ตอนที่ 609
609 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 609: The Sky Jade Shop
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:06
เพื่อเร่งกระบวนการหลอมโอสถให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ฉู่อิงและฉู่ชิงจึงขนาบข้างช่วยจางหลิงเสวี่ยตระเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรที่จำเป็นสำหรับการปรุงยาอย่างแข็งขัน
แม้จางหลิงเสวี่ยจะยังมิได้เริ่มลงมือหลอมโอสถอย่างเป็นทางการ แต่การเคลื่อนไหวของสตรีทั้งสามก็ดึงดูดสายตาของชาวเมืองหลวงไปเสียสิ้น โดยปกติแล้วเหล่านักหลอมโอสถย่อมต้องการความเงียบสงบและมักจะเก็บตัวอยู่ในสถานที่เฉพาะทางเพื่อสมาธิที่แน่วแน่ ต่อให้เป็นการแสดงฝีมือต่อหน้าสาธารณชน ก็มักจะเป็นในงานประลองหรือวาระพิเศษ มิใช่มาตั้งเตาหลอมอยู่ริมถนนหน้าประตูร้านเช่นนี้
ผู้คนต่างพากันสงสัยในสถานะของพวกนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าพวกนางยังเยาว์วัยนัก และตบะพลังยังอยู่เพียงขอบเขตมนุษย์สิบระดับชั้นเท่านั้น อีกทั้งร้านแห่งนี้เคยเป็นสมบัติของสมาคมนักหลอมโอสถ ทว่าจู่ๆ พวกเขากลับตัดสินใจละทิ้งอาณาจักรไปอย่างกะทันหัน การที่สตรีทั้งสามเข้ามาครอบครองกิจการต่อจึงนำมาซึ่งคำถามมากมายที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้สังเกตการณ์
ฝูงชนพยายามจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อชื่นชมโฉมงามและดูเหตุการณ์ให้ชัดตา แต่กลับถูกทหารองครักษ์หลวงขวางกั้นไว้ หยางเฉาจิงยังเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดมิให้ใครก่อความวุ่นวาย มิฉะนั้นเซียนเฟิงจะลงทัณฑ์พวกเขาอย่างหนัก
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ยังมีกู๋หานซวง แดนฉิงอิ่ง หนิงมู่ และถิงถิง รวมอยู่ด้วย เดิมทีพวกนางเพียงแต่ออกมาท่องเที่ยวพักผ่อนในเมืองหลวง ทว่าเมื่อเห็นผู้คนเนืองแน่นจึงตัดสินใจเข้ามาดูด้วยความสนใจ
ครู่ต่อมา จางหลิงเสวี่ยจึงเริ่มลงมือปรุงยา ท่วงท่าของนางดูผ่อนคลายขณะหยิบจับสมุนไพรที่สองพี่น้องตระกูลฉู่เตรียมไว้มาจัดการทีละชิ้นอย่างประณีต
แม้ผู้ที่ยืนดูอยู่จะมิได้มีความรู้ด้านการปรุงยาทุกคน แต่พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของจางหลิงเสวี่ย โดยเฉพาะความสามารถในการควบคุมเพลิงที่ยอดเยี่ยมเกินกว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของนาง อย่างไรก็ตาม หลายคนยังคงกังขาว่านางจะสามารถหลอมโอสถระดับสูงได้สำเร็จจริงหรือด้วยตบะเพียงเท่านี้ พวกเขาหารู้ไม่ว่าการหลอมโอสถมิได้ขึ้นอยู่กับพลังวัตรเสมอไป และนางคือ ‘นักหลอมโอสถระดับราชา’
เมื่อทุกอย่างพร้อมพรั่ง จางหลิงเสวี่ยก็สะบัดมือส่งสมุนไพรทั้งหมดลงสู่เตาหลอมและเริ่มกระบวนการปรุงยาทันที กลิ่นหอมจางๆ ของพฤกษาทิพย์เริ่มขจรขจายไปในอากาศ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นที่หน้าร้านเนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ส่งผลให้หยางเฉาจิงต้องเรียกกำลังเสริมเพื่อรักษาความปลอดภัย
.
.
.
ในขณะเดียวกัน สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีเรือนผมยาวสีน้ำตาลและปอยผมสองข้างทิ้งตัวลงมาถึงทรวงอก กำลังลอบจับตาดูจางหลิงเสวี่ยจากตึกที่อยู่ไม่ไกล ใบหน้าของนางมิได้โฉมเฉลามักนักหากแต่ดูสุขุมนุ่มลึกและมีเสน่ห์ในแบบสตรีผู้ใหญ่ แม้รูปร่างจะมิได้สูงโปร่งหรืออวบอัดนัก ทว่าชุดสีม่วงที่นางสวมใส่กลับเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งให้ดูเย้ายวน โดยเฉพาะเนินอกที่โผล่พ้นขอบผ้าออกมาเล็กน้อย
‘นี่น่ะหรือ... สตรีของจางเฟย?’
จางเฟยที่รออยู่ภายในร้านรับรู้ถึงการมีอยู่ของนางได้โดยสัญชาตญาณ โดยเฉพาะเมื่อเขาพยายามตามหาตัวนางมาพักหนึ่งหลังจากที่เซียนเซี่ยนฉินบอกเล่าเรื่องราวของนางให้ฟัง
[นายท่าน การคาดการณ์ของเซียนชางเยว่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของหลี่อี้ผิงและซีเหมินกงฟูนั้นถูกต้อง ข้าตรวจพบ ‘หยางฉี’ จากชายหลายคนในร่างกายของนาง และสองในนั้นเป็นของบุตรชายของนางเอง]
“โอ้?” จางเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “แม้สามีของนางจะสิ้นสถานะสมาชิกราชวงศ์เซียนหลังจากแปรพักตร์ไปเข้าพวกกับเผ่ามาร แต่นางก็ยังเป็นสตรีจากตระกูลที่น่านับถือ ทว่าการกระทำกลับมิได้ต่างจากหญิงแพศยาเลยแม้แต่น้อย”
[ระดับการบำเพ็ญเพียรของหลี่อี้ผิงด้อยกว่าเซียนเฟิงและสือฉิงจวงเพียงระดับเดียว นางบรรลุขอบเขตเทพขยายจิตวิญญาณ 4 จันทราแล้ว หากท่านจับตัวนางไปขังไว้ใน ‘มิติหยินหยาง’ ท่านจะได้รับ ‘หยินฉี’ มหาศาลจากนาง]
“นั่นสินะ” ดวงตาของจางเฟยหรี่ลงทันควันเมื่อเห็นเงาดำวูบหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังหลี่อี้ผิง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นชายวัยกลางคน ระบบสแกนยืนยันว่าเขาคือเผ่ามารและเป็นลูกสมุนของเจิ้งม่อยเว่ “มาดูกันว่าพวกเจ้าสองคนจะทำอย่างไรต่อไป”
.
.
.
สองชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมของโอสถเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ที่เคยสงสัยในฝีมือของจางหลิงเสวี่ยเริ่มคล้อยตามว่านางคงทำสำเร็จแน่ ทว่าพวกเขายังคงรอคอยดูผลลัพธ์ว่าโอสถที่ได้จะเป็นระดับต่ำ กลาง หรือระดับสูงกันแน่
อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา จางหลิงเสวี่ยก็ถอนพลังเพลิงออกมาโดยพลันเนื่องจากโอสถได้ก่อตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว สายตาของผู้ชมทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เตาหลอมด้วยความระทึกใจ ก่อนที่นางจะเปิดฝาเตา นางได้ส่งยิ้มบางๆ ให้กับผู้คนเบื้องหน้า
ฝูงชนถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงเมื่อฝาเตาเปิดออก ภายในนั้นปรากฏโอสถถึงห้าเม็ด และทั้งหมดล้วนเป็น ‘โอสถระดับสูงสุด’ (Superior-grade)
หยางเฉาจิงเองก็ประหลาดใจกับผลลัพธ์ที่เห็น ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างยิ่ง
‘โชคดีที่เฟยเอ๋อร์มอบเคล็ดวิชาหลอมโอสถเทพให้ข้า และข้าก็ได้เพียรศึกษาการปรุงโอสถนี้ในพื้นที่ฝึกฝนมานานพอสมควร มิเช่นนั้นคงยากที่จะหลอมโอสถระดับสูงสุดออกมาได้เช่นนี้’ จางหลิงเสวี่ยหยิบโอสถขึ้นมาแสดงให้ฝูงชนดู “ข้ารู้ว่าทุกท่านคงคลางแคลงใจในความสามารถของข้าด้วยเห็นว่าข้ายังเยาว์และตบะต่ำเตี้ย ทว่าบัดนี้ข้าได้พิสูจน์ให้เห็นกับตาแล้ว ท่านคงไม่มีข้อกังขาใดๆ อีกใช่หรือไม่?”
คำพูดของนางทำให้ฝูงชนส่วนใหญ่รู้สึกกระดากอาย ทว่าพวกเขาก็ยอมรับในฝีมือของนางอย่างหมดใจแม้จะได้เห็นเพียงครั้งเดียวก็ตาม
“ยินดีต้อนรับสู่ ‘ร้านหยกนภา’ ของพวกเรา! วันนี้เป็นวันเปิดร้านวันแรก ข้าจึงตั้งใจหลอมโอสถที่นี่เพื่อดึงดูดความสนใจของทุกท่าน” จางหลิงเสวี่ยรีบเก็บเตาหลอมและสมุนไพรที่เหลือให้เรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นยืน โดยมีพี่น้องตระกูลฉู่ติดตาม “จากชื่อร้าน ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่าภัตตาคารหยกนภาก็เป็นกิจการของพวกเราเช่นกัน และหลายท่านก็คงเคยลิ้มรสอาหารที่นั่นมาแล้ว ร้านของเรามิได้เพียงแต่จำหน่ายโอสถและอุปกรณ์ปรุงยาเท่านั้น แต่เรายังมีสินค้าหลากหลายประเภทที่พวกท่านไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน และข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะต้องสนใจ”
ฝูงชนประหลาดใจที่รู้ว่าภัตตาคารหยกนภาเป็นเจ้าของเดียวกับร้านนี้ ทว่าพวกเขาก็ควรจะเดาได้ตั้งแต่ต้นจากชื่อที่คล้ายคลึงกัน ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนติดใจรสชาติอาหารที่ภัตตาคารแห่งนั้นจนต้องแวะเวียนไปทุกวัน ทำให้พวกเขาแทบรอไม่ไหวที่จะได้ยลโฉมสินค้าในร้านแห่งนี้
“เนื่องจากร้านของพวกเรามีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ข้าจึงขอความกรุณาให้ทุกท่านทยอยกันเข้าไปทีละรอบ เพื่อจะได้เลือกชมสินค้าที่สนใจได้อย่างสะดวก” หลังจากกล่าวจบ จางหลิงเสวี่ยและสองพี่น้องตระกูลฉู่ก็ก้าวเข้าไปในร้านทันที
===
[ภารกิจ: เปิดร้านในอาณาจักรมนุษย์]
[ระดับภารกิจ: ปานกลาง]
[สถานะ: สำเร็จ]
[รางวัล: กล่องของขวัญระดับกลาง x 1 (ส่งเข้าคลังสินค้าเรียบร้อยแล้ว)]
===
[ติ้ง!]
[ภารกิจ: เปิดร้านแห่งที่สองในอาณาจักรมนุษย์]
[ระดับภารกิจ: ปานกลาง]
[รางวัล: กล่องของขวัญระดับกลาง x 1]
===
หยางเฉาจิงสั่งการให้ทหารจัดระเบียบฝูงชนให้เข้าชมร้านอย่างเป็นระเบียบ ทว่าเขาต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นหลี่อี้ผิงก้าวเดินตรงมา ผู้คนต่างพากันเปิดทางให้นางโดยอัตโนมัติ จางเฟยบอกให้ท่านเสนาบดีมิต้องขัดขวางนาง เพราะเขามั่นใจว่านางคงไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้ง และที่สำคัญเขายังมีแผนการสำหรับนางอยู่ ‘เจ้าเด็กนั่นคิดจะทำอะไรกับนางกันแน่?’
หลี่อี้ผิงส่งยิ้มให้หยางเฉาจิงอย่างราบเรียบก่อนจะเดินเข้าร้านไป โดยมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งตามหลังมาติดๆ เมื่อเข้ามาถึงภายใน ทุกคนต่างต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น ทั้งฟูกที่นอนนุ่มนิ่ม เสื้อกันหนาวหนาเตอะ และสิ่งของแปลกตามากมายที่ส่งตรงมาจากโลก
หลี่อี้ผิงพุ่งเป้าไปที่กองฟูกที่นอนเป็นอันดับแรก นางรู้สึกสนใจทันทีที่ได้ลองสัมผัสความยืดหยุ่นและนุ่มนวลของมัน มิใช่เพียงนางเท่านั้น แต่ลูกค้าคนอื่นๆ ก็ถูกใจฟูกที่นอนเหล่านี้อย่างมาก เพราะมันนุ่มกว่าเตียงไม้หรือเตียงหินที่พวกเขาใช้มาทั้งชีวิต
ด้วยเหตุนี้เอง จางเฟยจึงตั้งใจสั่งให้หวงหรงเตรียมพวกมันไว้เป็นจำนวนมาก เพราะมันคือสินค้าชูโรงของร้านทั้งสองแห่งในมิติหยกนภา และเขามั่นใจว่าผู้คนในพิภพเก้าดาราคงไม่ต่างกันนัก
จางหลิงเสวี่ยและคนอื่นๆ รีบให้ข้อมูลเกี่ยวกับฟูกที่นอนและสินค้าอื่นๆ ทันที โดยมิต้องตรึกตรองซ้ำสอง เหล่าลูกค้าต่างตัดสินใจซื้อฟูกที่นอนไปอย่างรวดเร็ว แม้ราคาต่อชิ้นจะสูงถึงหลายร้อยเหรียญทองก็ตาม นอกจากนี้พวกเขายังซื้อของที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างเสื้อกันหนาว น้ำหอม และอื่นๆ อีกมากมาย
เมื่อเลือกสินค้าจากโลกจนพอใจ หลี่อี้ผิงจึงขยับไปที่มุมหนึ่งของร้าน ทว่าสีหน้าของนางกลับเปลี่ยนไปเมื่อเห็น ‘อุปกรณ์ลับเฉพาะ’ (Sex Toys) ที่วางเรียงรายอยู่ ทั้งองคชาตเทียม อุปกรณ์ BDSM หุ่นซิลิโคนเต็มตัว และอื่นๆ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของนางที่สุดคือ ‘เครื่องสั่นสะเทือนสองหัว’ เนื่องจากขนาดของมันใหญ่โตกว่าของชายทั่วไปนัก นางจึงหยิบมันขึ้นมาลองสัมผัสความยืดหยุ่นดู ‘พวกนางไปเอาของเหล่านี้มาจากที่ใด? หรือจะซื้อมาจากมิติอื่น?’
“ท่านชอบเครื่องสั่นชิ้นนี้หรือ สตรีผู้สูงศักดิ์?” หลี่อี้ผิงหันขวับไปมองจางเฟยก่อนจะพยักหน้าให้เขา “ท่านต้องการให้ข้าอธิบายวิธีใช้หรือไม่?”
“แน่นอน” จางเฟยเริ่มอธิบายรายละเอียดการใช้งานให้หลี่อี้ผิงฟังอย่างละเอียดยิบ รวมถึงหน้าที่ของอุปกรณ์ชิ้นอื่นๆ ทำให้นางมีสีหน้าขัดเขินเล็กน้อย “เช่นนั้น ข้าจะรับไปอย่างละหนึ่งชิ้น รวมถึงสินค้าอื่นๆ ด้วย”
“ได้เลย” จางเฟยเรียกบริวารสาวคนหนึ่งมาจัดการเรื่องการชำระเงินและพาหลี่อี้ผิงไป ‘สตรีผู้นี้น่าสนใจไม่น้อย ทว่าข้ามหาได้สนใจในหญิงแพศยาเช่นนางไม่’
หลี่อี้ผิงลอบมองจางเฟยครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นางต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าเขาเมินเฉยนางและหันไปบริการลูกค้าคนอื่นแทน ‘ชิ! ข้าไม่มีเสน่ห์พอสำหรับเขาหรืออย่างไร? หากข้าหลอกล่อเขาได้สำเร็จ ข้าจะใช้เขาเป็นเครื่องมือในการทำภารกิจลับต่อต้านเซียนเฟิงและสือฉิงจวง!’
หลังจากจ่ายเงินค่าสินค้า หลี่อี้ผิงก็เดินไปยังส่วนขายโอสถและเลือกซื้อโอสถที่มีอยู่ โดยเฉพาะโอสถพื้นฐานและโอสถที่ช่วยเสริมพลังบำเพ็ญ
ลูกค้าคนอื่นๆ ก็มิได้ต่างจากหลี่อี้ผิงนัก หลายคนสนใจในอุปกรณ์ลับเฉพาะและโอสถเหล่านั้น พวกเขาต่างพากันจับจ่ายซื้อสินค้าไปเป็นจำนวนมาก
เมื่อกลุ่มคนชุดแรกจากไป ลูกค้าที่เข้าแถวรออยู่ภายนอกก็ทยอยกันเข้ามา ทำให้ยอดขายของร้านพุ่งสูงกว่าที่จางเฟยคาดการณ์ไว้แต่แรก โชคดีที่เขาเตรียมสต็อกไว้มหาศาล และจางหลิงเสวี่ยก็ได้หลอมโอสถเตรียมไว้มากมายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเขาจึงสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้อย่างไร้ปัญหา
เมื่อสถานการณ์ในร้านลงตัวแล้ว จางเฟยจึงปลีกตัวออกมาและเร่งติดตามหลี่อี้ผิงไปทันที
.
.
.
“เหตุใดเจ้าจึงยิ้มกริ่มอยู่คนเดียว?” เฟิงเหยาเอ่ยถามจางเฟย
“หึๆ” จางเฟยหัวเราะเบาๆ “การเปิดร้านของข้าเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเฉพาะหลังจากที่หลิงเสวี่ยแสดงการหลอมโอสถให้คนดู จำนวนลูกค้ามากกว่าที่ร้านทั้งสองในมิติหยกนภาเสียอีก ข้าจึงโกยเงินเข้ากระเป๋าได้มหาศาล... ว่าแต่ ท่านพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับ ‘สิบเพลิงสวรรค์’ บ้างหรือไม่?”
“โอ้?” คำถามของเขาสร้างความแปลกใจให้เฟิงเหยาครู่หนึ่ง “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? ที่จริงแล้ว ‘เพลิงฟีนิกซ์’ ของข้าก็คือหนึ่งในสิบเพลิงสวรรค์นั่นแหละ โดยเฉพาะคุณสมบัติพิเศษของมันที่สามารถชำระล้างสิ่งชั่วร้ายได้สารพัด”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเพลิงฟีนิกซ์ของท่านคือหนึ่งในนั้น” จางเฟยบอกเล่าเรื่องราวของ ‘เพลิงหยินหยางอมตะ’ ให้เฟิงเหยาฟัง พร้อมอธิบายว่าเขาต้องการเพลิงสวรรค์ทั้งสิบเพื่อเติมเต็มเคล็ดวิชานี้ให้สมบูรณ์ “ท่านพอจะมอบเพลิงของท่านให้ข้าได้หรือไม่?”
เฟิงเหยาพยักหน้าให้จางเฟย ก่อนจะแบมือออก เปลวเพลิงสีทองเจิดจ้าปะทุขึ้นเหนือฝ่ามือของนาง “เพลิงนี้มีเศษเสี้ยวปราณต้นกำเนิดฟีนิกซ์ของข้าอยู่ เจ้าจงซึมซับมันไป บางทีมันอาจจะช่วยเจ้าได้”
จางเฟยเริ่มโคจรเคล็ดวิชาทันที ท่ามกลางสายตาที่ประหลาดใจของเฟิงเหยา เมื่อเปลวเพลิงสีขาวและดำปะทุขึ้นสองข้างกายของเขา “เพลิงหยินหยางงั้นหรือ? ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะได้ครอบครองเคล็ดวิชาที่น่าทึ่งเช่นนี้”
“ความจริงในนั้นยังมีเคล็ดวิชาดีๆ อีกมาก ทว่าข้าคิดว่าวิชานี้เหมาะกับข้าที่สุด” จางเฟยยื่นมือออกไป ซึมซับเพลิงฟีนิกซ์ของเฟิงเหยาเข้าสู่ร่างกายโดยตรง
[ติ้ง!]
[โฮสต์ได้รับเพลิงฟีนิกซ์ จำนวนเพลิง: 1]
[ความเข้มข้นของพลังเพลิงของโฮสต์เพิ่มขึ้น 100%]
“ฟู่...” จางเฟยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อการแจ้งเตือนปรากฏขึ้น ก่อนจะสลายเคล็ดวิชา “ท่านพอจะรู้ที่อยู่ของเพลิงสวรรค์อีกเก้าชนิดที่เหลือหรือไม่?”
“เกี่ยวกับเพลิงมังกร เจ้าสามารถถามจากหลงเทียนหรือหลงเฉินได้” หลังจากตรึกตรองครู่หนึ่ง เฟิงเหยาก็ตัดสินใจเล่าข้อมูลให้จางเฟยฟัง “หากความจำข้าไม่ผิดพลาด เจ้าสามารถพบ ‘เพลิงวิญญาณ’ ได้ในแดนทมิฬเก้านรก ทว่าพื้นที่แห่งนั้นรายล้อมไปด้วยวิญญาณอาฆาตที่หิวกระหายเลือด เจ้าต้องระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะพวกมันอาจจะเข้าสิงสู่และควบคุมร่างเจ้าได้”
“แดนทมิฬเก้านรกงั้นหรือ?” จางเฟยพึมพำ “มอร์กาน่าเคยเล่าให้ข้าฟังเมื่อสี่เดือนก่อน โดยเฉพาะเรื่องบ่อปีศาจ เช่นนั้นข้าจะไปที่นั่นเพื่อตามหาทั้งสองสิ่ง แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ ข้าจะไปเมื่อการบำเพ็ญเพียรของข้าบรรลุขอบเขตกึ่งเทพแล้ว”
“ข้าคิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด” เฟิงเหยากล่าวต่อ “ส่วน ‘เพลิงโลหิต’ ข้าไม่ทราบที่แน่ชัด แต่เจ้าสามารถหา ‘เพลิงพิภพ’ และ ‘เพลิงนภา’ ได้ในพิภพเบื้องบน ข้าเคยอ่านเจอเรื่อง ‘เพลิงสุริยัน’ ‘เพลิงจันทรา’ ‘เพลิงโกลาหล’ และ ‘เพลิงนิรันดร์’ แต่น่าเสียดายที่พวกมันมิได้มีอยู่ในพิภพเบื้องบน แต่อาจจะสถิตอยู่ในดินแดนที่ไกลโพ้นออกไป”
“สถานที่เหล่านั้นสินะ...” จางเฟยพยักหน้าทำความเข้าใจ “เช่นนั้นข้าจะยังไม่คิดถึงมันในตอนนี้ เป้าหมายต่อไปของข้าคือเพลิงวิญญาณ มอร์กาน่าอาจจะมีข้อมูลเรื่องเพลิงโลหิต ข้าจะไปพบนางภายหลัง ส่วนเพลิงพิภพและเพลิงนภา ข้าเพียงแค่ต้องทะลวงข้ามขอบเขตเทพทั้งเจ็ดระดับชั้นไปให้ได้ แล้วข้าจะมุ่งสู่พิภพเบื้องบนทันที”
เฟิงเหยาส่ายหน้า “ในจักรวาลนี้ ข้าล่ะมั่นใจว่ามีแต่เจ้าเท่านั้นที่เห็นว่าการทะลวงขอบเขตเทพทั้งเจ็ดเป็นเรื่องเล็กน้อย แม้แต่ผู้คนในพิภพเบื้องบนยังเห็นว่ามันยากเย็นแสนเข็ญ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้คนในพิภพนี้เลย ทว่าข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้ ตราบใดที่เจ้ามัวแต่ยุ่งอยู่กับเรื่องไร้สาระและตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างเต็มที่ เจ้าอาจจะใช้เวลาเพียงห้าถึงสิบปีเท่านั้น”
“ท่านเชื่อมั่นในตัวข้าขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“ใช่” เฟิงเหยาพยักหน้ายืนยัน “เจ้ามีข้อได้เปรียบมากมายในมือ อีกทั้งยังมีสตรีเคียงข้างมากหน้าหลายตา ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำสำเร็จ”
“ข้าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” จางเฟยละสายตาไปมองผู้มาเยือนสี่คนที่เพิ่งปรากฏตัว ซึ่งเป็นผู้จากเผ่าพันธุ์ธรรมชาติและเผ่าอสูร “พวกท่านเรียนรู้เคล็ดวิชาที่เลือกไปได้สำเร็จหรือไม่?”
“ฮ่าๆ” ซีเซี่ยนจื่อลอยตัวมาหาจางเฟยทันที “เคล็ดวิชาที่ข้าเลือกมิได้ยากเกินไปนัก ข้าจึงเรียนรู้ได้ง่ายๆ แต่ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเสร็จก่อนข้า เจ้าได้เคล็ดวิชาที่น่าสนใจมาบ้างหรือไม่?”
“วิชาของข้าน่าสนใจมาก และมันยังมีประโยชน์ในหลายๆ ด้าน” จางเฟยหันไปหาหลงเฉินและหลงเทียน “ในอาณาจักรของพวกท่าน มีมังกรเพลิงอยู่บ้างหรือไม่?”
หลงเฉินและหลงเทียนสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ในอดีตเคยมีมังกรเพลิงอยู่ในอาณาจักรของเรา แต่ทั้งหมดล้วนทะยานสู่พิภพเบื้องบนไปหมดแล้ว แม้เราจะมีธาตุไฟอยู่บ้าง แต่พลังเพลิงของเราก็นับว่าอ่อนด้อยนักเมื่อเทียบกับพวกเขา เจ้าต้องการสิ่งใดจากมังกรเพลิงงั้นหรือ?”
“ข้าต้องการเพลิงของพวกมัน” คำตอบของจางเฟยสร้างความประหลาดใจให้ชายทั้งสอง “ข้านึกว่าข้าต้องไปถึงพิภพเบื้องบนเพื่อตามหาพวกมันเสียแล้ว ทว่านั่นยังไกลเกินไปสำหรับข้าในตอนนี้”
===
[ภารกิจรายวัน: สังหารอสูรหรือสัตว์อสูร 500 ตัว ในขอบเขตปฐพีขึ้นไป]
[สถานะ: สำเร็จ]
[รางวัล: กล่องของขวัญรายวัน x 1 (ส่งเข้าคลังสินค้าเรียบร้อยแล้ว)]
===
[ติ้ง!]
[ภารกิจรายวัน: ดูดซับปราณ 100,000 หน่วย]
[สถานะ: สำเร็จ]
[รางวัล: 1,000 เหรียญทองแดง (ส่งเข้าคลังสินค้าเรียบร้อยแล้ว)]
===
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.