Chapter 2
2 / 25
15 min read
บทที่ 2 — พันปีที่หายไป
Published May 31, 2026, 07:54 AM
แกนพลังวิหารส่งเสียงครางต่ำ เหมือนสัตว์เฒ่าที่ลืมว่าตัวเองยังหายใจอยู่
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่ตรงเชิงแท่นบูชา สายตาจับอยู่ที่ตัวเลขซึ่งคาสเทลเพิ่งฉายขึ้นกลางอากาศด้วยเวทถอดรหัส ตัวเลขนั้นลอยเรืองแสงสีเขียวซีดเหนือพื้นหินที่แตกร้าว สั่นไหวราวกับมันเองก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตัวเองบอก
ห้องโถงกลางวิหารที่เคยเป็นหัวใจของโครงการ "ประตูอนาคต" ตอนนี้เต็มไปด้วยคน ทีมงานของเขาทั้งหมด ยี่สิบแปดชีวิต ยืนกันเป็นวงหลวมๆ บางคนนั่งลงกับพื้น บางคนเอามือลูบเสาที่เคยขัดเงาจนส่องเห็นเงาหน้าตัวเอง ตอนนี้เสาต้นนั้นมีรากไม้สีดำพันรัดขึ้นมาจากรอยแยกของพื้น ราวกับธรรมชาติกำลังทวงคืนสิ่งที่มนุษย์ทิ้งไว้
ไม่มีใครพูด
เวอร์ดานกวาดตามองทีละคน — นักประดิษฐ์ นักรบ นักบริหาร นักบวช ผู้ช่วยวิจัย เด็กฝึกงานสองคนที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ ทุกคนเป็นชาวอัสนีเทพ ทุกคนเคยตื่นนอนในเช้าวันเดียวกันกับเขา เคยกินอาหารเช้ามื้อเดียวกัน เคยหัวเราะกับเรื่องตลกอันเดียวกันเมื่อ — เมื่อไหร่กันแน่ เมื่อเช้านี้? เมื่อพันปีก่อน?
*ทั้งสองอย่างพร้อมกัน* เขาคิด *และนั่นคือสิ่งที่โหดร้ายที่สุด*
"อ่านอีกครั้ง" เวอร์ดานเอ่ย เสียงเรียบจนน่ากลัว
คาสเทลกระตุก เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่ปกติพูดเร็วจนคนตามไม่ทัน มือไม่เคยอยู่นิ่ง แต่ตอนนี้นิ้วของเขาแข็งทื่ออยู่เหนือแกนพลัง "ท่านเวอร์ดาน ข้า... ข้าอ่านสามรอบแล้ว"
"อ่านรอบที่สี่"
คาสเทลกลืนน้ำลาย เขาวางฝ่ามือลงบนแกนพลังอีกครั้ง แกนนั้นเป็นผลึกสูงเท่าคน ภายในมีแสงหมุนวนช้าๆ เหมือนพายุที่ถูกขังไว้ในขวด เมื่อมือเขาสัมผัส ตัวอักษรยุคทองก็ไหลขึ้นมาเป็นเส้นแสง คาสเทลขยับปากอ่านตามอย่างเงียบงัน ดวงตาของเขาวิ่งจากซ้ายไปขวา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"แกนพลังบันทึกการสะสมเวทมนตร์ในชั้นบรรยากาศไว้ตลอดเวลา" คาสเทลพูดช้าๆ เหมือนกำลังเดินบนน้ำแข็งบาง "มันคือนาฬิกาที่แม่นยำที่สุดที่เผ่าเราเคยสร้าง เพราะมันไม่ได้นับวินาที มันนับ... การเปลี่ยนแปลงของโลก"
"แล้วมันบอกว่าอย่างไร" ไกร์ฟอนถามจากอีกฟากของวง
ไกร์ฟอนยืนพิงเสา แขนกอดอก ใบหน้าของนักวางกลยุทธ์ไร้อารมณ์เหมือนเช่นเคย แต่เวอร์ดานสังเกตเห็นว่านิ้วของเขาเคาะแขนเสื้อเป็นจังหวะ — หนึ่ง สอง สาม สี่ หนึ่ง สอง สาม สี่ — ไกร์ฟอนเคาะนิ้วแบบนี้เมื่อสมองของเขากำลังคำนวณอะไรที่มันไม่ยอมลงตัว
คาสเทลหายใจเข้าลึก "ค่าความเสื่อมของเวทในบรรยากาศ... เทียบกับค่าที่เราบันทึกไว้ก่อนเปิดประตู..." เขาหยุด "หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี"
คำนั้นตกลงกลางห้องเหมือนก้อนหิน
มีคนหนึ่งสูดลมหายใจดังเฮือก เด็กฝึกงานคนเล็ก — ชื่อโทบิน เวอร์ดานจำได้ — กดมือปิดปากตัวเอง ดวงตากลมโต ลิเลียที่ยืนข้างๆ รีบโอบไหล่เด็กเอาไว้
"บวกลบได้สิบสองปี" คาสเทลเสริม เสียงแทบไม่มีน้ำหนัก "แต่... อย่างน้อยที่สุดก็พันสองร้อย ท่านเวอร์ดาน"
เวอร์ดานไม่ขยับ
ในหัวเขา ความคิดวิ่งเป็นระเบียบเย็นชาราวกับเครื่องจักร *เด็กฝึกงานคนนั้นเพิ่งจะเข้าใจว่าพ่อแม่ของเขาตายไปนานกว่าพันปี ตายโดยไม่รู้ว่าลูกหายไปไหน ตายโดยคิดว่าลูกตายก่อน หรืออาจไม่ได้คิดถึงเขาเลยด้วยซ้ำเพราะเวลามันยาวเกินกว่าความทรงจำใดจะอยู่รอด* — เขาบังคับให้ความคิดนั้นหยุด มันไม่ช่วยอะไร อารมณ์ไม่ใช่ข้อมูล อารมณ์คือสนิมที่เกาะกินตรรกะ
แต่เขาก็ยังไม่ขยับ
"นี่อาจเป็นภาพลวง" เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นนักบวชหนุ่มชื่อเอลแมร์ เขาก้าวออกมาหนึ่งก้าว สายตาเต็มไปด้วยความหวังที่เปราะบาง "เวทมิติสามารถสร้างภาพลวงได้ ท่านเวอร์ดานเองก็เคยสอนว่า ถ้ามีใครอยากทำให้เราเสียขวัญ การหลอกประสาทสัมผัสคือ—"
"แกนพลังหลอกไม่ได้" คาสเทลตัดบท เสียงแหบ "มันไม่ใช่ประสาทสัมผัส มันคือบันทึก ถ้านี่เป็นภาพลวง คนที่สร้างมันต้องปลอมแปลงบันทึกย้อนหลังของชั้นบรรยากาศทั้งดวงดาว... ซึ่ง" เขาหัวเราะออกมาแห้งๆ เสียงคล้ายร้องไห้มากกว่าหัวเราะ "ซึ่งถ้าใครทำได้ขนาดนั้น เราไม่มีทางสู้มันอยู่แล้ว"
เอลแมร์ยืนนิ่ง แล้วค่อยๆ ถอยกลับเข้าวง ไหล่ของเขาห่อลง
เวอร์ดานเห็นความหวังเล็กๆ ที่เพิ่งจุดขึ้นในห้องดับวูบลงในพริบตา และเขารู้ว่าตัวเองต้องพูดอะไรสักอย่าง คนพวกนี้กำลังมองมาที่เขา ไม่ใช่เพราะเขาเป็นหัวหน้าโครงการอย่างเดียว แต่เพราะเขาเป็นเวอร์ดาน เป็นจอมเวทที่พวกเขาเคยเห็นแหวกทะเลออกเป็นสองฟาก เคยเห็นดับไฟป่าทั้งผืนด้วยการกระดิกนิ้ว ถ้าเขายังยืนตรงได้ พวกเขาก็จะยืนตรงได้
ปัญหาคือเวอร์ดานไม่แน่ใจว่าตัวเองยืนตรงได้หรือเปล่า
เพราะมีคำถามหนึ่งที่ดังอยู่ในกะโหลกของเขามาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตา คำถามที่เขายังไม่ยอมพูดออกมา เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้วมันจะกลายเป็นจริง
*ใครเป็นคนสั่งเปิดประตู*
คำตอบคือเขา
โครงการประตูอนาคตเป็นของเขา ทฤษฎีเป็นของเขา การคำนวณเป็นของเขา คำสั่งสุดท้ายที่ให้เริ่มการทดลอง — "เปิดได้" — ออกมาจากปากของเขาเอง ยี่สิบแปดชีวิตที่ยืนอยู่ในห้องนี้ติดอยู่ในอนาคตที่ห่างจากบ้านพันสองร้อยปี เพราะคำพูดสองพยางค์ของเขา
ถ้าเป็นอุบัติเหตุ มันคือความผิดของเขา
ถ้าเป็นความผิดของเขา เขาจะมองหน้าโทบินที่เพิ่งกลายเป็นเด็กกำพร้าข้ามกาลเวลาได้อย่างไร
เวอร์ดานปิดปากเงียบ
—
"เอาล่ะ" เสียงของไกร์ฟอนดังขึ้น แหวกความเงียบราวกับมีดผ่าผ้า "ในเมื่อเรารู้แล้วว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เรามาเรียงลำดับสิ่งที่เรารู้ และสิ่งที่เราไม่รู้"
ทุกหัวหันไปทางเขา ไกร์ฟอนผละจากเสา เดินเข้ามากลางวง เขาก้มลงหยิบเศษหินขึ้นมา แล้วขีดเส้นบนพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่น
"สิ่งที่เรารู้" เขาขีดเส้นแรก "หนึ่ง — เวลาผ่านไปอย่างน้อยพันสองร้อยปี สอง — วิหารยังอยู่ แม้จะทรุดโทรม แปลว่ามันถูกสร้างมาให้ทนทานกว่าที่เราคิด หรือมีใครดูแลมัน สาม — เวทมนตร์ในอากาศเสื่อมลงอย่างรุนแรง คาสเทลบอกว่าเหลือไม่ถึงเศษเสี้ยวของเดิม"
เขาขีดเส้นที่สอง ห่างจากเส้นแรก
"สิ่งที่เราไม่รู้" — น้ำเสียงเขาไม่เปลี่ยน แต่หนักขึ้น "หนึ่ง — เกิดอะไรขึ้นกับเผ่าอัสนีเทพ มีพี่น้องเราเหลืออยู่นอกห้องนี้ไหม สอง — ทำไมประตูถึงทำงานพลาด เป็นอุบัติเหตุ หรือมีใครจัดการ สาม — โลกข้างนอกเป็นอย่างไร มีใครอยู่ มิตรหรือศัตรู"
เขาทิ้งเศษหินลง ปัดฝุ่นที่มือ
"ความตื่นตระหนกแก้อะไรไม่ได้สักข้อ" ไกร์ฟอนพูด มองไปรอบวงทีละคน "ความตื่นตระหนกทำให้เราตัดสินใจพลาด และในสถานการณ์ที่เรายังไม่รู้ว่าอะไรอยู่นอกประตู การตัดสินใจพลาดอาจหมายถึงความตาย ฉะนั้น — ใครที่อยากร้องไห้ ร้องตอนนี้ ร้องให้เต็มที่ แล้วเช็ดหน้า เพราะอีกชั่วโมงข้างหน้าเราอาจไม่มีเวลาให้ทำ"
มันไม่ใช่คำปลอบใจ มันเป็นคำสั่ง แต่ประหลาดที่มันได้ผล เวอร์ดานเห็นไหล่ของหลายคนผ่อนลงเล็กน้อย ความตื่นตระหนกที่กำลังจะกลายเป็นความโกลาหลถูกไกร์ฟอนจับมันใส่กรอบ ตีเส้น แบ่งช่อง ทำให้มันกลายเป็น "ปัญหา" ที่มีรูปร่าง และอะไรที่มีรูปร่าง คนก็จัดการกับมันได้
*นี่คือเหตุผลที่ข้าเก็บเขาไว้ข้างกาย* เวอร์ดานคิด *เขาเปลี่ยนความสิ้นหวังให้เป็นรายการสิ่งที่ต้องทำ*
แล้วเสียงปากกาขูดกระดาษก็ดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่ง
ทุกคนหันไปมอง
เซเรน่านั่งอยู่บนขั้นบันไดแท่นบูชา หลังตรง สมุดบันทึกเล่มหนึ่งเปิดอยู่บนตัก เธอกำลังเขียนอะไรบางอย่างด้วยลายมือเล็กเรียบ ไม่เงยหน้า
"เซเรน่า" ลิเลียเอ่ย น้ำเสียงปนความไม่อยากเชื่อ "เธอ... กำลังทำอะไร"
"ทำบัญชี" เซเรน่าตอบ ยังไม่เงยหน้า ปากกาขยับต่อ "อาหารแห้งในคลังวิหารสำรองไว้สำหรับยี่สิบแปดคน ได้สิบเก้าวัน ถ้าตัดส่วนปันลงเหลือสองในสามได้ยี่สิบแปดวัน น้ำสะอาดมีพอ เพราะระบบกรองเวทของวิหารยังทำงานบางส่วน — คาสเทล ฉันต้องการให้นายยืนยันว่าระบบกรองทำงานกี่เปอร์เซ็นต์ภายในเย็นนี้"
คาสเทลพยักหน้างงๆ
"เวชภัณฑ์" เซเรน่าพูดต่อ ขีดบรรทัดใหม่ "เรามีนักรักษาสามคนรวมลิเลีย พอสำหรับบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่พอถ้ามีการสู้รบ อาวุธ — ราฮับกับหน่วยคุ้มกันมีดาบเวทห้าเล่ม นั่นมากเกินพอสำหรับโลกที่เรายังไม่รู้จัก หรือไม่พอเลยถ้าโลกนั้นมีบางอย่างที่เราไม่รู้จักเช่นกัน เรื่องนี้ฉันเว้นว่างไว้ก่อน"
เธอเงยหน้าขึ้นเป็นครั้งแรก สายตาเย็นและคมราวกับน้ำแข็ง
"พวกเรากำลังจะอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่" เธอพูด "เพราะฉะนั้นที่นี่ต้องกลายเป็นที่อยู่ ไม่ใช่ที่หลบ และที่อยู่ต้องมีบัญชี"
เด็กฝึกงานชื่อโทบินจ้องเธอด้วยดวงตาที่ยังเปียก "พี่... พี่ไม่กลัวเหรอ"
เซเรน่ามองเด็กคนนั้นนิ่งไปครู่หนึ่ง
"กลัว" เธอตอบเรียบๆ "แต่ความกลัวของฉันลงรายการไม่ได้ ฉะนั้นมันจะต้องรอ"
เวอร์ดานมองเซเรน่าก้มหน้ากลับไปเขียนต่อ และเขารู้สึกบางอย่างคลายลงในอก ที่เขาคิดว่ามันคือความโล่งใจ แต่จริงๆ มันคือความรู้สึกผิดที่เพิ่มน้ำหนักขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
คนพวกนี้ — แม้ในวินาทีที่โลกทั้งใบที่พวกเขารู้จักหายไป ในวินาทีที่ครอบครัว เพื่อน บ้าน ทุกอย่างกลายเป็นฝุ่นมานานกว่าพันปี — คนพวกนี้ก็ยังหันกลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง ยังเชื่อว่ามีอนาคต ยังจดบัญชีอาหารเหมือนพรุ่งนี้จะมาถึง
พวกเขายังเชื่อในกันและกัน และในเขา
และเขาคือคนที่พาพวกเขามาติดอยู่ที่นี่
—
ลิเลียเดินมาหาเขาเงียบๆ ขณะที่คนอื่นกำลังเริ่มขยับตัวตามคำสั่งของไกร์ฟอนและเซเรน่า เธอยืนเคียงข้างเขา มองไปยังแกนพลังที่ยังครางต่ำเหมือนเดิม
"นายเงียบมากเกินไป" เธอพูดเบาๆ ไม่หันมามอง
"ข้ากำลังคิด"
"นายกำลังโทษตัวเอง" ลิเลียแก้ น้ำเสียงร่าเริงตามปกติของเธอหายไป เหลือแต่อะไรที่นุ่มและเศร้า "ฉันรู้จักหน้านั้นของนาย เวอร์ดาน นายทำหน้าแบบนี้ตอนที่การทดลองล้มเหลวแล้วมีคนเจ็บ"
เวอร์ดานไม่ตอบ
"นายไม่รู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุหรือเปล่า" ลิเลียพูดต่อ "นายไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือความผิดของใคร แต่นายเลือกจะแบกมันไว้คนเดียวก่อนจะมีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียว นั่นไม่ใช่ตรรกะนะ นั่นคือ..." เธอหยุด หาคำ
"คือสนิมที่เกาะกินตรรกะ" เวอร์ดานพูดจบประโยคให้ เสียงแห้ง
ลิเลียหันมามองเขา ยกคิ้วขึ้น "นายพูดเอง"
"ข้ารู้"
เธอเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถอนหายใจ "ก็ได้ เก็บมันไว้ก็ได้ แต่เก็บไว้ทำงานนะ อย่าเก็บไว้จมน้ำ ตอนนี้พวกเราต้องการนายที่คิดได้ ไม่ใช่นายที่นั่งสำนึกบาป"
เวอร์ดานหันมามองเธอ และเป็นครั้งแรกในชั่วโมงที่ผ่านมาที่มุมปากเขากระตุกขึ้นเล็กน้อย "เจ้าพูดเหมือนเซเรน่า"
"อย่ามาดูถูกฉัน" ลิเลียทำหน้าเบ้ "ฉันพูดเหมือนคนที่ห่วงนายต่างหาก เซเรน่านางจะบอกว่า 'ความสำนึกบาปของท่านลงรายการไม่ได้ ฉะนั้นมันจะต้องรอ'" เธอเลียนเสียงเย็นชาของเซเรน่าได้เหมือนจนน่าขนลุก
และเวอร์ดานหัวเราะ เบาๆ สั้นๆ เสียงที่เขาเองก็ลืมไปว่าทำได้ในวันแบบนี้
มันอยู่ได้แค่อึดใจเดียว เพราะอีกฟากของห้อง ราฮับลุกขึ้นยืน
—
ราฮับไม่ได้พูดอะไรมาตั้งแต่ต้น เขาเป็นแบบนั้นเสมอ นายพลนักรบที่ใช้คำให้น้อยกว่าใช้ดาบ ตลอดชั่วโมงที่ผ่านมาเขายืนนิ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง สายตาจับอยู่ที่ประตูใหญ่ของวิหาร — ประตูสำริดหนักสามชั้นคนที่นำออกสู่โลกภายนอก ประตูที่ไม่มีใครกล้าแตะมาตั้งแต่ตื่น
ตอนนี้เขาเดินตรงไปหามัน
"ราฮับ" ไกร์ฟอนเอ่ย "เรายังไม่ได้สรุปว่าจะ—"
"พวกเราพูดเรื่องข้างนอกมาเป็นชั่วโมง" ราฮับตอบ เสียงทุ้มต่ำราวกับหินครูดกัน เขาไม่หยุดเดิน "โดยที่ยังไม่มีใครดูข้างนอกเลยสักคน ข้อมูลที่ดีที่สุดอยู่หลังประตูบานนั้น ไม่ใช่ในบัญชีหรือในเส้นที่ขีดบนพื้น"
ไกร์ฟอนเปิดปากจะค้าน แล้วหุบมัน เพราะราฮับพูดถูก
เวอร์ดานยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุด เขาเดินตามราฮับไป ลิเลียตามมาติดๆ คาสเทลรีบเดินตามมาพร้อมเครื่องวัดเวทในมือ ส่วนคนอื่นถอยร่นออกห่างจากประตูตามสัญชาตญาณ
"ระวังหน่อยนะ" เวอร์ดานเอ่ยกับราฮับ หมายความเพียงว่า *ค่อยๆ เปิด เผื่อมีอะไรพังลงมา*
ราฮับพยักหน้าครั้งเดียว มือขวาเลื่อนไปแตะด้ามดาบเวทที่หลัง — ท่าทางของคนที่เพิ่งได้ยินคำสั่งให้เตรียมสังหารทุกสิ่งที่ขยับ แต่เวอร์ดานไม่ทันสังเกต เพราะสายตาเขาจับอยู่ที่ประตู
กลไกประตูยุคทองออกแบบมาให้เปิดด้วยพลังเวทเพียงสัมผัสเดียว แต่เมื่อราฮับวางฝ่ามือลงบนแผงสัญลักษณ์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลังในอากาศเบาบางเกินกว่ากลไกจะดื่มได้พอ
"มันไม่ทำงาน" คาสเทลพึมพำ จ้องเครื่องวัดในมือ "ความหนาแน่นเวทรอบประตูต่ำกว่าขีดที่กลไกต้องการ... โลกข้างนอกแห้งกว่าที่เราคิดอีก"
ราฮับไม่พูดอะไร เขาถอยหลังหนึ่งก้าว จับด้ามดาบเวทด้วยสองมือ แล้วเสียบปลายดาบเข้าไปในร่องกลางบานประตู
เวอร์ดานรู้ทันทีว่าเขาจะทำอะไร — ราฮับกำลังจะป้อนพลังเวทเทพเจ้าจากดาบเข้าสู่กลไก เพื่อบังคับให้มันเปิด มันคือการใช้เวทเทพเจ้า เพียงนิดเดียว เพียงเสี้ยวเดียวของพลังที่ดาบเล่มนั้นบรรจุไว้ แต่มันก็คือเวทเทพเจ้า
"เดี๋ยว—" เวอร์ดานเริ่มพูด
สายเกินไป
แสงสีทองวิ่งจากดาบเข้าสู่ร่องประตู สัญลักษณ์ยุคทองทั่วบานประตูสว่างวาบขึ้นพร้อมกัน เหมือนเส้นเลือดที่จู่ๆ ก็มีเลือดไหลผ่านอีกครั้งหลังหลับใหลมานานพันปี กลไกที่หนักอึ้งครางออกมาเป็นเสียงโลหะ บานประตูสามชั้นเริ่มแยกออกจากกันช้าๆ
และเวอร์ดานรู้สึกถึงมัน
เสียงสะท้อนยุคทอง
มันแล่นออกจากประตูเป็นคลื่นบางๆ ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น แต่กับเขา — กับใครก็ตามที่เกิดในยุคทอง — มันชัดเจนราวกับเสียงระฆัง คลื่นนั้นแผ่ออกจากวิหาร ผ่านกำแพง ออกสู่อากาศที่แห้งผากของโลกใหม่ กระจายออกไปในทิศทางที่เขาควบคุมไม่ได้และไม่รู้ว่าใครจะได้ยิน
*แค่นี้* เขาคิดอย่างเย็นชา ขณะที่ส่วนหนึ่งของสมองรีบคำนวณ *แค่เปิดประตูบานเดียวก็ส่งเสียงออกไปแล้ว ในโลกที่เงียบขนาดนี้ เสียงเล็กที่สุดอาจดังที่สุด ถ้ามีบางอย่างฟังอยู่ มันเพิ่งได้ยินเราแล้ว*
แต่ความคิดนั้นถูกกลบ เพราะประตูเปิดออกจนสุด
และโลกภายนอกหลั่งไหลเข้ามา
—
สิ่งแรกคือแสง
ไม่ใช่แสงอรุณนุ่มนวลที่เวอร์ดานจำได้ แต่เป็นแสงแดดบ่ายที่จัดจ้าน เอียงต่ำ สีทองแก่ปนส้ม สาดผ่านช่องประตูเข้ามาตัดกับความมืดในวิหารจนเจ็บตา ฝุ่นพันปีลอยฟุ้งขึ้นในลำแสงเหมือนหิมะที่ไม่ยอมตกลง
สิ่งที่สองคือกลิ่น
อากาศจากข้างนอกพัดเข้ามา และมันผิดไปหมด ไม่มีกลิ่นไอเวทที่เคยอบอวลอยู่ทุกหนแห่งในยุคทอง — กลิ่นหวานเย็นคล้ายฟ้าหลังฝนที่ชาวอัสนีเทพคุ้นเคยจนลืมว่ามันมีอยู่ ตอนนี้มันหายไปสิ้น แทนที่ด้วยกลิ่นดินแห้ง กลิ่นหินผุ กลิ่นพืชแปลกหน้าที่เวอร์ดานไม่รู้จัก และเบื้องหลังทั้งหมดนั้น มีกลิ่นจางๆ ของบางสิ่งที่ตายแล้วผุพังมานาน
ลิเลียเอามือปิดจมูก "กลิ่นอะไร..."
ไม่มีใครตอบ เพราะทุกคนกำลังมองสิ่งที่อยู่นอกประตู
วิหารยุคทองที่เคยตั้งตระหง่านอยู่กลางนครรุ่งโรจน์ ตอนนี้จมอยู่ในป่ารกร้าง ต้นไม้สูงใหญ่ผิดธรรมชาติขึ้นเบียดเสียดกันรอบซากอาคาร รากของมันชอนไชเข้ามาในตัววิหารจนแยกไม่ออกว่าตรงไหนคืองานของช่างเผ่าอัสนีเทพ ตรงไหนคืองานของกาลเวลา ซากเสาหินยักษ์ล้มระเนระนาดปกคลุมด้วยตะไคร่และเถาวัลย์ ไกลออกไปท่ามกลางแมกไม้ เวอร์ดานเห็นเค้าโครงของสิ่งที่เคยเป็นเมือง — ยอดหอคอยที่หักครึ่ง โครงอาคารที่เหลือแต่ซี่โครงหิน — ทั้งหมดถูกธรรมชาติกลืนกินจนแทบกลายเป็นเนินเขา
นี่ไม่ใช่บ้านของเขา นี่คือหลุมศพของบ้านเขา
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่ตรงปากประตู ลมพัดผ้าคลุมของเขาไหวเบาๆ เขาเคยเห็นเมืองนี้ในยามที่มันเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยมี เคยเดินบนถนนที่ตอนนี้อยู่ใต้รากไม้ เคยรู้จักชื่อของทุกหอคอยที่ตอนนี้พังทลาย
*พันสองร้อยปี* เขาคิด และเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขนั้นไม่ใช่แค่ข้อมูล มันมีรูปร่าง มันมีกลิ่น มันมีสีของแสงแดดบ่ายที่ไม่ควรจะมีในเช้าวันที่เขาควรจะตื่น
ข้างหลังเขา เขาได้ยินเสียงเด็กฝึกงานชื่อโทบินสะอื้นเบาๆ ได้ยินเสียงปากกาของเซเรน่าหยุดลง ได้ยินแม้แต่ลมหายใจของราฮับที่ค้างอยู่ในอก
ไม่มีใครพูดอะไร เพราะไม่มีอะไรให้พูด
แล้วเสียงนั้นก็มา
มันมาจากในป่า ทางขวาของประตู ไกลออกไปในพงไม้ที่แสงแดดส่องไม่ถึง — เสียงของบางอย่างที่ใหญ่ เคลื่อนไหวผ่านพุ่มไม้ กิ่งไม้แตกหักดังกรอบแกรบ ตามด้วยเสียงครืดคราดต่ำ เป็นจังหวะ เหมือนสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังลากตัวเองคืบคลานเข้ามา หรือเหมือนสิ่งที่หลับใหลมานานกำลังตื่น
ราฮับยกดาบเวทขึ้นทันที พลังสีทองวาบรอบคมดาบ ลิเลียดึงโทบินถอยกลับเข้าวิหาร คาสเทลกระชับเครื่องวัดในมือจนข้อนิ้วขาว เครื่องนั้นส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อยๆ
"ท่านเวอร์ดาน" คาสเทลกระซิบ เสียงสั่น "เครื่องวัด... มันจับเสียงสะท้อนยุคทองได้ ตรงนั้น ในป่า มันไม่ใช่ของเรา"
เวอร์ดานไม่ขยับสายตาจากเงาที่กำลังเคลื่อนเข้ามาในพงไม้ ในใจเขา เสียงเย็นชาเส้นหนึ่งดังขึ้นอย่างพอใจประหลาด — *เห็นไหม มีบางอย่างอยู่ข้างนอกจริงๆ และมันได้ยินเราเปิดประตู* — ขณะที่อีกเส้นหนึ่ง เส้นที่เขาไม่เคยปล่อยให้ใครเห็น สั่นเครือด้วยคำถามเดียว
*หรือว่ามันคือสิ่งที่ฆ่าเผ่าเราในคืนเดียว และมันยังไม่ตาย*
เงานั้นเคลื่อนเข้ามาในลำแสง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.