Chapter 5581
5579 / 5804
14 min read
Chapter 5581, The Human Race Must Train
Published Apr 11, 2026, 03:28 PM
## บทที่ 5583: เผ่าพันธุ์มนุษย์จำต้องฝึกปรือ
**ผู้แปล: ศิลควินทร์ และ อชิระ**
**ผู้ตรวจทาน: ปิ้วปิ้วเลเซอร์กัน**
**บรรณาธิการและพิสูจน์อักษร: ลีโอแห่งเขาไซออน และ เดล ไลเกอร์คีย์ส**
แม้จะตระหนักได้ว่าหยางไคมีความลับซ่อนเร้นอยู่ แต่โม่น่าเย่ก็มิอาจหยั่งถึงความจริงข้อนั้นได้
เมื่อหยางไคหวนกลับสู่ค่ายหลักของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เหล้ายอดฝีมือขั้นแปดทั้งหมดต่างก็กำลังรอคอยเขาอยู่พอดี
หยางไคเงยหน้าขึ้น พยักหน้าให้เหล่าผู้ฝึกตนที่รายล้อมอยู่เล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้น “ข้อตกลงลุล่วงแล้ว นับจากนี้ไป ผู้ฝึกตนขั้นแปดและเจ้าผู้ครองแคว้นจะไม่อาจเข้าร่วมสมรภูมิได้อีก”
หยางไคได้หารือเรื่องสนธิสัญญากับเหล่าผู้ฝึกตนขั้นแปดก่อนจะออกเดินทางแล้ว ในตอนนั้นมีทั้งผู้ที่คัดค้านและผู้ที่สับสน แต่ไม่มีผู้ใดเห็นพ้องด้วยเลยแม้แต่คนเดียว
ณ แคว้นเสวียนหมิงแห่งนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์กุมความได้เปรียบไว้อย่างสมบูรณ์ ทุกคนเชื่อว่านี่คือเวลาแห่งการเอาคืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหยางไคสามารถสังหารเจ้าผู้ครองแคว้นได้หนึ่งถึงสองคนในทุกๆ การศึก
ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนักหน่วง ทว่ากลับไม่มีผู้ฝึกตนขั้นแปดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ร่วงหล่นเลยแม้แต่คนเดียว หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ความได้เปรียบของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เหล่ายอดฝีมือขั้นแปดสามารถจินตนาการถึงภาพที่พวกเขาสามารถบดขยี้กองทัพเผ่าหมึกในแคว้นเสวียนหมิงให้ราบเป็นหน้ากลองได้ในอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหยางไคจะต้องการทำสนธิสัญญาสงบศึกกับเผ่าหมึกภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสนธิสัญญานี้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นแปดและเจ้าผู้ครองแคว้น ซึ่งเท่ากับว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังสละทิ้งความได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตนเอง
ถึงกระนั้น ในท้ายที่สุดหยางไคก็โน้มน้าวพวกเขาได้สำเร็จ
เผ่าพันธุ์มนุษย์จำต้องฝึกปรือไพร่พลของตน!
เผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นบังเอิญมีต้นกล้าชั้นเลิศอยู่มากมาย ซึ่งเป็นผู้ที่ทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นหกและเจ็ดได้โดยตรง อันเป็นผลจากการป้อนกลับของร่างแยกพฤกษาโลกาแห่งดาราขั้วโลก ต้นกล้าเหล่านี้ล้วนมีความหวังสูงส่งที่จะก้าวไปถึงขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นแปดหรือกระทั่งขั้นเก้าได้ในอนาคต ดังนั้น หากพวกเขาสามารถเติบใหญ่ขึ้นได้ มันจะช่วยบรรเทาหรือแม้กระทั่งพลิกผันสถานการณ์อันเสื่อมถอยของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างใหญ่หลวง
อัจฉริยะจำนวนมากที่ทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นหกได้เข้าร่วมสมรภูมิทันที แต่สำหรับผู้ที่ทะลวงสู่ขั้นเจ็ดได้โดยตรงนั้นกลับถูกยกย่องเป็นสมบัติล้ำค่าของแต่ละถ้ำสวรรค์และแดนสุขาวดี พวกเขาถูกซุกซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย พร้อมกับได้รับการสนับสนุนทรัพยากรจำนวนมหาศาล พวกเขาบำเพ็ญตบะอย่างเพียรพยายามอยู่ในการเก็บตัว โดยหวังว่าจะสามารถทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นเก้าได้โดยเร็วที่สุดเพื่อนำพาเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้พ้นจากวิกฤตการณ์นี้
แม้กระทั่งฮวาชิงซือแห่งตำหนักสวรรค์สูงสุดเองก็ยังซุกซ่อนยอดฝีมือเช่นนี้ไว้ถึงสองร้อยคน
แต่เป็นไปได้จริงหรือที่จะบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นเก้าได้ด้วยการเก็บตัวแต่เพียงอย่างเดียว?
หากการทะลวงสู่ขั้นเก้านั้นง่ายดายถึงเพียงนั้น ในยุครุ่งเรืองที่สุด เผ่าพันธุ์มนุษย์คงไม่เคยมีบรรพจารย์เพียงร้อยกว่าคนหรอก
และต่อให้มีใครบางคนสามารถทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นเก้าได้ด้วยวิธีนี้จริงๆ พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่ต่างอันใดกับบุปผาในเรือนแก้วที่ไม่เคยสัมผัสลมฝนที่แท้จริง พลังฝีมือของคนเช่นนี้ย่อมเป็นที่น่ากังขา
การที่หยางไคสามารถบรรลุถึงระดับปัจจุบันได้ ก็เพราะเขาได้ฟันฝ่าผ่าดงขุนเขาซากศพและทะเลโลหิตมานับครั้งไม่ถ้วน เช่นเดียวกับผู้ฝึกตนขั้นแปดทุกคนที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้
ดังนั้น เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงจำเป็นต้องฝึกปรือกองกำลังของตน! พวกเขาต้องส่งเหล่าอัจฉริยะที่ทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นหกและเจ็ดได้โดยตรงเข้าสู่สมรภูมิ ให้พวกเขาได้ลิ้มรสความยากลำบากที่แท้จริง และในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข้าใจถึงสถานการณ์อันเลวร้ายของเผ่าพันธุ์มนุษย์
อย่างไรก็ตาม สมรภูมิแคว้นใหญ่ในปัจจุบันนั้นอันตรายเกินไปสำหรับการฝึกฝนอัจฉริยะเหล่านี้
จำนวนของเจ้าผู้ครองแคว้นนั้นมีมากกว่าผู้ฝึกตนขั้นแปด บางครั้งเหล่ายอดฝีมือขั้นแปดก็ล้มเหลวในการตรึงเจ้าผู้ครองแคว้นทั้งหมดไว้ ทำให้พวกมันมีโอกาสออกอาละวาดสังหารผู้คนได้อย่างตามอำเภอใจ ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ยอดฝีมือที่เปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดก็ยังมีโอกาสสูงที่จะต้องจบชีวิตลง
อันที่จริง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีอัจฉริยะจำนวนไม่น้อยที่ต้องร่วงหล่นไปเพราะเหตุนี้
การสูญเสียอัจฉริยะที่ทะลวงสู่ขั้นหกได้โดยตรงนั้นก็นับเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การสูญเสียแม้เพียงคนเดียวที่ทะลวงสู่ขั้นเจ็ดได้โดยตรงนั้นย่อมเป็นเรื่องที่น่าปวดใจอย่างยิ่ง จุดประสงค์ของการฝึกฝนพวกเขาคือการทำให้แข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่การส่งพวกเขาไปตายอย่างไร้ค่า
ในสมรภูมิแคว้นร้าง เหล่าบรรพจารย์ขั้นเก้ายอมสละชีวิตของตนเองเพื่อสังหารเหล่าเจ้าหลวงทั้งหมด สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เหล่าอนุชนได้เติบโต พวกเขายังสามารถสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับเทพยักษ์วิญญาณหมึกเพื่อซื้อเวลาได้อีกด้วย
เหล่าบรรพจารย์ขั้นเก้ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในปัจจุบัน ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดต้านทานได้อย่างยากลำบากในสมรภูมิแคว้นใหญ่กว่าสิบแห่ง
ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่เพียงพอ
ความปรารถนาของหยางไคในการทำสนธิสัญญาสงบศึกกับเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้น ก็เป็นเพียงการสืบสานเจตนารมณ์ของเหล่าบรรพจารย์ขั้นเก้าเท่านั้น เหล่าบรรพจารย์ได้กวาดล้างเจ้าหลวงของเผ่าหมึกไปเกือบทั้งหมด ในขณะที่หยางไคก็คอยควบคุมเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นในแคว้นเสวียนหมิงไว้ ซึ่งเป็นการสร้างสวรรค์สำหรับให้คนรุ่นใหม่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เติบโต
นี่คือเหตุผลที่กองทัพเสวียนหมิงเปิดฉากโจมตีอย่างต่อเนื่องตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้ไล่สังหารเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นอย่างไม่เลือกหน้าในสนามรบ
เขาโจมตีเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นเพื่อบีบบังคับให้พวกมันต้องยอมรับสนธิสัญญาสงบศึกนี้!
แผนการนี้ได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้วตั้งแต่ตอนที่หยางไคเดินทางกลับมาจากดาราขั้วโลก แต่เขาไม่เคยบอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน
บัดนี้ เมื่อผู้ฝึกตนขั้นแปดและเจ้าผู้ครองแคว้นในแคว้นเสวียนหมิงจะไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะสามารถส่งอัจฉริยะของตนมายังสมรภูมินี้ ที่ซึ่งพวกเขาจะได้เดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย ได้เข้าถึงปริศนาแห่งมรรคาวิถี และกระตุ้นศักยภาพที่ซ่อนเร้นของตนเอง
แน่นอนว่าย่อมมีอัจฉริยะบางคนต้องจบชีวิตลงในกระบวนการนี้ ท้ายที่สุดแล้วเผ่าหมึกยังคงกุมความได้เปรียบเหนือเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ แต่ความสูญเสียเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้เพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ อย่างไรเสีย อัจฉริยะที่ตายไปก็ไม่ใช่อัจฉริยะอีกต่อไป
ดาราขั้วโลกและโลกหมื่นอสูรได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างต่อเนื่องจากร่างแยกของพฤกษาโลกาทั้งสอง แล้วเผ่าพันธุ์มนุษย์จะขาดแคลนอัจฉริยะในอนาคตได้อย่างไร?
แน่นอนว่าการทำเช่นนี้ ทำให้กองทัพเสวียนหมิงต้องมัดมือมัดเท้าตนเอง และปล่อยให้เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นแห่งแคว้นเสวียนหมิงได้เปรียบในทันที นับจากนี้ไป พวกมันไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหยางไคซุ่มโจมตีในสนามรบอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม สงครามนี้ไม่ใช่สงครามของหยางไคเพียงผู้เดียว มันคือการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งมวล ไม่ว่าหยางไคจะแข็งแกร่งเพียงใด เขาก็ไม่สามารถจบสงครามนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว
เขาได้ทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นห้าโดยตรง จากนั้นได้บริโภคผลไม้โลกระดับกลาง ซึ่งทำให้เขามีรากฐานเทียบเท่าขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นหก ด้วยเหตุนี้ ระดับการบำเพ็ญเพียรในปัจจุบันของเขาที่ขั้นแปดจึงเป็นขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะทะลวงสู่ขอบเขตเปิดสวรรค์ขั้นเก้าได้หากปราศจากวาสนาอันเหมาะสม ตัวเขาในปัจจุบันสามารถสังหารเจ้าผู้ครองแคว้นได้ด้วยความช่วยเหลือจากหนามทะลวงวิญญาณ แต่หากต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหลวง เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหลบหนี
ในอนาคต เผ่าหมึกจะไม่มีวันขาดแคลนเจ้าผู้ครองแคว้นและเจ้าหลวง หลังจากผ่านไปหลายพันปี เมื่อความได้เปรียบที่เหล่าบรรพจารย์ขั้นเก้าได้สร้างไว้จางหายไปจนหมดสิ้น เผ่าพันธุ์มนุษย์จะทำเช่นไร?
สิ่งที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ขาดแคลนคือยอดฝีมือขั้นแปดระดับสูงสุดที่สามารถสังหารเจ้าผู้ครองแคว้นโดยกำเนิดได้ และยอดฝีมือขั้นเก้าที่จะต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าเจ้าหลวงในอนาคต!
ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความพยายามและการเติบโตของเหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์
ดังนั้น หยางไคจึงต้องวางรากฐานในขณะที่เขายังคงมีอำนาจข่มขวัญเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นอยู่
เหตุผลของหยางไคได้โน้มน้าวเหล่าผู้ฝึกตนขั้นแปดแห่งกองทัพเสวียนหมิงได้สำเร็จ ยอดฝีมือขั้นแปดหลายคนถึงกับรู้สึกละอายใจหลังจากการหารือสิ้นสุดลง พวกเขามองเห็นเพียงความสำเร็จในปัจจุบันของกองทัพเสวียนหมิง และล้มเหลวที่จะมองการณ์ไกลไปในอนาคต ทุกครั้งที่สงครามปะทุขึ้น เผ่าหมึกไม่สามารถแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นได้ และเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นก็จะตกอยู่ในความโกลาหลอย่างสมบูรณ์
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มองเห็นว่าความได้เปรียบในปัจจุบันของกองทัพเสวียนหมิงเป็นเพียงภาพสะท้อนของดวงจันทร์ในน้ำเท่านั้น ความได้เปรียบของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะค่อยๆ เลือนหายไปและในที่สุดก็จะหมดสิ้นไปตามกาลเวลา
เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานไปยังกองบัญชาการสูงสุด พวกเขาก็ตอบตกลงกับการจัดการของกองทัพเสวียนหมิงในทันที พวกเขายังจงใจเปลี่ยนแคว้นเสวียนหมิงให้กลายเป็นสนามทดสอบอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กองทัพเสวียนหมิงก็ได้เตรียมการที่จะเปิดฉากโจมตีเต็มรูปแบบในขณะที่หยางไคเดินทางไปเจรจาสนธิสัญญา ในวินาทีที่เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นลงมือกับหยางไค กองทัพเสวียนหมิงจะบุกทะลวงออกไปโจมตีอย่างแน่นอน
โชคดีที่การเจรจาของหยางไคดำเนินไปอย่างราบรื่นอย่างยิ่ง เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นก็ไม่ได้ฉวยโอกาสที่หยางไคอยู่ตามลำพังเพื่อพยายามโจมตีเขา
ความสงบนิ่งของหยางไคทำให้เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นเกิดความลังเลว่าพวกมันจะสามารถสังหารเขาได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น สนธิสัญญานี้ก็ยังเย้ายวนใจเหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นอย่างมาก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ หยางไคจึงสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย
หลังจากได้ยินจากหยางไคว่าเรื่องราวทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว โอวหยางเลี่ยก็ตะโกนขึ้นพร้อมกับสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าพวกเจ้าผู้ครองแคว้นมันไม่มีน้ำยากันเลยรึไง?”
เว่ยจวินหยางยิ้ม “ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่มีน้ำยา แต่เป็นเพราะพวกมันหวาดกลัวความตายจนขี้ขึ้นสมองต่างหาก”
เจ้าผู้ครองแคว้นสามสิบคนต้องสังเวยชีวิตด้วยน้ำมือของหยางไคตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา แล้วใครเล่าจะไม่หวาดกลัว?
ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ก็เพราะหยางไคเพียงผู้เดียว หากเป็นคนอื่น แม้แต่เซี่ยงซาน เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นก็คงจะรุมทึ้งเขาไปแล้ว
หากไม่สามารถสร้างอำนาจข่มขวัญได้ถึงระดับนี้ การบุกเข้าไปในรังของศัตรูตามลำพังก็มีแต่จะเป็นการรนหาที่ตายเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าพวกเราจะไม่ต้องทำอะไรในแคว้นเสวียนหมิงอีกต่อไปแล้วสินะ?” ผู้ฝึกตนขั้นแปดคนหนึ่งกล่าวพลางขมวดคิ้ว [ช่างน่าเบื่อเสียจริง!]
โอวหยางเลี่ยกลอกตาและกล่าวว่า “พวกเราก็ไปสนับสนุนสมรภูมิแคว้นใหญ่อื่นๆ ได้นี่”
“ข้าเกรงว่านั่นคงเป็นไปไม่ได้” หยางไคส่ายหน้า “แม้ว่าพวกเราจะทำสนธิสัญญากันแล้ว แต่แคว้นเสวียนหมิงยังคงต้องการผู้ฝึกตนขั้นแปดเพื่อทำหน้าที่ข่มขวัญอยู่ ประการแรก มันยากที่จะรับประกันได้ว่าเผ่าหมึกจะไม่ตระบัดสัตย์หากไม่มีผู้ฝึกตนขั้นแปดคอยจับตาดูอยู่มากพอ เผ่าหมึกนั้นเชื่อถือไม่ได้ พวกเราอาจตกลงทำสนธิสัญญาสงบศึกกันแล้ว แต่หากพวกมันพบโอกาสที่จะทำลายล้างกองทัพของเราได้ พวกมันย่อมลงมืออย่างแน่นอนแม้จะต้องเสี่ยงก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงต้องการจัดตั้งฐานที่มั่นส่วนหน้าสิบแห่งในแคว้นเสวียนหมิง ซึ่งต้องอาศัยทุกท่านที่นี่คอยดูแล”
“ฐานที่มั่นส่วนหน้า?” ผู้ฝึกตนขั้นแปดคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย
หยางไคอธิบาย “ในเมื่อพวกเรากำลังจะฝึกปรือไพร่พล กลยุทธ์การทัพขนาดใหญ่จึงไม่เหมาะสมอีกต่อไป ในอนาคต การเผชิญหน้าระหว่างทหารของเผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่าหมึกในแคว้นเสวียนหมิงคงจะเกิดขึ้นในระดับย่อยเท่านั้น แคว้นเสวียนหมิงนั้นกว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นพวกเราจะสร้างฐานที่มั่นส่วนหน้าขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ให้ทหารของเราได้พักผ่อนและรักษาตัว”
เหล่าผู้ฝึกตนขั้นแปดเข้าใจในทันทีเมื่อได้ฟัง เว่ยจวินหยางพยักหน้าเห็นด้วยกับแผนการนี้ “ท่านพูดถูก ฐานที่มั่นเหล่านี้ยังสามารถให้ความปลอดภัยแก่ทหารของเราได้ในระดับหนึ่งด้วย”
“ถูกต้อง การฝึกฝนก็เรื่องหนึ่ง แต่เรายังต้องลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด”
ฐานที่มั่นสิบแห่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของแคว้นเสวียนหมิงได้ค่อนข้างดี แม้ว่าแต่ละฐานที่มั่นส่วนหน้าจะต้องการผู้ฝึกตนขั้นแปดเพียงสามคนในการดูแล นั่นก็ยังต้องใช้ผู้ฝึกตนขั้นแปดถึงสามสิบคน
ด้วยเหตุนี้ ผู้ฝึกตนขั้นแปดของกองทัพเสวียนหมิงจึงไม่สามารถถอนตัวออกไปได้โดยง่าย ดังนั้นคำขอของโอวหยางเลี่ยที่จะไปสนับสนุนสมรภูมิแคว้นใหญ่อื่นๆ จึงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น
“ท่านเจ้ากรมช่างรอบคอบยิ่งนัก” เว่ยจวินหยางพยักหน้า
“หากทุกท่านไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ งั้นก็เริ่มกันเลย พวกท่านสามารถหารือเรื่องตำแหน่งของฐานที่มั่นส่วนหน้าทั้งสิบแห่งกันเองได้ ไม่จำเป็นต้องปรึกษาข้า”
เหล่าผู้ฝึกตนขั้นแปดต่างมองหน้ากัน ไม่มีผู้ใดคัดค้าน
พวกเขาคุ้นชินกับการที่หยางไคทำตัวเป็นเจ้ากรมสะบัดแขนเสื้อไปแล้ว โดยพื้นฐานแล้ว กิจการของกองทัพเสวียนหมิงล้วนได้รับการจัดการโดยเว่ยจวินหยาง, ข่งเฉิงเต๋อ และคนอื่นๆ มาตลอดหลายปีนี้ หยางไคมีหน้าที่รับผิดชอบเพียงแผนการโดยรวมเท่านั้น ไม่ใช่รายละเอียดหรือการปฏิบัติ
ในไม่ช้า กองทัพเสวียนหมิงก็เริ่มเคลื่อนไหว
ทหารนับแสนนายถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย หน่วยละสองถึงสามกองพล และส่งออกไปในทิศทางต่างๆ
เผ่าหมึกได้รับข่าวในทันทีและส่งหน่วยสอดแนมออกไปสืบสวน เมื่อหน่วยสอดแนมส่งรายงานกลับมา หกแขนและคนอื่นๆ ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังจัดตั้งฐานที่มั่นจำนวนมากในอีกฟากหนึ่งของแคว้นเสวียนหมิง โดยแต่ละแห่งมีผู้ฝึกตนขั้นแปดหลายคนคอยดูแลอยู่
แม้ว่าหยางไคจะมาเพื่อเจรจาสนธิสัญญาสงบศึกกับพวกเขา แต่เหล่าเจ้าผู้ครองแคว้นก็ยังไม่เชื่อเขาอย่างสนิทใจ ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่านี่ไม่ใช่แผนการของเผ่าพันธุ์มนุษย์
อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาไม่ได้ห้ามไม่ให้พวกมันส่งกองกำลังบางส่วนออกไปสืบสวน ดังนั้นหลังจากผ่านไปสองสามวัน กองทัพเผ่าหมึกกว่าหนึ่งพันนายก็ปรากฏตัวขึ้นใกล้กับฐานที่มั่นแห่งหนึ่งของมนุษย์ที่เพิ่งสร้างเสร็จ โดยแอบสอดแนมอย่างลับๆ
ทว่า ไม่นานการเคลื่อนไหวของพวกมันก็ถูกค้นพบและถูกไล่ล่าโดยหน่วยรบของมนุษย์หลายหน่วย แม้ว่าพวกมันจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น
ตลอดหลายเดือนต่อมา เผ่าหมึกยังคงส่งคนมาหยั่งเชิงอยู่หลายครั้งหลายครา แม้ว่าทุกครั้งจะถูกมนุษย์ไล่ล่า แต่เหล่าผู้ฝึกตนขั้นแปดก็ไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลย เผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังรักษาส่วนของตนในสนธิสัญญาอย่างแท้จริง
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.