ตอนที่ 215
215 / 6510
อ่าน 8 นาที
Chapter 215 - Devastating Sorrow
เผยแพร่เมื่อ 3 เม.ย. 2569 17:01
MGA: บทที่ 215 - ความโศกเศร้าอันเหลือคณา
“นั่นมันอินทรีหัวขาว!”
ขณะที่ทุกคนจ้องมองไปยังอินทรีหัวขาวขนาดมหึมาบนท้องฟ้า ไม่มีใครเลยสักคนที่หัวใจจะไม่สั่นระรัว อินทรีหัวขาวคืออะไร? แน่นอนว่าพวกเขาทุกคนย่อมรู้ดี มันคือสิ่งล้ำค่าอย่างหาที่สุดมิได้
แม้แต่เมืองหงส์แดงเองก็ยังไม่มีอินทรีหัวขาวไว้ในครอบครอง แล้วคนประเภทไหนกันถึงจะสามารถขี่สิ่งนี้ได้? เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่สังหารหมู่ชาวเมืองม่วงทองจะย้อนกลับมา? เมื่อคิดได้ดังนั้น พวกเขาก็รู้สึกหวาดกลัวและตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าหลังจากอินทรีหัวขาวร่อนลงสู่พื้นดิน ความไม่สบายใจของพวกเขาก็อันตรธานหายไป และเปลี่ยนเป็นความปิติยินดีแทน เพราะบุคคลสองคนที่นั่งอยู่บนหลังอินทรีหัวขาวนั้นไม่ใช่ศัตรูที่ไหน แต่คือคุณหนูรองแห่งเมืองหงส์แดง ซูรู่ และอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่สั่นสะเทือนเมืองหงส์แดงอย่างฉูเฟิง
“นั่นคุณหนูรองนี่! เยี่ยมไปเลย คุณหนูรองมาถึงแล้ว ตอนนี้พวกเรามีที่พึ่งแล้ว”
หลังจากเห็นซูรู่ เจ้าเมืองหลายคนก็รีบเข้าไปต้อนรับนางทันที การบ่มเพาะของพวกเขาอยู่ในระดับสูงสุดของขอบเขตกำเนิดพลัง หากคนที่สังหารหมู่เมืองนี้ย้อนกลับมาจริงๆ พวกเขาย่อมไม่มีทางที่จะต่อสู้ขัดขืนได้เลย
อย่างไรก็ตาม ซูรู่คือนามพิลัยของสำนักมังกรฟ้า และนางยังเป็นยอดฝีมือที่อยู่ในขอบเขตแก่นแท้พลังอย่างแท้จริง ดังนั้นเมื่อซูรู่ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาจึงรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
“ฉูเฟิง เจ้าต้องเข้มแข็งไว้นะ!” ในขณะที่พวกเขากำลังต้อนรับซูรู่ เจ้าเมืองหลายคนก็ไม่ลืมที่จะเข้ามาปลอบโยนฉูเฟิง เพราะพวกเขาเกรงว่าชายหนุ่มอย่างเขาจะไม่สามารถทนรับความเจ็บปวดที่กำลังจะเผชิญได้
ฉูเฟิงพยักหน้าตอบรับความปรารถนาดีของพวกเขา เขาฝืนยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเบียดฝูงชนออกไปและเดินตรงไปยังลานกว้าง
ในตอนที่เขาอยู่บนท้องฟ้า เขาได้เห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เขียนด้วยเลือดไว้แล้ว เขาจึงรู้ดีว่าภัยพิบัติครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากตัวเขาเอง
เขาเดินเข้าไปในลานกว้างและจ้องมองไปยังศีรษะที่ถูกแขวนไว้บนโครงไม้สูง ผู้ที่มีอายุมากที่สุดคือคนชรา และผู้ที่อายุน้อยที่สุดยังเป็นเพียงเด็กเล็กๆ เมื่อเขาจ้องมองไปยังใบหน้าที่คุ้นเคยเหล่านั้น หัวใจของฉูเฟิงก็รู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดและกวนไปมา เพราะความตายของคนเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากเขา
ทันใดนั้น ร่างกายของฉูเฟิงก็สั่นเทิ้มอย่างรุนแรง หัวใจของเขาเหมือนถูกมีดปักทะลวง น้ำตาที่เขาพยายามสะกดกลั้นไว้ก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขาเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย... นั่นคือคนที่เลี้ยงดูเขามาตลอด 15 ปี บิดาของเขา ฉูหยวน ถัดจากนั้นคืออดีตผู้นำตระกูลฉู ฉูหยวนป้า รวมถึงบิดาของฉูเยว่ ฉูเหรินอี้
ไม่ว่าจะเป็นคนที่เคยดีกับเขาในอดีต หรือคนที่ไม่ดีกับเขา ทั้งหมดต่างสิ้นชีพลงต่อหน้าต่อตาเขา พวกเขาตายเพราะเขา
“ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ... ข้าเป็นคนฆ่าพวกท่าน... ข้าฆ่าพวกท่านเอง...”
ฉูเฟิงคุกเข่าลงบนพื้นอย่างกะทันหันและโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างรุนแรง พลังอันมหาศาลทำให้หินสีดำแตกเป็นรอยลึก เศษหินที่กระเด็นออกมาสอดประสานไปกับหยาดน้ำตาของเขา
“ฉูเฟิง อย่าทำแบบนี้เลย เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว และเจ้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ด้วยการทำเช่นนี้” เมื่อเห็นดังนั้น ซูรู่จึงรีบเข้าไปพยายามดึงตัวฉูเฟิงให้ลุกขึ้น แต่นางกลับไม่สามารถขยับตัวเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ในเวลาต่อมา นางก็ไม่ได้เข้าขัดขวางเขาอีก นางรู้ดีว่าฉูเฟิงต้องเจ็บปวดเพียงใดที่ครอบครัวของเขาถูกฆ่าตายทั้งหมดเพียงเพราะตัวเขาเอง ความรู้สึกนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งพังทลายลงได้ ความรู้สึกผิดบาปนั้นทำให้เขาเจ็บปวดจนอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ
ฉูเฟิงคุกเข่าอยู่อย่างนั้นเป็นเวลาสามวันสามคืน เข้าสู่วันที่สี่ กองทัพของเมืองหงส์แดงก็เดินทางมาถึง ซูเหินรีบเดินทางมาที่นี่ และซูเม่ยก็ติดตามมาด้วยเช่นกัน
เมื่อพวกเขาได้เห็นภาพนั้น และเห็นสภาพของฉูเฟิง ทุกคนต่างรู้สึกเจ็บปวดใจแต่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอบโยนเขาอย่างไรดี จนกระทั่งเวลาเที่ยงของวันที่สี่ คนรุ่นเยาว์ของตระกูลฉูที่บ่มเพาะพลังอยู่ในสำนักมังกรฟ้าก็รีบเดินทางมาถึง
“ท่านพ่อ~~~~~”
“ท่านแม่~~~~~”
“อ๊ากกกก~~~~~”
เมื่อฉูเว่ย, ฉูเฉิง, ฉูเจิน, ฉูเยว่, ฉูเซวีย และคนอื่นๆ เดินเข้าไปในเมืองม่วงทองและเห็นศีรษะของพ่อแม่ตนเองถูกแขวนไว้ ทุกคนต่างก็สูญเสียการควบคุมตนเอง
พวกเขาวิ่งถลาเข้าไปและคร่ำครวญด้วยความโศกเศร้าอย่างแสนสาหัส ฉูเซวียถึงกับหมดสติลงในทันทีเพราะไม่สามารถยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้
“ฉูเฟิง ไอ้สารเลว! ถ้าเจ้าไม่ไปก่อเรื่องไว้ทุกหนทุกแห่ง ตระกูลฉูของข้าจะมีจุดจบแบบนี้ได้ยังไง?! เอาพ่อแม่ของข้าคืนมานะ!!”
บางคนถึงกับเสียสติเมื่อเห็นความตายอันน่าอนาถของครอบครัว พวกเขาพุ่งเข้าไปหาฉูเฟิง ทั้งทุบตี เตะ ข่วน และกัดเขา ท่ามกลางการจู่โจมที่รุนแรงเหล่านั้น ฉูเฟิงไม่ได้หลบหลีกหรือปัดป้องเลยแม้แต่น้อย เขายังคงคุกเข่าตัวตรงอยู่อย่างนั้น เขายินดีที่จะรับการทุบตีและคำสาปแช่งโดยไม่ปริปากบ่นแม้เพียงคำเดียว
“พอได้แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของฉูเฟิง ถ้าพวกเจ้ามีความสามารถพอ ก็จงไปหาคนที่ฆ่าพ่อแม่ของพวกเจ้าและไปทวงแค้นกับพวกมัน มาตีฉูเฟิงแบบนี้มันจะได้อะไรขึ้นมา?”
ในตอนนั้น คนที่มีสติที่สุดคือฉูเว่ย ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ที่สุดในรุ่นเยาว์ของตระกูลฉู เขาสะกดกลั้นความเจ็บปวดจากการสูญเสียครอบครัวและยืนหยัดขึ้นมา
เขาดึงตัวคนที่ไม่ยอมฟังเหตุผลเหล่านั้นออกไป และยังเข้าไปปลอบโยนฉูเฟิงว่า “ฉูเฟิง เจ้าไม่ต้องโทษตัวเองมากเกินไปหรอกนะ เจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้ เพราะคนเดียวที่จะล้างแค้นให้ตระกูลฉูได้ก็คือเจ้า”
อย่างไรก็ตาม ฉูเฟิงไม่ได้ตอบกลับราวกับว่าเขาไม่ได้ยินสิ่งที่ฉูเว่ยพูด เขาเพียงแต่คุกเข่าอยู่อย่างนั้นต่อไป และการแสดงออกของเขาก็ทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกปวดใจเหลือเกิน
เมื่อนั้นเองที่ผู้คนเริ่มสังเกตเห็นว่าฉูเฟิงไม่ได้กะพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดขณะที่จ้องมองไปยังสมาชิกตระกูลฉูที่เสียชีวิตไป
“ฉูเฟิง เจ้าเป็นอะไรไหม? อย่าทำให้พวกเรากลัวสิ” เมื่อเห็นดังนั้น ฉูเยว่จึงเดินเข้าไปหาเขา
ในวินาทีนั้น สิ่งที่ไหลออกมาจากดวงตาของฉูเฟิงไม่ใช่หยาดน้ำตาอีกต่อไป แต่มันคือเลือด... น้ำตาเป็นสายเลือด เมื่อคนเรามาถึงจุดที่สามารถขาดใจตายได้จากความโศกเศร้า และเมื่อหยาดน้ำตาถูกรินไหลจนหมดสิ้น สิ่งเดียวที่สามารถไหลออกมาได้คือน้ำตาแห่งสายเลือดเท่านั้น
“ฉูเฟิง เจ้ากำลังทำอะไร? อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้เลย เจ้าทำแบบนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาหรอก มีแต่จะทำร้ายตัวเองเปล่าๆ” ซูรู่รีบวิ่งเข้าไปหาเขาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล
“ฉูเฟิง เจ้าทำอะไรน่ะ? อย่าเป็นแบบนี้เลยนะ...” ซูเม่ยก็วิ่งเข้าไปหาเขาเช่นกัน แต่นางไม่ได้ใจเย็นเหมือนซูรู่ น้ำตาของนางนองเต็มหน้าไปหมด
ทว่าไม่ว่าใครจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถขยับตัวฉูเฟิงได้เลย ราวกับว่าเขาถูกปิศาจเข้าสิงและยังคงคุกเข่าอยู่อย่างนั้น เขาปล่อยให้น้ำตาเลือดไหลรินลงมาตามใบหน้าจนย้อมเสื้อผ้าของเขาให้เปียกชุ่ม
ในชั่วพริบตานั้น ไม่เพียงแต่ผู้ที่ห่วงใยฉูเฟิงเสมอมา แม้แต่คนรุ่นเยาว์ในตระกูลฉูที่เคยเกลียดชังฉูเฟิงเพราะการตายของครอบครัว ก็เกิดความรู้สึกโศกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกและเริ่มเข้าไปพยายามเกลี้ยกล่อมฉูเฟิง
แต่มันก็ไร้ผล ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ไม่มีประโยชน์ จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง ดวงตาของฉูเฟิงก็ค่อยๆ ปิดลง และเขาก็ล้มฟุบลงกับพื้น ในที่สุด เพราะความเจ็บปวดจากความโศกเศร้าพุ่งเกินขีดจำกัด เขาจึงสูญเสียสติสัมปชัญญะไป
เขาสลบไสลไปเป็นเวลาสองวันสองคืน เมื่อเขารู้สึกตัวและลืมตาขึ้น เขาก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียง
ที่นี่คือเต็นท์ทหารชั่วคราว พื้นที่ภายในเต็นท์มีไม่มากนัก แต่ฉูเฟิงสามารถมองเห็นร่างหนึ่งที่กำลังเดินวุ่นไปมา นั่นคือซูรู่ ซูรู่ผู้เป็นธิดาของเจ้าเมืองกำลังปรุงยาอยู่ โดยไม่ต้องคิดมาก ฉูเฟิงก็รู้ได้ทันทีว่ายานั้นเตรียมไว้สำหรับเขา
“อึก” เดิมทีฉูเฟิงต้องการจะลุกขึ้น แต่เขากลับพบว่ามีบางอย่างกำลังกดทับหน้าอกของเขาอยู่ เมื่อมองดูดีๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าซูเม่ยกำลังซบอยู่บนหน้าอกของเขาและกำลังหลับอยู่ นางหลับลึกมาก และดูเหมือนว่านางจะเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียอย่างถึงที่สุด บนใบหน้าของนางยังมีร่องรอยของคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่
ในวินาทีนั้น หัวใจของฉูเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเล็กน้อยเขารู้ดีว่าสาวงามผู้นี้คงจะไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา และนางคงจะกังวลเกี่ยวกับเขาเป็นอย่างมาก
“เจ้านั่งคุกเข่ามาสามวันสามคืน นางก็ยืนเคียงข้างเจ้าตลอดสามวันสามคืนเช่นกัน แม้ตอนที่เจ้าสลบไป นางก็ยังคงอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ” ซูรู่เดินเข้ามาหาและเอ่ยขึ้น
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.