Chapter 125
100 / 216
8 min read
Chapter 125: Zero To Hero Doesn’t Come Easy [part 2]
Published Mar 22, 2026, 05:11 PM
บทที่ 125: จากศูนย์สู่ฮีโร่ไม่ได้มาโดยง่าย [ตอน 2]
นี่ไม่ใช่การวิ่งเชิงกลยุทธ์ มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากแท็กติก การฝึกฝน หรือพื้นฐานการต่อสู้ใดๆ ที่ผมเคยอ่านมา นี่คือปฏิกิริยาหนีตายล้วนๆ ร่างกายของผมกำลังกรีดร้องใส่สมองว่า ถ้าไม่เร่งให้เร็วกว่านี้ ผมต้องตายแน่
และการที่แคสซี่เป็นคนเสนอวิธีนี้ ทำให้ผมเผลอคิดขึ้นมาชั่ววูบว่า ในชีวิตของเธอเคยมีช่วงเวลาที่ต้องวิ่งแบบนี้ไหม เคยรู้ลึกถึงกระดูกไหมว่าถ้ายืนสู้ตรงนั้นก็มีแต่ตาย
ผมจินตนาการไม่ออกเลย ผมมองภาพนั้นไม่ออกจริงๆ
ผมวิ่งลึกเข้าไปในถ้ำ เพราะนั่นเป็นทิศทางเดียวที่ไปได้ เสียงฝีเท้าของเจ้าสัตว์ประหลาดดังกระหึ่มอยู่ด้านหลัง ทุกแรงกระแทกสั่นเอาฝุ่นจากเพดานร่วงลงมา มันไล่เข้ามาใกล้ขึ้นทุกก้าว ผมได้ยินเสียงหายใจของมันด้วย เสียงชื้นๆ ครืดคราด เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง เป็นเสียงของบางสิ่งที่ไม่มีวันหยุดจนกว่าจะได้ตัวผม
หนวดเส้นหนึ่งฟาดผ่านหัวผมไปใกล้พอจนผมรู้สึกถึงแรงลมที่เฉือนแก้ม
ผมหักเลี้ยวไปทางขวา หวังจะสลัดมันให้หลุด หวังว่าการเปลี่ยนทิศกะทันหันจะช่วยซื้อเวลาได้สักเสี้ยววินาที แต่หนวดอีกเส้นก็ฟาดเข้าที่หลังผมแรงเหมือนไม้กระบองที่ทำจากกล้ามเนื้อและความเกลียดชัง
ผมล้มหน้าคะมำลงไป ลิ้มรสเลือดกับหิน แรงกระแทกทำเอาลมหายใจหลุดจากอก ก่อนที่ผมจะขยับได้ ก่อนที่ผมจะประมวลผลได้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น มีบางอย่างรัดข้อเท้าผมแล้วลากถอยหลังไปตามพื้นขรุขระ เสื้อผมขาด ผิวหนังผมถลอกฉีก ราวกับถูกขูดกับหินที่หยาบเหมือนกระดาษทราย ผมกำลังกรีดร้อง—ผมคิดว่าผมกำลังกรีดร้อง—มือควานไปตามพื้นเพื่อหาที่เกาะ เล็บหักกระทบกับหินที่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
เจ้าสัตว์ประหลาดพลิกตัวผมกลับเหมือนผมหนักไม่ถึงอะไรเลย
ผมจ้องมันขึ้นไป ขณะที่ถูกกดตรึงอยู่ใต้กรงเล็บขนาดมหึมาข้างหนึ่งที่ทับร่างผมไปเกือบครึ่ง หนวดหลายเส้นลอยค้างอยู่เหนือหัวเหมือนเพชฌฆาตที่รอคิวอย่างใจเย็น เยือกเย็น เกือบจะเหมือนมันกำลังสงสัยด้วยซ้ำ ตาข้างที่เหลืออยู่—ดวงที่ผมยังทำลายไม่สำเร็จ—หยดของเหลวสีดำลงมาใส่หน้า มันอุ่น ข้น และเหม็นเน่าปนกลิ่นทองแดง ไหลไปขังอยู่ในหลุมลึกตรงลำคอผม
'ผม...หายใจไม่ออก—'
หน้าอกผมขยายไม่ได้เลย กรงเล็บนั่นหนักเกินไป กดทับลงมาด้วยน้ำหนักเหมือนรถทั้งคัน ผมกำลังจะขาดอากาศหายใจอยู่ใต้แรงนั้น ขณะที่มันยืนมองผมดิ้น มองผมสำลักเหมือนปลาที่ถูกลากขึ้นจากน้ำ
'ผมหายใจไม่ออก ผม—'
"คุณทำผิดตรงไหน"
เสียงของแคสซี่ตัดทะลุความตื่นตระหนกออกมา เย็นเฉียบ แถมยังเกือบจะเบื่อหน่าย ราวกับเธอกำลังคุยเล่นกับเพื่อนที่เพิ่งรู้จัก ขณะที่ผมกำลังจะตายอยู่ห่างจากเธอแค่สามฟุต
ผมตอบไม่ได้ พูดไม่ออก คิดอะไรแทบไม่ไหวเพราะน้ำหนักที่กดทับอยู่กับความมืดที่เริ่มคลืบคลานเข้ามาตรงขอบสายตา ปอดผมแสบร้อน หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในหู ช้าลง ช้าลงเรื่อยๆ และอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
"ตอบฉันมา ซัมมอนเนอร์"
เจ้าสัตว์ประหลาดกดลงแรงขึ้น บางอย่างในหน้าอกผมมีเสียงดังขึ้นมา เป็นเสียงที่กระดูกซี่โครงไม่ควรจะทำได้—เสียงแฉะๆ แกรกๆ ที่ผมรู้สึกมากกว่าจะได้ยิน
'ทุกอย่าง' ผมคิดอย่างสิ้นหวัง คำมันแตกกระจายอยู่ใต้แรงกด 'ผมทำผิดทุกอย่าง อาวุธผิด ระยะผิด ผิด—'
ระยะ
ความเข้าใจผุดขึ้นมาเหมือนน้ำเย็นจัดสาดใส่หน้า ผมปล่อยให้มันคุมระยะ ทุกครั้งที่ผมคิดว่าตัวเองฉลาดพอ—วน หลบ โต้กลับ—สุดท้ายผมก็ยังเล่นตามเกมของมันอยู่ดี มันเร็วกว่า แรงกว่า และมีระยะเอื้อมมากกว่าด้วยหนวดบ้าๆ นั่น ผมสู้ราวกับตัวเองมีข้อได้เปรียบ ทั้งที่ไม่มีเลย สู้เหมือนผมเป็นผู้ล่าในสมการนี้ แทนที่จะเป็นเหยื่อ
"ระ-ระยะ..." ผมสำลักออกมา คำนั้นแทบเป็นแค่ลมหายใจ "ปล่อยให้มัน...คุม..."
"ดี"
แคสซี่ขยับตัว
เมื่อครู่เธอยังพิงกำแพงอยู่ กอดอก สีหน้าเรียบเฉย แต่พริบตาถัดมา เธอก็ไปอยู่ข้างตัวเจ้าสัตว์ประหลาด มือคว้าหนวดเส้นที่อยู่ใกล้ที่สุดไว้ ครั้งนี้เธอไม่ได้กระชาก เธอแค่บีบ ผมได้ยินอะไรบางอย่างหัก เสียงกระดูกอ่อนยุบตัวลงใต้แรงกดที่สิ่งมีชีวิตปกติไม่น่าจะสร้างได้ เจ้าสัตว์ร้ายส่งเสียงหอนแล้วชะงักถอย ปล่อยผมเป็นอิสระก่อนจะหมุนตัวไปเผชิญหน้าภัยคุกคามใหม่
ผมหอบหายใจสูดอากาศเข้าปอด ราวกับมันเป็นสิ่งหวานที่สุดที่ผมเคยได้สูดเข้าไป ทุกครั้งที่หายใจเข้าเจ็บปวดไปหมด ซี่โครงที่หักของผมกรีดร้องประท้วง แต่ผมไม่สนใจ อากาศ ผมหายใจได้ ผมยังมีชีวิต
แคสซี่ถีบเข้าที่กรามของมันแรงจนหัวมันสะบัดไปด้านข้าง เจ้าสัตว์ประหลาดเซถอย ขาไถลหาที่เกาะบนพื้นหิน เธอถีบซ้ำ ตรงจุดเดิม ไม่เสียแรงแม้แต่น้อย และครั้งนี้มีอะไรบางอย่างหักดังกร๊อบเหมือนไม้แตก มันทรุดลงนอนตะแคง ขากระตุก หนวดกระตุกเกร็งอย่างอ่อนแรงลงกับพื้น
เธอเดินไปยังจุดที่มีดสั้นของผมตกอยู่ ใช้นิ้วสองนิ้วคีบขึ้นมาราวกับเป็นของน่าขยะแขยง แล้วแทงมันทะลุกะโหลกของเจ้าสัตว์ประหลาดโดยไม่ต้องพิธีรีตองอะไรเลย เหมือนปัดแมลงตัวหนึ่งให้ตาย
การกระตุกไหวหยุดลง
[คุณได้สังหารอสูรวิญญาณปฐมกาล (ระดับ 4): Voidlash Stalker]
[คุณได้รับ เยื่อหุ้มมิติ]
'ผมไม่ได้ฆ่าเหี้ยอะไรทั้งนั้น'
ผมนอนแผ่บนพื้นหินเย็นเฉียบ จ้องเพดานถ้ำ พยายามประมวลผลว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่จริงๆ ซี่โครงผมร้องลั่นทุกครั้งที่หายใจ หลังผมเหมือนถูกไฟเผา ตรงที่พื้นขูดมันถลอกเปิด ป่านนี้คงเลือดไหลซึมลงไปในเสื้อที่เหลืออยู่แทบไม่ครบตัว ข้อเท้าผมปวดตุบตรงที่หนวดนั่นคว้าเอาไว้ บวมขึ้นแล้ว เลือดหยดมาจากไหนสักแห่งบนหน้า—อาจจะเป็นแผลเดิมที่เปิดซ้ำ หรืออาจเป็นแผลใหม่ ผมแยกไม่ออกแล้ว
'ผมเกือบตาย'
ไม่ใช่ตายในความหมายลอยๆ หรือแบบวีรบุรุษ ไม่ใช่แบบ "ยืนหยัดครั้งสุดท้ายอย่างน่าตื่นตา" ที่เอาไปแต่งเรื่องเล่าได้ มันคือความตายจริงๆ แบบน่าเวทนา แบบหอบหายใจแทบไม่ทัน แบบถูกลากไปกับพื้นเหมือนของเคี้ยวเล่น
แคสซี่ปรากฏตัวอยู่เหนือผม มองลงมาด้วยสีหน้าเย็นชาเดิม ไม่ห่วง ไม่ประทับใจ ไม่รู้สึกอะไรสักอย่าง
"แย่"
"ขอบคุณ" เสียงผมแหบพร่าออกมาเหมือนเสียงคราง แทบไม่เหมือนมนุษย์ "รู้สึก...กำลังได้รับกำลังใจเลย"
"คุณพึ่งพาความเร็วที่ไม่มี ใช้การโจมตีโดยไม่เผื่อทางถอย แล้วโยนอาวุธทิ้งเพราะเสี่ยงดวง" เธอเอียงหัวนิดหนึ่ง มองผมราวกับเป็นตัวอย่างที่น่าผิดหวังเป็นพิเศษ "คุณรอดมาได้ก็เพราะเจ้าสัตว์นั่นโง่ ถ้าเป็นคู่ต่อสู้ที่ฉลาดกว่านี้ มันฆ่าคุณได้สามครั้งแล้ว"
ผมอยากเถียง อยากชี้ว่าผมทำให้มันเจ็บจริงๆ อยากบอกว่าไอ้เรื่องตานั่นได้ผล และผมก็ซื้อเวลาได้ด้วยแท็กติกที่เธอไม่ได้สอน
แต่เธอพูดถูก
ผมรู้ว่าเธอพูดถูก
ถ้านี่เป็นการสู้จริง—ถ้าแคสซี่ไม่อยู่ตรงนั้นเพื่อดึงผมออกมา—ผมคงตายและถูกย่อยไปแล้ว กลายเป็นอีกหนึ่งนิทานเตือนใจสำหรับซัมมอนเนอร์ที่มั่นใจเกินตัวและคิดว่าตัวเองจะฝืนชนระดับที่เกินกำลังได้
"ระยะ" ผมพูดเบาๆ คำนั้นทำเอาเจ็บตอนออกเสียง ทุกอย่างมันเจ็บไปหมด "คุณบอกว่าผมปล่อยให้มันคุมระยะ"
"ใช่"
"ผมจะแก้ยังไง"
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การต่อสู้เริ่มขึ้น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ไม่ใช่ความอ่อนโยน ไม่ใกล้เคียงความใจดีเลยด้วยซ้ำ แต่บางที...อาจเป็นการยอมรับ?
เธอยื่นมือออกมา
ผมจับมือเธอ ปล่อยให้เธอดึงผมลุกขึ้นยืน การเคลื่อนไหวนั้นส่งความเจ็บปวดสดใหม่แล่นผ่านหน้าอก เจ็บราวไฟขาวจัดจนแทบคลื่นไส้ และผมยังยืดตัวได้ไม่สุด แต่ผมก็ยืนอยู่แล้ว นั่นนับว่าเป็นอะไรสักอย่าง
'ไม่รู้สึกว่ามันจะนับได้มากเท่าไหร่เลย'
แคสซี่ไปเอามีดสั้นของผมกลับมาจากกะโหลกของเจ้าสัตว์ประหลาด แล้วส่งคืนให้ ใบมีดเปียกลื่นไปด้วยของเหลวสีดำ ผมเช็ดมันกับเสื้อที่เหลืออยู่ ซึ่งตอนนี้แทบจะเหลือแค่แขนเสื้อแล้ว
เธอเดินเข้าไปในความมืด ไม่นานก็กลับมาพร้อมมีดสั้นเล่มที่สองที่ผมขว้างทิ้งไป แล้วโยนมาให้โดยไม่บอกล่วงหน้า ผมรับไว้ได้แบบหวุดหวิด มือยังสั่นอยู่
"เราไปต่อในถ้ำนี้" เธอพูด "อาจยังมีมากกว่านี้"
ผมจ้องเธอ
"มากกว่านี้? ผมแทบเดินไม่ไหว"
"งั้นคุณก็จะได้เรียนรู้วิธีสู้ทั้งที่แทบเดินไม่ไหว"
เธอหันตัวแล้วเริ่มเดินลึกเข้าไปในความมืด โดยไม่เสียเวลาหันมาดูว่าผมตามมาหรือไม่ "ความเจ็บปวดเป็นครูที่ยอดเยี่ยม ดีพอๆ กับฉันเลย"
ผมหันไปมองศพเจ้าสัตว์ประหลาด มองเลือดดำที่ขังอยู่รอบตัวมันและค่อยๆ แผ่ไปบนพื้นหิน มองรอยกรงเล็บที่ผมทิ้งไว้บนพื้นขณะถูกลากไปสู่ความตาย รอยขูดขนานกันพวกนั้นเล่าเรื่องของความสิ้นหวังได้หมดจด
'นี่คงเป็นเส้นทางการฝึกที่ยาวนานมากแน่'
ผมเดินกระโผลกกระเผลกตามเธอไป มือหนึ่งกดปิดซี่โครงที่หัก อีกมือกำมีดสั้นที่ผมพิสูจน์แล้วว่าตัวเองแทบใช้มันไม่เป็น
แต่ผมกำลังเรียนรู้
แค่นั้นก็คงต้องนับว่าได้อะไรสักอย่างแล้ว
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.