Chapter 18
18 / 25
13 min read
บทที่ 18 — ความระแวงที่ก่อตัว
Published May 31, 2026, 07:55 AM
เวอร์ดานใช้เวลาทั้งคืนนับชัยชนะของตัวเอง.
ไม่ใช่เพื่อภูมิใจ. เขาไม่เคยภูมิใจกับอะไรที่ง่ายขนาดนี้. เขานับเพราะว่าตัวเลขที่ง่ายเกินไปคือตัวเลขที่โกหก — และของที่โกหกย่อมมีคนเขียนมันขึ้นมา.
ห้องทำงานของเขาอยู่ชั้นบนสุดของปราสาทกลางนครรุ่งอรุณ ห้องที่คาสเทลตั้งใจสร้างให้ "เรียบง่ายสมเป็นที่พักนักผจญภัย" แล้วลงเอยด้วยเพดานโดมหินขาวสลักดาวยุคทองที่เรืองแสงจางๆ ตามการหายใจของแกนวิหารใต้ดิน. เวอร์ดานเคยสั่งให้รื้อดาวพวกนั้นออก. คาสเทลรับคำ แล้วกลับมาบอกว่าได้ "ลดความสว่างลงสามส่วน" เพื่อให้ "ดูถ่อมตัวขึ้น" — ซึ่งแปลว่าตอนนี้เพดานเรืองแสงนุ่มนวลราวกับท้องฟ้ายามรุ่งสาง สวยกว่าเดิม.
เขาเลิกสั่งไปแล้ว.
บนโต๊ะหินตรงหน้าเขา ลอยอยู่คือแผนที่เวทแสงของภูมิภาค — ภาพเดียวกับที่คาสเทลฉายในห้องประชุมวงใน แต่ตอนนี้มีจุดเปลี่ยนไปมาก. ที่เคยมีจุดแดงดวงเดียวกะพริบทางตะวันออกเฉียงเหนือ — ค่ายของเจ้าโจรเลือดเหล็ก — ตอนนี้ว่างเปล่า. ราฮับลบมันออกไปในคืนเดียวเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เงียบจนกระทั่งชาวเมืองเรียกมันว่าพรจากเทพ. และรอบนครรุ่งอรุณ มีจุดสีทองเล็กๆ ผุดขึ้นเป็นวง — หมู่บ้านบริวารที่ไกร์ฟอน "ช่วย" จนกลายเป็นของเมืองทั้งเครือ.
เวอร์ดานเอานิ้วแตะจุดทองดวงหนึ่ง.
*หมู่บ้านธารหิน.* ความสามารถผ่านการสัมผัสของเขาทำงานแม้กับภาพเวท — เขารู้สึกถึงอายุของแสงนั้น สิบหกวัน นับจากที่มันถูกขีดเพิ่มเข้าแผนที่. สิบหกวันที่หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านยอมสวามิภักดิ์ต่อเมืองที่พวกเขาไม่เคยเห็นกำแพง เพราะกลัวเศษโจรกลุ่มหนึ่งที่กองคุ้มกันของไกร์ฟอนกวาดเรียบภายในบ่ายเดียว.
ง่ายเกินไป.
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ มองเพดานดาว แล้วเริ่มคิดอย่างที่เขาคิดมาทุกคืนตั้งแต่ตื่นในเถ้าถ่าน.
*ในยุคทอง การยึดนครหนึ่งใช้เวลาเป็นปี.* แม้แต่ตัวเขา — จอมเวทเทพเจ้าที่การประหารหนึ่งครั้งเทียบเท่ากองทัพ — ก็ไม่เคยได้ดินแดนมาง่ายขนาดนี้. เพราะในยุคทอง ทุกนครมีจอมเวท มีปราการเวท มีสภาที่คิดเป็น มีคนที่ *ตอบโต้กลับเป็น*. การได้มาซึ่งอำนาจต้องแลกด้วยเลือด ด้วยอุบาย ด้วยเวลา. นั่นคือธรรมชาติของอำนาจ. อำนาจที่ลอยมาเกาะมือเปล่าๆ ไม่ใช่อำนาจ — มันคือเหยื่อล่อ.
แล้วยุคนี้ล่ะ?
เขายึดภูมิภาคทั้งภูมิภาคด้วยการพูดว่า "ช่วยหน่อย" สามครั้ง.
เวอร์ดานหุบตา.
ไม่มีโลกไหนอ่อนแอได้ขนาดนี้โดยบังเอิญ. มันต้องมีเหตุผล. และเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุดในหัวเขา — เหตุผลที่เขาหวนกลับมาหามันทุกคืนเหมือนลิ้นที่ไปสะกิดฟันที่ปวด — คือว่ามีใครบางคน *ทำให้* มันอ่อนแอ. ทำให้มันดูเหมือนแกะอ้วนที่ไร้คนเลี้ยง วางมันไว้ตรงหน้าเขาเหมือนจานอาหารบนกับดักหมี. ปล่อยให้เขากินอิ่ม ปล่อยให้เขาประมาท ปล่อยให้เขาแผ่อำนาจกว้างจนเงาตัวเองยาวเกินจะหดกลับ — แล้ววันหนึ่งมือที่มองไม่เห็นนั้นจะกระตุกเชือก.
*เจ้าโจรคางโกรก็เหมือนกัน.* เขาคิด. เรื่องของคางโกรสมบูรณ์เกินไป — โจรที่บังเอิญแข็งแกร่งพอจะน่ากลัว แต่อ่อนพอจะถูกล้างในคืนเดียว มาขู่เขาในจังหวะที่เมืองเพิ่งตั้งไข่พอดิบพอดี. ราวกับมีใครส่งหน่วยทดสอบมาวัดว่าเมืองนี้แกร่งแค่ไหน แล้วถอนตัวเงียบๆ เมื่อได้คำตอบ.
เขาไม่รู้ว่าคนที่ส่งมาคือใคร. เขาไม่มีหลักฐานสักชิ้น. แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด — ศัตรูที่ฉลาดที่สุดคือศัตรูที่ไม่ทิ้งหลักฐานเลย.
*หรือว่าศัตรูที่ไม่ทิ้งหลักฐาน คือศัตรูที่ไม่มีอยู่จริง.*
ความคิดนั้นแว่บเข้ามาเหมือนทุกคืน. และเหมือนทุกคืน เขาผลักมันออกไป.
---
เช้าวันรุ่งขึ้น เวอร์ดานเดินตรวจกำแพงเมืองด้านตะวันตกพร้อมลิเลีย.
เขาบอกตัวเองว่ามาตรวจความมั่นคงของโครงสร้าง. ความจริงคือเขานอนไม่หลับ และการเดินช่วยให้สมองหยุดนับ. ลิเลียเดินเคียงข้าง มือสองข้างไขว้หลัง เหยียบไปบนถนนหินที่เรืองแสงอุ่นเท้าตามแบบฉบับ "ความถ่อมตัว" ของคาสเทล ร่าเริงราวกับออกมาเดินเล่นชมสวน.
"นายรู้ไหมว่าเมื่อคืนนายไม่ได้หลับอีกแล้ว" ลิเลียพูด ไม่ได้ถาม.
"ข้าหลับ."
"แสงในห้องนายเปิดทั้งคืน. คาสเทลบอกว่าแกนวิหารมีคลื่นเล็กๆ ตอนตีสาม — แบบที่นายชอบเช็กแผนที่." เธอยิ้มกว้าง. "นายเช็กแผนที่ตอนตีสามทำไมเหรอ ท่านนักผจญภัยใจดี?"
เวอร์ดานไม่ตอบ. เขาหยุดที่เชิงเทินมุมหนึ่ง วางมือลงบนหินขาว แล้วปล่อยให้ความสามารถของตัวเองไหลผ่านปลายนิ้ว.
*สิบสามวัน.* กำแพงท่อนนี้อายุสิบสามวัน. หินถูกเรียงขึ้นในเวลาเท่ากับที่ในยุคทองใช้วางอิฐก้อนแรก. ใต้ฝ่ามือเขา เมืองทั้งเมืองเต้นเป็นจังหวะหนุ่มสาว ไร้แผลเป็น ไร้ประวัติศาสตร์ของการถูกล้อมหรือถูกเผา. เมืองที่ไม่เคยเจ็บ.
เมืองที่ไม่เคยเจ็บคือเมืองที่ยังไม่เคยถูกทดสอบจริง.
"ลิเลีย" เขาเอ่ย สายตายังจับขอบฟ้าทางตะวันตก ที่ซึ่งแนวป่ารกร้างทอดยาวไปจนสุดสายตา. "เจ้าไม่คิดว่ามันแปลกหรือ."
"แปลกอะไร."
"ทุกอย่าง." เขาหันมา. "เราโผล่มาในยุคที่เวทมนตร์ตายไปแล้ว เผ่าเราสูญสิ้น เหลือเรายี่สิบแปดคนในทั้งจักรวาล. เราควรจะเจอโลกที่โหดร้าย ที่ต้องดิ้นรนทุกก้าว. แต่กลับกลายเป็นว่า..." เขากวาดมือไปทั้งเมือง. "เราพูดสามคำ แล้วได้ภูมิภาคมาทั้งภูมิภาค. คนยกเมืองให้เราโดยร้องไห้ขอบคุณ. โจรที่ควรเป็นภัยกลับอ่อนเหมือนหญ้าแห้ง. เจ้าไม่รู้สึกหรือว่ามันราบรื่นเกินไป — ราบรื่นแบบที่มีคนปูพรมไว้ให้?"
ลิเลียมองเขาเงียบๆ ครู่หนึ่ง. แล้วเธอก็หัวเราะ — ไม่ใช่หัวเราะเยาะ แต่หัวเราะแบบที่คนหัวเราะให้เพื่อนที่ตื่นมากลางดึกเพราะฝันว่าลืมใส่กางเกง.
"นาย." เธอชี้นิ้วใส่เขา. "นายฉลาดที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จัก. นายคำนวณกำแพงเมืองพังในกี่วินาทีได้ในหัว. นายอ่านอายุของก้อนหินได้ด้วยการแตะ. แต่บางทีนายก็โง่ที่สุดเหมือนกันแหละ."
เวอร์ดานยกคิ้ว.
"นายเคยคิดบ้างไหม" ลิเลียพูด เสียงเบาลง "ว่ามันราบรื่นเพราะ... โลกนี้มันอ่อนแอ *จริงๆ*? ไม่ใช่กับดัก ไม่ใช่แผน ไม่ใช่มืออีกข้าง. แค่อ่อนแอจริงๆ เพราะเวทมนตร์มันตายไปพันปีแล้ว และคนยุคนี้เก่งสุดก็แค่จุดไฟด้วยนิ้ว?"
ลมพัดผ่านเชิงเทิน หอบกลิ่นขนมปังจากตลาดเบื้องล่างขึ้นมา — ตลาดที่เมื่อสองสัปดาห์ก่อนยังเป็นที่ว่าง.
"เราไม่ได้เก่งขึ้น นาย" ลิเลียพูดต่อ. "โลกมันแค่อ่อนลง. มันต่างกันนะ."
เวอร์ดานนิ่ง.
ในใจเขาเสียงหนึ่งบอกว่า: *เธอพูดถูก. มันง่ายที่สุดที่จะเชื่อแบบนั้น.* และอีกเสียงหนึ่ง — เสียงที่ดังกว่า เสียงที่เขาเลี้ยงมันมาตั้งแต่วินาทีที่คาสเทลบอกว่าผ่านไปพันสองร้อยปี — บอกว่า: *นั่นแหละคือสิ่งที่มันอยากให้เจ้าเชื่อ.*
"ถ้าโลกนี้อ่อนแอจริง" เวอร์ดานพูดช้าๆ "งั้นใครล้างเผ่าเรา."
ลิเลียเงียบ.
"จารึกคืนสุดท้ายเขียนด้วยเลือดบนผนังวิหาร" เขาพูด เสียงไม่ขึ้นเสียงลง ราวกับท่องบัญชี. "'เผ่าหายในคืนเดียว. ความว่างที่เดินได้กลืนเวท. มันไม่ตาย มันหลับ. เวทมนตร์คือสิ่งปลุกมัน.' ถ้าโลกนี้อ่อนแอจริง ลิเลีย — แล้วสิ่งที่ฆ่าเผ่าอัสนีเทพทั้งเผ่าในคืนเดียวอยู่ที่ไหน? มันไม่ได้หายไปพร้อมเวทมนตร์. มันเป็นสิ่งที่ *กิน* เวทมนตร์. มันยังอยู่ที่ไหนสักแห่งในโลกที่เจ้าบอกว่าอ่อนแอนี่."
เขาเห็นรอยยิ้มของลิเลียจางลง — ไม่ใช่เพราะเธอยอมแพ้ แต่เพราะเธอกำลังคิดจริงๆ เป็นครั้งแรกในบทสนทนานี้.
"งั้น..." เธอเลือกคำอย่างระวัง "นายกลัวสิ่งนั้น. สิ่งที่หลับอยู่. ไม่ใช่กลัวคนยุคนี้."
"ข้ากลัวทุกอย่างที่ข้ามองไม่เห็น" เวอร์ดานพูด. "และในโลกที่ดูอ่อนแอเกินไป สิ่งที่ข้ามองไม่เห็นมีเยอะที่สุด."
ลิเลียมองเขานานมาก. นานจนเวอร์ดานเริ่มอยากหันหนีสายตานั้น เพราะมันเป็นสายตาแบบที่เขาเคยกลัวที่สุด — สายตาของคนที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างที่จริงเกินไป.
แต่สุดท้ายเธอก็แค่ยักไหล่ แล้วยิ้มกลับมาแบบเดิม.
"ก็ได้ ท่านระแวง" เธอพูด เคาะหมัดเบาๆ ที่ไหล่เขา. "แต่ข้าจะบอกอะไรให้นะ. บางที — *บางที* — สิ่งที่นายตามหามันอาจไม่ได้อยู่ข้างนอกนี่. มันอาจอยู่ในหัวนายเองก็ได้."
เธอเคยพูดประโยคนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง. เวอร์ดานจำได้. และเหมือนครั้งก่อน เขาเลือกที่จะไม่เข้าใจมัน.
"ไปกินข้าวเถอะ" เขาพูด แล้วเดินนำลงบันได.
ลิเลียมองหลังเขาอีกครู่. แล้วก็ตามลงไป — เก็บความสงสัยไว้ในกระเป๋าเหมือนทุกครั้ง เพราะถ้าเธอพูดมันออกมาตรงๆ ว่า *นายไม่ได้คุมทุกอย่าง นายไม่ได้วางแผนลึกล้ำอะไร นายแค่กลัว* — เธอกลัวว่าจะทำลายบางอย่างที่ค้ำเขาอยู่.
และคนที่กำลังค้ำเผ่าทั้งเผ่าไว้บนหลัง ไม่ควรถูกดึงเสาออกในตอนนี้.
---
ความจริงที่เวอร์ดานไม่เคยพูดออกมา — แม้แต่กับตัวเองในที่สว่าง — คือว่าเขาต้องการให้มีศัตรู.
เขาเข้าใจมันตอนเดินลงบันได ทิ้งลิเลียไว้ข้างหลังครึ่งช่วงตึก.
ถ้าโลกนี้อ่อนแอเพราะมีมือร้ายปูพรมไว้ — งั้นการที่เผ่าเขามาติดอยู่ที่นี่ก็เป็นแผนของศัตรู. เป็นเรื่องที่ถูกกระทำ. เป็นสิ่งที่เขาต้องสู้กลับ ต้องไขปริศนา ต้องเอาชนะ. มีเป้าหมาย. มีคนให้โทษ.
แต่ถ้าลิเลียพูดถูก — ถ้าโลกนี้แค่อ่อนแอจริงๆ ไม่มีมือร้าย ไม่มีแผน ไม่มีศัตรูที่เก่งกว่าเขาซ่อนอยู่ในเงา — งั้นความผิดทั้งหมดของการที่ยี่สิบแปดชีวิตสุดท้ายของเผ่าอัสนีเทพต้องตื่นมาในเถ้าถ่าน ห่างจากบ้านพันสองร้อยปี ไม่มีทางกลับ — ก็เป็นของเขาคนเดียว.
เขาเป็นคนสั่งเปิดประตูอนาคต.
ถ้าไม่มีใครจัดฉาก ถ้าประตูพังเพราะมันพังเอง ถ้ารอยร้าวคล้ายรอยฟันบนวงแหวนนั้นเป็นแค่โลหะที่ล้าจากการคำนวณผิดของเขาเอง — งั้นทุกคนที่หัวเราะอยู่ในตลาดเบื้องล่าง ทุกคนที่ภักดีต่อเขาจนตีความคำสั่งเกินจริงด้วยความรัก ทุกคนที่จะไม่มีวันได้เห็นยุคทองอีก —
ติดอยู่ที่นี่เพราะเขา.
เวอร์ดานหยุดกลางบันได. มือเขาเกาะราวหินขาวเย็น. ความสามารถของเขาบอกอายุของหินก้อนนั้นโดยที่เขาไม่ได้ขอ — *สิบสองวัน* — และเขาเกือบหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่น. เขาอ่านอายุของทุกสิ่งได้ ยกเว้นสิ่งเดียวที่เขาอยากรู้ที่สุด: อายุของความผิดที่เขาแบกอยู่ มันเริ่มนับวันไหน — วันที่เขาเซ็นอนุมัติโครงการ หรือวันที่ใครบางคนแอบฟันรอยร้าวลงบนวงแหวน.
เขาต้องการศัตรู เพราะศัตรูคือสิ่งเดียวที่จะลบลายเซ็นของเขาออกจากหายนะนี้ได้.
นี่คือเหตุผลที่เขาจะไม่มีวันยอมเชื่อลิเลีย แม้เธอจะพูดถูก.
เขาสูดหายใจลึก เก็บใบหน้ากลับเข้าหน้ากากเดิม — นักผจญภัยใจดีผู้ถ่อมตน — แล้วเดินลงต่อไป.
---
ไกร์ฟอนรอเขาอยู่ที่เชิงบันได.
เวอร์ดานรู้ทันทีว่ามีเรื่อง. ไกร์ฟอนไม่เคยมายืนรอเปล่าๆ — เวลาว่างของไกร์ฟอนถูกใช้ไปกับการวางแผนสามชั้น ไม่ใช่การยืน. และวันนี้ดวงตาเย็นจัดของนักวางกลยุทธมีประกายที่เวอร์ดานเริ่มจะกลัว: ประกายของคนที่เพิ่งพบ "ปริศนาเชิงกลยุทธ์อันลึกล้ำ" ชิ้นใหม่.
"ท่านครับ" ไกร์ฟอนคำนับ. "มีเรื่องที่ผมคิดว่าท่านน่าจะรอคอยอยู่."
*ข้าไม่ได้รอคอยอะไรทั้งนั้น.* "ว่ามา."
ไกร์ฟอนยกมือ. แสงเวทเส้นเล็กๆ พุ่งจากปลายนิ้วเขา ก่อรูปเป็นภาพชายสามคนลอยกลางอากาศ — ภาพที่หน่วยสอดแนมของไกร์ฟอนจับมาได้. ชายสามคนแต่งตัวอย่างพ่อค้าเร่ บรรทุกผ้าและเครื่องเทศ เดินทางมาตามถนนสายตะวันออกที่มุ่งเข้านครรุ่งอรุณ.
"พ่อค้าจากสันนิบาตนครรัฐภาคกลางครับ" ไกร์ฟอนพูด. "อ้างว่ามาจากเวลด์ฮอลม์ ขนผ้าไหมกับเครื่องเทศมาขาย."
"แล้วไง." เวอร์ดานมองภาพ. ชายสามคนดูธรรมดา. ธรรมดาเกินไป — แต่เขาจะไม่ปล่อยให้ความระแวงตัวเองพูดก่อนข้อมูล.
"พ่อค้าจริงเดินทางมาขายผ้าไหม สามคนกับเกวียนคันเดียว ไม่จ้างทหารคุ้มกัน — ผ่านเส้นทางที่เพิ่งมีข่าวว่าเจ้าโจรเลือดเหล็กหายไปทั้งกองได้ยังไง" ไกร์ฟอนพูดเรียบ. "พ่อค้าจริงจะกลัวเกินกว่าจะมา. คนพวกนี้ไม่กลัว. และคนเดียวที่ไม่กลัวเส้นทางที่เพิ่งมีกองโจรพันคนหายไปอย่างไร้ร่องรอย คือคนที่ *อยากรู้* ว่ามันหายไปได้ยังไง."
เวอร์ดานนิ่งฟัง.
"ผมให้คนตามมาตั้งแต่หมู่บ้านธารหิน" ไกร์ฟอนพูดต่อ. "ตลอดทางพวกเขาไม่ได้ถามราคาผ้าสักครั้ง. แต่ถามชาวบ้านว่าเมืองนี้ใหญ่แค่ไหน ใครปกครอง มีทหารเท่าไร กำแพงสูงเท่าไร — และที่สำคัญที่สุด..." เขาหยุด. "ถามว่าใครเป็นคนทำให้คางโกรหายไป."
ภาพในอากาศเลื่อนไป — แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งกำลังคุยกับเด็กเลี้ยงแพะข้างทาง ยื่นเหรียญทองแดงให้.
"พวกเขาคือสายลับครับท่าน" ไกร์ฟอนสรุป เสียงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส. "สันนิบาตนครรัฐส่งมาประเมิน 'อำนาจใหม่ทางตะวันตก'. แปลว่า..." ดวงตาเขาเป็นประกาย "โลกภายนอกเริ่มมองเห็นเราแล้ว. เกมที่ท่านวางไว้กำลังเดินไปตามแผนพอดี — ปลาตัวแรกมาดมเหยื่อแล้ว."
เวอร์ดานยืนนิ่งอยู่หน้าภาพเวทนั้นนานกว่าที่ไกร์ฟอนคาดไว้.
ในใจเขา ทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทางเหมือนหมากที่ถูกขยับ — แต่ไม่ใช่ในแบบที่ไกร์ฟอนคิด. ไกร์ฟอนเห็น "ปลาตัวแรกมาดมเหยื่อ". เวอร์ดานเห็น *มืออีกข้างกำลังกระตุกเชือกครั้งแรก*.
นี่คือสิ่งที่เขาเฝ้ารออยู่ทุกคืน. การยืนยัน. โลกภายนอกไม่ได้เพิกเฉยต่อเมืองที่โตเร็วเกินธรรมชาตินี้หรอก — มันกำลังส่งคนมา *มอง*. และเบื้องหลังคนที่มามอง อาจมีคนที่สั่งให้มามอง. และเบื้องหลังคนที่สั่ง อาจมีสิ่งที่เก่งกว่าเขา รอดูว่าแกะอ้วนตัวนี้จะโตจนน่าฆ่าเมื่อไร.
*หรือ* — เสียงของลิเลียแทรกเข้ามาในหัว — *มันก็แค่นครรัฐขี้กลัวที่ได้ยินข่าวลือ แล้วส่งคนมาดูว่าจะค้าขายด้วยได้ไหม.*
เวอร์ดานปิดเสียงนั้นลงอีกครั้ง.
"ไกร์ฟอน." เขาพูด เสียงสุภาพราบเรียบอย่างที่ลูกน้องรัก. "อย่าทำอะไรพวกเขา. ให้พวกเขาเห็น... เฉพาะสิ่งที่ควรเห็น."
เขาหมายความว่า: *อย่าให้สายลับรู้ว่าเราใช้เวทเทพได้. ปล่อยให้พวกมันคิดว่าเราเป็นแค่เมืองโชคดีที่มีกองทหารเก่ง.*
ไกร์ฟอนคำนับลึก ดวงตาเป็นประกายราวกับเพิ่งได้รับโองการชั้นสูงสุด.
"การควบคุมข้อมูลที่ศัตรูได้รับ คือการควบคุมการตัดสินใจของศัตรูล่วงหน้า" ไกร์ฟอนกระซิบกับตัวเองขณะถอยออกไป. "ท่านจะให้พวกเขาเห็นภาพที่ท่านอยากให้สันนิบาตทั้งสันนิบาตเชื่อ... แล้วใช้ความเชื่อนั้นเป็นบังเหียน. ลึกล้ำเหลือเกิน."
เวอร์ดานไม่ได้ยินประโยคหลัง. เขามองภาพเวทของชายสามคนที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ และคิดถึงคำของลิเลียบนเชิงเทิน — *สิ่งที่นายตามหา มันอาจอยู่ในหัวนายเอง.*
ข้างนอกหน้าต่าง เสียงตลาดดังขึ้นมา. เสียงเด็กหัวเราะ. เสียงเฒ่ามารินกำลังเล่าเรื่องวีรบุรุษที่เทพส่งมาให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มใหม่ฟังเป็นรอบที่ร้อย. เสียงของเมืองที่ไม่เคยเจ็บ กำลังโตขึ้นทุกวินาที — ดังขึ้น เด่นขึ้น มองเห็นได้ง่ายขึ้นจากทุกทิศของทวีป.
เวอร์ดานยืนอยู่กลางห้องที่เพดานเรืองแสงราวรุ่งสาง และรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าตัวเองไม่ได้ยืนอยู่บนยอดปราสาท.
เขายืนอยู่บนเหยื่อล่อที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีคนวาง.
และที่ไหนสักแห่งในความมืดทางตะวันตก — ที่ซึ่งเวทมนตร์ถูกดูดแห้งสนิทและซากโบราณนอนนิ่งมาพันปี — มีบางสิ่งที่ลืมตาขึ้นชั่วขณะ ตอบรับเสียงสะท้อนที่เขาไม่รู้ว่าเมืองของเขาเองส่งออกไป.
เวอร์ดานไม่รู้.
เขาแค่ระแวง.
แต่คืนนั้น เป็นครั้งแรกที่ความระแวงของเขามีรูปร่าง — และมันมีหน้าตาเหมือนพ่อค้าสามคนเดินทางมาตามถนนสายตะวันออก.
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.