Chapter 2205
2193 / 2257
7 min read
Chapter 2205
Published Apr 3, 2026, 08:04 PM
**บทที่ 2205: ความในใจที่แปรเปลี่ยน**
ทักษะของแรงงานในสายพานการผลิตนั้น หากเทียบกันหมัดต่อหมัดย่อมมิอาจเทียบชั้นกับเหล่าช่างทำรองเท้าผู้เจนจัด แต่ขอเพียงพวกเขาสามารถควบคุมจักรกลและดำเนินตามขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมเป็นรองเท้าที่มีคุณภาพและมาตรฐานเดียวกันทุกกระเบียดนิ้ว นี่คือจุดแข็งอันน่าสะพรึงกลัวของระบบอุตสาหกรรม
และในยามนี้ วิถีแห่งการปรุงโอสถของหานจิ้งจิ่งได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ ไปสู่กระบวนการที่ไหลลื่นดุจสายพานในโรงงาน! โอสถทุกเม็ดที่กลั่นออกมาล้วนมีระดับและคุณภาพที่สม่ำเสมอ และด้วยการผลิตคราวละมาก ๆ เช่นนี้ มันจึงเป็นวิธีที่ประหยัดทั้งเวลาและวัตถุดิบ ยิ่งกว่าโรงงานปรุงยาแบบดั้งเดิมหลายเท่าทวีกูณ!
“จริงด้วยค่ะ... อวี่พานหู่คืนเอกสารพวกนี้มาให้ฉันแล้ว” หานจิ้งจิ่งเอ่ยพลางยื่นปึกข้อมูลที่ได้รับคืนจากอวี่พานหู่ส่งให้หลินอี้
“อืม... เดี๋ยวผมค่อยหาเวลาเอาไปคืนให้อาจารย์ไป๋” หลินอี้พยักหน้าพลางรับของมา “อ้อ จริงสิ อีกไม่กี่วันผมต้องเดินทางไปทำธุระข้างนอกสักพัก ช่วงที่ผมไม่อยู่ คุณก็จดจ่อกับการปรุงโอสถอยู่ที่บ้านนะ แล้วก็ไปกลับโรงเรียนพร้อมกับฉู่เมิ่งเหยาและเฉินอวี่ซูทุกวันด้วยล่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่หลินอี้ไปจัดการธุระเถอะ จิ้งจิ่งดูแลตัวเองได้” หานจิ้งจิ่งตอบรับอย่างว่าง่าย เธอไม่คิดจะเซ้าซี้ถามถึงจุดหมายปลายทางของเขาแม้แต่น้อย
“แล้วก็จำไว้ให้ดี... อย่าได้แพร่งพรายเรื่องทักษะการปรุงโอสถของคุณให้ใครรู้เป็นอันขาด โดยเฉพาะเรื่องที่คุณสามารถหลอมโอสถได้ทีละหลายเม็ดในเตาเดียว แม้แต่อาจารย์ไป๋ก็บอกไม่ได้” หลินอี้เน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โดยเฉพาะกับพวกตระกูลอวี่ ห้ามหลุดปากเด็ดขาด!”
ในโลกแห่งการฝึกตน ความระมัดระวังคือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด แม้หลินอี้จะไว้วางใจในตัวอาจารย์ไป๋ แต่ใครจะรับประกันได้ว่าความลับนี้จะไม่ล่วงรู้ไปถึงหูผู้ไม่หวังดี? หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ภัยพิบัติย่อมมาเยือนหานจิ้งจิ่งอย่างมิอาจเลี่ยง!
“ค่ะ จิ้งจิ่งจะไม่พูดอะไรทั้งนั้น จิ้งจิ่งจะเชื่อฟังพี่หลินอี้ทุกอย่าง” เธอรับคำโดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
“จิ้งจิ่ง...” หลินอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ใจหนึ่งอยากจะถามเหลือเกินว่าเธอเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ใช่หรือไม่? และเหตุใดเธอถึงได้ยอมมอบความเชื่อใจให้เขามากมายถึงเพียงนี้? คำถามมากมายวนเวียนอยู่ในหัวก่อนที่เขาจะสลัดมันทิ้งไป
ไม่ว่าอย่างไร หานจิ่งจิ่งก็ไม่เคยมีความคิดร้ายต่อเขา มิเช่นนั้นเธอคงไม่เปิดเผยความลับสุดยอดขนาดนี้ให้เขารู้ ต้องเข้าใจว่าด้วยพรสวรรค์ในการปรุงโอสถระดับนี้ แม้แต่สำนักโอสถสวรรค์อันยิ่งใหญ่ก็คงต้องแย่งชิงตัวเธอไปประดุจแขกผู้มีเกียรติสูงสุด แต่เธอกลับเลือกที่จะไม่ปิดบังเขาแม้แต่นิดเดียว
“หืม?” หานจิ้งจิ่งเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตที่สุกใสดุจหยาดน้ำจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก...” หลินอี้ส่ายหน้าเบา ๆ เรียกสติกลับคืนมา
...
ในช่วงพักกลางวัน หวังซินเหยียนออกไปพักผ่อนและยังไม่กลับมา ส่วนไป๋เว่ยเทากับเจ้าเซิ่งอวี่ก็หายหน้าไปเช่นกัน คาดว่าคงจะไปร่วมโต๊ะอาหารกับเหอเหม่ยเยว่
เป็นอย่างที่คาด เมื่อถึงเวลาเข้าเรียน ไป๋เว่ยเทา เจ้าเซิ่งอวี่ และหวังซินเหยียนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกัน ปกติแล้วหวังซินเหยียนมักจะปลีกวิเวกอยู่ลำพัง แต่ดูเหมือนเหตุการณ์เมื่อคืนจะทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธคำชวนของไป๋เว่ยเทาได้
“เมื่อกี้เว่ยเทาคะยั้นคะยอให้ฉันไปกินข้าวด้วยน่ะค่ะ ฉันปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ” ซินเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงระคนจนใจพลางส่ายหน้าเบา ๆ
“ฮ่า ๆ... พวกนั้นคงมองว่าคุณเป็นแฟนของผมไปแล้วล่ะมั้ง” หลินอี้เย้าแหย่
“อืม...” หวังซินเหยียนพึมพำตอบสั้น ๆ ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะของเธอ
“จริงด้วย ผมต้องออกไปข้างนอกสักสองสามวัน อย่างน้อยก็คงไม่กี่วัน หรืออย่างมากก็ครึ่งเดือน” หลินอี้ตัดสินใจบอกกล่าวเรื่องการเดินทางครั้งนี้ เพราะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในยามนี้ดูจะขยับเข้าหากันมากขึ้น และเขาก็สังเกตเห็นว่าครั้งก่อนที่เขาจากไป เธอแสดงออกถึงความห่วงใยอย่างชัดเจน
“จะไปอีกแล้วเหรอคะ?” หัวใจของซินเหยียนพลันบีบรัด ความรู้สึกโหยหาที่อธิบายไม่ถูกแล่นปราดเข้ามาในอก
“ใช่ ผมต้องไปช่วยเพื่อนน่ะ เดี๋ยวจะเดินทางไปด้วยกัน”
“ถ้าอย่างนั้น... ก็ระวังตัวด้วยนะคะ เดี๋ยวเรื่องเลคเชอร์ฉันจะจดเผื่อไว้ให้เอง” แม้ลึก ๆ จะไม่อยากให้เขาไป แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่อาจเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้ จึงทำได้เพียงกำชับด้วยความเป็นห่วง
“ขอบคุณครับ” หลินอี้คลี่ยิ้มละมุน
หวังซินเหยียนพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ
ในบางครั้ง หลินอี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซินเหยียนนั้นช่างพิเศษพิกล บางคราก็ดูสนิทสนมจนชิดใกล้ แต่ส่วนใหญ่กลับดูเหมือนเป็นความสัมพันธ์ที่เรียบง่ายอยู่บนพื้นผิว
มันราบเรียบ... ทว่ากลับแฝงไปด้วยไออุ่นอันลึกซึ้ง
ราวกับว่าทั้งสองถูกลิขิตมาให้นั่งเคียงคู่กันเพื่อร่ำเรียนหนังสือในทุก ๆ วันเช่นนี้
ยามบ่ายผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วจนถึงเวลาเลิกเรียน ซินเหยียนเหลือบมองหลินอี้ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว “วันนี้... จะอยู่เรียนด้วยตัวเองตอนค่ำต่อไหมคะ?”
หลินอี้เข้าใจความหมายของเธอทันที เธอต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฝึกฝนพลังให้แก่เขา
“วันนี้คงต้องขอผ่านก่อน พรุ่งนี้ผมอาจจะออกเดินทางแต่เช้า คืนนี้เลยมีเรื่องต้องไปจัดการให้เรียบร้อยน่ะ”
“อ้อ...” ซินเหยียนพึมพำ ความผิดหวังสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาโดยไม่รู้ตัว “ตกลงค่ะ”
“และที่สำคัญ... ในห้องเรียนคนเยอะเกินไป ผมกอดคุณไม่ได้หรอก” หลินอี้กระซิบหยอกเย้า
“คนบ้า!” ใบหน้าของซินเหยียนแดงซ่านดุจผลตำลึงสุก เธอมุ่ยปากอย่างขัดเขิน “งั้น... ฉันไปก่อนนะ ขอให้เดินทางปลอดภัยค่ะ”
“หึหึ แน่นอนอยู่แล้ว” หลินอี้หัวเราะในลำคอ
ซินเหยียนรีบคว้ารวบหนังสือแล้ววิ่งออกไปจากห้องเรียนโดยไม่เหลียวหลัง หัวใจของเธอเต้นระรัวประหนึ่งกลองรัว ความคิดในสมองยุ่งเหยิงตีกันไปหมดเพราะคำพูดทิ้งท้ายนั่น หลินอี้กำลังแกล้งเธอใช่ไหม? เจ้าคนกะล่อนคนนี้ ได้ฝึกวิชาก็ดีตั้งเท่าไหร่แล้ว ยังจะมาหวังอะไรเกินเลยอีก!
ทว่าเมื่อนึกได้ว่าเขาใกล้จะจากไปชั่วคราว ความโกรธเคืองก็มลายหายกลายเป็นความอ้างว้าง ความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนนี้ช่างทำให้เธอปวดหัวเหลือเกิน! เมื่อวานเธอยังเผลอยึดรถของเขามาคันหนึ่งด้วยซ้ำ ถ้าคนในตระกูลรู้เข้า ไม่รู้ว่าจะคิดไปถึงไหนต่อไหน
“พี่หลินอี้ ชอบพี่ซินเหยียนเหรอคะ?” หานจิ้งจิ่งเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขณะที่เธอเก็บแท็บเล็ตและเดินออกมาจากห้องพร้อมกับหลินอี้
“ก็นิดหน่อยนะ” หลินอี้ไม่ได้ปฏิเสธ
“อ้อ... งั้นพี่หลินอี้คิดจะจีบพี่ซินเหยียนจริงจังเลยไหมคะ?” เธอพยักหน้าพลางถามต่อ
หลินอี้จ้องเข้าไปในดวงตาของจิ้งจิ่ง เขาไม่พบร่องรอยของความริษยาหรือความขุ่นเคืองใด ๆ มีเพียงความใสซื่อบริสุทธิ์ที่ทำให้เขารู้สึกว่าจิ้งจิ่งไม่ได้มีอคติต่อซินเหยียนเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมอยู่ดี ๆ ถึงถามเรื่องนี้ล่ะ?”
“จิ้งจิ่งแค่กลัวว่า... ถ้าพี่หลินอี้มีพี่ซินเหยียนแล้ว พี่หลินอี้จะไม่ชอบจิ้งจิ่ง และจะไม่มีเวลาอยู่กับจิ้งจิ่งอีกต่อไป” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวล
“จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง ผมยังต้องให้คุณช่วยปรุงโอสถอยู่นะ!” หลินอี้ตอบติดตลก
“แค่เรื่องปรุงโอสถเหรอคะ...” หานจิ้งจิ่งนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความผิดหวังวูบหนึ่งฉายชัดในแววตา “งั้นถ้าวันหนึ่ง พี่หลินอี้ปรุงโอสถได้เก่งกว่าจิ้งจิ่งแล้ว... พี่ยังจะต้องการจิ้งจิ่งอยู่อีกไหม?”
“เอ่อ...” หลินอี้ชะงักงัน เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าหานจิ้งจิ่งคงรู้มาตลอดว่าความสามารถในการปรุงโอสถของเขานั้นเทียบเธอไม่ได้เลย ที่ผ่านมาเธอแค่รักษาหน้าเขาเท่านั้นเอง “เอาเป็นว่า ไม่ว่าผมจะปรุงโอสถเก่งแค่ไหน ผมก็คงไม่ฉลาดเท่าคุณหรอก ที่สามารถคิดค้นวิถีการปรุงโอสถด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แบบนี้ได้”
“แล้วถ้า... พี่หลินอี้เรียนรู้เทคนิควิทยาศาสตร์การปรุงโอสถของจิ้งจิ่งไปหมดแล้วล่ะคะ?” วันนี้ดูเหมือนอารมณ์ของหานจิ้งจิ่งจะดูแปลกไปกว่าทุกวัน...
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.