ตอนที่ 2059
2060 / 2060
อ่าน 15 นาที
Chapter 2059
เผยแพร่เมื่อ 5 เม.ย. 2569 08:22
## บทที่ 2060
ไม่สิ มันแตกต่างออกไปเล็กน้อย
สิ่งที่แอ็กนัสเห็นในหน้าต่างแจ้งเตือนของเขาเป็นเพียงการกล่าวถึงจุดจบที่สมบูรณ์แบบ ทว่าข้อความของเกริดกลับไม่ได้มีการเอ่ยถึง 'โลก' เลยแม้แต่น้อย
“...อะไรกัน?”
เกริดรู้สึกฉงนสนเท่ห์ ความเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วสันหลังของเขา ณ อีกฟากของพายุพลังงานแห่งการทำลายล้าง เสาหลักสีเทาต้นใหม่กำลังก่อตัวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าทันทีหลังจากที่เสาเถ้าถ่านอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายของมังกรหักเหแสงได้ลอยขึ้นไป
“รีเบคก้า?”
เกริดรีบเรียกคืนพลังงานทำลายล้างของเขากลับมาอย่างร้อนรน แต่มันก็สายเกินไปแล้ว พายุสีม่วงสลายตัว เผยให้เห็นร่างของรีเบคก้าที่บาดเจ็บสาหัส สภาพของนางไม่ต่างจากฮานึล เทพแห่งการเริ่มต้นอีกองค์หนึ่ง ก่อนที่เขาจะสิ้นลมหายใจ
เกริดรีบใช้ชุนโปเข้าไปประคองร่างของรีเบคก้า “ทำไมท่านถึงไม่หลบ?” เขาเอ่ยถาม น้ำเสียงนั้นแทบจะเหมือนการตำหนิ
รีเบคก้าคือเทพีแห่งแสง แม้ความเร็วโจมตีของเกริดจะสูงเสียดฟ้าจากค่าความว่องไวที่เต็มพิกัด แต่นั่นก็เป็นเพียงความเร็วที่สูงพอจะสกัดเส้นทางของมังกรหักเหแสงได้เท่านั้น รีเบคก้ามีเวลามากพอที่จะหลบหนีก่อนที่ดาบหนึ่งหมื่นสี่พันเล่มจะปลดปล่อยพลังงานทำลายล้างออกมา แต่นางกลับไม่ทำ...
รีเบคก้าเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบากขณะที่เกริดประคองนางไว้ในอ้อมแขน มันเป็นเสียงจริงของนาง ไม่ใช่เพียงเจตจำนง “ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่... ท่านก็จะคอยกังวลกับการมีตัวตนของข้าเสมอ”
ดูเหมือนว่านางไม่ต้องการให้โลกรู้ถึงความตายของนาง นางเป็นห่วงว่าสันติภาพที่เกริดพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างขึ้นมาจะเกิดรอยร้าว
“...”
เกริดไม่อาจปฏิเสธได้เลย เป็นความจริงที่เขาเคยพยายามสังหารรีเบคก้ามาแล้วหลายครั้ง นางคือเทพสัมบูรณ์ผู้ล่วงรู้ว่าโลกใบนี้เป็นเพียงเกม หากต้องการให้นางมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็จำเป็นต้องไต่สวนนางอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าเกริดจะพยายามทำให้แน่ใจเพียงใดว่านางจะไม่คลุ้มคลั่ง เขาก็อาจไม่สามารถสลัดความวิตกกังวลของตนเองทิ้งไปและลงมือทำร้ายนางในที่สุด
“ข้า... ในนามของการปกป้องโลก ข้าได้ทำลายมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ข้าทรยศและสังหารผู้ที่เชื่อใจและพึ่งพิงข้าอยู่เสมอ”
ทุกครั้งที่รีเบคก้าเอ่ยคำ ทิวยะอันเจิดจ้าก็ไหลรินออกมาดุจโลหิต ดวงวิญญาณของนางซึ่งมีลักษณะคล้ายแสงสว่าง กำลังปริแตกและสลายไป
“ข้าคือคนบาปที่ไม่ควรได้รับความเข้าใจหรือการให้อภัย”
รีเบคก้ากำลังจะตายอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาสีทองของนางซึ่งเปรียบดังแสงที่ควบแน่นพลันหม่นหมองไร้ประกาย
“เมื่อท่านอยู่เคียงข้างและข้าได้รับความช่วยเหลือ ความรู้สึกผิดที่ข้าสัมผัสนั้นมันเกินกว่าจะบรรยายได้”
ไม่มีการกล่าวเกินจริงแม้แต่น้อยเมื่อนางใช้คำว่า ‘ได้รับความช่วยเหลือ’ การคลุ้มคลั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรีเบคก้าและการถูกตัดสินว่าเป็นบั๊กในเวลาต่อมา ล้วนเป็นผลมาจากความเดียวดายของนาง ทุกคนยกเว้นนางเชื่อว่าโลกนี้คือความจริงและซื่อสัตย์ต่อการใช้ชีวิตต่อไป ดังนั้นนางจึงอยู่เพียงลำพังเสมอมา นางไม่สามารถพึ่งพาใครได้
แน่นอนว่านางเคยพยายามแล้ว นางบอกความจริงแก่ยาทันและฮานึล ผู้ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับนางในยุคเริ่มต้น และขอความร่วมมือจากพวกเขา ทว่าพวกเขาไม่เข้าใจนาง
ยาทันรู้สึกสงสารชีวิตที่รีเบคก้าทำลายและได้สร้างนรกขึ้นมา ดวงวิญญาณของคนตายถูกดึงดูดโดยแรงโน้มถ่วงของนรกและฟื้นคืนชีพผ่านแม่น้ำแห่งการกลับชาติมาเกิด ความพยายามของรีเบคก้าที่จะดับสิ้นชีวิตและปลดปล่อยผู้คนจากโลกที่ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเกมจึงสูญเปล่า
ปฏิกิริยาของฮานึลก็ทำให้นางดำเนินตามแผนต่อไปได้ยากเช่นกัน เขาไม่สนใจความจริงของโลก ต่อให้โลกที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยฝีมือมนุษย์แล้วจะอย่างไร? มันเกี่ยวอะไรด้วย? ท้ายที่สุดแล้ว โลกใบนี้ก็เป็นของจริงและกว้างใหญ่ไพศาล พวกเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้อย่างดีพอ สำหรับเขาแล้ว แค่คนที่เขาไม่ชอบจากไปก็เพียงพอ...
ฮานึลได้ก่อกบฏโดยใช้ตรรกะนี้ แทนที่จะเห็นใจรีเบคก้า เขากลับตีตรานางว่าเป็นฆาตกรวิปลาสและพยายามจะสังหารนาง เมื่อมองย้อนกลับไปในตอนนี้ ยาทันและฮานึลก็อาจทำหน้าที่เป็นวัคซีนได้เช่นเดียวกับมังกรหักเหแสง
“ข้ารู้ว่า... บางทีพวกเขาอาจจะเป็นฝ่ายถูกและข้าเป็นฝ่ายผิด แต่ข้าหยุดไม่ได้ มือของข้าเปื้อนเลือดมากเกินไปแล้ว... ข้าสูญเสียการนับจำนวนชีวิตที่ข้าได้พรากไป...”
การพูดต่อไปเป็นเรื่องยาก ลมหายใจของรีเบคก้ารุนแรงขึ้นเมื่อนางหยุดพักครู่หนึ่ง นางจ้องมองใบหน้าของเกริด
“...ข้าพบความหวังในตัวท่าน”
ผู้เล่นคือสิ่งมีชีวิตจากมิติทรงสูง แม้รีเบคก้าจะดิ้นรนต่อสู้ แต่ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงโลกนี้
นางรู้สึกสิ้นหวัง นางรู้สึกไร้หนทางหลังจากตระหนักว่าทุกสิ่งในโลกนี้ดำรงอยู่เพื่อเหล่าผู้เล่น นางหลั่งน้ำตาทุกวันขณะเฝ้าดูชีวิตของผู้คนถูกแสวงหาผลประโยชน์เพื่อความต้องการของผู้เล่น หรือถูกสังเวยเพื่อความพอใจของพวกเขา
นางทนไม่ได้อีกต่อไป แม้ว่านางจะต้องสลายไป นางก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะทำลายโลกอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง นางได้เห็นชายคนหนึ่งได้รับดอกไม้ป่าหน้าตาขี้เหร่จากเด็กหญิงตัวเล็กๆ เขาเป็นชายที่อ่อนแอเป็นพิเศษ เขาถูกกระต่ายและกวางโจมตีหลายครั้งแม้จะเป็นผู้เล่น เขาใช้เงินซื้อดอกไม้จากเด็กหญิงทุกวัน แม้ว่าจะหาเงินได้น้อยกว่าคนอื่น
มันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่เขาก็ไม่เคยพลาดที่จะไปหานางแม้แต่วันเดียว เขากังวลว่าวันหนึ่งนางอาจจะอดอยาก และบางครั้งก็อยู่เคียงข้างเพราะกลัวว่าคนอื่นอาจทำร้ายนาง ถึงแม้เขาจะเป็นผู้เล่น แต่เขากลับปฏิบัติต่อผู้อยู่อาศัยในโลกนี้เสมือนเป็นคนจริงๆ
รีเบคก้ามีความหวังที่เล็กน้อยแต่ชัดเจนมาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาคือฟางเส้นแรกที่รีเบคก้าคว้าจับไว้ ใช่ ในตอนเริ่มต้น ชายคนนี้เป็นเพียงฟางเส้นหนึ่ง
แต่ในขณะนี้... การได้อยู่ในอ้อมแขนของเขา...
“ขอบคุณ... เกริด...”
[ที่ทำให้หน่ออ่อนของท่านได้ผลิบาน]
“ขอบคุณ... เกริด...”
[ที่ทำให้มันเกิดผลซึ่งมีลักษณะคล้ายตัวท่าน]
“ขอบคุณ...”
[ที่เป็นต้นไม้ใหญ่ให้โลกได้พึ่งพิง]
“ข... อบ... คุณ...”
ตุบ
มือของรีเบคก้าซึ่งกำลังสัมผัสแก้มของเกริดอยู่ ร่วงหล่นลงมาอย่างหมดแรง
“...”
เกริดกำลังร้องไห้ เทพีผู้ซึ่งมักจะยิ้มอย่างอบอุ่นเสมอ ไม่สามารถยิ้มได้ในวาระสุดท้ายของนาง ดวงตาของนางค่อยๆ ปิดลง บนใบหน้าของนางมีเพียงความเศร้าและความเจ็บปวด
[หากข้ารู้ว่าจะได้พบท่าน ข้าคงไม่ก่อบาป]
ในบางขณะ เจตจำนงของรีเบคก้าเริ่มแผ่ขยายไปทั่วโลกในรูปแบบของคำสารภาพว่านางคือตัวตนอันชั่วร้ายที่ได้ทำลายโลกมาแล้วหลายครั้ง และมันยังเป็นบทเพลงสรรเสริญถึงการได้รับความช่วยเหลือพร้อมกับโลกใบนี้ด้วยฝีมือของเกริด เจตจำนงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอารมณ์ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่เรื่องนี้เกิดขึ้น หรือว่านี่เป็นความตั้งใจของนางมาโดยตลอด?
เจตจำนงสุดท้ายของรีเบคก้าหยั่งรากลึกลงไปในโลกเพราะแสงสว่างมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทันทีที่ได้ยินสิ่งนี้ โดมิเนียนก็รีบมายังที่ที่นางอยู่และร่ำไห้
[ท-ท่านแม่...]
เขาพยายามจะคว้าจับร่องรอยเถ้าถ่านของมารดาจากอ้อมแขนของเกริด แต่ก็ไร้ผล
[มันเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?]
[ข้าไม่เคยคิดเลยว่าการดับสิ้นของเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปฐมกาลจะเกิดขึ้น...]
การตายของรีเบคก้าก่อให้เกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ในแอสการ์ด ทูตสวรรค์และเทพเจ้าทั้งหมดทยอยมาถึงที่เกิดเหตุทีละองค์ แม้แต่คนบาปอย่างราฟาเอล ซึ่งถูกขับออกจากตำแหน่งอัครทูตสวรรค์ก็อยู่ที่นั่นด้วย
“...”
หลังจากรีเบคก้าสลายไปอย่างสมบูรณ์ เกริดค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและตระหนักว่าเขาถูกโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางกองกำลังของแอสการ์ด ในท้ายที่สุด เขาก็คงต้องสู้อีกครั้ง...
เกริดกำลังรู้สึกหดหู่เล็กน้อยเมื่อโดมิเนียนโค้งคำนับให้เขา ปฏิกิริยาของเขาแตกต่างจากที่เกริดคาดไว้
[ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างมารดาของข้าในวาระสุดท้ายของนาง เพื่อเป็นการไถ่บาปของเทพี แอสการ์ดจะช่วยเหลือผู้คนให้มากขึ้นในอนาคต]
โดมิเนียนเป็นเทพที่เที่ยงตรง
[ทุกคนที่นี่จะจดจำพระคุณของท่านที่ช่วยชีวิตท่านแม่ไว้ตลอดไป]
ความปรารถนาสุดท้ายของรีเบคก้าได้ถูกส่งต่อไปอย่างหนักแน่น
ในตอนนั้นเอง เกริดจึงเข้าใจความหมายของหน้าต่างแจ้งเตือนที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่อย่างถ่องแท้
[โลกได้มาถึงจุดจบที่สมบูรณ์แล้ว]
[นี่คือจุดจบที่ท่านได้สร้างขึ้น]
เหล่าปีศาจที่ถูกบาลครอบงำ เหล่าเทพที่เสื่อมทราม เทพสงครามซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของหายนะ เทพยุทธ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม... ความตายของพวกเขาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มความปรารถนาของเกริด
ความตายของรีเบคก้าผู้เป็นบั๊ก และมังกรหักเหแสงผู้เป็นวัคซีนซึ่งถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการกระทำของนาง คือสิ่งที่ทำให้โลกสมบูรณ์ในที่สุด นี่คือโลกที่สงบสุขที่เกริดปรารถนา
[แอสการ์ดก้มศีรษะให้แก่โลกโอเวอร์เกียร์โดยสมบูรณ์]
[จากนี้ไป ทุกชีวิตในแอสการ์ดจะแสดงความชื่นชมต่อมวลมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข]
***
เกริดผ่านอะไรมามากมาย เขาได้ประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องรวบรวมเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเพื่ออธิบายทั้งหมด ความสุขและความเศร้ามักจะเกี่ยวพันกันอยู่เสมอ
บางครั้ง เขารู้สึกทุกข์และเศร้าจนอยากจะยอมแพ้ แต่ด้วยผู้คนที่เขาห่วงใย เขาก็สามารถอดทนต่อช่วงเวลาเหล่านั้นและเอาชนะมันมาได้
บางครั้ง เขาก็มีความสุขและตื่นเต้นจนกลายเป็นคนหยิ่งยโส แต่ด้วยผู้คนที่ใกล้ชิด เขาก็สามารถที่จะไม่ทำผิดพลาดได้
“ข้ารู้สึกขอบคุณทุกช่วงเวลา”
หากเขาออกนอกลู่นอกทางไปเพียงครั้งเดียว ครอบครัวอันเป็นที่รักและเพื่อนที่ไว้ใจของเขาก็คงไม่อยู่รอบตัวเขาในตอนนี้
ขณะที่ชินยังวูใช้ค้อนทุบเหล็กบนทั่ง ดวงตาของเขาก็ครุ่นคิดไม่ต่างจากดวงตาของเกริดในเกม กล้ามเนื้อแขนและหลังที่เกร็งขึ้นทุกครั้งที่เขาเหวี่ยงค้อนก็ไม่แตกต่างจากของเกริดในเกม ดูเหมือนว่าภาพลักษณ์ของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ถูกสลักเสลาลงบนตัวตนในชีวิตจริงของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ
พีคซอร์ดซึ่งกำลังกัดเล็บอย่างกระวนกระวายใจ ทนไม่ไหวอีกต่อไป “ขอประทานอภัย ท่านเทพเกริด... ท่านช่วยหยุดสนทนาและมีสมาธิกับงานของท่านได้ไหม? ท่านผลิตไอเท็มน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนที่ต้องส่งมอบ”
ยังวูสูญเสียสีหน้าเปี่ยมเมตตาและขมวดคิ้ว “นายไม่รู้อะไรเกี่ยวกับจิตวิญญาณช่างฝีมือเลยรึไง? ความทรงจำและความกตัญญูของฉันต้องถูกบันทึกลงในทุกการทุบตี เพื่อให้ประสบการณ์และเจตจำนงของฉันถูกถ่ายทอดลงในผลงานของฉัน นั่นคือวิธีที่เหล็กจะแข็งแกร่งขึ้น”
“จะให้ผมเอาเรื่องนี้ไปบอกพี่สะใภ้ไหมครับ?”
“...”
เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง, เคร้ง!
ยังวูเริ่มทุบค้อนเร็วเกินกว่าที่สายตาคนจะตามทัน นั่นหมายความว่าเขาได้ละทิ้งจิตวิญญาณช่างฝีมือไปแล้ว
“ร-เร็วเข้า!”
พนักงานในโรงตีเหล็กต่างสับสนเมื่อเจ้านายแสดงฝีมือที่แท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ผู้คนต่างรีบเร่งเพื่อตามให้ทัน และโรงตีเหล็กขนาดใหญ่ก็แน่นขนัดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเสียงค้อนดังกระหึ่มไปทั่ว พีคซอร์ดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและหยิบลูกอมออกมาสองเม็ด
“เด็กๆ มานั่งตรงนี้ พ่อจะได้มีสมาธิทำงาน ลุงจะให้ลูกอมนี่”
“พวกเราอยากกินช็อกโกแลต คุณลุงกินลูกอมไปเถอะครับ”
“คุณอาแดฮันหัวโบราณจังเลยค่ะ คิกๆ”
“ฮะๆ...”
พีคซอร์ดเห็นภาพของเกริดในวัยเยาว์ซ้อนทับกับหลานๆ ของเขาและหัวเราะออกมา เขาสัมผัสได้ว่ายังวูต้องดิ้นรนแค่ไหนเมื่ออยู่ที่บ้าน
***
[ตามประกาศของรัฐบาล ประตูมิติที่ปรากฏขึ้นใหม่ในจังหวัดคังวอนได้รับการระบุว่าเป็นถ้ำสุดเหนือ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่ผู้เล่นชินยังวูเป็นที่รู้จักว่าได้ค้นพบตำราของแพ็กม่า...]
เจ็ดปีผ่านไปนับตั้งแต่ดาวเคราะห์น้อยชื่อกามิดชนกับโลก โลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมทั้งสัตว์ประหลาด ทะลักออกมาจากประตูมิติที่ปรากฏขึ้นแบบสุ่มทั่วโลก เหตุการณ์วันสิ้นโลกที่น่าจะเกิดขึ้นได้แค่ในภาพยนตร์ได้บังเกิดเป็นความจริง
น่าแปลกที่ความเสียหายต่อมนุษยชาติกลับไม่มากนัก เนื่องจากรัฐบาลของแต่ละประเทศได้เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดานี้มาโดยตลอด ส่วนใหญ่ยังเป็นเพราะผู้เล่นจำนวนนับไม่ถ้วนที่ตื่นขึ้นมา
สัตว์ประหลาดที่วิ่งผ่านอาคารและโจมตีผู้คน รวมถึงสัตว์ประหลาดที่เหยียบย่ำมรดกที่มนุษยชาติปกป้องมานานหลายร้อยปี ไม่สามารถต้านทานการโต้กลับจากฝั่งมนุษย์ได้ และต้องจบชีวิตลงหรือลี้ภัยเข้าไปในประตูมิติ
โลกกลับคืนสู่ความสงบสุขอย่างรวดเร็ว พวกเขาได้รับสสารและแนวคิดที่เคยมีอยู่แต่ในซาทิสฟาย และอารยธรรมก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
“...คุณอยากให้ผมเป็นผู้เล่นเหรอครับ?”
คิมจาซอนเป็นเศรษฐีรุ่นที่สี่ธรรมดาๆ คนหนึ่ง เช่นเดียวกับคนธรรมดาทั่วไป เขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่เคยสัมผัสกับโลกที่เปลี่ยนไป เขาไม่สนใจว่าใครทำอะไรสำเร็จที่ประตูมิติ ได้สมบัติอะไรมา ใครตายในการต่อสู้อันดุเดือด... เขามักจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเสมอ
ตอนนี้เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมและกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลเลย สิ่งที่เขาคิดทั้งหมดคือการใช้เงินจำนวนมากและออกไปเที่ยวเล่น
อย่างไรก็ตาม พ่อของเขากำลังบังคับให้เขาเข้าร่วมกองทัพผู้เล่น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสองวันหลังจากเข้ารับการทดสอบความถนัดของผู้เล่นซึ่งคนเกาหลีต้องทำทันทีที่บรรลุนิติภาวะ
“เมื่อสองวันก่อน ลูกทำคะแนนได้สูงมากในการทดสอบความถนัด ลูกเป็นคนแรกในครอบครัวของเราที่มีคุณสมบัติของผู้เล่น ลูกจะพลาดโอกาสนี้ไม่ได้”
“...”
“จงเป็นผู้เล่นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม จงกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกเหมือนเกริด... ไม่สิ ลูกไม่มีทางเป็นเหมือนเกริดได้แม้จะตายแล้วเกิดใหม่ก็ตาม แค่เหมือนคนเกาหลีใต้ทั่วไป โปรดเคารพความสำเร็จของเกริด เจริญรอยตามเขา และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพื่อภาพลักษณ์ของบริษัทเรา”
จาซอนไม่มีโอกาสคัดค้านเลย เขาสามารถใช้ชีวิตอย่างสบายๆ ได้ก็เพราะพ่อของเขา
[เมื่อสักครู่เวลาสิบนาฬิกา ยูร่า ประธานสมาคมผู้เล่นแห่งเกาหลี ได้จัดงานแถลงข่าวและประกาศการยึดครองเกาะโคคุโร นี่เป็นครั้งแรกของโลกที่มีการประกาศยึดครองประตูมิติแทนที่จะเป็นการพิชิต ดูเหมือนว่าจะเป็นทางเลือกที่เคารพความคิดเห็นทางวิชาการที่ว่าเกาะโคคุโรเหมาะสำหรับเป็นสนามฝึกสำหรับผู้เล่นใหม่และ...]
“...ผมว่ามันก็เป็นความคิดที่ดีนะ”
จาซอนเห็นข่าวในทีวีและคิดถึงสถานการณ์ของเขาในแง่ดี
ยูร่าดูเหมือนจะอายุยี่สิบต้นๆ และยังคงเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในเกาหลีใต้ แม้ว่าเธอจะเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว แต่จาซอนก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาดเมื่อคิดว่าจะได้เห็นผู้หญิงสวยขนาดนี้ในระยะใกล้
ดังนั้น โลกจึงสงบสุข นี่คือสันติสุขที่สร้างขึ้นโดยเกริดและกิลด์โอเวอร์เกียร์
โอเวอร์เกียร์ จบบริบูรณ์
---
**บันทึกจากผู้เขียน:**
ขอบคุณครับ ขอบคุณความรักและความสนใจของผู้อ่านทุกท่าน ผมจึงสามารถจบการเดินทางยาวนาน 11 ปีนี้ได้อย่างปลอดภัย ผมหวังว่าทุกท่านจะสามารถบรรลุทุกสิ่งที่ต้องการได้เช่นเดียวกับเกริด ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขเสมอครับ
**บันทึกจากผู้แปล (ฉบับภาษาอังกฤษ):**
ขอขอบคุณผู้เขียน, สำนักพิมพ์, Wuxiaworld และที่สำคัญที่สุดคือคุณผู้อ่าน! ผมอยากจะกล่าวขอบคุณ Jyazen ที่ทำงานอย่างหนักในการแก้ไขหลายบท ผมหวังว่าเขาจะได้มาเป็นสักขีพยานในตอนจบของ Overgeared เพราะเขารักมันมาก
ยากที่จะเชื่อว่าการเดินทางอันยาวนานนี้สิ้นสุดลงแล้ว Overgeared เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมมานานจนสามารถใช้มันเป็นจุดอ้างอิงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตได้ ผมได้ผ่านช่วงเวลาทั้งขึ้นและลงมากมายกับเรื่องราวนี้ ผมดีใจที่สามารถทำมันให้สำเร็จได้ มันคงเป็นความรู้สึกทั้งสุขและเศร้าที่คิดว่าจะไม่มีบทใหม่ของ Overgeared อีกต่อไป แต่ผมก็ตั้งตารอที่จะสำรวจนิยายเกาหลีเรื่องอื่นๆ ในอนาคต หวังว่าจะได้พบกันที่นั่นนะครับ! ขอบคุณทุกคนครับ
**บันทึกจากบรรณาธิการ (ฉบับภาษาอังกฤษ):**
สวัสดีทุกท่านครับ แม้จะผ่านมาเพียงร้อยกว่าบทนับตั้งแต่ผมรับช่วงต่องานสำหรับเว็บโนเวลเรื่องนี้ แต่ผมก็ดีใจที่ได้มาอยู่ ณ บทสรุปของมัน แม้ว่ามันจะเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสั้นสำหรับผม แต่ก็เป็นการเดินทางที่ดีครับ อย่าเศร้าที่การเดินทางสิ้นสุดลง ผมหวังว่าจะได้เห็นทุกท่านกลับมาเยี่ยมชมการผจญภัยของเกริดอีกครั้งในรูปแบบ e-book ที่กำลังจะวางจำหน่าย (ซึ่งผมก็เป็นบรรณาธิการเช่นกัน ฮ่าๆ) ทุกคนจงค้นหานิยายที่ยอดเยี่ยมต่อไปและขยายขอบเขตของตัวเอง ขอให้มีชีวิตที่ดีครับ
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.





