ตอนที่ 594
594 / 1536
อ่าน 14 นาที
Chapter 594: Soul Challenge
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:05
## บทที่ 594: การทดสอบดวงวิญญาณ
เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากเฟิงเหยาเริ่มลงมอกลั่นโอสถ ผู้เข้าร่วมหลายคนก็เริ่มทยอยกลับมายังชั้นแรก พวกเขาคือสมาชิกในกลุ่มของจางเฟย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาปิดกั้นประสาทสัมผัสมาแล้ว การทดสอบที่ผ่านมาจึงหาใช่เรื่องสลักสำคัญสำหรับพวกเขาไม่
ทันทีที่เห็นเฟิงเหยากำลังรังสรรค์โอสถ ทุกคนต่างพากันประหลาดใจ ทว่าก็รีบทรุดกายลงนั่งรายล้อมนางและจางเฟย แม้พวกเขาจะไม่ได้สนใจในศาสตร์แห่งการปรุงยาเป็นพิเศษ แต่การได้เห็นนักปรุงยาสำแดงฝีมือต่อหน้านั้นถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังท่วงท่าของนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผ่านไปสามชั่วโมงแห่งการเคี่ยวกรำ เฟิงเหยาก็ดับเพลิงโอสถลงทันควัน นางหยิบโอสถห้าเม็ดออกมาจากเตาหลอม ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างของจางเฟยและคนอื่นๆ เพราะทั้งจำนวนและระดับคุณภาพของมันนั้นอยู่ในขั้นเลิศล้ำเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด "หลิงเสวี่ยคงบอกเจ้าแล้วใช่ไหมว่า ผลลัพธ์นั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของวัตถุดิบที่เราใช้?"
"ขอรับ" จางเฟยพยักหน้าตอบรับ "นอกจากวัตถุดิบแล้ว เรายังต้องใช้สมาธิที่แน่วแน่และสูงส่งในการกลั่นโอสถ มิฉะนั้นวัตถุดิบบางส่วนจะถูกเผาทำลาย และไม่อาจรีดเค้นผลลัพธ์ออกมาได้สูงสุด"
"ถูกต้องแล้ว" เฟิงเหยาส่งโอสถทั้งห้าเม็ดให้แก่เขา "นี่คือ 'โอสถประสานกระดูก' ระดับ 3 มันสามารถใช้รักษาอาการกระดูกหักและอาการบาดเจ็บภายในได้ขะงัดนัก ข้าเชื่อว่าเจ้าสามารถนำพวกมันไปวางขายในร้านของเจ้าได้ในภายหลัง ข้าได้มอบตำราปรุงยาให้หลิงเสวี่ยไปมากมาย ทั้งโอสถปราณธาตุ โอสถโลหิตบริสุทธิ์ และอื่นๆ อีกหลายขนาน ทว่านางเพียงคนเดียวคงไม่อาจกลั่นพวกมันได้ทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่เป็นโอสถระดับ 3 ขึ้นไป ดังนั้น หากเจ้าคิดจะแข่งขันกับสมาคมนักปรุงยา เจ้าต้องยกระดับทักษะการปรุงยาของตัวเองเพื่อช่วยเหลือนาง"
"ข้าเองก็แทบอดใจรอไม่ไหวที่จะพัฒนาฝีมือ จึงได้ฝึกฝนกับหลิงเสวี่ยอยู่เสมอขอรับ" จางเฟยเก็บโอสถทั้งห้าเข้าสู่ช่องเก็บของระบบ ขณะที่เฟิงเหยาเก็บเตาหลอมและสมุนไพรที่เหลือเข้าสู่แหวนมิติตามเดิม
ไป๋เทียนเอ๋อร์เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย "เฟย... เจ้าจะเปิดร้านขายโอสถจริงๆ หรือ? แล้วข้าขอทราบบรรดาศักดิ์นักปรุงยาของท่านได้หรือไม่ ท่านอาวุโสเฟิง?"
"ระดับของข้าอยู่ที่ขั้นบรรพชน" เฟิงเหยาผุดยิ้มบางๆ ก่อนจะชี้ไปยังจางเฟย "ส่วนเจ้าเด็กคนนี้ เพิ่งเรียนรู้การปรุงยาได้เพียงสามสัปดาห์ แต่กลับเป็นนักปรุงยาระดับปรมาจารย์ไปเสียแล้ว"
คำบอกเล่าทำเอาไป๋เทียนเอ๋อร์และคนอื่นๆ ตกตะลึงจนตาค้าง จางเฟยเพียงยิ้มรับและอธิบายอย่างใจเย็น "อย่างที่ทุกคนทราบ ข้ามีร้านอาหารในเมืองหลวง แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะจุนเจือครอบครัว ข้าจึงวางแผนจะเปิดร้านอีกแห่งเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา ทว่าร้านของข้าจะไม่เน้นเพียงเรื่องโอสถ เพราะมีสมาคมนักปรุงยาครองตลาดอยู่แล้ว หากข้าไปท้าชนกับพวกเขาตรงๆ คงหนีไม่พ้นถูกรังควาน ข้าจึงจะขายสิ่งของอย่างอื่นด้วย"
"ของอย่างอื่นหรือ?"
จางเฟยโอบไหล่เซียนเซียนฉินพลางกล่าว "ข้าได้มอบสิ่งนั้นให้นางไปอย่างหนึ่ง ซึ่งนางก็ชื่นชอบมันมาก ข้าจึงมั่นใจว่าพวกเจ้าก็น่าจะชอบเช่นกัน"
"มันคือสิ่งใดหรือเพคะ องค์หญิง?" หยวนลั่วถามด้วยความใคร่รู้
เซียนเซียนฉินจึงรีบบอกเล่าด้วยความกระตือรือร้น "มันคือ 'ฟูกนอน' สำหรับการพักผ่อนจ้ะ แต่มันแตกต่างจากเตียงแข็งๆ ที่เราเคยใช้โดยสิ้นเชิง เพราะมันนุ่มนวลเหลือเกินจนข้าหลับสบายทุกครั้ง ท่านแม่ของข้ายังคิดจะซื้อไปไว้ในห้องนอนที่วังหลวงด้วยซ้ำ แต่คงต้องรอให้จางเฟยเปิดร้านก่อน"
ความโปรดปรานที่จางเฟยมอบให้เซียนเซียนฉินเพียงผู้เดียว ทำให้หยวนลั่ว หวินซินเย่ว และบรรดาศิษย์สตรีต่างพากันอิจฉาเล็กๆ ไป๋เทียนเอ๋อร์จึงรีบถาม "เจ้าจะเปิดร้านเมื่อไหร่? ทันทีที่กลับจากหอคอยนี้ ข้าจะไปที่ร้านของเจ้าและเหมาฟูกนอนมาให้ตัวเองและครอบครัวทันทีเลย"
"ไม่ต้องกังวลไป ร้านของข้าจะเปิดทำการทันทีที่เรากลับไปถึง" จางเฟยหันไปมองกลุ่มคนจากกกลุ่มอื่นที่เพิ่งมาถึง "พวกเขาผ่านการทดสอบได้รวดเร็วปานนี้เชียวหรือ?"
"ส่วนใหญ่เคยผ่านการทดสอบพลังใจมาหลายครั้งแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะผ่านมันได้อีกครั้ง" จางเฟยพยักหน้าให้เซียนเซียนฉิน "ดูเหมือนจำนวนผู้เข้าร่วมครั้งนี้จะไม่ลดลงเลย ซึ่งหมายความว่าหากการทดสอบต่อไปเป็นการเอาตัวรอด คู่ต่อสู้ของเราก็จะยังคงมีจำนวนมหาศาล"
เซียนเซียนอู๋เอ่ยขึ้นทันควัน "แม้ต้องระวังตัว แต่ข้ามั่นใจว่าการทดสอบเอาตัวรอดครั้งนี้จะง่ายกว่าคราวก่อน อาณาจักรโจวเหลือเพียงโจวถงคนเดียว ส่วนผู้เข้าร่วมจากอาณาจักรหวงฟู่ต่างพ่ายแพ้ไปหมดแล้ว กลุ่มจากอาณาจักรสัตว์อสูรและเผ่าพันธุ์ธรรมชาติเองก็ไม่เคยหาเรื่องเรา แถมพวกเขายังดูจะสนใจในตัวจางเฟยด้วย ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวล ส่วนลี่ยาวและเซียนฉีเฟิงก็อยู่ข้างเดียวกับเรา แม้จะอยู่คนละกลุ่มก็ตาม"
"เมื่อก่อน ไป๋ฉงซีและพี่น้องของเขาเคยเป็นคู่ปรับเพราะช่วยอาณาจักรหวงฟู่ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจตัดพวกเขาออกจากการเป็นศัตรูได้" อวี้ฉงหมิงเสริมคำพูดของเจ้าชายเซียน "ส่วนเซียนมู่และเซียนอวี้ ข้ายังเดาใจพวกเขาไม่ออก แต่พวกเขามักจะแสดงท่าทีเป็นศัตรูต่อเจ้าชายและเจ้าหญิงเซียนอยู่เสมอ"
ซีเหมินชุยเสวี่ยชำเลืองมองซีเหมินเหยียน ซีเหมินหงอู่ และซีเหมินเย่วเหลียงที่เพิ่งปรากฏตัว "ข้าคิดว่าคู่แข่งหลักของเราครั้งนี้คือพวกปีศาจจากสองอาณาจักรปีศาจ เราต้องระวังพวกมันให้ดี เพราะเป้าหมายของมันคงไม่พ้นเจ้าชายเซียน เจ้าหญิงเซียน และเจ้าหญิงหวิน"
จางเฟยลอบยิ้มในใจ เพราะซีเหมินเหยียนอยู่ในกำมือของเขาแล้ว จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป ตอนนี้เขาเพียงต้องหาวิธีกำจัดซีเหมินหงอู่และซีเหมินเย่วเหลียง ทว่าเขาก็หาได้มีความกังวลแม้แต่น้อย
หลังจากรอคอยอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผู้เข้าร่วมทั้งหมดก็กลับมารวมตัวกันที่ชั้นแรก ผลลัพธ์เป็นไปตามที่เซียนเซียนฉินคาดการณ์ไว้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ถูกคัดออก
เนื่องจากการทดสอบพลังใจไม่ได้ทำให้เสียพลังกายมากนัก หอคอยแห่งนี้จึงหาได้เมตตาให้พวกเขาได้พักหายใจ ทว่ากลับฉุดกระชากร่างของทุกคนผ่านประตูมิติไปยังสถานที่ทดสอบถัดไปทันที
.
.
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่สถานที่ทดสอบใหม่ จางเฟยสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งตรงเข้าบีบคั้นดวงวิญญาณ ทำให้เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่คือ "การทดสอบดวงวิญญาณ"
[นายท่าน แรงกดดันนี้ทรงพลังยิ่งนัก แต่มันมีประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณ ข้าคิดว่าท่านควรพาเหล่าสตรีของท่านมาที่นี่ เพื่อใช้แรงกดดันนี้ขัดเกลาดวงวิญญาณของพวกนาง]
จางเฟยย่อมต้องการให้เหล่าภรรยาของเขาแข็งแกร่งขึ้น แต่เขายังไม่มั่นใจในตัวชายชราและบรรดาศิษย์ของเขา เพราะเกรงว่าพวกนางอาจตกเป็นเป้าโจมตี
ทว่าจู่ๆ ชายชราก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าจางเฟย ทำเอาเขาชะงักด้วยความประหลาดใจ "เจ้าสามารถพาผู้ฝึกตนวิญญาณที่อยู่ข้างกายเจ้ามาที่นี่ได้ และไม่ต้องกังวลว่าข้าจะทำร้ายพวกเขา ปกติข้าไม่เคยอนุญาตให้ใครทำเช่นนี้มาก่อน แต่สำหรับเจ้า... ข้าจะทำเป็นกรณีพิเศษ"
"เหตุใดท่านถึงต้องการช่วยข้าหรือขอรับ ท่านอาวุโส?" จางเฟยถามด้วยความระแวง
ชายชราตอบกลับทันที "พรสวรรค์ของเจ้านั้นเหนือล้ำกว่าผู้เข้าร่วมทุกคน แม้แต่แม่นางหงส์เพลิงนั่น แม้เจ้าจะยังทำไม่ได้ในเร็วๆ นี้ แต่ข้าเชื่อว่าสักวันเจ้าจะขึ้นไปถึงชั้นที่สิบได้อย่างแน่นอน นั่นคือเหตุผลที่ข้าอนุญาตให้เจ้าพาพวกเขามาที่นี่ เพื่อให้พวกเขาช่วยส่งเสริมให้เจ้าเป็นผู้ฝึกตนที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น"
"หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องขอติดค้างหนี้บุญคุณท่านแล้วขอรับ"
"ไม่จำเป็น" ชายชราส่ายหน้า "ข้าต้องการช่วยเพียงเพราะพรสวรรค์ของเจ้า เจ้าไม่ได้ติดค้างอะไรข้า เอาล่ะ พาพวกเขามาได้แล้ว ข้าจะค่อยๆ เพิ่มแรงกดดันทีละน้อย เพื่อให้พวกเขาปรับตัวได้ทัน"
เมื่อชายชราหายตัวไป จางเฟยจึงใช้ร่างแยกของเขาส่งเหล่าภรรยา คู่ครอง และคนใกล้ชิดที่บรรลุถึงระดับวิญญาณเข้ามาในพื้นที่ฝึกฝน ส่วนจางเย่วนั้นยังคงฝึกซ้อมอยู่กับเฟิงจินชิว เขาจึงไม่ได้พานางมาด้วย รวมถึงไฮ่ตงยิน ไฮ่ตงซิน เหลียนเซียง และไช่เหวินเจี๋ย ที่เพิ่งเริ่มการฝึกในพื้นที่มิติของเขา
เมื่อทุกคนมาพร้อมหน้า จางเฟยได้อัญเชิญ 'บอยตาต้า' และสัตว์อสูรตนอื่นๆ ออกมาจากมิติสัตว์เลี้ยง พวกมันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณทันที จางเฟยจึงรีบอธิบายสถานการณ์ "เรามีเวลาไม่มากนัก พวกเจ้าจงเริ่มฝึกฝนและใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด แรงกดดันจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น จงเตรียมใจรับมือให้ดี"
ทุกคนพยักหน้าให้จางเฟยก่อนจะปลดปล่อยดวงวิญญาณบ่มเพาะออกมา และเริ่มขัดเกลาพวกมันภายใต้แรงบีบคั้นอันมหาศาลนั้นทันที
.
.
จากหน้าจอที่ส่วนบนสุดของหอคอย ชายชราและบรรดาศิษย์จ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตกตะลึงในจำนวนของผู้ฝึกตนวิญญาณที่มากมายเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณของพวกเขายังสูงส่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
"เขามีผู้ฝึกตนวิญญาณอยู่ข้างกายมากมายขนาดนี้ได้อย่างไรกัน ท่านอาจารย์?" ฮั่วเม่ยเอ๋อร์ถามด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา
ซือหม่าอวี้เองก็อึ้งไม่แพ้กัน ในดินแดนของพวกเขา แต่ละตระกูลมีผู้ฝึกตนวิญญาณเพียงหยิบมือ แต่จางเฟยกลับมีกองกำลังวิญญาณอยู่ในมือมากมาย "ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าจำนวนผู้ฝึกตนวิญญาณในดินแดนระดับกลางมันผิดปกติขนาดนี้ล่ะขอรับ?"
"พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว จำนวนผู้ฝึกตนวิญญาณในดินแดนระดับกลางไม่ได้สูงอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก ทว่าจากการที่ข้าสังเกตวิธีการบ่มเพาะ ข้าเห็นว่าส่วนใหญ่ไม่ได้มีพรสวรรค์ในเส้นทางวิญญาณมาตั้งแต่ต้น แต่พวกเขาเป็นเช่นนี้ได้เพราะเจ้าเด็กคนนั้น" ชายชราชี้ไปยังหน้าจอ "ดูนั่นสิ เขากำลังทำการบ่มเพาะวิญญาณคู่ (Dual-soul cultivating) กับสตรีหกคนพร้อมกัน ข้าไม่เคยพบเห็นผู้ฝึกตนวิญญาณคนใดทำได้เช่นนี้มาก่อน แม้แต่เจ้าสำนักของเราก็ยังทำไม่ได้ การบ่มเพาะวิญญาณคู่กับคนเพียงคนเดียวก็ยากแสนสาหัสแล้ว แต่เขากลับช่วยทุกคนได้พร้อมกันโดยไม่มีทีท่าลำบากเลย"
"ท่านอาจารย์จะแจ้งเรื่องการมีอยู่ของเด็กคนนี้ให้ท่านเจ้าสำนักและคนอื่นๆ ทราบหรือไม่ขอรับ?"
"ไม่" ชายชราส่ายหน้าปฏิเสธ "ภายนอกพวกเขาอาจจะดูดี แต่เราไม่อาจล่วงรู้ถึงเบื้องลึกในหัวใจได้ พวกเจ้าจงจำไว้ว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนมีความริษยาซ่อนอยู่ และตอนนี้เด็กคนนี้ยังอ่อนแอเกินไป ข้าจะไม่เปิดเผยเรื่องของเขาในตอนนี้ จงเก็บเป็นความลับเสีย แต่หากเขาสามารถขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้ด้วยตัวเอง เมื่อนั้นข้าคงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องแจ้งให้พวกเขาทราบ"
ฮั่วเม่ยเอ๋อร์และซือหม่าอวี้พยักหน้าเข้าใจ แม้จะยังรู้สึกทึ่งในสิ่งที่จางเฟยทำ "ท่านอาจารย์จะให้พวกเขาฝึกอยู่ในนั้นนานเท่าใดเจ้าคะ?"
ชายชราครุ่นคิด "ข้าจะหยุดการฝึกก็ต่อเมื่อผู้เข้าร่วมคนสุดท้ายผ่านหรือล้มเหลวในการทดสอบนี้ ซึ่งคงจะอีกนานพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ฝึกตนวิญญาณรวมอยู่ด้วย"
"ท่านอาจารย์ ข้ามั่นใจว่าหากสำนักต่างๆ รู้เรื่องเขาเข้า คงต้องแย่งตัวกันอุตลุด ข้าว่าท่านควรหาทางรั้งตัวเขาไว้ให้เข้าร่วมสำนักของเรานะขอรับ" ชายชราหันมามองซือหม่าอวี้ "แม้สำนักเราจะแข็งแกร่งเพราะท่านเจ้าสำนัก แต่ยังมีสำนักอื่นที่ทรงพลังกว่าเรามากนัก เช่น 'ตำหนักวิญญาณอมตะ' ข้าว่าเราต้องลงมือก่อนที่สำนักเหล่านั้นจะรู้ตัว มิฉะนั้นเราอาจจะเสียเขาไป"
"ข้าเห็นด้วยกับตาเฒ่านี่นะเจ้าคะ ท่านอาจารย์" ฮั่วเม่ยเอ๋อร์แกล้งค้อนใส่ซือหม่าอวี้ที่ทำหน้าดุใส่ "ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้มีถึงสี่ธาตุ และเขาบรรลุถึงขั้นแก่นแท้ (Law) ของสามธาตุไปแล้ว หากพวกจาก 'อาศรมปทุมอมตะ' รู้เข้า ข้ามั่นใจว่าท่านเจ้าสำนักลั่วหรือภรรยาของเขาต้องรีบมาฉุดตัวเด็กนี่ไปแน่ๆ"
เมื่อได้ยินนามนั้น ชายชราก็นึกถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้กับจางเฟยขึ้นมาได้ "พวกเจ้าคนใดรู้ชื่อบุตรของเจ้าสำนักลั่วบ้างหรือไม่?"
"ทราบเจ้าค่ะ" ฮั่วเม่ยเอ๋อร์พยักหน้า "ท่านเจ้าสำนักลั่วมีบุตรชายสองคน คือ ลั่วเจิ้นอวี้ และ ลั่วจี้เสวียน แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขามีบุตรสาวด้วย ความจริงแล้วบุตรสาวเป็นลูกคนโตของเขา แต่นางไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชน ดูเหมือนท่านเจ้าสำนักจะจงใจปิดบังตัวตนของนางไว้เป็นความลับ แม้แต่กับคนในสำนักเอง"
ชายชราเลิกคิ้วขึ้น "แล้วนางชื่ออะไร?"
"ข้าไม่เคยพบตัวจริง แต่เคยได้ยินชื่อมาจากพี่สาวของข้า ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านผู้อาวุโสเป่ยหมิงโหย่วหวง" ฮั่วเม่ยเอ๋อร์เคาะคางพลางนึก "ถ้าจำไม่ผิด นางชื่อว่า 'ลั่วอวิ๋นเซียว' เจ้าค่ะ"
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึงทันที เพราะข้อสันนิษฐานของเขาถูกต้อง เขามองไปยังหน้าจออีกครั้งพลางครุ่นคิดอย่างหนัก 'เกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าเด็กนี่ไปรู้จักลูกสาวของเจ้าสำนักลั่วได้อย่างไร? แม้แต่ผู้ฝึกตนในดินแดนระดับบนก็ยังแทบไม่มีใครรู้จักดินแดนของเราเลย แล้วเขาที่อยู่ดินแดนระดับกลางจะไปรู้จักนางได้อย่างไร แถมยังรู้ชื่ออีก หากพวกเขารู้จักกันจริงๆ แม่นางคนนั้นคงประทับตราจองเด็กนี่ไว้แล้ว และนางคงจะตามหาเขาในทันทีที่เขาก้าวขึ้นสู่ดินแดนระดับบนในอนาคต'
"มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะท่านอาจารย์? ทำไมท่านถึงดูตกใจขนาดนั้นหลังจากได้ยินชื่อ?" ฮั่วเม่ยเอ๋อร์ถามด้วยความงุนงง
"ไม่มีอะไร" ชายชราถามต่อ "เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเจ้าสำนักลั่วถึงต้องซ่อนตัวตนของลูกสาวเอาไว้?"
ฮั่วเม่ยเอ๋อร์ยักไหล่พลางส่ายหน้า "พี่สาวของข้าก็ไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับลั่วอวิ๋นเซียว เพราะตัวตนของนางลึกลับและเร้นลับเกินไป นางมักจะปรากฏตัวและหายไปราวกับภูตผี"
"งั้นรึ" ชายชราพยักหน้าเข้าใจ 'ข้าควรบอกเรื่องลั่วอวิ๋นเซียวให้เด็กนี่รู้ดีไหมนะ? ทว่าความแตกต่างระหว่างพวกเขาตอนนี้ราวฟ้ากับดิน เขายังไม่มีความสามารถพอจะไปยังดินแดนระดับบนได้ การให้เขารู้เรื่องนางตอนนี้อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี ข้าควรเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน แล้วค่อยบอกเขาเมื่อเขาขึ้นมาถึงชั้นนี้ได้สำเร็จ'
.
.
จางเฟย [4] และสามปีศาจสาวเดินทางมาถึงพื้นที่ทางใต้สุดของอาณาจักรปรภพ (Netherworld Realm) แต่เขายังไม่ได้พานางไปยังเมืองจันทร์ทมิฬในทันที ทว่ากลับพานางไปล่าอสูรปีศาจเพื่อทำเควสประจำวันให้สำเร็จ และเขายังต้องการให้พวกนางฝึกฝนทักษะการต่อสู้โดยไม่ใช้พลังปีศาจ เพราะไม่ช้าก็เร็วพวกนางต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ
ในพื้นที่ทางเหนือ เฟลเทีย [2] ก็นำเนเวียและบรรดาลูกสมุนออกล่าอสูรปีศาจที่ทรงพลังเช่นกัน เนื่องจากคู่ครองของเขาอยู่กับร่างจริง และเขาต้องการกองทัพที่แข็งแกร่งเพื่อเตรียมรับมือกับศัตรูในอนาคต
ส่วนจางเฟย [1] ยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ฝึกฝน มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการปรุงยา เขาต้องการกลั่นโอสถประสานกระดูกระดับ 3 ทว่าเขาก็หาได้รีบร้อน แต่กลับใช้ทักษะการปรุงยาเพื่อทำความเข้าใจในขั้นตอนการกลั่นให้ลึกซึ้งเสียก่อน
จางเฟย [5] ไม่เคยย่างกรายออกจากสวนหลังบ้านของตระกูลจางบนโลกมนุษย์ เขาปิดกั้นพื้นที่ด้วยค่ายกลเก็บเสียง เพราะเขากำลังพยายามสร้างอาวุธระดับวิญญาณ เพื่อไม่ให้กิจกรรมของเขาไปรบกวนเพื่อนบ้าน
.
ขณะเดียวกัน จางเสี่ยวหลง [3] รีบแต่งตัวและเดินออกจากห้องพักที่หญิงสาวทั้งสองยังคงหลับใหลอยู่ เพื่อออกไปสำรวจร้านรวงในเมืองทางเหนือ ถึงกระนั้น เขาก็ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์ทั้งสองคน รวมถึงเย่หู่และเหล่ากึ่งมนุษย์ที่คอยเฝ้าทางเข้าไว้อย่างเข้มงวด 'เหอะ! พวกเจ้าจะรอพวกเรานานแค่ไหนก็ได้ตามใจชอบเถอะ แต่พวกเจ้าจะไม่มีวันหาเราพบหรอก'
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.