Chapter 4239
4237 / 5804
13 min read
Chapter 4239 – Blood Monster Cave Heaven
Published Apr 11, 2026, 12:27 PM
บทที่ 4239 – แดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิต
ผู้แปล: ศิลวินทร์ และ เทีย
ผู้ตรวจทานคำแปล: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน
บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร: ลีโอแห่งภูผาสิงห์ และ เดล ไลเกอร์คีย์ส
---
ยังมีอีกบางสิ่งที่ศิษย์น้องหญิงหานไม่กล้าเอื้อนเอ่ยออกมา เหล่าปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ทั้งสามแห่งโรงเตี๊ยมแรกนั้น ไม่ว่าจะเป็นพลังบ่มเพาะหรือระดับขั้น ล้วนมิได้ด้อยไปกว่าแดนสวรรค์ถ้ำเซวียนหยวนแม้แต่น้อย หากต้องลงมือต่อสู้กันจริงๆ คงไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเหนือกว่าอีกฝ่าย ผลลัพธ์ที่ตามมามีเพียงสถานการณ์เดียว คือบาดเจ็บล้มตายกันทั้งสองฝ่าย
เป็นที่ประจักษ์ว่าผู้อาวุโสชูย่อมตระหนักถึงข้อนี้ดี เขาข่มเพลิงโทสะในใจ พลางตะโกนลอดไรฟัน “หลันโยวรั่ว เจ้าดูแลคนของเจ้าให้ดี! หากมันกล้าทำเรื่องเช่นนี้อีก อย่าหาว่าผู้เฒ่าผู้นี้ไร้ความปรานี!”
เถ้าแก่เนี้ยเองก็มิได้แสดงความอ่อนแอแม้แต่น้อย “ก็ลองดูสิ แล้วเจ้าจะได้เห็นว่าข้าคนนี้จะหักกระดูกแก่ๆ ของเจ้าหรือไม่ คนแก่อย่างเจ้าควรหาที่สงบๆ ใช้ชีวิตในบั้นปลาย ไม่ใช่ซมซานมาที่นี่”
ผู้อาวุโสชูแทบจะระเบิดด้วยความพิโรธ เขายื่นมือชี้หน้าหลันโยวรั่ว น้ำเสียงสั่นเทาด้วยโทสะ “เรื่องนี้ ผู้เฒ่าผู้นี้จะรายงานต่อนิกายอย่างแน่นอน! คอยดูเถอะ! เจ้าจะต้องถูกลงทัณฑ์!”
นางแค่นเสียงอย่างเย็นชา ไม่คิดจะใส่ใจผู้อาวุโสชูอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าหยางไค่และอินซินจ้าวยังคงจ้องหน้ากันเขม็งอย่างไม่มีใครยอมใคร นางจึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงผ่านกระแสจิตไป “ใกล้ได้เวลาแล้ว เจ้าเองก็ควรเข้าไปข้างในได้แล้ว ทางเข้าทั้งหมดใกล้จะเปิดออกอย่างสมบูรณ์ หากรอนานกว่านี้ อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นได้”
“เข้าใจแล้ว” หยางไค่ตอบรับ จากนั้นจึงแย้มยิ้มให้อินซินจ้าวแล้วประสานหมัดคารวะ “ขอให้โชคดีนะ พี่ชายอิน!”
กล่าวจบ ร่างของเขาก็อันตรธานหายไปในพริบตา
[โชคดีบ้านป้ามึงสิ!] อินซินจ้าวแทบคลั่งด้วยความเดือดดาล เขารอคอยมาเนิ่นนานเพื่อโอกาสอันงดงามนี้ แรกเริ่มเดิมที เขาเชื่อมั่นว่าการเข้าสู่แดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าหยางไค่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเขาอย่างหยาบคายถึงเพียงนี้!?
หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง อินซินจ้าวได้ค้นพบรูปแบบบางอย่าง แม้ว่าทางเข้าสู่แดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตจะปรากฏขึ้นอย่างไม่แน่นอน แต่โดยทั่วไปแล้ว พวกมันมักจะไม่ปรากฏซ้ำในตำแหน่งเดิม พูดอีกอย่างก็คือ ความหวังที่จะมีทางเข้าอื่นปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่เขาเฝ้าระวังอย่างสุดกำลังนั้นช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน เขาจำต้องไปค้นหาในตำแหน่งอื่น ทว่า รอบกายเขากลับเต็มไปด้วยศิษย์จากแดนสวรรค์ถ้ำเซวียนหยวน เขาจะไปที่ใดได้อีกเล่า? ชั่วขณะนั้น สีหน้าของเขาก็บูดเบี้ยวอัปลักษณ์อย่างถึงที่สุด
อีกด้านหนึ่ง หยางไค่มาถึงทางเข้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่แล้วสอดแทรกตัวเข้าไป หลังจากก้าวผ่านประตูมิติ เขาก็รู้สึกได้ถึงลำแสงสีเลือดที่โอบล้อมร่างเอาไว้ จากนั้น เขาก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นทั้งดึง ทั้งผลัก และบดขยี้ ทิวทัศน์เบื้องหน้าบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปหมด ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะจางๆ ก่อตัวขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ และดวงดาวสีทองก็พร่างพรายเต็มทัศนียภาพ
นี่เป็นอาการปกติของการเคลื่อนย้ายข้ามมิติ เขาจึงคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น จากความรุนแรงของอาการ เขาสามารถบอกได้ว่าการเคลื่อนย้ายครั้งนี้ไม่ได้พาเขาไปไกลนัก ซึ่งนับว่าสมเหตุสมผล แดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตนั้นซ่อนตัวอยู่ภายในอาณาเขตอสูรโลหิต อีกทั้งทางเข้าก็ก่อตัวขึ้นเมื่อทั้งสองโลกหลอมรวมเข้าด้วยกัน ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีวันหนึ่งที่แดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตและอาณาเขตอสูรโลหิตจะหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ระยะห่างระหว่างกันจึงไม่ได้ไกลมากนัก
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ทิวทัศน์อันแปลกประหลาดก็พลันสลายไป ทัศนวิสัยของหยางไค่พร่าเลือนไปชั่วขณะ ก่อนจะพบว่าตนเองได้มาอยู่ในอีกโลกหนึ่งแล้ว... ที่นี่คือแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิต!
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้สำรวจทิวทัศน์โดยรอบอย่างละเอียด ร่างของเขาก็พลันทรุดฮวบลงราวกับมีภูผาขนาดมหึมากดทับอยู่บนบ่า ฉุดให้ร่างของเขาร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนั้นเองเขาจึงตระหนักว่าตนเองกำลังยืนอยู่กลางอากาศ เขาพยายามอย่างเร่งรีบที่จะจัดระเบียบร่างกายเพื่อทรงตัว แต่กลับต้องตกใจและประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อพบว่ามีข้อจำกัดบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่ในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตแห่งนี้... มันขัดขวางไม่ให้เขาทะยานบิน!
อย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือจักรวาลย่อยที่ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดทิ้งไว้เบื้องหลัง ข้อจำกัดที่วางไว้ภายในโลกใบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บ่มเพาะขอบเขตจักรพรรดิเช่นเขาจะเพิกเฉยได้ สถานที่แห่งนี้ผ่านการชำระล้างจากกาลเวลาอันไม่มีที่สิ้นสุด และข้อจำกัดมากมายก็ได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา ถึงกระนั้น การยับยั้งความสามารถของผู้บ่มเพาะขอบเขตจักรพรรดิก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
หยางไค่ตื่นตระหนกอยู่ชั่วครู่ ก้มศีรษะลงมองก็พบว่าตนเองอยู่เหนือพื้นดินเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรเท่านั้น เพียงแต่เขากำลังร่วงหล่นจากฟากฟ้าด้วยความเร็วสูง ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เขามีร่างกายกึ่งมังกร แม้การตกจากความสูงระดับนี้อาจทำให้เจ็บปวด แต่มันไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต
ประเด็นสำคัญคือ เขาไม่ได้ปรากฏตัวในตำแหน่งที่ดีนัก ที่ราบเบื้องล่างมีฝูงอสูรรูปร่างคล้ายไฮยีน่ากลุ่มหนึ่ง อสูรเหล่านี้มีจำนวนมากกว่าร้อยตัวและแผ่กลิ่นอายดุร้ายออกมา ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมนุษย์ ไฮยีน่าตัวหนึ่งจึงเงยหน้าขึ้นและส่งเสียงเห่าหอนสั้นๆ แต่ดุร้ายออกมาหลายครั้ง เป็นผลให้ไฮยีน่ากว่าร้อยตัวเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วกรูกันเข้ามายังบริเวณที่หยางไค่กำลังจะร่อนลง พวกมันแยกเขี้ยวและคำรามไม่หยุดหย่อน แสดงท่าทีเป็นศัตรูอย่างชัดเจน
นี่เป็นครั้งแรกที่หยางไค่มาเยือนแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิต เขาจึงไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของอสูรเหล่านี้ ความคิดที่จะใช้พวกมันเพื่อฝึกปรือฝีมือจึงผุดขึ้นในใจทันที
ร่างของเขาร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว ดุจดั่งอุกกาบาตที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า เมื่ออยู่ห่างจากพื้นดินประมาณสามกิโลเมตร เขาก็ยื่นนิ้วออกไปแล้วสะบัดซ้ำๆ คมมีดวงจันทร์ทมิฬทะมึนฟาดฟันออกไป ฉีกกระชากมิติ
เสียงฉับๆ ดังก้อง พร้อมกับโลหิตที่สาดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ ร่างของเหล่าอสูรที่รวมตัวกันอยู่ ณ จุดเดียวถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ด้วยคมมีดวงจันทร์ พวกมันล้มลงจมกองเลือด ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว อสูรคล้ายไฮยีน่ากว่าครึ่งร้อยตัวก็ถูกสังหารหรือบาดเจ็บสาหัส
หยางไค่กระแทกลงพื้นในอีกชั่วอึดใจต่อมา ก่อให้เกิดหลุมขนาดใหญ่บนพื้นดินพร้อมกับเสียงดังสนั่น แผ่นดินรอบๆ แตกกระจายออกจากกัน นอกจากนี้ ฝุ่นยังคละคลุ้งไปทั่วทุกทิศทาง! เสียงเห่าหอนอันดุร้ายของไฮยีน่าเหล่านั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครวญครางโหยหวนไปทั่วบริเวณ กว่าที่เขาจะลุกขึ้นยืนและใช้เคล็ดวิชาลับเพื่อขจัดควันและฝุ่นออกไป ก็เหลือเพียงซากอสูรกองพะเนินอยู่บนพื้น ส่วนอสูรที่เหลือรอดต่างก็หันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด!
“ขยะ!” หยางไค่สบถอย่างดูแคลน ตอนแรกเขาคิดว่าอสูรเหล่านี้คงจะทรงพลังเมื่อเห็นท่าทีที่ดุร้ายและเป็นศัตรูของพวกมัน ใครจะไปคาดคิดว่าพวกมันจะอ่อนแอถึงเพียงนี้? แม้แต่ผู้บ่มเพาะขอบเขตจักรพรรดิธรรมดาก็สามารถรับมือกับพวกมันได้อย่างง่ายดาย
เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจเพื่อเก็บซากไฮยีน่าตัวหนึ่งขึ้นมาแล้วควักเอาแก่นอสูรของมันออกมา การตรวจสอบเพียงครู่เดียวก็เผยให้เห็นว่าแก่นอสูรนี้เทียบเท่ากับวัตถุดิบระดับหนึ่งเท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่เป็นเพียงแก่นอสูรระดับหนึ่ง!
หยางไค่ตรวจสอบซากศพอีกสองสามตัว แต่ก็ไม่มีข้อยกเว้น ดูเหมือนว่าไฮยีน่าเหล่านี้จะเป็นอสูรระดับหนึ่งที่อ่อนแอที่สุดในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิต การล่าพวกมันไม่มีค่าอันใดเลย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่นี่สอดคล้องกับข้อมูลจากเถ้าแก่เนี้ย อสูรในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตได้รับการเพาะเลี้ยงและดัดแปลงโดยเทพอสูรโลหิตเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ คุณสมบัติของแก่นอสูรทุกเม็ดล้วนเป็นเอกเทศและบริสุทธิ์อย่างยิ่ง ปรากฏการณ์เช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
แก่นอสูรของอสูรก็คล้ายกับผนึกแห่งเต๋าของผู้บ่มเพาะ มันคือแหล่งรวมแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของอสูร ดังนั้นพลังงานภายในจึงมักจะซับซ้อน แม้ว่าในโลกภายนอกจะมีแก่นอสูรที่มีธาตุบริสุทธิ์เพียงธาตุเดียวอยู่บ้าง แต่มันก็หาได้ยากอย่างยิ่ง
ไม่ใช่แค่อสูรเท่านั้น แม้แต่กับเหล่าจิตวิญญาณเทวะก็เช่นกัน เพียงแต่เหล่าจิตวิญญาณเทวะมักจะมีแหล่งกำเนิดพลังที่มีคุณสมบัติเป็นเอกเทศมากกว่าอสูรเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น แหล่งกำเนิดพลังของจินอูเป็นธาตุโลหะ ซึ่งหยางไค่เคยปรารถนาอย่างยิ่งยวด ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ ปี้ฟางซึ่งมีแหล่งกำเนิดพลังธาตุไฟ และคุนซาซึ่งมีแหล่งกำเนิดพลังธาตุน้ำ! ยังมีอีกหลากหลายสายพันธุ์
ในทางกลับกัน หยางไค่เพิ่งสังหารอสูรกลุ่มหนึ่งในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตไปอย่างสุ่มๆ ถึงกระนั้น ธาตุของแก่นอสูรแต่ละเม็ดที่เขาได้รับกลับเป็นเอกเทศและบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แม้ว่าแก่นอสูรในมือของเขาจะเป็นเพียงระดับหนึ่งและมีค่าต่ำมาก แต่ก็มีทั้งธาตุโลหะ น้ำ ดิน และไฟ ยังมีอีกมากที่เขาไม่ได้เก็บรวบรวม แต่เขาน่าจะสามารถรวบรวมธาตุทั้งเจ็ดประเภทของหยิน หยาง และห้าธาตุได้จากพวกมัน
เทพอสูรโลหิตผู้นี้... เชี่ยวชาญในวิถีแห่งการเพาะเลี้ยงและดัดแปลงอสูรอย่างไม่ต้องสงสัย! ดังนั้น หยางไค่จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเป้าหมายของเขาคืออะไร การเพาะเลี้ยงอสูรเช่นนี้ต้องใช้ความพยายามและต้นทุนมหาศาล รวมถึงโชคชะตาอันน่าเหลือเชื่อ จะต้องมีเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของเขาอย่างแน่นอน
ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจหยางไค่ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงความเป็นไปได้หนึ่ง
เทพอสูรโลหิตอยู่ในขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปด ขั้นต่อไปก็คือการก้าวเข้าสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับเก้า! หากเขาต้องการก้าวหน้าต่อไป ทรัพยากรอย่างยาเม็ดเปิดสวรรค์อาจไม่มีประโยชน์สำหรับเขาอีกต่อไป ในกรณีนั้น เขาจำเป็นต้องหลอมรวมทรัพยากรการบ่มเพาะทุกชนิด เพียงแต่ระดับขั้นของเขาสูงส่งเกินไป การหลอมรวมทรัพยากรธรรมดาจึงเป็นการเสียเวลาเปล่า วิธีเดียวที่อาจจะได้ผลคือการหลอมรวมวัตถุดิบระดับแปด
ทว่า วัตถุดิบระดับเจ็ดนั้นหาได้ยากอย่างยิ่งอยู่แล้ว วัตถุดิบระดับแปดซึ่งสูงกว่าหนึ่งระดับคงจะหายากยิ่งกว่า แม้ว่าตัวเขาเองจะอยู่ในขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปด เทพอสูรโลหิตก็ไม่สามารถหาสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ได้จากที่ใดก็ได้
เมื่อหาไม่ได้ ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องคิดหาวิธีสร้างมันขึ้นมาเอง! หากเขาสามารถสร้างอสูรระดับแปดขึ้นมาได้ เขาก็จะสามารถสังหารอสูรตนนั้นเพื่อเอาแก่นอสูรของมันมา! ด้วยวิธีนั้น อาจเป็นไปได้ที่จะยกระดับการบ่มเพาะของเขาให้สูงขึ้นไปอีก
หยกจารึกจากเถ้าแก่เนี้ยได้บันทึกถึงการมีอยู่ของอสูรระดับเจ็ดในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิต มันไม่ใช่แค่ข่าวลือ แต่เป็นเพราะมีผู้บ่มเพาะเคยเผชิญหน้ากับอสูรระดับเจ็ดในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตจริงๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ถึงกระนั้น หยกจารึกกลับไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอสูรระดับแปดเลย เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์แล้ว อาจเป็นไปได้ว่าความพยายามในการเพาะพันธุ์ของเทพอสูรโลหิตล้มเหลวและไม่เคยมีอสูรระดับแปดถือกำเนิดขึ้นมาเลย หรือไม่ก็ อสูรระดับแปดทั้งหมดถูกเทพอสูรโลหิตสังหารไปจนหมดสิ้นแล้ว!
หยางไค่ส่ายศีรษะ เขาไม่รู้ว่าการคาดเดาของเขาถูกต้องหรือไม่ มันเป็นเพียงความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน น่าเสียดายที่มีเพียงเทพอสูรโลหิตเท่านั้นที่จะรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเขาจึงเริ่มเพาะเลี้ยงและดัดแปลงอสูรเหล่านี้ ปรมาจารย์ขอบเขตเปิดสวรรค์ระดับแปดผู้นี้ได้ล่วงลับไปนานหลายพันปีแล้ว จนความจริงในอดีตกาลได้ถูกฝังกลบไปนาน กลายเป็นปริศนาที่ไม่อาจแก้ไขได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผู้บ่มเพาะนับไม่ถ้วนได้รับประโยชน์จากมรดกของเทพอสูรโลหิต ตราบใดที่แข็งแกร่งพอ ก็สามารถหาทรัพยากรบ่มเพาะที่เหมาะสมได้อย่างง่ายดายในสถานที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นแก่นอสูรระดับต่างๆ และธาตุที่หลากหลายที่ซ่อนอยู่ในร่างของอสูร เพียงแค่สวรรค์แห่งการบ่มเพาะที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนคลั่งไคล้ได้แล้ว
ทุกๆ 200 ปี ผู้บ่มเพาะนับไม่ถ้วนจะหลั่งไหลมาที่นี่เพียงเพื่อแสวงหาทรัพยากรการบ่มเพาะที่พวกเขาต้องการ เพื่อให้ได้รับคุณสมบัติในการก้าวสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ แน่นอนว่าผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับอันตรายใหญ่หลวงเช่นกัน เฉพาะศิษย์ชั้นยอดของแต่ละนิกายเท่านั้นที่จะสามารถเข้าสู่แดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตได้ ถึงกระนั้น จะมีสักกี่คนที่ได้ออกจากสถานที่แห่งนี้ไปอย่างมีชีวิตรอด? เฉกเช่นเกลียวคลื่นที่ซัดสาดชะล้างเม็ดทราย เหลือไว้เพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดท่ามกลางบททดสอบอันแสนสาหัสเท่านั้นที่จะอยู่รอด
หยางไค่เก็บแก่นอสูรระดับหนึ่งในมืออย่างไม่ใส่ใจและเพิกเฉยต่อส่วนที่เหลือ วัตถุดิบระดับหนึ่งมีค่าเพียงประมาณ 150 ยาเม็ดเปิดสวรรค์ ด้วยความมั่งคั่งของเขา เขาจึงไม่สนใจของเล่นเด็กเช่นนี้ จากนั้นเขาก็โบกมือ และร่างแปดร่างก็ปรากฏขึ้นจากโลกผนึกน้อยเบื้องหน้าเขา
นำโดยหลางชิงซาน คนเหล่านี้ประสานหมัดคารวะ “ท่านเจ้าสำนัก!”
หยางไค่พยักหน้าเบาๆ สายตากวาดมองไปที่แต่ละคน ก่อนหน้านี้มีคนมากกว่า 30 คนซ่อนตัวอยู่ในโลกผนึกน้อย ทว่า เขาได้โยนคนส่วนใหญ่เข้าไปในแดนสวรรค์ถ้ำอสูรโลหิตเมื่อครั้งที่เขาขโมยทางเข้าจากศิษย์แดนสวรรค์ถ้ำเซวียนหยวน เขาไม่รู้ว่าพวกเขาถูกส่งไปกระจัดกระจายอยู่ที่ใดในตอนนี้
เมื่อพวกเขามีปณิธานที่จะฝึกฝนด้วยตนเองแล้ว การอยู่รอดของพวกเขาก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละคน ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเขา เฉกเช่นที่หลางชิงซานและคนอื่นๆ ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่สามารถพึ่งพาเขาและซ่อนตัวอยู่ใต้ปีกของเขาได้ตลอดไป บนเส้นทางของผู้บ่มเพาะ คนเราจะเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้สัมผัสกับความยากลำบากที่แท้จริงเท่านั้น
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.