Chapter 21
21 / 25
14 min read
บทที่ 21 — ออกจากรัง
Published May 31, 2026, 07:55 AM
เวอร์ดานออกจากนครรุ่งอรุณตอนฟ้ายังไม่สาง ในชุดที่คาสเทลใช้เวลาสามวันเย็บ "ให้ดูเหมือนนักผจญภัยกินอยู่อย่างยากลำบาก" แล้วลงเอยด้วยผ้าทอเนื้อแน่นที่กันหนาวได้ดีกว่าเสื้อคลุมขุนนางเวสปร้า มีตะเข็บเวทซ่อนกันน้ำ และกระเป๋าเป้ที่ "เผื่อไว้" ใส่เสบียงได้สามเดือนทั้งที่เขาตั้งใจไปแค่สิบวัน.
เขาเลิกแก้ไปแล้ว.
ลิเลียเดินเคียงข้าง สะพายดาบไม้ปลอมไว้ที่หลัง — ดาบที่ไม่มีคม ไม่มีเวท ไร้พิษภัยที่สุดเท่าที่หาได้ในนครที่เต็มไปด้วยอาวุธเทพเจ้า — และเธอดูมีความสุขกับมันอย่างประหลาด.
"นายรู้ไหมว่าฉันรอวันนี้มานานแค่ไหน" เธอพูด พลางสะบัดผมออกจากหน้า. "ตั้งแต่ตื่นมาในเถ้าถ่าน เราเอาแต่ขุดดิน ก่อกำแพง อ่านจารึก แล้วก็ระแวงกัน. นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะได้ออกไป *เดินเล่น* จริงๆ."
"เราไม่ได้ออกมาเดินเล่น" เวอร์ดานพูด. "เราออกมาเก็บข้อมูล."
"นายพูดเหมือนคนที่ไม่เคยเที่ยวเลยจริงๆ."
"ข้าเคยปกครองนครหลวงที่มีประชากรล้านคน."
"นั่นไม่ใช่เที่ยว นั่นคืองาน." ลิเลียยิ้มกว้าง. "วันนี้นายเป็นแค่ 'เวอร์' นักผจญภัยพเนจรไส้แห้ง ที่ออกตระเวนหากินตามหมู่บ้าน. ลืมเรื่องนครหลวงล้านคนไปก่อนนะ ท่านเวอร์."
เวอร์ดานหุบปาก. เบื้องหลังพวกเขาในระยะที่สายตาคนยุคนี้มองไม่เห็น ราฮับเคลื่อนไปตามแนวป่าเหมือนเงาที่ลืมว่าตัวเองมีร่าง — ไม่ได้รับคำสั่งให้ตามมา แต่เวอร์ดานรู้ว่าราฮับจะตามมาอยู่ดี เพราะคำว่า "ข้าจะออกไปข้างนอก" ในหูของราฮับแปลว่า "นายจะออกไปในที่ที่อาจมีอันตราย" ซึ่งแปลต่อว่า "ต้องมีคนเก็บอันตรายนั้นก่อนมันรู้ตัว".
เขาไม่ได้ห้าม. เพราะลึกๆ แล้ว เขาก็ระแวงเหมือนกัน.
---
หมู่บ้านแรกที่พวกเขาผ่านอยู่ห่างนครรุ่งอรุณครึ่งวันเดิน — หมู่บ้านเล็กชื่อ บ่อกก ที่ไม่ได้อยู่ในเครือบริวารของไกร์ฟอน เพราะมันเล็กเกินกว่าจะมีใครสนใจกลืน.
เวอร์ดานยืนอยู่กลางลานหมู่บ้าน มองชายคนหนึ่งกำลังจุดไฟใต้หม้อต้ม.
ชายคนนั้นเหยียดนิ้วออก หลับตา เกร็งหน้าราวกับกำลังยกหินก้อนใหญ่ แล้วเปลวไฟเล็กๆ ขนาดเท่าเทียนก็ผุดขึ้นที่ปลายนิ้ว. รอบตัวเขา ชาวบ้านหยุดงานหันมามอง. มีคนปรบมือ. เด็กคนหนึ่งร้องว่า "ลุงแกร่งจัง!"
ชายคนนั้นยิ้มภาคภูมิ เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก. เขาจุดไฟใต้หม้อสำเร็จด้วยเวท — แล้วต้องนั่งพักหอบ.
เวอร์ดานยืนนิ่ง.
ในยุคทอง เด็กฝึกหัดอายุไม่ถึงสิบขวบจุดไฟด้วยความคิด ไม่ต้องขยับนิ้วด้วยซ้ำ. เด็กที่จุดไฟได้ช้ากว่าหายใจหนึ่งครั้งจะถูกครูตำหนิว่าขี้เกียจ. และที่นี่ — ชายวัยกลางคน เหงื่อแตก หอบ ภูมิใจ ได้รับเสียงปรบมือ — เพราะจุดเทียนหนึ่งดวง.
*สามปี.* เสียงของเฒ่ากร็อกแว่วในความทรงจำ. *ข้าฝึกสามปีกว่าจะจุดไฟได้.*
"นายทำหน้าแบบนั้นอีกแล้ว" ลิเลียกระซิบข้างหู.
"หน้าแบบไหน."
"หน้าที่เหมือนคนกำลังจะร้องไห้ แต่ในใจกำลังคำนวณว่าจะร้องไห้ยังไงให้ดูสมจริง." เธอเอาศอกกระทุ้งเบาๆ. "ทำหน้าทึ่งสิ. นักผจญภัยไส้แห้งต้องทึ่งกับเวทจุดไฟ. รีบปรบมือ."
เวอร์ดานปรบมือ. ช้าไปครึ่งจังหวะ และแข็งทื่อเกินกว่าจะดูจริงใจ. แต่ชาวบ้านไม่สังเกต เพราะไม่มีใครในบ่อกกเคยเห็นเทพปรบมือมาก่อน เลยไม่รู้ว่ามันควรเป็นยังไง.
ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาทักทาย เชิญทั้งสองกินข้าวเที่ยง. เป็นข้าวต้มใส่ผักป่ากับปลาแห้งสองชิ้น — อาหารที่ในยุคทองจะถูกทิ้งให้สุนัข แต่ที่นี่คือการต้อนรับชั้นเลิศ. เวอร์ดานรับชามด้วยสองมือ ก้มหัวขอบคุณตามที่ลิเลียซ้อมมา แล้วก็เกือบทำพลาดทันที.
เพราะเขายกชามขึ้น แล้วนิ้วเขาสัมผัสเนื้อดินเผา.
*หม้อใบนี้อายุสี่สิบเอ็ดปี. ดินมาจากริมธารที่อยู่ทางใต้สามไมล์. คนปั้นถนัดมือซ้าย.*
ข้อมูลไหลเข้าหัวเขาโดยไม่ได้ขอ เหมือนทุกครั้งที่เขาแตะอะไรสักอย่าง. ความสามารถที่เขาควบคุมการ *ใช้* ได้ แต่ควบคุมการ *รับ* ไม่ได้ — เหมือนคนที่ปิดตาได้แต่ปิดหูไม่ได้. และปัญหาคือบางครั้งสิ่งที่เขาอ่านได้มันน่าสนใจเกินกว่าจะเก็บสีหน้า.
"ชามใบนี้" เขาเอ่ยกับผู้ใหญ่บ้านโดยไม่ทันยั้ง "คนปั้นถนัดซ้ายใช่ไหม."
ผู้ใหญ่บ้านชะงัก. "ท่าน... รู้ได้ยังไง. ยายเฒ่าที่ปั้นหม้อในหมู่บ้านนี้ถนัดซ้ายจริงๆ แต่นางตายไปยี่สิบปีแล้ว."
โต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง.
ลิเลียหัวเราะเสียงดังจนทุกคนสะดุ้ง.
"ท่านเวอร์เป็นนักผจญภัยที่เคยเดินทางผ่านหมู่บ้านปั้นหม้อมานับไม่ถ้วน!" เธอตบหลังเวอร์ดานแรงพอจะทำคนธรรมดาไอ. "ดูรอยนิ้วบนเคลือบก็รู้แล้วว่าคนปั้นถนัดมือไหน! ใช่ไหมท่านเวอร์! ความสามารถพิเศษของนักเดินทางตัวจริง!"
"...ใช่" เวอร์ดานพูด. "รอยนิ้ว."
ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าทึ่ง. "ท่านนี่ช่างสังเกตจริงๆ. สมแล้วที่เป็นนักผจญภัย."
เวอร์ดานก้มหน้าซดข้าวต้ม. ใต้โต๊ะ ลิเลียเหยียบเท้าเขาแรงๆ หนึ่งที — *อ่านอายุของอย่างอื่นในใจก็พอ อย่าพูดออกมา.*
เขาเข้าใจ.
แต่เขาก็แอบคิดว่าข้าวต้มชามนี้อร่อยกว่าที่ควรจะเป็น สำหรับอาหารที่ทำจากของเหลือ. คนยุคนี้ทำอาหารจากความขัดสนได้ดีกว่าที่เผ่าเขาเคยทำจากความอุดมสมบูรณ์. นั่นเป็นความคิดที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะคิด และมันรบกวนเขามากกว่าที่ควร.
หลังกินข้าว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเดินตามเขาออกมาที่ลานหมู่บ้าน. เด็กอายุราวเจ็ดขวบ ผมยุ่ง เท้าเปลือย ในมือกำของบางอย่างไว้แน่นราวกับมันคือสมบัติทั้งชีวิต.
"ลุงนักผจญภัย" เด็กเรียก เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยตาโต. "อยากดูของวิเศษของหนูไหม."
เวอร์ดานคุกเข่าลงตามที่ลิเลียเคยสอนว่าควรทำกับเด็ก. "ดูสิ."
เด็กแบมือออกอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าสิ่งของจะบินหนี. บนฝ่ามือเล็กๆ นั้นวางก้อนหินใส — ก้อนควอตซ์ธรรมดาที่ลำธารพัดมา ขนาดเท่าหัวแม่มือ ขัดจนมันด้วยการถูกถือมานับครั้งไม่ถ้วน.
"นี่คือหินดาว" เด็กกระซิบอย่างศักดิ์สิทธิ์. "ยายบอกว่าสมัยก่อนเทพเจ้าเอาดาวมาทำเป็นไฟส่องทั้งเมืองได้. หินก้อนนี้เป็นเศษดาวที่ตกลงมา. ถ้าหนูขอพรกับมันทุกคืน สักวันมันจะส่องแสงเหมือนของเทพ."
เวอร์ดานมองก้อนหินนั้นนิ่ง.
มันคือควอตซ์ ไม่มีเวทแม้แต่ปรอยเดียว ไม่มีวันส่องแสง. แต่เด็กพูดถูกในส่วนหนึ่ง — ในยุคทอง เผ่าเขาเอาผลึกแบบนี้มาบรรจุแสงดาวจริงๆ บ้านทุกหลังมีโคมผลึกที่ส่องสว่างทั้งคืนโดยไม่ต้องเติมอะไร. เด็กยุคนี้ไม่ได้จินตนาการเพ้อเจ้อ. เด็กกำลังจดจำความจริงที่ถูกบิดจนกลายเป็นนิทาน — จดจำสิ่งที่เคยมีอยู่จริง แล้วเรียกมันว่าความฝัน.
"หนูเชื่อว่ามันจะส่องแสงจริงๆ เหรอ" เวอร์ดานถาม.
"เชื่อสิ!" เด็กกอดหินแนบอก. "ยายว่าเทพเจ้าจะกลับมา. แล้วของวิเศษทุกอย่างจะตื่น. หินของหนูจะส่องแสงเป็นอันแรกเลย เพราะหนูขอพรกับมันทุกคืนไม่เคยขาด."
เวอร์ดานเงียบไปนาน.
เขาสามารถทำให้หินก้อนนั้นส่องแสงได้ในพริบตา. แค่แตะมัน ปล่อยเวทบางเบาที่สุดที่ไม่มีทางถูกตรวจจับ บรรจุแสงดาวลงไปสักหยด — แล้วเด็กคนนี้จะมีของวิเศษจริงๆ ในมือ คำขอพรทุกคืนจะเป็นจริง.
แล้วก็จะมีคนยุคนี้คนหนึ่งถือเศษเวทเทพเจ้าที่ส่งเสียงสะท้อนไม่หยุด เดินไปทั่วโลกที่เขากำลังพยายามปกปิดตัว.
เวอร์ดานยืนขึ้น.
"เก็บมันไว้ดีๆ นะ" เขาพูด. "วันหนึ่งมันอาจส่องแสงจริงๆ ก็ได้."
มันเป็นคำโกหก. และมันก็เป็นความจริงที่สุดเท่าที่เขาเคยพูด. เด็กยิ้มกว้าง วิ่งกลับเข้าหมู่บ้านพร้อมหินก้อนนั้น และเวอร์ดานยืนมองหลังเด็กไปจนลับตา รู้สึกถึงระยะห่างพันปีกดทับไหล่หนักกว่าตอนไหน — ไม่ใช่เพราะโลกนี้ลืมเผ่าเขา แต่เพราะโลกนี้ยังจำได้ จำในแบบที่ผิดเพี้ยน จำจนกลายเป็นศาสนาของเด็กเท้าเปลือยที่ขอพรกับก้อนหินทุกคืน.
ลิเลียยืนอยู่ข้างหลังเขา. คราวนี้เธอไม่ได้ล้อ.
"นายทำถูกแล้ว" เธอพูดเบาๆ. "ที่ไม่จุดให้มันส่องน่ะ."
"ข้ารู้."
"แต่นายอยากจุด."
เวอร์ดานไม่ตอบ. เขาเดินนำออกจากหมู่บ้าน. ลิเลียมองหลังเขาครู่หนึ่งก่อนตามไป — และไม่พูดต่อ เพราะเธอรู้ว่าคำตอบคือ *ใช่* และเธอรู้ว่าการที่เวอร์ดานอยากจุด แต่ไม่จุด คือสิ่งที่ใกล้เคียงกับ "ความดี" ที่สุดเท่าที่เผ่าของพวกเขาจะมีได้ — ความดีที่ถูกความระแวงกลืนกินก่อนได้เกิด.
---
บ่ายวันนั้น พวกเขาออกจากบ่อกก มุ่งหน้าสู่เมืองตลาดที่ใหญ่กว่า — เมืองชื่อ ดาลเวน ที่ตั้งอยู่ตรงทางแยกของเส้นทางการค้าสามสาย เป็นที่ที่คาราวานจากนครรัฐภาคกลางแวะพักก่อนกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาคตะวันตก.
ระหว่างทาง ลิเลียพยายามสอนเวอร์ดานเรื่องเงิน.
"นี่คือเหรียญทองแดง" เธอวางเหรียญกลมๆ สนิมเขรอะลงบนฝ่ามือเขา. "หนึ่งเหรียญทองแดงซื้อขนมปังได้สองก้อน. สิบเหรียญทองแดงเท่ากับหนึ่งเหรียญเงิน. ร้อยเหรียญเงินเท่ากับหนึ่งเหรียญทอง. นายจำได้ไหม."
เวอร์ดานมองเหรียญในมือ. *อายุสิบเก้าปี. ผ่านมือคนมาประมาณสี่พันสองร้อยคน. มีคราบเลือดแห้งบนขอบ — เก่ากว่าตัวเหรียญสิบสองปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่เหรียญถูกหลอมจากโลหะที่เคยเป็นอย่างอื่นมาก่อน.*
"ทำไมเหรียญทองแดงมันถึง..." เขาเริ่มพูด แล้วเห็นสายตาลิเลีย จึงเปลี่ยน. "...น่าสนใจดี. ข้าจำได้แล้ว. สิบทองแดงต่อหนึ่งเงิน."
"ดี. แล้วนายต้องจ่ายเองด้วยนะ. นักผจญภัยที่ให้คนอื่นจ่ายตลอดมันน่าสงสัย." เธอชี้นิ้วเตือน. "และที่สำคัญที่สุด — ห้ามจ่ายมากเกินไป. คนยุคนี้ถ้าเห็นใครควักเหรียญทองซื้อขนมปัง เขาจะไม่คิดว่านายรวย เขาจะคิดว่านายเป็นโจรที่ปล้นใครมา."
เวอร์ดานพยักหน้าช้าๆ. เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมไกร์ฟอนถึงมองทุกอย่างเป็นปริศนาเชิงกลยุทธ์ — โลกยุคนี้มีกฎเล็กๆ น้อยๆ นับไม่ถ้วนที่ไม่มีในยุคทอง และทุกกฎคือกับดักให้คนแปลกหน้าเผยตัว. การเป็นคนธรรมดาในโลกนี้ ยากกว่าการเป็นเทพเสียอีก.
เขาเก็บความคิดนั้นไว้. มันมีประโยชน์.
---
ดาลเวนเสียงดังก่อนที่จะมองเห็น.
เสียงคนต่อราคา เสียงล้อเกวียนบดถนนดิน เสียงสัตว์ เสียงเด็ก เสียงนักดนตรีเร่ตีกลองเก่าๆ — เสียงของคนที่มากพอจะลืมกลัวกันและกัน. เมืองล้อมด้วยรั้วไม้แทนกำแพงหิน มีหอสังเกตการณ์ไม้สองหลังที่เอียงพอจะรู้ว่าไม่มีใครเชื่อว่ามันจะกันอะไรได้จริง.
เวอร์ดานเดินเข้าประตูเมืองในฐานะ "เวอร์" และไม่มีใครหันมามองเขาเป็นครั้งที่สอง.
มันเป็นความรู้สึกแปลก. เป็นพันปีแล้วที่ไม่มีใครไม่หันมามองเขา. ในนครรุ่งอรุณ ทุกสายตาตามเขาไปด้วยความยำเกรง. ที่นี่ เขาเป็นแค่ชายผ้าฝุ่นจับอีกคนในทะเลคนผ้าฝุ่นจับ. และเขาพบว่าตัวเองชอบมัน — ชอบในแบบที่ทำให้เขาระแวงตัวเองว่าทำไมถึงชอบ.
"นั่นไง" ลิเลียกระตุกแขนเขา. "ดูสิ พวกเขาขายอะไรกัน."
ตลาดดาลเวนเหยียดยาวสองข้างถนนสายหลัก. มีแผงขายผ้า ขายเครื่องเทศ ขายเหล็ก ขายสัตว์ ขายยา. และมีแผงประเภทหนึ่งที่เวอร์ดานหยุดมอง — แผงที่ขายของซึ่งเจ้าของเรียกว่า "ของวิเศษจากซากเทพ".
เขาเดินเข้าไปดู.
บนผ้ากำมะหยี่ซีดวางเรียงรายสิ่งของที่พ่อค้าโฆษณาว่าเป็นมรดกจากยุคทอง — และเกือบทั้งหมดเป็นขยะ. เศษโลหะธรรมดาที่สนิมกินจนเป็นรูปร่างแปลก ขายเป็น "เกล็ดมังกรเทพ". ก้อนแก้วภูเขาไฟที่ขายเป็น "น้ำตาเทพีแห่งแสง". กระดูกสัตว์ที่ขายเป็น "นิ้วของนักบุญ". พ่อค้ายืนชูของแต่ละชิ้นขึ้นสูง บรรยายสรรพคุณด้วยน้ำเสียงที่ฝึกมาจนคล่องปาก — รักษาโรค นำโชค กันผี เพิ่มพลังเวท.
ชาวเมืองมุงดูด้วยตาเป็นประกาย. ชายคนหนึ่งควักเงินเก็บทั้งเดือนซื้อ "เกล็ดมังกรเทพ" ที่เวอร์ดานมองออกตั้งแต่สิบก้าวว่าเป็นบานพับประตูสนิม.
เวอร์ดานยืนดูเงียบๆ.
นี่คือยุคที่บูชาขยะของตัวเองเพราะลืมไปแล้วว่าเคยมีอะไรมากกว่านี้. คนเหล่านี้ไม่ได้โง่ — พวกเขาแค่เกิดมาในโลกที่ความจริงถูกฝังลึกเกินกว่าจะขุดเจอ จึงต้องสร้างความหมายจากเศษซากที่หยิบได้. เขาเคยเห็นเด็กในนครหลวงเล่นกับลูกแก้วเวทที่ส่องดาวทั้งดวงได้. เด็กที่นี่เล่นกับบานพับสนิมแล้วเชื่อว่ามันคือเกล็ดมังกร.
ระยะห่างพันปีไม่ใช่ตัวเลข. มันคือสิ่งนี้ — คือชายที่จ่ายเงินทั้งเดือนเพื่อสนิม.
"เวอร์" ลิเลียเรียกเบาๆ. เธอเห็นสีหน้าเขาอีกแล้ว. "อย่าซื้อทุกชิ้นเพื่อบอกความจริงกับเขานะ. เราคุยกันแล้วเรื่องนี้."
"ข้าไม่ได้จะ—"
แล้วเขาก็เห็นมัน.
ที่มุมแผง ครึ่งซ่อนใต้ผ้าคลุมที่พ่อค้าใช้กันแดด วางอยู่ท่ามกลางขยะที่เหลือ — มีของชิ้นหนึ่งที่ไม่ได้เปล่งประกาย ไม่ได้สวยงาม ไม่ได้สะดุดตา.
มันเป็นแผ่นโลหะกลมแบนขนาดเท่าฝ่ามือ สีเทาเงินคล้ำ ขอบสึก. ตรงกลางมีร่องลึกเรียงเป็นวงซ้อนวงสามชั้น — ลวดลายที่พ่อค้าคงคิดว่าเป็นแค่ลายสลักประดับ.
เวอร์ดานหยุดหายใจ.
เขารู้จักลวดลายนั้น. เขารู้จักมันดีกว่ารู้จักลายมือของตัวเอง. วงซ้อนวงสามชั้น คือสัญลักษณ์มาตรฐานของ *เครื่องปรับคลื่นเวท* — อุปกรณ์ที่ใช้กันทั่วไปในห้องทดลองของเผ่าอัสนีเทพ เครื่องมือธรรมดาสามัญที่บ้านทุกหลังในนครหลวงมีไว้ปรับความสว่างของไฟเวท. ไร้ค่าในยุคทองพอๆ กับช้อนหนึ่งคัน.
แต่มันเป็นของเผ่าเขา.
มันเป็นของจริง.
มือเขาเคลื่อนไปเองก่อนที่สมองจะสั่ง. เขาหยิบมันขึ้นมา — และทันทีที่ปลายนิ้วแตะโลหะ ความสามารถของเขาก็ทำงาน ไหลทะลักเข้าหัวอย่างที่เขาห้ามไม่ได้.
*อายุ: หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบเอ็ดปี.*
ตัวเลขเดียวกับที่คาสเทลถอดรหัสจากแกนวิหารในวันแรก. อายุของระยะทางที่พวกเขาตกหล่นมา. ของชิ้นนี้เก่าเท่ากับความผิดที่เขาแบกอยู่.
และยังมีอีก — มากกว่าที่เขาคาด.
*โลหะถูกหล่อในเตาเวทของนครหลวงอัสนีเทพ. ผ่านมือช่างเวทสามคน. หนึ่งในนั้น... เขารู้จัก.* ชื่อแว่บขึ้นมาในความทรงจำ ชื่อที่เขาไม่ได้นึกถึงมาพันปี ชื่อของช่างหญิงที่เคยซ่อมเครื่องปรับคลื่นในห้องทดลองของเขาเอง นางหัวเราะเสียงดัง นางชอบเอาชอล์กขีดเลขผิดๆ บนผนังเพื่อแกล้งให้เขาหงุดหงิด นางตาย — *นางตายเมื่อไร? นางตายที่ไหน? นางอยู่ในวิหารคืนที่พวกเขาข้ามเวลามา หรือนางอยู่ข้างนอก — อยู่ในนครหลวงคืนที่ความว่างที่เดินได้มากลืนทุกอย่าง?*
ของชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ในวิหาร. ถ้ามันอยู่ในวิหาร มันคงข้ามเวลามากับพวกเขา. มันอยู่ *ข้างนอก* — มันรอดผ่านคืนที่เผ่าหายไปทั้งเผ่า แล้วถูกฝังอยู่ใต้ดินพันปี ถูกขุดขึ้นมา ผ่านมือคนนับร้อย เดินทางมาวางบนผ้ากำมะหยี่ซีดในตลาดดาลเวน ปะปนกับบานพับสนิมที่คนเรียกว่าเกล็ดมังกร.
มันรอดมาได้. ในขณะที่คนที่หล่อมันขึ้นมา — ไม่รอด.
นิ้วเวอร์ดานสั่น.
เป็นพันปีแล้วที่มือเขาไม่เคยสั่น. มือที่นิ่งพอจะคลายปมเวทที่ผิดพลาดทีละเส้นโดยไม่ให้ทั้งวิหารระเบิด. มือที่ปัดเวทขั้นกลางได้ราวกับปัดแมลง. มือที่เซ็นอนุมัติโครงการประตูอนาคตด้วยลายเซ็นเดียวที่ไม่สะดุดเลยสักเส้น.
มือนั้นกำลังสั่น เพราะแผ่นโลหะไร้ค่าราคาเท่าช้อน.
"เฮ้ ไอ้หนุ่ม" พ่อค้าเอ่ยขึ้น เห็นว่าเขาถือของไว้นาน. "ชิ้นนั้นน่ะ จานเครื่องรางโบราณ. ของแท้จากซากเทพทางใต้. ใส่ในบ้านกันผีร้ายได้ชะงัด. เห็นลายวงสามชั้นนั่นไหม? พระเทพสามองค์เฝ้าบ้านเลยล่ะ. เอาไปสามเหรียญเงินก็พอ ราคามิตรภาพ."
เวอร์ดานไม่ได้ยินครึ่งหนึ่งของสิ่งที่พ่อค้าพูด. เขาได้ยินแต่คำว่า *ซากเทพทางใต้.*
ทางใต้.
ที่ซึ่งเทวรัฐแห่งแสงสุดท้ายบูชาเทพที่จากไป. ที่ซึ่งเสียงสะท้อนยุคทอง "อีกแหล่งหนึ่ง" จางๆ เคยถูกระบบของคาสเทลจับได้. ที่ซึ่งของเผ่าเขาเดินทางออกมาจาก.
เวอร์ดานเงยหน้าขึ้นช้าๆ มองพ่อค้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เขาพยายามเค้นให้ฟังดูเหมือน "เวอร์" นักผจญภัยไส้แห้งที่แค่อยากต่อราคา — แต่มันออกมาเย็นกว่านั้นมาก เย็นจนพ่อค้าขยับถอยหลังครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว.
"ของแบบนี้" เวอร์ดานพูด "ท่านได้มาจากไหน."
ลิเลียที่ยืนข้างๆ หยุดยิ้ม.
เพราะเธอรู้จักน้ำเสียงนั้น. มันไม่ใช่น้ำเสียงของ "เวอร์". มันเป็นน้ำเสียงของเวอร์ดาน — จอมเวทเทพเจ้าผู้ถือกุญแจวิหาร — และเธอรู้ว่าหน้ากากนักผจญภัยใจดีที่พวกเขาซ้อมกันมาสามวัน เพิ่งร้าวลงเป็นรอยแรกตรงกลางตลาดดาลเวน ต่อหน้าคนทั้งเมือง.
ในระยะที่ไกลออกไปตามแนวหลังคา เงาหนึ่งที่ไม่มีใครเห็น หยุดนิ่ง — มือของมันเลื่อนไปแตะด้ามดาบใบดำที่หิวมานับพันปี.
เวอร์ดานยังถือแผ่นโลหะไว้ในมือที่สั่น และรอคำตอบ.
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.