคือเวลา ไม่ใช่ผลลัพธ์. ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว เหลือแค่ว่าจะใช้เวลากี่ชั่วโมง.* แต่เขาไม่พูดสิ่งนั้นออกมา. เขาถามสิ่งที่สำคัญกว่า
"เขาเป็นใคร"
ไกร์ฟอนหายใจเข้าช้าๆ ราวกับชื่อนี้หนักเกินกว่าจะปล่อยออกมาในลมหายใจเดียว.
"เบรนเดล. โลกเรียกเขาว่า 'เลือดเหล็กผู้พี่'. คางโกรที่เราจัดการไป — เป็นน้องชายของเขา."
เวอร์ดานยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นการเคลื่อนไหวเดียวบนใบหน้าของเขาในรอบหลายอึดใจ.
"เล่ามา" เขาพูด "เล่าให้หมด อย่าทิ้งอะไรไว้แม้แต่สิ่งที่เจ้าคิดว่าไม่สำคัญ."
ไกร์ฟอนเล่า. และยิ่งเล่า ห้องยิ่งหนาวลง
เบรนเดลไม่ใช่ทหารที่ผันตัวเป็นโจรเพราะถูกหักหลังอย่างน้องชาย. เบรนเดลเลือกเป็นโจรตั้งแต่ต้น — เลือกอย่างมีสติ อย่างเย็นชา ในวันที่นครรัฐเทลวานยังเรียกเขาว่า "ท่านนายพล". เขาเป็นพี่ชายที่ทิ้งกองทัพไปก่อน หนีออกจากระบบที่เขาเห็นว่าเน่าตั้งแต่รากก่อนที่มันจะเน่าให้เห็น. คางโกรน้องชายยังเชื่อในเกียรติยศ ยังเชื่อในผู้บังคับบัญชา ยังเชื่อว่าความซื่อสัตย์จะได้รับการตอบแทน — แล้วก็ตายเพราะความเชื่อนั้น. เบรนเดลไม่เคยเชื่ออะไรเลยตั้งแต่แรก จึงไม่เคยมีอะไรให้พังทลาย.
"ตอนคางโกรแหกคุกล้างแค้น" ไกร์ฟอนพูด "เบรนเดลส่งคนไปช่วย. คางโกรปฏิเสธ. บอกว่านี่คือเรื่องของข้าคนเดียว. พี่น้องคู่นี้ไม่ได้พูดกันอีกเลยหลังจากนั้น — จนคางโกรตาย."
"แล้วตอนนี้พี่ชายมาแก้แค้นให้น้องที่ไม่ยอมให้เขาช่วย" ลิเลียเอ่ยจากมุมห้อง น้ำเสียงเบาผิดปกติ. "เศร้าจัง."
"ไม่ใช่แก้แค้น" ไกร์ฟอนแก้. "อย่างน้อยก็ไม่ใช่แค่นั้น. ข่าวกรองว่าเบรนเดลพูดกับลูกน้องของตัวเองว่า — เมืองที่ฆ่าน้องข้าได้ในคืนเดียวโดยไม่เหลือศพ คือเมืองที่คุ้มค่าจะยึด. เขาไม่ได้มาเผานครรุ่งอรุณ. เขามายึดมันเป็นฐาน."
เวอร์ดานเงียบ.
*นี่สิ.* ความคิดในหัวเขาเย็นลงอีกขั้น. *นี่คือสิ่งที่ผิดปกติ. โจรล้างแค้นย่อมมาเผา. คนฉลาดที่อยากได้ฐานย่อมไม่บอกลูกน้องว่าอยากได้ฐาน — เขาจะบอกว่ามาล้างแค้น เพื่อปลุกใจ. การที่เบรนเดลพูดความจริงเชิงกลยุทธ์ออกมาเปิดเผยขนาดนี้... มันคือคนที่ต้องการให้เรื่องนี้ไปถึงหูข้า. มันคือสาร. มันคือใครบางคนที่จัดวางหมากให้ข้าอ่าน.*
เขาไม่รู้ว่าความจริงนั้นเรียบง่ายกว่าที่เขาคิดมหาศาล — ว่าเบรนเดลพูดเปิดเผยเพราะเบรนเดลมั่นใจ และเพราะในกองกำลังหกพันคน ไม่มีใครกล้านำความลับของหัวหน้าไปขาย.
"ยังมีอีก" ไกร์ฟอนพูด และครั้งนี้แม้แต่เสียงเย็นของเขาก็มีรอยร้าว. "ไพ่เด็ดของเบรนเดล. เขาไม่ได้มาแค่ด้วยคน."
ไกร์ฟอนฉายภาพเวทขึ้นกลางอากาศเหนือโต๊ะ — แสงสีจางๆ ก่อรูปเป็นเงาของชายร่างสูงผอม สวมเสื้อคลุมรุงรัง. รอบตัวเขาอากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อย ราวกับความร้อนเหนือทราย.
"ชื่อ ดเรค." ไกร์ฟอนพูด. "เบรนเดลซื้อตัวเขามาด้วยทองที่ปล้นมาทั้งภูมิภาค. ดเรค... ใช้เวทขั้นกลางได้."
คำว่า *เวทขั้นกลาง* ตกลงกลางห้องเหมือนก้อนหินตกลงในบ่อนิ่ง.
ลิเลียลุกขึ้นจากเสา. "แน่ใจเหรอ. ขั้นกลางจริงๆ น่ะ ไม่ใช่ Tier หนึ่งที่ทำท่าให้ดูใหญ่"
"ข่าวกรองสามแหล่ง" ไกร์ฟอนตอบ. "ตรงกันทั้งสาม. เขาเคยฉีกประตูเมืองเหล็กของนครรัฐหนึ่งด้วยลมเวทลูกเดียว. เคยทำให้ฝนตกในทะเลทรายเพื่อข้ามทัพ. ในยุคนี้... เขาคือสิ่งที่คนเรียกว่า 'ผู้แข็งแกร่งที่สุดของยุค'. มีคนแบบเขาทั้งทวีปไม่ถึงสิบ. และเบรนเดลมีหนึ่งในนั้นอยู่ในมือ."
เซเรน่าซึ่งนั่งเงียบมาตลอด เปิดสมุดบัญชีของเธอ ขีดเส้นบางอย่าง. "ผู้ใช้เวทขั้นกลางหนึ่งคน เท่ากับมูลค่าทางทหารของทหารราบประมาณสองพัน ในการคำนวณของยุคนี้" เธอพูดเรียบ ราวกับกำลังรายงานราคาข้าว. "เบรนเดลจึงไม่ได้มีหกพัน. ในสายตาโลก เขามีแปดพัน. และในสายตาความกลัวของชาวเมือง เขามีนับไม่ถ้วน."
"ในสายตาเรา" ลิเลียพูดสวนทันที "เขามีหกพันคนที่จับดาบ กับนักเล่นกลอีกหนึ่งคน"
ห้องเงียบ.
เพราะลิเลียพูดถูก. และทุกคนในห้องที่เป็นเผ่าอัสนีเทพรู้ว่าลิเลียพูดถูก. ดเรคที่ฉีกประตูเหล็กด้วยลมเวท — ราฮับเคยฉีกกองทัพด้วยดาบเล่มเดียวโดยไม่ปลุกแม้แต่เศษเสี้ยวของพลังจริง. ช่องว่างระหว่างเวทขั้นกลางของยุคนี้กับเวทเทพเจ้าของยุคทอง ไม่ใช่ช่องว่างที่วัดเป็นเท่า. มันเป็นช่องว่างระหว่างเด็กที่จุดไม้ขีดได้กับดวงอาทิตย์.
แต่เวอร์ดานไม่ได้คิดแบบนั้น.
เวอร์ดานกำลังคิดอีกแบบหนึ่งโดยสิ้นเชิง
*ทำไม.* ความคิดในหัวเขาวิ่งวน เร็ว เย็น ระแวง. *ทำไมโจรเร่ร่อนถึงมีผู้ใช้เวทขั้นกลางอยู่ในมือ. ของหายากที่สุดในทวีป — ทั้งทวีปมีไม่ถึงสิบ — แล้วบังเอิญหนึ่งในนั้นมาอยู่กับคนที่จะมายึดเมืองข้าพอดี? บังเอิญเหรอ?*
เขายืนขึ้น เดินไปที่หน้าต่างห้องประชุมที่มองลงไปเห็นนครรุ่งอรุณยามบ่าย — ถนนหินขาวเรืองแสงจางๆ ใต้แดด ผู้คนเดินขวักไขว่ในตลาดที่ผุดขึ้นเอง เด็กวิ่งเล่นรอบน้ำพุเวทที่คาสเทลสร้าง "เผื่อไว้". ทุกอย่างสงบ. ทุกอย่างเรียบร้อยเกินไป.
*ทุกอย่างเรียบร้อยเกินไปเสมอ ก่อนที่จะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น.*
"ไกร์ฟอน" เขาเอ่ย โดยไม่หันหลัง. "เจ้าคิดว่าเบรนเดลหาดเรคมาได้อย่างไร."
"ด้วยทอง" ไกร์ฟอนตอบทันที. "ดเรคเป็นทหารรับจ้าง. ขายฝีมือให้คนที่จ่ายแพงสุด. ไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีนาย มีแต่ราคา."
"ทหารรับจ้างที่แข็งแกร่งที่สุดในยุค" เวอร์ดานพูดช้าๆ "เลือกที่จะรับใช้โจร. ทั้งที่ด้วยพลังของเขา เขาไปเป็นอาร์คเมจราชสำนักของจักรวรรดิเวสปร้าได้ เป็นแม่ทัพของคาลริกได้ เป็นอะไรก็ได้ที่มีเกียรติกว่าและรวยกว่า. แต่เขาเลือกโจร. เลือกมาที่นี่. เลือกเดินมาทางข้า."
ไกร์ฟอนนิ่งไปครู่หนึ่ง — แล้วดวงตาของเขาเปลี่ยน. เขากำลังถอดรหัสคำพูดของนาย. และเช่นเคย เขาถอดรหัสมันให้ลึกกว่าที่มันเป็นจริงสามชั้น.
"ท่านหมายความว่า..." ไกร์ฟอนพูดช้าๆ ราวกับเพิ่งค้นพบความลับของจักรวาล. "ดเรคไม่ได้ถูกซื้อโดยเบรนเดล. ดเรคถูก *วาง* ไว้กับเบรนเดล. โดยใครบางคนที่อยู่เหนือทั้งคู่. เบรนเดลคิดว่าตัวเองจ้างไพ่เด็ด — แต่จริงๆ เบรนเดลคือเบี้ยที่ถูกใช้เป็นยานพาหนะส่งดเรคมาหาเรา."
เวอร์ดานหันกลับมา.
เขาไม่ได้พูดสิ่งนั้น. เขาแค่หมายความว่า *เรื่องนี้มันแปลกๆ.* แต่ไกร์ฟอนเพิ่งเปลี่ยนความระแวงคลุมเครือของเขาให้กลายเป็นทฤษฎีสมคบคิดที่มีโครงสร้างสามชั้น — และในขณะที่เวอร์ดานควรจะแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น เขากลับพบว่าทฤษฎีของไกร์ฟอน *เข้ากับ* ความระแวงในใจเขาพอดิบพอดี.
*ใช่. มันต้องเป็นแบบนั้น. ภัยที่เก่งกว่า — สิ่งที่ล้างเผ่าเราในคืนเดียว — มันกำลังทดสอบข้า. ครั้งแรกมันส่งคางโกรมาดูว่าข้าจัดการโจรพันคนได้ไหม. ข้าจัดการได้. ตอนนี้มันยกระดับ. มันส่งคนที่ถือเวทขั้นกลางมา เพื่อดูว่าข้าจะเผยพลังจริงหรือไม่. มันกำลังพยายามบีบให้ข้าเปิดไพ่.*
"นาย" เสียงลิเลียดังขึ้น เบา แต่ตัดผ่านความเงียบเหมือนมีดเล็กๆ. "นายกำลังทำหน้าแบบนั้นอีกแล้วนะ"
เวอร์ดานหันไปมองเธอ. "หน้าแบบไหน"
"หน้าที่เห็นแมงมุมตัวเดียวแล้วเชื่อว่าทั้งบ้านเต็มไปด้วยรังที่มองไม่เห็น" ลิเลียเดินเข้ามาใกล้ ไม่มีรอยยิ้มกวนๆ ที่เธอใส่ไว้ตลอดเวลาหลงเหลืออยู่. "เบรนเดลเป็นโจร. โจรตัวใหญ่ แต่ก็แค่โจร. ดเรคเป็นทหารรับจ้างที่เก่งกว่าคนยุคนี้ทั่วไป. เขามารับงานเพราะเบรนเดลจ่ายแพงสุด เพราะเบรนเดลเพิ่งปล้นมาได้เยอะที่สุดในภูมิภาค. มันต่อกันเป็นเหตุเป็นผลตรงไปตรงมา. ไม่มีมือที่สาม. ไม่มีหมาก. ไม่มีอะไรที่เก่งกว่านายซ่อนอยู่หลังเงา นาย — เพราะ *ไม่มีอะไรในยุคนี้ที่เก่งกว่านาย* เลยสักอย่าง."
ห้องเงียบกริบ.
เป็นครั้งแรกในรอบหลายตอนที่ลิเลียพูดออกมาตรงๆ ขนาดนี้. และทุกคนในห้องรู้สึกได้ถึงน้ำหนักของมัน — เพราะมันคือสิ่งที่ใกล้ความจริงที่สุดเท่าที่เคยมีใครพูดในนครรุ่งอรุณ.
เวอร์ดานมองเธอนิ่ง. *นางพูดเหมือนเชื่อจริงๆ ว่าไม่มีอะไรเก่งกว่าข้า.* เขาคิด. *แต่เผ่าเราถูกล้างในคืนเดียว ลิเลีย. โดยอะไรสักอย่าง. อะไรที่จารึกบอกว่า "ความว่างที่เดินได้" "ไม่ตายแต่หลับ". ถ้าไม่มีอะไรเก่งกว่าข้า แล้วอะไรฆ่าพี่น้องเราทั้งเผ่าจนเหลือยี่สิบแปดคน. เจ้าลืมหรือ ลิเลีย — ว่าครั้งหนึ่งเคยมีบางสิ่งที่เก่งกว่าข้ามากพอจะทำให้ข้าไม่อยู่บนโลกนี้ตั้งแต่แรก.*
เขาไม่พูดสิ่งนั้นออกมา. เพราะการพูดมันออกมาคือการยอมรับว่าความผิดของการสูญสิ้นเผ่าทั้งหมดนั้นอาจเป็นของเขา — เป็นคนสั่งเปิดประตูอนาคต — และนั่นเป็นความคิดที่เขาแบกคนเดียว ไม่เคยวางลง ไม่เคยแบ่งใคร.
"ขอบใจที่เตือน ลิเลีย" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพเหมือนเดิมทุกประการ. "เจ้าอาจจะถูก."
แต่ดวงตาเขาบอกว่าเขาไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว.
ลิเลียเห็นมัน. เธอถอนหายใจเบาๆ ถอยกลับไปพิงเสา. *เขาไม่ฟัง.* เธอคิด. *เขาไม่เคยฟัง. แล้วถ้าวันหนึ่งเขาตามล่าผีในหัวตัวเองไปไกลพอ จนทำลายอะไรจริงๆ ที่อยู่ตรงหน้า — ตอนนั้นจะมีใครฉุดเขาทัน.* เธอนึกถึงราฮับที่ออกไปคืนนั้นโดยไม่มีใครห้ามทัน นึกถึงค่ายพันคนที่หายไปไม่เหลือศพ. มือที่ตีความคำสั่งเกินจริงของนายมีอยู่ทุกที่รอบตัวเธอ. และนายเองก็ตีความโลกเกินจริงไม่แพ้กัน.
เวอร์ดานหันกลับไปทางไกร์ฟอนและเซเรน่า.
"ข้าต้องการรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับดเรค" เขาพูด. "เขามาจากไหน. ใครฝึกเขา. ทำไมเขาถึงเลือกเวทขั้นกลางในยุคที่ไม่มีใครทำได้. เขาเคยรับใช้ใครก่อนเบรนเดล. ข้าอยากรู้ว่ามือไหนเป็นคนวางเขาไว้บนกระดานนี้."
ไกร์ฟอนคำนับ ดวงตาเปล่งประกาย. *นายต้องการตามรอยมือที่สาม.* เขาคิด. *ฉลาดอย่างที่คิด. เราจะไม่จัดการแค่เบรนเดล — เราจะถอดรหัสว่าใครอยู่เหนือเบรนเดล. นี่ไม่ใช่สงครามกับโจร นี่คือสงครามข่าวกรองกับเงา.* "ข้าจะส่งคนไปทั้งสามทิศ. ภายในสามวันท่านจะมีประวัติดเรคทุกบรรทัด."
"เซเรน่า" เวอร์ดานพูดต่อ "ระหว่างนี้... ช่วยดูเรื่องเสบียงของเมืองให้เรียบร้อยหน่อย เผื่อสถานการณ์ยืดยาว." เจตนาจริงของเขาเรียบง่าย: *เก็บข้าวเก็บน้ำไว้ เผื่อต้องปิดประตูเมืองสักพัก.*
เซเรน่าจดบางอย่างลงในสมุด. "เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ." *ท่านสั่งให้เตรียมเมืองเข้าสู่ภาวะสงครามเศรษฐกิจระยะยาว.* เธอแปลในใจ. *ตัดการพึ่งพาภายนอกทั้งหมด สถาปนาคลังสำรองยุทธศาสตร์ ควบคุมราคาในตลาด และที่สำคัญ — ตัดเส้นทางการค้าที่เบรนเดลคุมอยู่ ให้กองกำลังหกพันของเขาอดอยากก่อนถึงกำแพงเรา. ท่านจะทำให้เบรนเดลแพ้ด้วยความหิว ก่อนเขาจะได้เห็นกำแพงเมืองด้วยซ้ำ.* เธอเริ่มร่างแผนภูมิที่จะกลายเป็นการล้อมทางเศรษฐกิจที่เบรนเดลไม่มีวันรู้ว่ากำลังถูกล้อม.
เวอร์ดานไม่รู้ว่าเขาเพิ่งสั่งทั้งหมดนั้น. เขาแค่อยากให้ครัวมีข้าวพอ.
เขากลับไปยืนที่หน้าต่างอีกครั้ง.
ข้างล่าง เฒ่ามารินกำลังยืนกลางตลาด ล้อมรอบด้วยผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ที่เพิ่งมาถึงเมื่อเช้า. เวอร์ดานมองเห็นปากของชายชราขยับ เห็นมือเหี่ยวๆ ของเขาวาดท่าทางในอากาศ — กำลังเล่าเรื่องอีกแล้ว. เรื่องเดิม. เรื่องวีรบุรุษผู้ที่เทพส่งมา. เรื่องค่ายโจรพันคนที่หายไปในคืนเดียว. ผู้ลี้ภัยฟังด้วยตาเป็นประกาย บางคนคุกเข่าลงทั้งที่ยังไม่เห็นหน้าเวอร์ดานด้วยซ้ำ.
*ทุกคำที่แกพูด.* เวอร์ดานคิด มองชายชราที่เขาไม่มีวันเกลียดได้ลงและไม่มีวันรักได้เช่นกัน. *ทุกคำที่แกพูดคือธงปักบนหลังข้า. แกกำลังบอกทั้งภูมิภาคว่าที่นี่มีบางอย่างที่คุ้มค่าจะยึด. แกเรียกเบรนเดลมาเองโดยไม่รู้ตัว แล้วถ้ามีภัยที่เก่งกว่าฟังอยู่จริง — แกก็กำลังตะโกนบอกที่อยู่ของข้าให้มันได้ยินด้วย.*
เขาควรสั่งให้มารินหยุดเล่า. เขารู้.
แต่เขาทำไม่ได้. เพราะการสั่งให้คนหยุดศรัทธา คือการยอมรับว่าศรัทธานั้นอันตราย — และนั่นจะทำให้คนสงสัยว่าทำไม. ตำนานที่ก่อตัวขึ้นนี้กลายเป็นกรงที่สวยงาม. ยิ่งเขาดัง เขายิ่งซ่อนตัวจากภัยที่เขากลัวไม่ได้. แต่ยิ่งเขาพยายามดับชื่อเสียง คนก็ยิ่งเล่าขานว่าเขาถ่อมตนเพียงใด — และเสียงสรรเสริญก็ยิ่งดังขึ้น.
มันเป็นกับดักที่ไม่มีทางออก. และเวอร์ดาน — จอมเวทเทพเจ้าผู้คำนวณทางหนีได้เจ็ดทางในทุกห้องที่เขาเข้า — มองไม่เห็นทางออกจากกับดักนี้แม้แต่ทางเดียว.
"นาย" ลิเลียพูดเบาๆ จากด้านหลัง. เธอเดินมายืนข้างเขาที่หน้าต่าง มองลงไปที่เฒ่ามารินเหมือนกัน. "นายรู้ใช่ไหมว่าแกไม่ได้คิดร้าย."
"ข้ารู้."
"แกแค่ดีใจที่ยังมีอะไรให้เชื่อ" ลิเลียพูด. "คนแก่ที่เสียลูกหลานไปกับไฟของคางโกร — เหลือแค่ความเชื่อว่ามีใครสักคนมาทำให้ทุกอย่างถูกต้อง. นายเป็นความเชื่อนั้น. ต่อให้นายไม่เคยอยากเป็น."
เวอร์ดานเงียบไปนาน.
"ข้าไม่ได้มาทำให้อะไรถูกต้อง ลิเลีย" เขาพูดในที่สุด เสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ. "ข้ามาเพื่อทำให้พวกเรา — ยี่สิบแปดคนที่เหลือ — ปลอดภัย. ทุกอย่างที่ข้าทำเพื่อชาวเมืองนี้ เป็นเพียงผลพลอยได้. ถ้าวันหนึ่งการปกป้องพวกเราหมายถึงการทิ้งเมืองนี้ทั้งเมือง ข้าจะทิ้งโดยไม่ลังเลแม้วินาทีเดียว. แกควรรู้สิ่งนี้ไว้."
ลิเลียมองข้างใบหน้าของนายที่จ้องลงไปเบื้องล่าง.
"ข้ารู้" เธอพูด. "แต่ข้าก็รู้อีกอย่างนะนาย."
"อะไร"
"ว่านายยืนมองเด็กพวกนั้นวิ่งเล่นรอบน้ำพุนานกว่าที่คนที่ไม่แคร์อะไรเลยจะยืนมอง"
เวอร์ดานไม่ตอบ. เขาเพียงหันหลังจากหน้าต่างไป.
"เตรียมการให้พร้อม" เขาพูดกับทั้งห้อง น้ำเสียงกลับมาเย็นและกระชับ. "ข้าอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเบรนเดลและดเรคก่อนที่เขาจะมาถึง. และไม่ว่าใครจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ — ข้าจะหามันให้เจอ. คราวนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้มันจัดการกระดานโดยที่ข้าไม่เห็นหน้ามัน."
*ในใจเขา ความระแวงเรียงตัวกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ราวกับทหารรอคำสั่ง. ทุกตัวแปรชี้ไปทางเดียว — มีคนเก่งกว่าข้าอยู่ในเงา และมันกำลังเดินหมากเข้าหาข้าทีละตา. เขาไม่เคยคิดเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีว่า แถวทหารระแวงทั้งหมดนั้นอาจกำลังเดินตามผีที่ไม่มีอยู่จริง.*
ไกร์ฟอนและเซเรน่าคำนับแล้วออกจากห้องไปจัดการในแบบของตน — แบบที่จะใหญ่กว่าเจตนาของนายสิบเท่าเช่นเคย. เหลือแต่เวอร์ดานและลิเลียในห้องหิน.
"นาย" ลิเลียเรียกอีกครั้งก่อนจะออกไป "ถ้าวันหนึ่งนายเจอว่ามันไม่มีอะไรในเงาเลยจริงๆ — นายจะเสียใจไหม ที่ใช้เวลาทั้งชีวิตระวังสิ่งที่ไม่เคยมี"
เวอร์ดานหยุดคิด.
"ไม่" เขาตอบ. "ข้าจะดีใจ. เพราะนั่นแปลว่าพวกเราปลอดภัย. แต่ลิเลีย — ข้าจ่ายราคาของเผ่าทั้งเผ่ามาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะข้าคิดว่าไม่มีอะไรในเงา. ข้าจะไม่จ่ายมันอีก. ต่อให้ต้องระวังเงาที่ว่างเปล่าไปจนตาย ก็ยังถูกกว่าการประมาทอีกหนึ่งครั้ง."
ลิเลียมองเขานาน. แล้วพยักหน้าช้าๆ. เธอไม่เถียงต่อ — เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอเข้าใจว่าความระแวงของนายไม่ใช่ความบ้า. มันคือบาดแผล. และคนเราไม่เถียงกับบาดแผลของคนอื่น.
เธอเดินออกไป.
เวอร์ดานยืนคนเดียวในห้องหิน มองแผ่นหนังประกาศของเบรนเดลที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ — รอยมือเปื้อนเลือดแห้งกดทับครึ่งล่าง. เขาเอื้อมไปสัมผัสมันเบาๆ ปล่อยให้ความสามารถที่ติดตัวมาจากยุคทองทำงาน — *อ่านอายุของสรรพสิ่งจากการสัมผัส.*
แผ่นหนัง: ตากแห้งมาสิบเอ็ดวัน.
ถ่านที่ใช้เขียน: จากไม้ที่ถูกเผาเมื่อยี่สิบสามวันก่อน.
เลือดบนตราประทับ: หกวัน. เลือดมนุษย์. และ — เวอร์ดานหยุดนิ่ง — มันเป็นเลือดของคนละคนกับมือที่กดประทับ.
*เบรนเดลกดตราด้วยมือตัวเอง แต่ใช้เลือดของคนอื่น.* เขาคิด. *เลือดของใคร. ทำไม. เป็นพิธีกรรม? เป็นสัญลักษณ์? หรือเป็นสาร — สารที่บอกว่าข้ามีชีวิตอื่นในมือ และข้าไม่กลัวจะใช้มัน?*
เขายืนถอดรหัสอยู่อย่างนั้น สร้างปราสาทแห่งความระแวงขึ้นจากเศษเลือดบนแผ่นหนัง — ขณะที่ความจริงเรียบง่ายราวฟ้าใส: เบรนเดลฆ่าพ่อค้าคนหนึ่งระหว่างทาง แล้วใช้เลือดที่ยังอุ่นเป็นหมึก เพราะมันสะดวกกว่าจะหาอย่างอื่น. ไม่มีสาร. ไม่มีพิธีกรรม. แค่ความสะดวกของคนที่ถือว่าชีวิตคนอื่นเป็นเพียงวัสดุ.
แต่เวอร์ดานไม่มีทางรู้สิ่งนั้น. เพราะในโลกของเวอร์ดาน ไม่มีอะไรเรียบง่าย. ทุกสิ่งคือหมาก.
—
ระฆังประตูเมืองดังขึ้น.
ไม่ใช่ระฆังเตือนภัย — เป็นระฆังบอกว่ามีคนมาเยือน. เวอร์ดานเงยหน้าขึ้นจากแผ่นหนัง.
ครู่ต่อมาประตูห้องเปิด ไกร์ฟอนกลับเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้าของเขาบอกความรู้สึกที่หาได้ยากบนใบหน้านักวางกลยุทธเลือดเย็น — ความฉงน.
"มีทูตมาถึงประตูเมือง" ไกร์ฟอนพูด. "จากเบรนเดล."
"ก่อนเส้นตายเร็วขนาดนี้?" เวอร์ดานยืนขึ้น. "มาขู่อะไร. เรียกค่าไถ่เท่าไหร่ ขีดเส้นตายกี่วัน."
ไกร์ฟอนส่ายหน้าช้าๆ.
"นั่นแหละที่แปลก ท่าน. ทูตไม่ได้มาขู่. ไม่ได้เรียกค่าไถ่. ไม่ได้ขีดเส้นตาย." เขาหยุด ราวกับยังไม่เชื่อคำที่ตัวเองกำลังจะพูด. "เบรนเดลส่งคนมา... เชิญท่าน. เชิญให้ท่านไปพบเขา. เพื่อ — ตามคำของทูต — 'หารือเรื่องผลประโยชน์ร่วมกันของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งภูมิภาค'."
ในหัวของเวอร์ดาน เสียงเย็นดังขึ้นทันที ราวกับชิ้นส่วนสุดท้ายของปริศนาเพิ่งคลิกเข้าที่.
*เห็นไหม.* ความระแวงทั้งแถวยืนขึ้นพร้อมกัน. *โจรไม่เชิญเหยื่อมาเจรจาแบบเท่าเทียม. โจรขู่ โจรเผา โจรเรียกค่าไถ่. แต่คนนี้... เชิญข้าในฐานะ "ผู้ยิ่งใหญ่สองคน". มันรู้ว่าข้าไม่ใช่เมืองธรรมดา. มันรู้มากกว่าที่โจรควรรู้. ใครบอกมัน. ใครอยู่เบื้องหลังคำเชิญนี้.*
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ไปยังเส้นขอบฟ้าทางตะวันออก ที่ซึ่งเบรนเดลและกองกำลังหกพันกับนักเล่นกลหนึ่งคนกำลังเคลื่อนเข้ามา.
แล้วเอ่ยเบาๆ — เสียงที่ไกร์ฟอนจะถอดรหัสเป็นคำสั่งลึกล้ำสามชั้นในอีกชั่วครู่:
"น่าสนใจ. งั้น... ไปดูซิว่ามือไหนกำลังขยับปากของโจรคนนี้."
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.