ตอนที่ 626
626 / 1536
อ่าน 14 นาที
Chapter 626: Meet Gang Zhishou Again
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:08
## บทที่ 626: พบกังจื่อโฉ่วอีกครา
ทันทีที่เซียนเฟิงและสือฉิงจวงปรากฏกายขึ้นกลางท้องพระโรงอันโอ่อ่า หยางเฉาจิ้งก็รีบถ่ายทอดข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากจางเฟยให้ทั้งสองรับทราบในทันที
สือฉิงจวงหันไปเอ่ยกับสวามีด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ข้าคิดว่าหวงฟู่เหลียนคงสั่งการให้สวนชุนฮวาและหมิงยวิ๋นเจี๋ยลงมือบางอย่างกับลูกสาวของเรา แตพวกมันคงยังไม่รู้ว่ายามนี้นางอยู่กับจางเฟย ในเมื่อพวกมันวางแผนมาเช่นนี้ เราก็ควรซ้อนกลด้วยการวางกับดักไว้ในห้องของนางเสียเลย”
“ตกลง” สิ้นคำขานรับ เงาร่างของเฒ่าเฟิงก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เซียนเฟิงจึงรีบอธิบายสถานการณ์อย่างกระชับ “ในเมื่อเฒ่าเวิ่นกำลังเดินทางไปยังอาณาจักรไป๋ ข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยจัดการกับหญิงสาวทั้งสองคนนั้นเสีย แต่อย่าได้ปลิดชีพพวกนางเด็ดขาด เพราะความตายของพวกนางอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับสำนักเขี้ยวทมิฬและสำนักอสรพิษพิษได้”
“รับด้วยเกล้า พะยะค่ะองค์จักรพรรดิ”
หลังจากเฒ่าเฟิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หยางเฉาจิ้งก็ได้กราบทูลเรื่องอื่นต่อเซียนเฟิงและสือฉิงจวง “หลี่อี้ผิงและบุตรชายทั้งสองฟื้นคืนสติแล้วพะยะค่ะ แต่พวกเขายังคงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งหลังพบสภาพของตนเอง ทั้งยังพยายามจะจบชีวิตลง ทว่าคนของเราขัดขวางเอาไว้ได้ทันท่วงที”
“ปล่อยให้พวกเขาจัดการทั้งสามคนนั้นไป” เซียนเฟิงเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนที่เขาและหยางเฉาจิ้งจะรีบไปพบกับเหล่าเสนาบดีเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการขั้นต่อไปสำหรับอาณาจักรโจวและอาณาจักรหวงฟู่
ในขณะเดียวกัน สือฉิงจวงได้แยกตัวไปพบกับเซียนเซียนอู่และเหยาหยิน เพื่อร่วมกันหารือเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมงานมงคลสมรสที่กำลังจะมาถึง
.
.
.
“เหตุใดเจ้าถึงมานั่งเหม่อลอยอยูที่นี่กันซินเย่ว์? หรือว่ากำลังคะนึงหาจางเฟยอยู่กันแน่?” กัวเสวี่ยหัวเอ่ยถามพลางเยื้องกรายเข้าหาบุตรสาวที่นั่งอยู่เพียงลำพังบนม้านั่งในสวนสวย
ยวิ๋นซินเย่ว์สะดุ้งสุดตัวพลางหันไปมองมารดาและรีบปฏิเสธพัลวัน “ข้าไม่ได้คิดถึงจางเฟยเสียหน่อย! ข้าแค่กำลังเป็นห่วงพี่ชายต่างหาก ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านข้ายังไม่ได้เห็นหน้าเขาเลย พอจะเข้าไปหาก็ถูกเขาขับไล่ไสส่งออกมาทุกที”
“แม่รู้ว่าเจ้าเป็นห่วงชิงไห่ แต่ไม่เห็นต้องปดเรื่องจางเฟยเลยนี่นา” กัวเสวี่ยหัวทรุดตัวลงนั่งข้างบุตรสาว “แม่เองก็เคยผ่านช่วงวัยเยาว์ เคยสัมผัสความรู้สึกของรักครั้งแรกมาก่อน อีกอย่าง ตลอดสองวันที่ผ่านมาแม่ก็เฝ้าสังเกตเจ้าอยู่ตลอด ดูปราดเดียวก็รู้แล้วว่าในใจเจ้ามีแต่เขา”
‘ชิ! โกหกยัยแม่มดเฒ่าอย่างท่านแม่ไม่เคยได้ผลเลยจริงๆ’ ยวิ๋นซินเย่ว์พึมพำในใจพลางทำแก้มป่อง
“หึๆ” กัวเสวี่ยหัวหัวเราะเบาๆ พลางหยิกริมฝีปากบุตรสาวด้วยความหมั่นไส้ “พี่หญิงฉิงจวงบอกแม่ว่า ร้านของจางเฟยเปิดกิจการแล้ว และเขาก็มีของแปลกๆ ใหม่ๆ ขายมากมาย วันนี้แม่ตั้งใจจะไปอาณาจักรเซียนเสียหน่อย แต่ท่านพ่อของเจ้ายังติดพันราชกิจอยู่ เพราะฉะนั้นเจ้าต้องไปเป็นเพื่อนแม่ แล้วถือโอกาสไปพบเขาเสียด้วยเลยเป็นอย่างไร”
“โอ้! จริงด้วย ข้าเกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย!” ยวิ๋นซินเย่ว์อุทานออกมา “เซียนฉินเคยบอกข้าว่านางให้ฟูกที่นอนที่นุ่มสบายกับเขามา ข้าเองก็อยากจะได้สักหลังเหมือนกัน อีกอย่างข้ายังไม่เคยลิ้มรสอาหารที่ภัตตาคารของเขาเลย ข้าจะไปกับท่านแม่เจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ต้องบังคับพี่ชายให้ไปกับเราด้วยนะ ไม่อย่างนั้นเขาคงเอาแต่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องด้วยความหดหู่แน่ๆ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาพี่ชายเจ้ากันเดี๋ยวนี้เลย”
ครู่ต่อมา ยวิ๋นซินเย่ว์และกัวเสวี่ยหัวก็มาถึงหน้าห้องของยวิ๋นชิงไห่ และพบว่ามีคนอีกสองคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว “เขายังไม่ยอมออกมาจากห้องอีกหรือ อาโอเซียน... เหยาเอ๋อร์?”
“พวกเราพยายามโน้มน้าวชิงไห่แล้ว แต่เขาก็เอาแต่ไล่พวกเราออกมาเจ้าค่ะท่านแม่” หลี่เหยาเป็นฝ่ายตอบคนแรก
ยวิ๋นอาโอเซียนหันไปถามมารดาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ให้ข้าพังประตูเข้าไปเลยดีไหมท่านแม่? เขาเป็นบุรุษ เป็นถึงเจ้าชายแท้ๆ แต่กลับมานั่งตีโพยตีพายเพียงเพราะพ่ายแพ้ในหอคอย เมื่อก่อนข้าก็เคยล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมานั่งคร่ำครวญแบบนี้ อีกอย่างคู่ต่อสู้ของเขาก็คือโจวไท่ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเห็นๆ เขาควรจะยืดอกยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสมศักดิ์ศรีสิ”
“แม่จัดการเอง” กัวเสวี่ยหัวก้าวไปยังประตูห้องนอนบุตรชายคนรอง ผลักออกเพียงแผ่วเบาก่อนจะก้าวเข้าไปข้างใน “พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ แม่จะคุยกับชิงไห่เอง”
ยวิ๋นซินเย่ว์ขยับเข้าไปกอดแขนหลี่เหยา “พี่สะใภ้อยากไปกับเราไหมเจ้าคะ? หลังจากนี้เราจะไปอาณาจักรเซียนเพื่อไปดูร้านใหม่ของจางเฟยแล้วก็ซื้อของกัน ท่านแม่บอกว่าอาหารที่ภัตตาคารของเขาเลิศรสมาก ข้าอยากจะลองชิมดูจริงๆ”
“ความจริงพี่ชายเจ้ากับข้าก็แพลนว่าจะไปวันนี้อยู่แล้ว เลยแวะมาชวนชิงไห่นี่แหละ” หลี่เหยาหัวเราะเมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของซินเย่ว์ ก่อนจะเอ่ยเย้า “ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงดูดีใจขนาดนั้นล่ะ? อยากเจอจางเฟยใจจะขาดแล้วงั้นหรือ?”
‘ถ้าท่านแม่คือแม่มดเฒ่า พี่สะใภ้ก็คงเป็นแม่มดน้อยแน่ๆ!’ ยวิ๋นซินเย่ว์สวนกลับ “หน้าตาข้าดูเหมือนคนคิดถึงจางเฟยขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“ฮ่าๆ” หลี่เหยาหัวเราะเบาๆ พลางบีบจมูกน้องสามี “เจ้าคิดว่าข้าไม่สังเกตเห็นท่าทางของเจ้าตอนอยู่ที่หอคอยดาราหรือไง? ข้าไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเจ้ากับจางเฟยที่นั่น แต่ข้าดูออกว่าเจ้าตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เขาช่วยเจ้าจากพิษของไป๋โฉ่วอี แล้วเจ้าก็ดูสนิทสนมกับเขามากขึ้นหลังผ่านเขาวงกต แถมเจ้ายังดูเหมือนจะแอบหึงเซียนเซียนฉินเวลาที่นางอยู่ใกล้ชิดกับเขาด้วยนะ”
ยวิ๋นซินเย่ว์ทอดถอนใจยาว นางไม่อาจควบคุมท่าทางของตนเองได้จริงๆ ยามอยู่ต่อหน้าเขา “ท่านพูดถูกแล้วพี่สะใภ้ ข้าตกหลุมรักจางเฟยจริงๆ... แต่ข้ายังไม่เคยคิดถึงขั้นจะไปเป็นคนรักของเขาเลย”
“อะไรที่ทำให้เจ้าหลงรักเขากันล่ะหยินเย่ว์?” ยวิ๋นอาโอเซียนเอ่ยถามบ้าง ซินเย่ว์จึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเขาวงกตให้ทั้งสองฟัง “เจ้านั่นก็ไม่เลวนะ โดยเฉพาะการที่เขาไม่ฉวยโอกาสทำเรื่องบัดสีกับเจ้าและเซียนฉินยามคับขัน ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะเผลอใจให้เขา”
“ข้าก็คิดว่าจางเฟยเป็นบุรุษที่ดีเจ้าค่ะ” ยวิ๋นซินเย่ว์พยักหน้าเห็นพ้อง “แต่น่าเสียดายที่เขามีภรรยาถึง 19 คน และคู่พาร์ทเนอร์อีกเป็นโขยง ข้าเลยรู้สึกลังเลที่จะเข้าไปใกล้ชิดกับเขา ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในครอบครัวเขามันยุ่งเหยิงเกินไปสำหรับข้า ทั้งแม่ พี่สาว น้องสาว... แม้กระทั่งคู่แม่ลูกอย่างเสิ่นเสวี่ยอีและเสิ่นยวี่ก็ยังเป็นภรรยาเขา ข้าทำใจยอมรับไม่ลงจริงๆ”
คำบอกเล่าเรื่องความสัมพันธ์อันซับซ้อนของจางเฟยทำให้อาโอเซียนและหลี่เหยาถึงกับตะลึงงัน แม้จะซาบซึ้งที่เขาช่วยเหลือน้องสาว แต่พวกเขาก็เริ่มรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ดูจะไม่คู่ควรกับการเป็นน้องเขยเสียแล้ว
*แกร๊ก*
ประตูห้องนอนเปิดออก กัวเสวี่ยหัวเดินนำยวิ๋นชิงไห่ออกมา ในสภาพที่ดูซูบเซียวและยับเยิน
“พี่ชาย! ท่านนี่มันโง่จริงๆ!” ยวิ๋นซินเย่ว์แผดเสียงใส่พี่ชายคนรองทันที “ข้าเข้าใจว่าท่านผิดหวัง แต่ที่ท่านแพ้ก็เพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่งกว่า อย่าเอาแต่โทษตัวเองไร้สาระแบบนี้สิ!”
“ข้า—”
“เอาล่ะ พอได้แล้วซินเย่ว์ ไม่ต้องไปดุพี่เขาหรอก” กัวเสวี่ยหัวขัดขึ้นก่อนจะนำกลุ่มลูกๆ ออกไปจากที่นั่น “ไปกันเถอะ เราจะมุ่งหน้าสู่อาณาจักรเซียนเดี๋ยวนี้”
.
.
.
“คนจากตระกูลเจิ้งของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ซีเหมินกงฟู่เอ่ยถามทันทีที่ภรรยากลับมาถึง
“บางส่วนกำลังเดินทางมา และจะไปสมทบกับเราที่หอคอยดารา” เจิ้งม่อเย่ว์ตอบพลางทรุดตัวลงนั่งบนตักสวามีแล้วบรรจงจุมพิตแผ่วเบา “ข้าสั่งให้เจิ้งฉินเหวินและเจิ้งยวี่หมินลอบเข้าไปในอาณาจักรของพี่ชายเจ้าแล้ว ข้าเชื่อมั่นว่าพวกเขจะลักพาตัวซีเหมินเย่ว์เหลียงมาให้เราได้แน่นอน”
ซีเหมินกงฟู่ย่อมรู้ซึ้งถึงฝีมือของจอมมารทั้งสองเป็นอย่างดี “ข้าเชื่อในความสามารถของพวกเขา แต่เจ้ากำชับให้พวกเขาระวังตัวด้วย พี่ชายข้าไม่มีทางปล่อยให้ลูกๆ อยู่โดยไร้คนคุ้มกันแน่ และเขาคงจะทิ้ง ‘ซีเหมินกุ่ย’ ไว้คอยอารักขา ฝีมือของตาเฒ่านั่นประมาทไม่ได้เลย ขนาดท่านพ่อท่านแม่ยังต้องเกรงใจ แต่น่าเสียดายที่เขามีความจงรักภักดีต่อพี่ชายข้าอย่างแรงกล้า จนข้าไม่อาจเกลี้ยกล่อมให้มาเข้าพวกได้ หากพวกนั้นไม่ระวังตัว มีหวังได้จบชีวิตด้วยน้ำมือของตาเฒ่านั่นแน่”
“ข้าบอกพวกเขาเรื่องนี้แล้ว พวกเขาไม่วู่วามหรอกเจ้าค่ะ” เจิ้งม่อเย่ว์โอบแขนรอบคอซีเหมินกงฟู่ “อีกไม่กี่วันเราต้องเดินทางไปหอคอยดาราและคงต้องอยู่ที่นั่นอีกนาน ข้าอยากจะหาความสำราญกับท่านและเซียนหงเสียหน่อย ท่านคิดว่าอย่างไร?”
ซีเหมินกงฟู่ขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนจะเห็นดีเห็นงาม “เรียกเขามา”
เจิ้งม่อเย่ว์เรียกเซียนหงด้วยความรื่นเริง ก่อนจะผละจากตักสวามีพลางปลดเปลื้องอาภรณ์จนเรือนร่างเปลือยเปล่า
ในขณะที่เจิ้งม่อเย่ว์เริ่มปรนนิบัติซีเหมินกงฟู่ เซียนหงก็ก้าวเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นร่างอันเย้ายวนขององค์จักรพรรดินีเจิ้งที่ไร้อาภรณ์ปกปิด อารมณ์กำหนัดก็พลุ่งพล่าน เขาจึงรีบถอดชุดออกและเข้าร่วมกิจกรรมกามกรีฑาอันเร่าร้อนสามคนในทันที
.
.
.
จอมมารเฒ่าผมสีดำสนิทคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าซีเหมินฉางเทียน ผู้ซึ่งกำลังกำชับสั่งการหลายอย่าง รวมถึงแผนการเดินทางสู่หอคอยดารา “ท่านอาคุ่ย ข้าเชื่อว่าซีเหมินกงฟู่และเจิ้งม่อเย่ว์ต้องวางแผนลักพาตัวลูกสาวข้าในช่วงที่เราไม่อยู่แน่ ข้าจึงอยากให้ท่านอาพำนักอยู่ในปราสาทแห่งนี้เพื่อปกป้องนางโดยเฉพาะ หากเห็นพวกปีศาจจากอาณาจักรมารทมิฬหรือคนของตระกูลเจิ้งลอบเข้ามา ท่านสามารถปลิดชีพพวกมันได้ทันที”
“ตกลง ข้าจะปกป้องเย่ว์เหลียงด้วยชีวิตเอง” ซีเหมินกุ่ยเอ่ยรับ ก่อนจะถามต่อ “เจ้าแน่ใจหรือว่าน้องชายเจ้าจะไม่หักหลังเจ้าในหอคอย?”
ซีเหมินฉางเทียนพยักหน้า “ข้ารู้นิสัยน้องชายข้าดี และรู้ว่าเขามีโอกาสทรยศได้ทุกเมื่อ ข้าจึงเตรียมมาตรการป้องกันสำหรับตนเองและหวงจินไว้แล้ว ท่านอาไม่ต้องเป็นห่วง”
“ซีเหมินกงฟู่นั้นเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก พวกเจ้าสองคนต้องระวังตัวให้ดี” ทิ้งคำเตือนไว้เพียงเท่านั้น ซีเหมินกุ่ยก็ลุกขึ้นและก้าวเดินออกจากท้องพระโรงไป
หนวี่หวงจินรีบแจ้งข่าวแกสวามีทันที “เจิ้งม่อเย่ว์เพิ่งกลับมาจากตระกูลเจิ้ง และข้าสืบรู้มาว่านางสั่งให้เจิ้งฉินเหวินกับเจิ้งยวี่หมินมาลักพาตัวลูกสาวเราจริงๆ”
“เป็นไปตามคาด” ซีเหมินฉางเทียนก้าวลงจากบัลลังก์และพาภรรยาเดินตรงไป “ข้าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อคุ้มครองลูกสาวเราเพิ่มเติม”
“ท่านยังไม่มั่นใจในฝีมือของท่านอากุ่ยอีกหรือ?” หนวี่หวงจินถามด้วยความสงสัย
ซีเหมินฉางเทียนส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านอาเสมอ แต่การเตรียมแผนสำรองไว้ก็ไม่เสียหายอะไรไม่ใช่หรือ? หากซีเหมินกงฟู่ได้ตัวลูกสาวเราไป เขาจะสามารถฝึกวิชา ‘ห้วงอเวจีนิรันดร์’ ได้จนสมบูรณ์ และยามนั้นเราจะไม่มีทางเอาชนะเขาได้อีก เพราะฉะนั้นข้าต้องปกป้องนางให้ดีที่สุด”
“นั่นสินะ ท่านพูดถูก”
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าห้องของซีเหมินเย่ว์เหลียง ซีเหมินฉางเทียนหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาพลางหยดเลือดของตนลงไป ทันใดนั้นพลังอำนาจก็แผ่ซ่านออกมาเป็นตาข่ายอาคม แทรกซึมเข้าสู่บานประตูและผนังห้องทุกด้าน “เพียงเท่านี้ พวกมันก็ไม่มีทางแตะต้องลูกสาวข้าได้ และหากพวกมันฝ่าด่านนี้เข้ามาได้ ท่านอากุ่ยก็จะคอยจัดการพวกมันเอง”
.
.
.
หลงเฉินและหลงเทียนกลับมาถึงได้สามวันแล้ว แต่หลงหวงและหลงไป๋หยวิ๋นเพิ่งจะออกจากช่วงบำเพ็ญตบะอันสั้น ทั้งสองจึงเพิ่งมีโอกาสบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหอคอยดาราให้ท่านพ่อได้รับรู้
หลงหวงพยักหน้าอย่างเข้าใจหลังฟังเรื่องราวทั้งหมด “ข้าคาดการณ์ไว้แต่แรกแล้วว่าจางเฟยต้องผ่านบททดสอบชั้นแรกได้สำเร็จแน่ ข้าถึงได้สั่งให้พวกเจ้าสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเขาไว้ แต่น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่มีโอกาสได้ประลองฝีมือกับเขา ไม่อย่างนั้นคงจะได้รู้จุดอ่อนของตัวเองไปแล้ว”
“ทำไมข้าถึงรู้สึกเหมือนท่านพ่อกำลังดูถูกพวกเราอยู่เลยล่ะเจ้าคะ?” หลงเทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคืองๆ
“ฮ่าๆๆ” หลงหวงระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “พ่อไม่ได้ดูถูกพวกเจ้าหรอก แต่ในอาณาจักรเราหาคู่มือที่คู่ควรกับพวกเจ้าได้ยากนัก หากเทียบกับเหล่าอสูรในอาณาจักร จางเฟยนั้นเหนือชั้นกว่ามาก และเป็นคู่แข่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเจ้า อีกอย่างพวกเจ้าก็ได้เห็นฝีมือของเขาตอนสู้กับบอสตัวสุดท้ายในเขาวงกตแล้วนี่ น่าจะเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างพวกเจ้ากับเขาได้ดีนะ”
หลงเทียนไม่อาจโต้แย้งได้เลย เพราะความจริงคือหากไม่มีจางเฟย พวกนางก็คงไม่มีทางผ่านเขาวงกตนั้นมาได้
หลงเฉินจึงเอ่ยแทรกขึ้น “ท่านพ่อ แม่นางเฟิ่งเหยาต้องการไปฝึกฝนที่ภูเขาไฟฮั่วซาน ข้าจึงอนุญาตตามคำขอของนางไปแล้ว แต่นางไม่ต้องการให้ใครไปรบกวน เพราะนางต้องการบรรลุระดับที่สูงขึ้นในกฎแห่งอัคคีเจ้าค่ะ”
“ตกลง พ่อจะสั่งให้คนออกจากเขตภูเขาไฟยามที่นางไปถึง จะได้ไม่มีใครไปขวางทางนาง” หลังจากนั้น ทั้งหมดก็สนทนากันถึงเรื่องของจางเฟยและเฟิ่งเหยาต่อไป
.
.
.
“ท่านพ่อเรียกข้ามาด้วยเหตุอันใดหรือเจ้าคะ?” เซียนจิ้งหลันเอ่ยถามองค์จักรพรรดิเอลฟ์
เซียนเหลียงฮวาสบตากับภรรยาครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “จิ้งหลัน พ่ออยากให้เจ้าไปที่เมืองมู่โถวเพื่อพบกับแขกสำคัญบางคน พ่อได้ยินว่าพวกเขาต้องการมาตั้งรกรากเปิดร้านที่นั่น แต่ชาวบ้านยังไม่ยินยอมหากไม่มีคำสั่งจากเรา พ่อเลยอยากให้เจ้าไปพบพวกเขาแทนพ่อเสียหน่อย”
“หืม?” เซียนจิ้งหลันสัมผัสได้ว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นสีหน้าแปลกๆ ของเสวี่ยจิ้งหลิง “คนพวกนั้นเกี่ยวข้องกับจางเฟยใช่ไหมเจ้าคะ?”
“เจ้ายังหัวไวเหมือนเดิมนะ” เซียนเหลียงฮวาเอ่ยปนรอยยิ้ม “พวกเขาเป็นเผ่าพันธุ์ธรรมชาติจากต่างมิติ และจางเฟยเป็นคนพากลับมายังอาณาจักรเรา ในเมื่อเจ้าบอกว่าเขามีร้านถึงสองแห่งในอาณาจักรเซียน พ่อเลยสงสัยว่าพวกเขาก็คงอยากจะเปิดร้านเพราะจางเฟยนั่นแหละ พ่อคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้สร้างสัมพันธ์อันดีกับเขาหากเรายื่นมือเข้าช่วย”
เซียนจิ้งหลันพยักหน้าเข้าใจ “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะพาน้องสะใภ้หลางไปที่เมืองมู่โถวตอนนี้เลย และจะขอให้ซีเซียนจื่อร่วมเดินทางไปด้วยเจ้าค่ะ”
หลังจากบุตรสาวลับสายตาไป เสวี่ยจิ้งหลิงก็หันไปถามสวามี “ท่านคิดจะให้ลูกสาวเราใกล้ชิดกับจางเฟยจริงๆ หรือคะ?”
“เจ้ายังคลางแคลงใจในตัวจางเฟยอยู่อีกหรือ หลังจากที่ลูกเราเล่าเรื่องของเขาให้ฟังตั้งมากมาย?” เซียนเหลียงฮวากุมมือภรรยา “ข้าเข้าใจว่าเจ้ากังวลเรื่องที่เขาเป็นมาร แต่เขาไม่ได้ชั่วร้ายอย่างที่เจ้าคิดหรอก ข้าอยากให้ลูกเราได้ใกล้ชิดกับเขาจริง แต่ข้าจะไม่บังคับใจนาง หากจิ้งหลันตกหลุมรักเขา ข้าก็ยินดี แต่ถ้านางไม่สนใจ ข้าก็จะไม่ฝืนใจนาง เพราะฉะนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ตกลงไหม?”
“ตกลงค่ะ”
.
.
.
เมื่อแสงอรุณสาดส่อง จางเฟยจึงตัดสินใจหยุดการบำเพ็ญคู่ร่วมกับภรรยาของเขา เขาพาจางหลิงเสวี่ย, หลิวฮวา, แฝดตระกูลเวิ่น และพี่น้องตระกูลฉู่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ตามปกติ จางหลิงเสวี่ยและพี่น้องตระกูลฉู่จะแยกไปดูแลร้านหยกนภา ส่วนหลิวฮวาก็พาฝาแฝดตระกูลเวิ่นไปที่ภัตตาคารหยกนภา
ขณะเดียวกัน จางเฟยตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังร้านค่ายกลเพื่อพบกับฝ่าเจิ้น แต่ตาเฒ่านั่นกำลังวุ่นอยู่กับโปรเจกต์ใหม่และไม่ต้องการให้ใครกวน เขาจึงเปลี่ยนใจไปหากังจื่อโฉ่วเพื่อปรึกษาเรื่องการตีตราอาวุธ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าเถี่ยเสวียนยังไม่กลับมาจากดินแดนรกร้าง “ข้าก็นึกว่าท่านยังวุ่นกับงานยุ่งๆ อยู่นะเนี่ย เฒ่ากัง”
“ฮ่าๆ” กังจื่อโฉ่วหัวเราะร่า “ท่านอาจารย์เรียกข้าไปพบเมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าเลยต้องปลีกตัวไปสักพัก ว่าแต่ฝีมือการตีดาบของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ? ตีอาวุธออกมาได้สมบูรณ์แบบหรือยัง?”
จางเฟยไม่รอช้า เขาหยิบดาบระดับสามัญที่ตีไว้เมื่อสิบวันก่อน รวมถึงดาบระดับจิตวิญญาณขั้นต้นที่เพิ่งจะเริ่มฝึกตีออกมาให้กังจื่อโฉ่วดู
กังจื่อโฉ่วตาโตพลางคว้าดาบระดับจิตวิญญาณขั้นต้นจากมือจางเฟยไปพินิจทันที “เจ้า... เจ้าเริ่มฝึกตีดาบระดับจิตวิญญาณตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?!”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.