ตอนที่ 88
90 / 417
อ่าน 20 นาที
Chapter 88 – Towards the second encounter
เผยแพร่เมื่อ 7 เม.ย. 2569 04:53
**มุมนักแปล**
ร่างในชุดกาวน์สีขาวทอดสายตามองลงไปยังเด็กสาวผู้ไร้ทางขัดขืน... หากจะกล่าวว่านางไร้ทางสู้ก็คงไม่ผิดนัก เพราะตอนนี้นางกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราด้วยฤทธิ์ยาที่เขาเป็นผู้หยิบยื่นให้ รูม่านตาของชายผู้นั้นขยายกว้าง ลมหายใจหอบถี่ติดขัด ราวกับเขากำลังสะกดกั้นอารมณ์พลุ่งพล่านอย่างสุดความสามารถ และแล้วถ้อยคำสั่นเครือก็หลุดรอดออกมาจากริมฝีปาก
「ไอโกะที่รักของข้า! ข้าปรารถนาจะโอบกอดเจ้าอีกครั้งเหลือเกิน!」
เขายื่นมือออกไปหา ทว่ากลับชะงักค้างห่างจากใบหน้านวลเพียงเซนติเมตรเดียว
「ไม่สิ เจ้าไม่ใช่ไอโกะ... แต่ในเมื่อเจ้าเป็นฝาแฝดของนาง เจ้าทั้งสองย่อมต้องเหมือนกันทุกประการ มิใช่หรือ?」
รอยยิ้มบิดเบี้ยวแสยะขึ้นบนใบหน้า
「ข้ายังมิอาจลืมเลือนค่ำคืนนั้นได้เลย! หากยัยนั่นไม่ริอ่านโทรศัพท์สายนั้นล่ะก็ เราก็คงไม่ต้อง...」
เขาลอบถอนหายใจยาว
「ช่างน่าเสียดายจริงๆ ข้าอุตส่าห์ลำบากลำบนส่งไอ้ลูกชายโง่เง่านั่นไปตามจีบแท้ๆ แต่เรื่องกลับจบลงแบบนี้เสียนี่... เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะข้าเองก็กำลังเฝ้ารอเวลาที่เราจะได้อยู่ด้วยกันนะ “ไอโกะ”!」
ชายผู้นั้นหมุนตัวกลับไปมาพร้อมแผ่แขนออกกว้าง รอยยิ้มวิปลาสประดับบนใบหน้าราวกับคนเสียสติ
「มาจัด “ปาร์ตี้” กันอีกสักรอบเถอะ! ข้าจะเชิญแขกกลุ่มเดิมมาให้ครบทุกคนเลย!」
เขาโน้มตัวลงจุมพิตที่ข้างแก้มของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเร่งรีบสาวเท้าออกจากห้องไป
.
.
**บทการเผชิญหน้าแห่งนักบุญและอสูร**
**ตอนที่ 088: มุ่งสู่การพบพานครั้งที่สอง**
ฮินาตะก้าวเดินออกจากคฤหาสน์ชั้นใน
เมื่อสัมผัสถึงตัวตนของนางเลือนหายไปจนแน่ใจแล้ว ทั้งสี่ที่เหลือจึงเริ่มบทสนทนาต่อ
「ช่างเป็นเด็กที่น่าสงสารเสียนี่กะไร นางคิดว่าตัวเองเป็นผู้กล้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ?」
「นั่นสิ... เมื่อเทียบกับคนก่อนแล้ว นางยังอ่อนหัดเกินไปมาก」
「แค่จะเทียบเคียงฝ่าเท้าของผู้กล้าคนก่อนยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!」
「แต่มันก็คือเรื่องจริงที่ว่านางคือเบี้ยที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เรามี」
「ทว่าการส่งฮินาตะไปโดยมิได้รับอนุญาตจากองค์หญิงเช่นนี้ จะดีแน่หรือ?」
「คงต้องโดนกริ้วแน่... แต่หากส่งวีนัส, แซทเทิร์น และซัน ไปคอยปรนนิบัติปลอบประโลมล่ะก็ ความขุ่นเคืองของนางคงมลายหายไปในไม่ช้า...」
「คราวก่อนพวกเราทั้งเจ็ดเดินทางไปพร้อมกันทั้งหมด นางยังไม่ฟื้นตัวดีเลยด้วยซ้ำ」
「แต่ฮินาตะนั้นมิอาจนำมาเปรียบเทียบกับ ‘ท่านผู้นั้น’ ได้หรอก...」
พวกเขากล่าวพลางสบสายตากัน
แต่ละคนต่างพยักหน้ายืนยันความคิดของกันและกัน
「พวกเรามิอาจรู้ได้ว่าตัวตนนั้นคือสิ่งใด แต่ข้าก็ยินดีนักที่มันปรากฏตัวขึ้น」
「เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะมันแท้ๆ ที่ทำให้องค์หญิงทรงตื่นขึ้นจากการหลับใหล」
「แต่เราจะปล่อยทิ้งไว้เช่นนั้นไม่ได้」
「ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เราต้องนำร่างของท่านผู้นั้นกลับมาให้ได้...」
คำกล่าวทิ้งท้ายมาพร้อมกับการพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
สิ่งที่เหล่า ‘เจ็ดปราชญ์สวรรค์’ ให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือผู้กล้าที่แท้จริง
สำหรับพวกเขาแล้ว ตัวแทนคนปัจจุบันนั้นช่างไร้ความสามารถสิ้นดี
แม้นางจะเป็นเพียง ‘ของตาย’ ที่ถูกหยิบฉวยมาเหมือนเศษเกลือติดก้นขวดในยามที่ต้องการเกลือทั้งกระปุก แต่นางก็ยังถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยพบเจอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทว่าหัวใจของนางกลับอ่อนแอเกินไป
การจะได้มาซึ่งพลังใจและดวงวิญญาณที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ปกตินั้น จิตใจที่สั่นคลอนของนางกลับกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้น
นางจึงเป็นเพียง ‘สินค้าที่มีตำหนิ’
และเจ้าตัวกลับไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย รวมถึงความจริงที่ว่าร่างกายของนางหยุดการเจริญเติบโตไปแล้ว
ร่างกายนางหยุดหยุดพัฒนาการหลังจากเข้าร่วมกับคริสตจักรได้เพียงสองปี
ด้วยกายาที่ถูกแช่แข็งไว้ในวัยสิบเจ็ดปีจากการอำนวยพรของจิตวิญญาณ ทำให้นางมิอาจแก่ชราลงได้อีก
ทว่าแม้จะได้รับความรักจากเหล่าจิตวิญญาณถึงเพียงนั้น แต่นางกลับมิอาจก้าวข้ามบาดแผลในใจของตนเองได้เลย
นางช่างเย็นชาและยึดมั่นในตรรกะ
พยายามจะช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอ—ซึ่งรวมถึงตัวนางเองด้วย
แต่สิ่งที่นางขาดหายไปมากที่สุดก็คือ ‘อารมณ์ความรู้สึก’
นางมิเคยรู้จักรักใคร่ในตัวมนุษย์
การที่มิเคยได้รับความรักในวัยเยาว์ได้กัดกร่อนหัวใจของนางจนบิดเบี้ยว
แม้จะได้รับความรักจากจิตวิญญาณ แต่มันกลับมิอาจปลุกนางให้ตื่นขึ้นได้เลย
ช่างน่าเสียดายที่พวกเขาไม่อาจคาดหวังการตื่นขึ้นที่เหนือกว่านี้จากนางได้อีกต่อไป
ดังนั้น ขอเพียงแค่นางไปสืบทราบพลังของจอมมารตนใหม่มาได้ นั่นก็เพียงพอแล้ว
「ตกลงตามนี้ใช่หรือไม่?」
「แน่นอน หากนางชนะก็ดีไป แต่ถ้านางแพ้...」
「เราก็จะประกาศว่านางทำไปโดยพลการ」
「ถูกต้อง แล้วหลังจากนั้นเราค่อยประกาศยอมรับ ‘ประเทศแห่งอสูร เทมเพสต์’ อย่างเป็นทางการด้วยความยินดียิ่ง!」
ฮินาตะเป็นเพียงหมากที่ใช้แล้วทิ้ง
หากชนะก็ดี หากแพ้ก็กำจัดทิ้งเสีย
และพวกเขาก็เชี่ยวชาญยิ่งนักในการปัดความรับผิดชอบ
ทุกอย่างถูกกระทำลงไปเพื่อความปรารถนาอันสูงสุดของพวกเขา
ทุกสิ่งเพื่อ... สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืดมิด...
ในไม่ช้า กลิ่นอายของเหล่าปราชญ์สวรรค์ก็จางหายไปในความมืด
* * *
ไม่นานนัก ผมก็ได้รับข่าวว่า ซากากุจิ ฮินาตะ ได้เริ่มเคลื่อนพลมุ่งหน้ามายัง ‘ประเทศแห่งอสูร เทมเพสต์’ ของพวกเราแล้ว
นางนำกองกำลัง ‘เทมพลาร์ไนท์’ (อัศวินศักดิ์สิทธิ์) ฝีมือดีกว่าร้อยนายติดตามมาด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านางคงคัดสรรเฉพาะอัศวินที่แข็งแกร่งที่สุด เพื่อมิให้กลายเป็นภาระในการเคลื่อนพลแม้แต่น้อย
สมกับที่เป็นฮินาตะ
นางคงมองออกในทันทีว่าพวกทหารครึ่งๆ กลางๆ นั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิงในศึกครั้งนี้
ทว่า... ผมกลับรู้สึกเสียดายในใจ
การกระทำนั้นเป็นการตีตราว่าพวกเราคือตัวตนที่อันตรายโดยธรรมชาติ และเป็นการปฏิเสธโอกาสในการประนีประนอมในอนาคตจนสิ้นซาก
ถามจริงๆ เถอะ นางกำลังมุ่งหวังสิ่งใดกันแน่?
หากไม่คิดจะทำความเข้าใจคู่ต่อสู้ ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่ก็คือการทำลายล้างกันให้ย่อยยับ...
แต่นั่นจะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
แม้แต่คนญี่ปุ่นสมัยใหม่อย่างพวกเรายังรู้ดีว่าต้องสูญเสียเลือดเนื้อไปมากเพียงใดภายใต้หน้ากากแห่งพระเจ้า
ท้ายที่สุด ฮินาตะและคริสตจักรก็กำลังเคลื่อนไหวโดยการยัดเยียดอุดมการณ์ของตนให้ผู้อื่น
การกระทำเช่นนั้นเป็นการเมินเฉยต่อความเชื่อหรือสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่ออย่างสิ้นเชิง
ผมไม่เชื่อหรอกว่าความยุติธรรมจะสถิตอยู่ในการกระทำเยี่ยงนี้
ฮินาตะไม่เข้าใจเรื่องนั้นหรืออย่างไร?
ผมตระหนักได้ว่านางเป็นคนประเภทที่ไม่เคยฟังความเห็นจากใครเลย
หากศัตรูคืออสูร ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับฟัง
นางเชื่อจริงๆ หรือว่าพวกเขาจะสามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น?
ยิ่งไปกว่านั้น...
ผมแอบหวังลึกๆ ว่านางจะเคลื่อนไหวตามสามัญสำนึกของคนญี่ปุ่นยุคใหม่ แต่ดูเหมือนนางจะขาดสิ่งนั้นไปอย่างสิ้นเชิงเลยไม่ใช่หรือ?
หากนางถูกส่งมายังโลกนี้ตั้งแต่อายุ 15 นางไม่เคยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกเราบ้างเลยหรือไง?
อีกอย่าง ผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องระบบการศึกษาในยุคนี้เท่าไหร่นัก สมัยนี้เขาเอาอะไรใส่หัวเด็กกันนะ?
ช่างเถอะ
ท้ายที่สุดแล้ว การจะนำความรู้มาปรับใช้ได้จริงหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั่นแหละ
การอ้างว่า ‘ไม่รู้’ ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้น และมันไม่มีความหมายสำหรับพวกเราเลย
เราทำอะไรไม่ได้ในข้อเท็จจริงที่ว่านางได้รับพลังอันมหาศาลมาครอบครองตั้งแต่ยังเป็นเพียงเด็กสาว
นอกจากนี้ นางยังประกาศตนเป็นศัตรูกับพวกเราอย่างชัดเจน
ไม่มีประโยชน์ที่จะเจรจาพาทีอะไรกันอีกแล้ว
ผมสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นออกไป
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการขยี้ศัตรูให้ราบคาบ
ผมเรียกรวมพลเหล่าหัวหน้าแผนกเพื่อประเมินสถานการณ์
เริ่มจาก โซเอย์ ที่รายงานความคืบหน้าในการเคลื่อนพลของฮินาตะ
ตามคำสั่งของผม เขาได้ส่งหน่วยสอดแนมไปยังเมืองใหญ่ๆ ในอาณาจักรอิงกราเซีย และอาณาจักรฟาร์มัส
การได้รับข้อมูลข่าวสารคือพื้นฐานสำคัญของสงคราม
เมื่อครั้งที่เราส่งทูตไปยังคริสตจักร ผมก็ได้ส่งสายลับเดินทางไปยังจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์รูเบเรียสด้วยเช่นกัน
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือ กองอัศวินกลุ่มหนึ่งกลับใช้การเคลื่อนย้ายฉับพลันและออกเดินทางจากศูนย์บัญชาการของโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งตะวันตกในอาณาจักรอิงกราเซียอย่างกะทันหัน
เนื่องจากการบุกเข้าไปข้างในนั้นอันตรายเกินไป ข้อมูลยืนยันหลังจากนั้นจึงต้องใช้พลังแห่ง ‘ทองคำ’ เข้าแลก ดังนั้นเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลนั้น...
เอาจริงเถอะโซเอย์... แม้ผมจะเป็นคนสอนพื้นฐานการเป็นนินจาให้เขาเองกับมือ แต่เขากลับพัฒนามันไปไกลจนเข้ากับรสนิยมของตัวเองสุดๆ
ขนาดคนสอนอย่างผมยังอดทึ่งไม่ได้ที่เห็นมันเข้ากับเขาได้ดีขนาดนี้
อ้อ ความจริงแล้วเรื่องสำคัญๆ ส่วนใหญ่น่ะได้รับการถ่ายทอดมาจากฟิวเซ่ (Fuze) สินะ
หมอนั่นคงสอนวิชาเจ้าเล่ห์เพทุบายให้ไม่น้อยเลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆ จะทำตามได้ง่ายๆ... เข้าใจล่ะ ผมคิดพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
โซเอย์ส่ง โซกะ และเหล่านินจาคนอื่นๆ ไปยังประเทศต่างๆ และใช้คนในพื้นที่ในการรวบรวมข่าวสาร
หนึ่งในข้อมูลที่ได้รับมาคือจำนวนของเทมพลาร์ไนท์ในอาณาจักรอิงกราเซียนั้นมีมากผิดปกติ
สิ่งที่น่าแปลกคือความเร็วในการเคลื่อนย้ายผู้คนจากจักรวรรดิศักดิ์สิทธิ์รูเบเรียสมายังอิงกราเซีย
ไม่ว่าเส้นทางจะถูกสร้างมาดีเพียงใด หรือปลอดภัยแค่ไหน พวกเขาก็เคลื่อนพลกันเร็วเกินไปจริงๆ
และดูเหมือนผู้ที่มุ่งหน้าเข้าสู่คริสตจักรจะมีจำนวนมากกว่าผู้ที่เดินออกมาเสียอีก
บทสรุปภายในเวลาเพียงสามวัน อัศวินศักดิ์สิทธิ์หนึ่งร้อยนายก็ได้ออกเดินทาง
และหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันเรื่องนี้คือการปรากฏตัวของ ซากากุจิ ฮินาตะ หัวหน้าอัศวินกองพิทักษ์จักรวรรดิ
นางมีชื่อเสียงโด่งดังมากจนหน่วยสืบราชการลับทราบเรื่องได้ในทันที
ทหารทั้งร้อยนายกระโดดขึ้นหลังม้าและมุ่งหน้าตรงไปยังอาณาจักรฟาร์มัส
กล่าวคือ พวกเขากำลังใช้เส้นทางที่สั้นที่สุดเพื่อมายังประเทศของพวกเรา
พวกเขาจะมาถึงที่นี่ภายในเวลาสองสัปดาห์
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ผมคงต้องขอชื่นชมโซเอย์ที่หาข้อมูลมาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
เขาเสนอผลการสืบสวนต่อที่ประชุมหัวหน้าแผนกฉุกเฉินอย่างเยือกเย็น
เขากลายเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริงแล้วสินะ
「สมกับที่เป็นเจ้าจริงๆ ที่หาข้อมูลสำคัญขนาดนี้มาได้ในช่วงเวลาอันสั้น ฝากตั้งใจทำงานแบบนี้ต่อไปด้วยล่ะ」
「หามิได้ขอรับ ณ ตอนนี้ข้ายังมีหลายสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมาก」
เมื่อผมเอ่ยชม โซเอย์ก็น้อมรับคำชมนั้นอย่างสงบนิ่ง
ช่างเป็นสมญานาม ‘เงา’ ที่เหมาะสมกับเขาเสียจริง
ใบหน้าอันงดงามนั้นไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ ปรากฏให้เห็น
เอาล่ะ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว เราก็สามารถเริ่มวางแผนได้เสียที
แม้เราจะยังไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ากองพลของนางประกอบไปด้วยอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดหรือไม่ แต่ผมตัดสินใจที่จะเตรียมการโดยตั้งสมมติฐานไว้ก่อน
ในกรณีนั้น พวกเขาคือกองทัพที่มีระดับ A ถึง 100 คน และนำทัพโดยฮินาตะ
ต่างจากกองทัพหนึ่งหมื่นห้าพันคนคราวก่อน กองกำลังชุดนี้อันตรายกว่ามากอย่างมหาศาล
คราวนี้ผมไม่คิดจะออกไปสู้คนเดียวหรอกนะ ผมไม่ได้อยากฆ่าตัวตายเสียหน่อย จริงไหม?
แล้วเราควรทำอย่างไรดี?
ผมหันไปถามความเห็นจากเหล่าหัวหน้าแผนก
「ทำไมเราไม่ฆ่าล้างบางพวกมันให้หมดล่ะคะ?」
ผมขอไม่เอ่ยชื่อคนพูดแล้วกัน แต่ขอบอกเลยว่ายัยนี่มันบ้าชัดๆ
นางเมินเฉยต่อความเป็นไปได้ในการลงมือทำโดยสิ้นเชิง และพูดถึงแต่ผลลัพธ์ที่ต้องการเท่านั้น
มิน่าล่ะ ถึงได้โหยหายูนิคสกิลที่ไร้ประโยชน์แบบนั้น
「จะปะทะกันตรงๆ อย่างนั้นหรือ? หากทำเช่นนั้น ย่อมต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้นแน่นอน」
ใช่เลย เบนิมารุดูเหมือนจะละทิ้งความคิดที่ยึดติดกับศักดิ์ศรีไปแล้ว
เขาพิจารณาความสามารถอย่างจริงจังและตัดสินกำลังรบของพวกเราได้อย่างแม่นยำ
นั่นคงเป็นเพราะเขาฝึกซ้อมกับฮาคุโร่อยู่บ่อยครั้ง นี่แหละคือหลักฐานแห่งการเติบโตของเขา
ผมมักพูดเสมอว่าควรฝากเรื่องการรบไว้กับแม่ทัพของเรา และดูเหมือนคราวนี้นั่นจะเป็นความคิดที่ดีจริงๆ
「ให้หน่วยฮิริวของข้าโจมตีจากฟากฟ้าดีไหมขอรับ?」
「นั่นอาจเป็นความคิดที่ดีนะกาบิล แต่ศัตรูคือเหล่าเทมพลาร์ไนท์ อย่างน้อยแต่ละคนต้องมีระดับ A แน่ๆ
ต่อให้โจมตีจากเบื้องบน เราก็คงเจาะ ‘อาณาเขต’ ของพวกเขามิได้ง่ายๆ
เราอาจจะหยุดการเคลื่อนพลของพวกเขาได้ด้วยวิธีนั้น แต่เกลด์น่าจะทำหน้าที่ตรงนั้นได้ดีกว่า」
「เป็นอย่างที่ท่านว่า หน่วยของข้ามีจำนวนมาก หากเพียงต้องการสกัดพวกเขามิให้เคลื่อนที่ต่อ พวกเขาย่อมมิอาจทำอันตรายพวกเราได้มากนัก」
การสนทนาดำเนินต่อไปในทิศทางนั้น
ความสูญเสียสินะ...
ในยามที่ทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ ผมมิอาจทนเห็นเพื่อนพ้องต้องล้มตายลงได้เลย
ทว่าศัตรูของเราคือฮินาตะ และนางก็อันตรายมาก
คราวก่อนที่เราสู้กัน ผมสามารถหนีรอดมาได้เพราะนั่นคือเป้าหมายของผม แต่หากต้องสู้กันจนตัวตายล่ะก็ คราวนั้นผมคงจบเห่ไปแล้วจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ
ในปัจจุบัน มีเพียงผมเท่านั้นที่จะรับมือนางได้
ผมนึกภาพตัวเองพ่ายแพ้ไม่ออกก็จริง แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรหากพวกอัศวินเหล่านั้นหันมาสนับสนุนนางพร้อมกัน
นอกจากนี้ พวกอัศวินยังเป็นปัญหาที่ต่างออกไป... เราควรปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไรดี?
ควรจะสังหารทิ้งให้หมด หรือปล่อยพวกเขาไป?
พวกเขาคือผู้อารักขามวลมนุษย์ที่ได้รับพรจากจิตวิญญาณ
ผมมิอาจเมินเฉยต่อความสูญเสียที่เกิดจากเหล่าอสูรในโลกใบนี้ได้ และการปกป้องหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ก็คือหน้าที่ของอัศวินเหล่านี้
พวกเขามีไว้เพื่อยับยั้งความสูญเสีย มิให้แผ่ขยายไปมากกว่านี้ ส่วนใหญ่พวกเขาเกลียดชังอสูร และเหล่าเทมพลาร์เหล่านี้ก็คือร่างจำลองแห่งความหวัง ความคาดหวัง และคำอธิษฐานของผู้ตกเป็นเหยื่อทุกคน
นั่นแหละคือเหล่าเทมพลาร์ไนท์
บางทีคราวนี้หากผมได้คุยกับฮินาตะ ผมอาจจะสามารถปรับความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันได้
แต่น่าเศร้าที่ในสายตานาง พวกเราคืออสูร คือโรคร้ายที่จำเป็นต้องได้รับการกำจัดทิ้งในทันที
ไม่ใช่ว่าผมไม่เข้าใจมุมมองของพวกเขานะ
แน่นอนว่าหลายคนในหมู่พวกเขาคงสูญเสียเพื่อน ครอบครัว หรือคนรักไปเพราะอสูร
และมันก็เป็นเรื่องจริงที่อสูรไร้สติจำนวนมากออกอาละวาดอย่างบ้าคลั่งโดยไม่มีเหตุผล
ทว่า ‘ประเทศแห่งอสูร เทมเพสต์’ จะเป็นผู้หยุดยั้งความสูญเสียเหล่านั้น
และดูเหมือนพวกเราก็ไม่ได้ขับไล่อสูรตนใดออกไปจากดินแดนแถบนี้เลย
แต่ในดินแดนอื่น ณ วินาทีนี้ อสูรอาจกำลังพรากชีวิตมนุษย์อยู่ก็เป็นได้
หากพวกเราสังหารเหล่าอัศวินจนสิ้นซาก แล้วใครเล่าจะเป็นผู้ปกป้องดินแดนเหล่านั้น?
ผมมิอาจเพิกเฉยต่อความรับผิดชอบต่อชีวิตที่ต้องสูญเสียไปเหล่านั้นได้เลย
ช่างน่ารำคาญใจจริงๆ ทั้งหมดเป็นเพราะฮินาตะไม่ยอมรับฟังอะไรเลยแท้ๆ
แต่ถึงจะพูดแบบนั้น ก็ไม่มีหนทางใดเลยที่จะทำให้พวกเขาเชื่อใจพวกเรา หรือแม้แต่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้...
และพวกเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่พวกเราจะสู้ด้วยได้โดยที่ยังออมมือไว้
พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญในการกำจัดอสูร หากเราประมาทแม้เพียงนิด ย่อมเป็นฝ่ายถูกสังหารเสียเอง
หากเรามีชัยชนะด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือชั้นอย่างถล่มทลาย บางทีนั่นอาจจะช่วยโน้มน้าวให้พวกเขาเห็นถึงเจตนาดีของเราได้บ้าง
ช่างน่ารังเกียจจริงๆ สถานการณ์แบบนี้
อย่างไรก็ตาม ผมต้องการชนะโดยปราศจากความสูญเสียแม้แต่เพียงคนเดียว
ในกรณีนั้น... การดวลตัวต่อตัวคือทางออก
หากผมโค่นฮินาตะลงได้ ใจสู้ของเหล่าอัศวินย่อมแตกสลายไปเอง
ช่างน่าปวดหัวสิ้นดี
หากไม่ล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของนาง ผมก็ไม่อาจหวังให้ทุกอย่างดำเนินไปตามแผนได้...
「เอาล่ะ ผมตัดสินใจแล้ว เราจะชนะโดยไม่สังหารอัศวินแม้แต่เพียงคนเดียว
แต่มีข้อแม้ว่า... พวกเราฝ่ายนี้ก็ห้ามล้มตายในสนามรบแม้แต่คนเดียวเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้...
อันดับแรก หน่วยเยลโล่นัมเบอร์ส (Yellow Numbers) ภายใต้การนำของเกลด์ จะทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันรอบเมืองเทมเพสต์
ห้ามอัศวินแม้แต่คนเดียวเล็ดลอดเข้าเมืองมาได้เด็ดขาด
เบนิมารุ เจ้าจะคุมหน่วยกรีนนัมเบอร์ส (Green Numbers), หน่วยคริมสัน (Crimson) และหน่วยเยลโล่นัมเบอร์สประจำการอยู่ภายใน
คอยสนับสนุนส่วนใดก็ตามที่กำลังติดพันการสู้รบ
ฟังนะ หน่วยของเกลด์คือแนวป้องกันด่านแรกของเรา
หากศัตรูฝ่ามาถึงจุดนั้นได้ ให้กำจัดเสียให้สิ้น
หน่วยโยมิกาเอริ (Yomigaeri) ของชิออน
หน่วยฮิริว (Hiryuu) ของกาบิล
และหน่วยก็อบลินไรเดอร์ส (Goblin Riders) ของโกบุตะ พวกเจ้าคือขุมกำลังหลักในคราวนี้
หน่วยโยมิกาเอริจะเข้าปะทะโดยตรง ต่อให้ชนะไม่ได้ แต่พวกเจ้าคืออมตะ จงใช้จุดเด่นนั้นถ่วงเวลาพวกมันไว้
จากนั้น โกบุตะและเหล่าก็อบลินไรเดอร์สจะเข้าสมทบหน่วยโยมิกาเอริ
ใช้ยุทธวิธี ‘ตีแล้วหนี’ (Hit and Run) เพื่อปั่นป่วนกระบวนทัพของศัตรู
อย่าให้พวกมันล้อมเจ้าได้ จงให้ความสำคัญกับการเคลื่อนที่อย่างอิสระเหนือสิ่งอื่นใด
สุดท้าย หน่วยฮิริวจะจู่โจมจากฟากฟ้า
คอยช่วยเหลือเหล่านักรบที่กำลังลำบาก และคอยปิดช่องโหว่ในแนวป้องกันของเรา
และจงเข้าปะทะด้วยเจตจำนงที่จะต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง
มันจะดียิ่งนักหากเหล่าเทมพลาร์ได้เห็นภาพการต่อสู้นั้นทั้งหมดด้วยตาตนเอง
โซเอย์ เจ้าจงเฝ้าสังเกตการณ์จากในเงามืด
ดิอาโบล เจ้าหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงและสังเกตการณ์จากฟากฟ้า
หากเจ้าเห็นอัศวินคนไหนที่แข็งแกร่งจนเกินไป ผมจะฝากให้เจ้าเป็นคนจัดการ
เบนิมารุ ผมฝากแนวป้องกันสุดท้ายไว้ที่เจ้า เกลด์ เจ้าจงทำตามคำสั่งของเขา
นอกจากนี้ หากศัตรูพิสูจน์ได้ว่าแข็งแกร่งเกินกว่าที่คาดไว้ และโอกาสชนะของเราแทบจะไม่มีเลยล่ะก็ เบนิมารุ เจ้าจงสั่งถอยทัพในทันที
หนีไปตั้งหลักที่นิคมของเหล่าไฮออร์ค (High Orc)
หากผมพลาดพลั้งไป เวลโดร่าจะเป็นผู้รับมือฮินาตะเอง
จบเพียงเท่านี้」
ผมสรุปสิ่งที่แทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นกลยุทธ์ออกมา
ในโอกาสหนึ่งในล้านที่พวกเขาสามารถบุกรุกเข้ามาในเมืองได้ แนวป้องกันของเบนิมารุและเกลด์จะเป็นปราการด่านสุดท้าย
ผมวางแผนโดยพิจารณาจากข้อเสนอแนะของทุกคนแล้ว
ผมหลับตาลงและจำลองสถานการณ์การต่อสู้ในหัวไปหลายรอบ
ตามความเป็นจริง ‘ราชาแห่งปัญญา ราฟาเอล’ เชื่อว่านี่คือแนวทางที่จะก่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด
อันที่จริง ราฟาเอลไม่ได้กังขาในชัยชนะของผมเลยแม้แต่น้อย
ทว่าแผนการทั้งหมดนี้จะพังทลายลงทันที หากผมต้องตกที่นั่งลำบากในการต่อสู้กับนาง หรือหากผมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ราฟาเอลเนี่ย... โอเคจริงๆ ใช่ไหม?
ผมแอบคิดเรื่องนี้อยู่ทุกครั้งเลยนะ ราฟาเอลเนี่ยดูจะเป็นคน (สกิล) ที่มีความมั่นใจในตัวเองล้นปรี่เกินไปหรือเปล่า?
ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ราฟาเอลเชื่อมั่นในตัวผมมากเกินไปต่างหาก
ใช่แล้ว ราชาแห่งปัญญาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของผม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตัวผมเองยังไม่ค่อยจะมั่นใจเลย... และนี่แหละคือช่องว่างที่กว้างที่สุดระหว่างพวกเรา
อา ช่างเถอะ
ผมกวาดสายตามองเหล่าหัวหน้าแผนกที่มารวมตัวกันอยู่ ณ ที่แห่งนี้
ทุกคนต่างกำลังจ้องมองมาที่ผม
และแล้ว...
「พูดง่ายๆ ก็คือ เราต้องตัดหัวพวกมันให้เกลี้ยงสินะคะ?」
「...」
「ล้อเล่นค่ะ
พูดอีกอย่างก็คือ เราจะสู้โดยไม่สังหารพวกมัน และโดยที่พวกเราห้ามล้มตายแม้แต่คนเดียว
ในระหว่างนั้น ท่านริมูรุจะเป็นคนนำหัวแม่ทัพของพวกมันมาให้พวกเราเอง!」
ดูเหมือนทุกคนจะเข้าใจความหมายของผมแล้วนะ
แวบหนึ่งผมแอบสงสัยว่าพวกเขามีปัญหาที่สมองกันหรือเปล่า
แต่ถ้าชิออนเข้าใจ ทุกคนก็น่าจะเข้าใจเหมือนกันนั่นแหละ
ส่วนเจ้าโกบุตะที่กำลังสัปหงกอยู่ เดี๋ยวค่อยไปต่อยเรียกสติทีหลังก็แล้วกัน
「เอาล่ะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ผมจะขอย้ำอีกครั้ง
หากศัตรูแข็งแกร่งกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้ หากการต่อสู้เริ่มย่ำแย่ จงหนีไปซะ
ผมยกอำนาจการตัดสินใจนั้นให้กับดิอาโบลและเบนิมารุ
นอกจากนี้ อย่าลืมแบ่งปันข้อมูลผ่าน ‘ข่ายมนตราสื่อสารนึกคิด’ (Thought Network) ด้วยล่ะ
ผมหวังว่าพวกเราทุกคนจะก้าวข้ามมรสุมครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย จบการประชุมเพียงเท่านี้!」
「「「รับทราบ!!! น้อมรับบัญชา!!!」」」
ทุกคนขานรับอย่างพร้อมเพรียง
ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องทำคือรอคอยการมาถึงของมหาสงคราม
เพื่อรับประกันชัยชนะของผม ผมได้เตรียม ‘กลไก’ บางอย่างไว้แล้ว
ไอ้กลไกที่ว่าเนี่ยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก
หากตัดผมออกไป เหล่าหัวหน้าแผนกคงต้องพบกับความยากลำบากแน่หากศัตรูกาง ‘อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์’ (Holy Barrier) ขึ้นมา
ในโอกาสหนึ่งในล้านที่เหล่าอัศวินกางอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ พวกเราย่อมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
แต่กลไกพวกนี้จะขัดขวางมิให้อาณาเขตนั้นทำงานได้
พวกมันถูกประดิษฐ์ขึ้นมาได้ก็เพราะผลการวิเคราะห์ของราฟาเอลนั่นแหละ
วิธีที่ง่ายที่สุดในการจัดการคือการใช้พลังแห่งจิตวิญญาณในการชำระล้างพลังเวท แต่นั่นต้องใช้พลังงานจิตวิญญาณจำนวนมหาศาล
อีกอย่าง จิตวิญญาณที่มีคุณสมบัติเหมาะสมนั้นหาได้ยากยิ่ง และคุณยังต้องใช้จิตวิญญาณระดับสูงถึงสี่ตนเพื่อการนั้น
แล้วทางเลือกอื่นล่ะคืออะไร?
ในลำดับแรก โดยธรรมชาติแล้วจิตวิญญาณจะหักล้างกับพลังเวท... และมันก็มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นในการบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ
นั่นคือการเจาะรูบนอาณาเขตนั่นซะ
เพื่อให้บรรลุผล ผมจึงให้ขุดอุโมงค์ขนาดใหญ่เชื่อมออกมานอกเมืองเทมเพสต์
แน่นอนว่าทางออกของอุโมงค์ถูกกำหนดไว้ในตำแหน่งที่เบนิมารุสามารถระเบิดพลังทั้งหมดใส่ได้โดยสะดวก
ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาอะไรแม้ว่าพวกมันจะสังเกตเห็นอุโมงค์เข้า
ส่วนทางเข้านั้นจะถูกวางไว้ในจุดในสนามรบที่เราประเมินว่าเหมาะสมที่สุด
ในเมื่อศัตรูเดินทางผ่านอาณาจักรฟาร์มัสมา เราจึงทำนายเส้นทางของพวกเขาได้ไม่ยาก
ผมไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียภายในป่า ดังนั้นเราจะเผชิญหน้ากับพวกเขาบนทุ่งโล่ง
นอกจากนี้ ผมยังใจดีเสริมความแข็งแกร่งให้อุโมงค์ด้วย ‘เหล็กอสูร’ (Demon Steel) อีกด้วยนะ
และตอนนั้นเองที่ผมนึกขึ้นได้ว่าควรให้เวลโดร่าเป็นคนเฝ้าอุโมงค์ และเราจะให้เขาปลดปล่อยกลิ่นอาย (Aura) ตามปกติออกมาเมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเตรียมพร้อมในการรับมือกับอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์ไว้ครบถ้วนแล้ว
ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้พร้อมสรรพ
บัดนี้ ผมเพียงแค่เฝ้ารอคอย... การพบพานครั้งที่สองด้วยใจระทึกเท่านั้น
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.