ตอนที่ 570
570 / 1536
อ่าน 15 นาที
Chapter 570: Illusion Trap
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 08:02
## บทที่ 570: กับดักมายา
ภายหลังจากที่เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาเตรียมความพร้อมเสร็จสิ้น จางเฟยได้เรียกตัวซิลโวรา, โอริธ และบาลีน่า ให้เข้าพบที่หอคอยในทันที นาวเวียที่ยืนอยู่ข้างกายถึงกับตกตะลึงจนพรรณนาไม่ถูก เมื่อได้สัมผัสกับกลิ่นอายอันทรงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากสามมารสาว เพราะพวกเธอนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่านาวเวียอย่างเทียบไม่ติด แม้แต่ขุมพลังของออซที่สอง, ไซกอซ หรือธาร์นอน ก็ยังไม่อาจหาญกล้ามาเปรียบเปรยได้
หลังจากแนะนำทั้งสามให้นาวเวียรู้จัก จางเฟยไม่รอช้า นำพาทั้งหมดมุ่งหน้าสู่มิตินรก (Netherworld Realm) ในทันที แม้ในตอนแรกเขาจะมิได้ตั้งใจจะพาโหยวฮันไปด้วย แต่ท้ายที่สุดเขาก็เปลี่ยนใจและนำเธอร่วมเดินทางมาด้วยกัน
เมื่อก้าวเข้าสู่มิตินรก จางเฟยได้พาทุกคนไปยังอดีตหอคอยอินคิวบัส ทว่าในยามนี้มันได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘หอคอยเอลีออน’ ตามความคิดสร้างสรรค์ของโอริธ เขาเริ่มอธิบายหนทางแห่งการดูดซับกลิ่นอายมารในมิตินี้ให้แก่คิลเลีย, เนธ และคนอื่นๆ พร้อมทั้งมอบ ‘ปราณหยาง’ เพื่อช่วยขัดเกลาและเสริมสร้างรากฐานร่างกายของพวกเธอให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ
นอกจากนี้ จางเฟยยังได้ไปรับพี่เขยของเขาและเหยียนจือซิวจากป่าม่านวิญญาณมาพำนักที่หอคอยแห่งนี้ เพื่อมิให้ทั้งสองต้องโดดเดี่ยวในต่างมิติ อย่างไรก็ตาม จางอู๋จี้กลับรู้สึกประหม่าและวางตัวไม่ถูกเมื่อต้องอาศัยอยู่ท่ามกลางมารสาวนับร้อย เขาจึงตัดสินใจเลือกพำนักที่อาคารด้านนอกหอคอยแทน
ในคราแรกจางเฟยตั้งใจจะพานาวเวียไปยังหอคอยซัคคิวบัส ทว่าเธอกลับปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความรังเกียจเผ่าพันธุ์มารราคะ เขาจึงปล่อยให้เธอพักอยู่ที่นี่ตามความต้องการ
หลังจากที่พวกเขาจากไป เฟลเทียก็ได้ปรากฏกายขึ้นที่หอคอยเอลีออน พร้อมกับเหล่านางมารที่พำนักอยู่ในมิติบ่มเพาะเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นแฝดอามาริส, อีฟ, เฟอร์, แอชเรธ, เลโอรา, เออร์ซูลา, นาเดีย, แองเจล่า, เวอร์จิล และนาเดีย
แม้ว่าสิบเอ็ดนางมารเหล่านี้จะก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกตนวิถีมารแล้ว แต่พวกเธอก็ยังคงต้องการกลิ่นอายมารเพื่อเลื่อนระดับและเพิ่มพูนตบะ ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะปรับตัวเข้ากับแรงโน้มถ่วงระดับสามได้นานแล้ว แต่พวกเธอก็ยังมิอาจหาญกล้าข้ามผ่านไปยังการฝึกฝนระดับสี่ได้
.
.
.
“นี่ เอลีออน! เจ้ายังไม่ได้อธิบายให้พวกเราฟังเลยนะว่าเจ้าข้ามผ่านมิติไปมาได้อย่างไร”
จางเฟยหันไปสบตากับซิลโวราพลางยิ้มมุมปาก “ข้าคือผู้ฝึกตนวิถีมาร ซึ่งนั่นทำให้ข้าแตกต่างจากมารทั่วไปอย่างพวกเจ้าทั้งสาม และข้ายังมีทักษะพิเศษอีกบางประการ”
คำเปิดเผยของจางเฟยไม่เพียงแต่ทำให้ซิลโวราสั่นสะท้าน แต่โอริธเองก็ตกตะลึงจนตาค้าง มีเพียงบาลีน่าเท่านั้นที่มิได้แสดงท่าทีประหลาดใจ เพราะเธอพอจะคาดเดาความลึกลับนี้ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกับเขา
โอริธรีบเข้ามากอดแขนของเขาอย่างประจบประแจง “นั่นหมายความว่า... พวกเราก็สามารถเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารได้ใช่หรือไม่?”
“ย่อมได้” จางเฟยพยักหน้ายืนยัน “พวกเจ้ามีเส้นชีพจรบ่มเพาะ จึงสามารถก้าวเข้าสู่วิถีมารได้ ทว่าพวกเจ้ามิอาจฝึกฝนที่นี่ได้ จำต้องไปยังมิติอื่นเพื่อทำการบ่มเพาะ”
“ถ้าเช่นนั้น ก็พาพวกเราไปยังมิติอื่นเถอะ!” ซิลโวราและโอริธกล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย พวกเธอโหยหาโอกาสที่จะแข็งแกร่งขึ้น ส่วนบาลีน่านั้นในใจของเธอเฝ้าคำนึงถึงเพียงการได้กลับคืนสู่มิติบ้านเกิดอย่าง ‘มิติวารีคราม’ (Blue Water Realm)
“ข้าเคยพิจารณาเรื่องจะพาพวกเจ้าไปมิติอื่นแล้ว แต่ทว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ในมิติที่ข้ารู้จักล้วนมีความแค้นฝังลึกกับเผ่ามาร ยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือเหล่านั้นแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้ามาก หากพวกมันสัมผัสถึงตัวตนของพวกเจ้าได้ พวกเจ้าคงมิอาจรอดชีวิตกลับมา” แววตาของซิลโวราและโอริธหม่นแสงลงทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น “แต่ข้าได้คิดถึงสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับพวกเจ้าไว้แล้ว และข้ากำลังจะพาพวกเจ้าไปที่นั่น”
“ที่ไหนหรือ?”
“มิติที่อยู่เบื้องหลังประตูมิติในป่ามรณะ (Dead Forest)” สิ้นคำของจางเฟย ดวงตาของซิลโวราและโอริธพลันเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่น เพราะความสยดสยองของ ‘ผู้พิทักษ์’ ที่เฝ้าประตูมิตินั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ “อย่างที่ข้าบอก ข้ามีทักษะพิเศษ และพวกเจ้าก็ได้ประจักษ์ในความเร็วของข้าแล้ว ข้าเชื่อมั่นว่าข้าสามารถพาพวกเจ้าข้ามผ่านผู้พิทักษ์นั่นไปได้อย่างง่ายดาย”
“เหตุใดเจ้าถึงอยากไปมิตินั้นกะทันหันนัก?” ซิลโวราเอ่ยถามด้วยความระแวง “คราก่อนข้าขอให้เจ้าช่วยราชาและราชินีมารตนอื่นๆ แต่เจ้ากลับปฏิเสธข้าอย่างไร้เยื่อใย”
จางเฟยดึงร่างซิลโวราเข้ามาแนบชิดก่อนจะประทับจูบอย่างแผ่วเบา “เจ้ายยังไม่เข้าใจอีกหรือว่าเหตุใดข้าจึงปฏิเสธ? ข้าปรารถนาในตัวเจ้า แต่ข้ามิอาจเอาชนะเจ้าได้ในการต่อสู้ และข้ามั่นใจว่าหากข้าปฏิเสธ... สุดท้ายเจ้าก็จะเดินเข้ามาหาข้าเอง”
ในขณะที่ซิลโวรายืนอึ้งจนพูดไม่ออก โอริธกลับระเบิดเสียงหัวเราะลั่น “ฮ่าฮ่าฮ่า! ในที่สุดเธอก็ตกเป็นผู้หญิงของเขาจนได้!”
“ชิ!” ซิลโวรากัดฟันกรอดด้วยความขุ่นเคืองเมื่อนึกถึงวันที่เธอพ่ายแพ้และตกอยู่ในเงื้อมมือของเขา ถึงกระนั้นเธอก็หาได้เสียใจไม่ โดยเฉพาะหลังจากที่ได้ลิ้มรสความสุขสมทางกายกับเขามานับครั้งไม่ถ้วน “แล้วเจ้าจะพาพวกเราไปตอนนี้เลยได้หรือไม่?”
“ง่ายดายนัก” จางเฟยเปิดใช้งานประตูเคลื่อนย้าย (Warp Portal) ในทันที “เมื่อก้าวเข้าไป พวกเราจะไปถึงป่ามรณะ และข้าจะพาพวกเจ้ามุ่งตรงสู่มิตินั้นทันที”
“ช้าก่อน! ข้าต้องสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาก่อน” โอริธรีบติดต่อสื่อสารกับบริวารเพื่อฝากฝังหอคอยในช่วงที่เธอไม่อยู่ “เอาล่ะ ไปกันเถอะ!”
เพียงไม่นาน พวกเขาก็มาถึงป่ามรณะ จางเฟยใช้หางของเขาพันรอบเอวของพวกเธอไว้แน่น ก่อนจะร่ายมนตร์พรางตาทำให้ทั้งหมดอยู่ในสถานะไร้ตัวตน
เมื่อเข้าใกล้ตำแหน่งของประตูมิติ ซิลโวราและโอริธต่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นร่างอันมหึมาของผู้พิทักษ์ จางเฟยไม่รอช้า ใช้ทักษะเคลื่อนย้ายพริบตา (Teleportation) พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าประตูมิติ และนำพาสามนางมารหายลับเข้าไปภายในนั้น
ผู้พิทักษ์สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวบริเวณประตูมิติและลืมตาขึ้นทันควัน ทว่ามันก็สายเกินไปเสียแล้ว พวกเขาได้หายลับเข้าไปในมิติเบื้องหลังเป็นที่เรียบร้อย
.
.
.
[ติ๊ง!]
[ระบบได้ทำการบันทึก ‘มิติฟ้าคราม’ (Azure Sky Realm) เรียบร้อยแล้ว โฮสต์สามารถเข้าถึงมิตินี้ผ่านประตูมิติ (Gate) ได้ในอนาคต]
“นี่! จักรพรรดิมารของพวกเราและอิลซาธอยู่ในมิตินี้ใช่ไหม?” โอริธเอ่ยถามอย่างร้อนรน
‘มิตินี้ไม่มีเควสต์หรือการอัปเกรดระบบเลยงั้นหรือ?’ จางเฟยคิดในใจก่อนจะพยักหน้าตอบโอริธ “พวกเขาน่าจะอยู่ในมิตินี้แหละ แต่ที่นี่กว้างใหญ่กว่ามิตินรกมากนัก เราคงต้องใช้เวลาค้นหาเสียหน่อย แต่ตอนนี้เราควรหาที่สงบๆ ก่อน ข้าจะสอนวิธีเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารให้พวกเจ้าทั้งสาม หลังจากนั้นเราค่อยเริ่มออกตามหาคนทั้งสอง”
สามมารสาวเห็นพ้องกับเขา จางเฟยตรวจสอบแผนที่เพื่อค้นหาสถานที่อันมิดชิด เพียงชั่วครู่พวกเขาก็มาถึงพื้นที่ไร้ผู้คนที่มีถ้ำธรรมชาติซ่อนตัวอยู่ เขาจึงนำทางพวกเข้าไปข้างในและเริ่มชี้แนะหนทางแห่งการเป็นผู้ฝึกตนวิถีมารในทันที
เมื่อพวกเธอเริ่มเข้าสู่ภวังค์แห่งการบ่มเพาะ จางเฟยจึงเริ่มใช้ทักษะค้นหาตำแหน่งของอิลซาธและอาซารอธ ‘โอ้? หลังจากพวกเธอเป็นผู้ฝึกตนแล้ว ข้าจะพามาที่นี่ทันที เพราะพวกเขาอยู่ไม่ไกลนัก’
.
.
.
จางเฟยและคนอื่นๆ เดินทอดน่องไปตามเส้นทางเบื้องหน้า ทว่าความเบื่อหน่ายเริ่มเข้าครอบงำ โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางนี้ยาวไกลกว่าที่เคยผ่านมา “พวกเจ้าเคยเดินบนเส้นทางที่ยาวไกลขนาดนี้มาก่อนหรือไม่?”
เสียนเชี่ยนฉินเอ่ยตอบ “ครานั้น พวกเราบังเอิญเหยียบกับดักในเขาวงกตนี้เข้า มันส่งพวกเราไปยังเส้นทางที่ยาวมากจนต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะหลุดออกมาได้”
“กลุ่มของเจ้าโชคดีมากนะเชี่ยนฉิน” หยุนซินเยว่แบ่งปันประสบการณ์ของเธอบ้าง “ตอนนั้นกลุ่มของข้าหลงเข้าไปในกับดักและติดอยู่ในลูปที่ไม่มีวันจบสิ้น ต้องใช้เวลานานมากในการผ่านคำท้าเขาวงกต แถมยังต้องคอยกำจัดฝูงสัตว์อสูรที่จำนวนของมันจะทวีคูณขึ้นทุกครั้งที่เราฆ่าพวกมัน”
“แล้วพวกเจ้าผ่านอุปสรรคนั้นมาได้อย่างไร?”
หยุนซินเยว่ถอนหายใจยาว “พี่ใหญ่อ้าวเซียนตระหนักได้ว่าพวกเราพลาดท่าที่ฆ่าพวกมันทีละตัว เขาจึงสั่งให้พวกเราใช้การโจมตีเป็นวงกว้าง (Area Attack) เพื่อสังหารพวกมันพร้อมกันทั้งหมด ในที่สุดเราก็ผ่านมาได้ แต่ก็ต้องติดอยู่ข้างในนั้นถึงสี่ห้าวัน”
“งั้นหรือ” จางเฟยพลันสังเกตเห็นแสงสว่างรางๆ อยู่เบื้องหน้า “พวกเราใกล้ถึงแล้ว”
“ไปกันเถอะ!” จางเฟยและเชี่ยนฉินวิ่งตามหยุนซินเยว่ที่นำหน้าไป ทว่าพวกเขากลับต้องชะงักฝีเท้าลงที่ทางเข้าห้อง เมื่อพบกับซากศพของเผ่ามารจำนวนมากนอนกระจัดกระจายอยู่ในสภาพอวัยวะฉีกขาด “พวกนี้คือมารจากอาณาจักรมารซีเหมิน”
“ดูจากสภาพศพแล้ว พวกมันคงตายอย่างทรมานยิ่งนัก” เสียนเชี่ยนฉินขมวดคิ้วมุ่น “แถมที่นี่ก็ไม่มีทางไปต่อ ข้าเกรงว่าสิ่งที่ฆ่าพวกมันอาจจะยังวนเวียนอยู่แถวนี้”
[นายท่าน ระบบไม่ตรวจพบสิ่งมีชีวิตใดๆ ในห้องนี้]
‘แปลกพิกล! แล้วพวกมันตายสภาพนี้ได้อย่างไร?’ จางเฟยค่อยๆ วางไป่โชวอี้ลงจากหลังและชักกระบี่ระดับเทพออกมา “ข้าจะเข้าไปตรวจสอบเอง หากมีอันตรายข้าจะเคลื่อนย้ายออกมาทันที”
จางเฟยย่างกรายเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เขาจึงรุดหน้าไปยังใจกลางห้อง ทันใดนั้น ตาข่ายธาตุแสงพลันร่วงหล่นลงมาจากเพดานอย่างรวดเร็ว บีบให้เขาต้องเคลื่อนย้ายพริบตาออกมานอกห้องทันที
สองสาวตกตะลึงกับภาพที่เห็น แต่ก็โล่งใจเมื่อเห็นตาข่ายแสงนั้นสลายหายไป เสียนเชี่ยนฉินชี้ไปยังรูปปั้นหัวเสือที่อยู่ตรงกลางผนังฝั่งตรงข้าม “เฟย ข้าคิดว่าเราต้องเปิดใช้งานรูปปั้นนั่นเพื่อเปิดทางไปต่อ”
“ข้าเห็นด้วย” จางเฟยจ้องมองรูปปั้นหัวเสืออย่างจริงจัง และพบปุ่มกดซ่อนอยู่ในปากของมัน “ปุ่มเปิดทางซ่อนอยู่ในปากนั่น ข้าจะไปกดมันเอง”
จางเฟยเคลื่อนย้ายพริบตาไปปรากฏตัวเบื้องหน้ารูปปั้นหัวเสือทันที ทันใดนั้นตาข่ายแสงสามชั้นพลันพุ่งออกมาจากเพดานและผนังทั้งสองด้าน เขาไม่รอช้าสอดมือเข้าไปในปากเสือและกดปุ่มลงไปอย่างแรง ส่งผลให้เขาทั้งสามหายตัวไปในชั่วพริบตา
*ครืนนน... ครืนนน...*
ผนังเบื้องหน้าจางเฟยจมลงสู่พื้นดิน เผยให้เห็นบันไดที่ทอดยาวขึ้นสู่ชั้นบน เมื่อเห็นดังนั้น สองสาวจึงช่วยกันพยุงไป่โชวอี้มาหาเขา ทว่าจางเฟยกลับรับร่างที่ไร้สติของนางมาแบกไว้บนหลังอีกครั้ง “ไปกันเถอะ”
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงห้องถัดไป ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป กระแสลมวูบหนึ่งพลันพัดผ่านร่างของพวกเขา ส่งผลให้ดวงตาของสองสาวพร่าเบลอและทรุดตัวลงกับพื้นทันที
ทว่าดวงตาของจางเฟยกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว ด้วยผลของทักษะ ‘พลังสลายมายา’ ที่เขาเลียนแบบมาจากอามาริสทมิฬ ทำให้เขาหลุดพ้นจากมนตร์มายาได้ในทันที
ทว่าโชคชะตาของหญิงสาวคนอื่นๆ กลับไม่สู้ดีนัก พวกเธอต่างตกอยู่ในห้วงมายาอย่างสมบูรณ์ รวมถึงไป่โชวอี้ที่ยังคงไม่ได้สติ
จางเฟยรีบตรวจสอบอาการของพวกเธอ แต่เขามิอาจช่วยคลายมนตร์มายาให้ได้ เนื่องจากทักษะสลายมายามีผลเพียงเฉพาะตัวเขาเท่านั้น แม้แต่พลังธาตุแสงของเขาก็ยังปลุกพวกเธอไม่ตื่น เขาจึงจำต้องย้ายพวกเธอไปพักที่ด้านข้างและเฝ้ารอให้พวกเธอฟื้นขึ้นมาด้วยตนเอง
จางเฟยหยิบหนังสือไร้ชื่อออกมาพลางพลิกดูแต่ละหน้า ‘เม่ย ผลการวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้เป็นอย่างไรบ้าง?’
[นายท่าน ระบบมิอาจวิเคราะห์หนังสือเล่มนี้ได้ จึงไม่ทราบถึงประโยชน์ของมัน ท่านอาจต้องหาวิธีพิเศษเพื่อทำให้ตัวอักษรภายในปรากฏออกมา]
“หืม?” จางเฟยเลิกคิ้วอย่างใช้ความคิด เขาพยายามโคจรพลังธาตุทั้งสี่เข้าไปในหนังสือ ทว่ากลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขาจึงหยิบขวดน้ำออกมาเทรดลงไป แต่มันก็ยังคงนิ่งสนิท ‘หรือว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นศาสตราอาคม?’
เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน จางเฟยกัดนิ้วหัวแม่มือและหยดโลหิตลงบนหนังสือ แต่มันก็ยังคงไร้การตอบรับ ‘นี่มันหนังสือบ้าอะไรกัน? ทำไมถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย? ข้าต้องใช้อะไรกระตุ้นมันกันแน่?’
[ทำไมท่านไม่ลองเผามันดูล่ะ นายท่าน?]
จางเฟยนิ่งไปครู่หนึ่ง เขานึกถึงวิธีการในนิยายที่เคยอ่านมาจึงลองเรียกเพลิงปราณออกมาที่ฝ่ามือ เขาพาดหนังสือลงบน ‘เพลิงทมิฬ’ ทว่าเปลวเพลิงกลับมิอาจแผดเผามันได้ ในทางกลับกัน หนังสือเล่มนั้นกลับลอยหนีไป ‘หืม? อย่าบอกนะว่าแกมีจิตสำนึกน่ะ?’
ทว่าจางเฟยคิดผิด หนังสือเล่มนั้นร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องหน้า เขาจึงใช้พลังดูดมันกลับมาใส่มือและพยายามคิดหาวิธีอื่นที่จะทำให้ตัวอักษรปรากฏออกมา แต่เมื่อคิดไม่ออก เขาจึงเก็บมันลงไปตามเดิม
“หนังสือเล่มนี้ควรจะมาจากมิติเหล่านั้น บางทีข้าอาจจะพบวิธีในที่แห่งนั้น” จางเฟยหันไปมองหญิงสาวทั้งสามพลางถอนหายใจยาว เพราะเขาไม่รู้เลยว่าพวกเธอจะหลุดพ้นจากห้วงมายาได้เมื่อใด
.
.
.
เสียนเชี่ยนฉินเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเมื่อตระหนักได้ว่าตนเองติดอยู่ในห้วงมายา โดยเฉพาะเมื่อนึกได้ว่าเธอเคยพลาดท่ากับดักมาแล้วถึงสองครั้ง เธอขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นภาพบิดามารดาปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า ทว่าทันใดนั้นกระบี่สีดำสองเล่มพลันแทงทะลุร่างของทั้งสองจากด้านหลัง โลหิตอุ่นๆ กระเซ็นมาโดนใบหน้าของเธอ
เสียนเชี่ยนฉินหาได้สะทกสะท้านไม่ แต่เธอกลับรู้สึกรำคาญใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นสตรีผู้ถือกระบี่ทั้งสองเล่มนั้นคือ เฉียนอิ่ง
“หึหึ” เฉียนอิ่งหัวเราะร่าพลางชักกระบี่ออกจากร่างของเสียนเฟิงและสือฉิงจวง ก่อนจะชี้ปลายกระบี่มาที่เสียนเชี่ยนฉิน “คราวนี้ถึงตาเจ้าแล้วนะ องค์หญิงน้อย”
*ตูม!*
เสียนเชี่ยนฉินชักกระบี่มรกตออกมา กลิ่นอายพลังระเบิดออกอย่างรุนแรง เธอฟาดฟันเข้าใส่เฉียนอิ่งในทันที แต่อีกฝ่ายหลบได้อย่างรวดเร็ว “หากข้ายังข้ามผ่าน ‘มารในใจ’ ไม่ได้ ข้าคงเชื่อไปแล้วว่าแกคือตัวจริง แต่น่าเสียดายที่ข้าอยู่เหนือมันแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลาเลย ปล่อยข้าออกไปจากภาพมายานี้เสียดีกว่า!”
“เจ้าแน่ใจหรือว่านี่เป็นเพียงภาพมายา?” ทันใดนั้น เฉียนอิ่งก็หายวับไปจากเบื้องหน้า ก่อนจะปรากฏตัวที่ด้านหลังและแทงมีดสั้นเข้าใส่แผ่นหลังของเธอ
เสียนเชี่ยนฉินหมุนตัวกลับทันควัน ปัดป้องมีดสั้นของเฉียนอิ่งและถีบเข้าที่ยอดอกจนอีกฝ่ายกระเด็นไป “ข้าเป็นเพื่อนกับนางมานาน นางพยายามฆ่าข้ามานับครั้งไม่ถ้วน ข้าย่อมคุ้นเคยกับกระบวนท่าของนางเป็นอย่างดี!”
ร่างของเฉียนอิ่งสลายไป ทว่าเสียนเชี่ยนฉินก็ต้องชะงักเมื่อพบกับชายสองคนปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าในสภาพเปลือยเปล่า ‘ไอ้คนควบคุมมายานี่มันโรคจิตชัดๆ ถึงได้กล้าโชว์ภาพอุจาดตาเช่นนี้!’
ใบหน้าของเสียนเชี่ยนฉินแดงซ่านเมื่อเห็นอวัยวะส่วนล่างของพวกมัน แต่เธอก็สลัดความอายทิ้งและพุ่งเข้าจู่โจม กระบี่เล่มงามฟาดฟันร่างทั้งสองจนสลายไปในพริบตา
ทว่าการทดสอบของเธอยังไม่จบสิ้น ร่างเงาต่างๆ ยังคงปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าเธอจะทำลายพวกมันไปมากเท่าใดก็ตาม “ชิ! เสียเวลาข้าจริงๆ!”
.
.
.
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง หยุนซินเยว่กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างรุนแรงเมื่อต้องเห็นภาพความตายของบิดามารดาและครอบครัวต่อหน้าต่อตา น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้
ฝันร้ายของเธอยังไม่สิ้นสุด ภาพมายาได้แสดงภาพการล่มสลายของอาณาจักรหยุน กองทัพมารกำลังเข่นฆ่าราษฎรอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงและควันดำปกคลุมไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ส่งผลให้จิตใจของเธอเริ่มพังทลาย
หยุนซินเยว่ทรุดลงกับพื้นและร่ำไห้ออกมาสุดเสียง “หยุดนะ! ได้โปรด! หยุดมันที! อย่าฆ่าพวกเขา!”
.
.
.
ไป่โชวอี้ยังคงสั่นเทาและร่ำไห้ด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากในห้วงมายาเธอกำลังอยู่ในสภาพเปลือยเปล่าและถูกพันธนาการไว้กับผนัง ยิ่งไปกว่านั้น ซีเหมินเหยียนที่เปลือยกายเช่นกันกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเธอด้วยสายตาที่หื่นกระหาย “ไม่! ไม่นะ! อย่าทำแบบนี้! อย่ารังแกข้า!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” ซีเหมินเหยียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลางย่างสามขุมเข้าหาเธอ “พร้อมจะยอมเป็นของข้าหรือยังล่ะ องค์หญิงน้อย?”
“ไม่! ได้โปรดเถอะ อย่าทำอะไรข้าเลย” ไป่โชวอี้ร่ำไห้อ้อนวอน
ซีเหมินเหยียนเมินเฉยต่อคำขอร้องและพยายามสัมผัสร่างกายของเธอ ทว่าทันใดนั้น แสงสีขาวนวลพลันพุ่งออกมาจากร่างของเธอและปะทะเข้ากับเขาย่างจัง!
ในพริบตาเดียว สถานการณ์พลันเปลี่ยนไป ไป่โชวอี้ร่วงลงสู่พื้นดินพร้อมกับอาผ้าที่กลับมาปกคลุมร่างกายดังเดิม เธอมองไปรอบๆ ด้วยความงุนงงก่อนจะปาดน้ำตาออกจากใบหน้า “ข้า... ตกอยู่ในห้วงมายาอย่างนั้นหรือ?”
- โปรดติดตามตอนต่อไป -
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.