Chapter 2079
2079 / 5804
12 min read
Chapter 2079 - Resist
Published Apr 11, 2026, 07:14 AM
**บทที่ 2079 - ต่อต้าน**
คังซีหรันติดค้างอยู่ที่คอขวดของขอบเขตราชันต้นกำเนิดระดับที่สามมาเนิ่นนานนับร้อยปี หากมิได้รับความช่วยเหลือจากโอสถต้นกำเนิดเต๋า เกรงว่าชีวิตนี้เขาคงมิอาจก้าวหน้าในวิถีการบ่มเพาะได้อีกเลย ดังนั้น ‘โอสถต้นกำเนิดเต๋าที่มีลวดลายโอสถ’ ซึ่งหยางไค่มอบให้ จึงเปรียบเสมือนของขวัญล้ำค่าที่ถูกส่งมาในยามที่เขาต้องการที่สุดพอดี
ด้วยความช่วยเหลือของคังซีหรัน หยางไค่จึงได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากใต้หุบเขาเตาหลอมต้นกำเนิด อีกทั้งชายผู้นี้ยังยินดีให้เขาหยิบยืมผลึกต้นกำเนิดนับแสนเพื่อใช้ในงานประมูล เมื่อหวนนึกถึงความเอื้อเฟื้อที่เคยได้รับ หยางไค่จึงไม่ลังเลแม้เพียงกระผีกริ้นที่จะมอบโอสถเม็ดนั้นให้เป็นการตอบแทน
*‘หากใครให้เกียรติและมีน้ำใจต่อข้า ข้าจะตอบแทนคืนเป็นสิบเท่า’* หยางไค่มิใช่คนตระหนี่ถี่เหนียวมาแต่ไหนแต่ไร
แม้โม่เซี่ยวชีจะอยู่ในระดับสูงสุดของราชันต้นกำเนิดระดับที่สามเช่นกัน และนางอาจทะลวงเข้าสู่ขอบเขตถัดไปได้ในเวลาอันสั้นหากมีโอสถช่วย แต่สถานการณ์ของนางนั้นต่างจากคังซีหรันโดยสิ้นเชิง
โม่เซี่ยวชีนั้นยังเยาว์วัยทว่ากลับมีพลังฝีมือสูงล้ำถึงเพียงนี้ อีกทั้งภูมิหลังของนางยังลึกลับซับซ้อนและไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง นอกจากนางจะไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโอสถต้นกำเนิดเต๋าแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่านางมีกำลังพอที่จะหามาครอบครองเองได้หากต้องการ
แท้จริงแล้ว แม้การใช้โอสถเพื่อทะลวงระดับจะไม่มีผลเสียต่อร่างกายนัก แต่หากมองไปในระยะยาว มันอาจส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าในอนาคตของผู้ฝึกตนได้
ดังนั้น ยอดฝีมือผู้มีปณิธานแรงกล้ามักจะไม่ใช้โอสถเพื่อช่วยในการทะลวงผ่าน เว้นแต่จะเผชิญกับอุปสรรคที่มิอาจก้าวข้ามได้จริงๆ นี่คือเหตุผลที่หยางไค่ไม่ยอมกินโอสถต้นกำเนิดเต๋าเพื่อเข้าสู่ขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าด้วยวิธีทางลัด
เมื่อหยางไค่ก้าวออกจากตำหนักถ้ำ นอกจากจะมีโม่เซี่ยวชีติดตามมาด้วยแล้ว ยังมีหญิงชราและสตรีผู้งดงามจากตระกูลจางตามออกมาด้วย
สองสตรีตระกูลจางไม่ยินดีที่จะนั่งรอความตายอยู่ในที่พัก เพราะอย่างไรเสียลูกหลานของพวกนางยังอยู่ที่นี่ หากเมืองถูกตีแตก ตระกูลจางย่อมต้องถึงกาลพินาศย่อยยับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าหยางไค่จะพยายามโน้มน้าวเพียงใด ทั้งหญิงชราและสตรีผู้งดงามต่างก็ยืนกรานที่จะออกไปเผชิญหน้ากับศัตรู เพื่ออุทิศแรงกายแรงใจในการปกป้องเมืองแห่งนี้
หยางไค่จนปัญญา ทำได้เพียงยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง
โชคยังดีที่แม้ทั้งคู่จะไม่ได้มีพลังบ่มเพาะที่แกร่งกร้าวนัก แต่ขอบเขตราชันต้นกำเนิดระดับที่หนึ่งก็นับว่าไม่เลว การให้พวกนางไปช่วยทหารยามในการเสริมพลังค่ายกลวิญญาณบริเวณกำแพงเมืองย่อมมิใช่ปัญหาใหญ่
ลำแสงสายหนึ่งโอบอุ้มคนทั้งสี่ ทะยานผ่านน่านฟ้าเมืองเฟิงหลินด้วยความเร็วสูง เพียงชั่วอึดใจ พวกเขาก็มาถึงบริเวณกำแพงเมือง
สุดสายตาที่มองออกไปเบื้องนอกกำแพงเมือง ความมืดมิดอันธการแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกสารทิศ ปราณมารอันไร้ก้นบึ้งม้วนตัวโหมกระหน่ำ ดั่งสิ่งมีชีวิตที่กระหายเลือดจนผู้ที่พบเห็นต้องสั่นสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ ในบางคราก็ยังมีเสียงโหยหวนแว่วมาตามลม เป็นเสียงที่ราวกับจะขุดลึกเข้าไปในก้นบึ้งของความทรงจำอันเจ็บปวด บีบคั้นให้เหล่าผู้ฝึกตนต้องโคจรพลังอย่างสุดกำลังเพื่อต้านทาน
บนกำแพงเมือง ต้วนหยวนซานกำลังวุ่นอยู่กับการแจกจ่าย ‘หยกชำระจิต’ ผู้ฝึกตนทุกคนที่ขึ้นมาป้องกันเมืองจะได้รับหยกนี้ไว้เป็นเครื่องคุ้มกันภัยจากการถูกมารเข้าแทรกซึม
เมื่อเห็นหยางไค่ปรากฏตัว ใบหน้าของต้วนหยวนซานก็ฉายแววยินดี เขาเร่งร้องเรียกทันที “ทางนี้ น้องหยาง!”
เพียงพริบตา หยางไค่ก็พาโม่เซี่ยวชีและสตรีตระกูลจางทั้งสองมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้วนหยวนซาน เมื่อมองออกไปข้างนอก พวกเขาพบว่าปราณมารนั้นดุดันน่าเกรงขามอย่างยิ่ง ทว่าในยามนี้เมืองเฟิงหลินดูเหมือนจะยังรับมือได้อยู่ ทุกช่วงของกำแพงเมืองเต็มไปด้วยผู้ฝึกตนจำนวนมาก บ้างก็กำลังรักษาสมดุลของค่ายกลป้องกัน บ้างก็ร่ายรำวรยุทธ์ ปลดปล่อยการโจมตีอันรุนแรงเข้าใส่ปราณมารที่กำลังบิดเบี้ยวอยู่เบื้องหน้า
“ท่านเจ้าเมือง หากมีสิ่งใดให้ข้าช่วย โปรดสั่งมาได้เลย” หยางไค่ประสานมือกล่าว
“ในเมื่อเจ้ายืนยันเช่นนั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจ ในยามนี้ยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าภายในเมืองมีอยู่น้อยนิด หากนับรวมเจ้าด้วยก็ยังไม่ถึงสิบคน ทุกคนถูกส่งไปประจำการตามจุดต่างๆ เพื่อคุมการตั้งรับ แม้ตอนนี้เราจะยังยันไว้ได้ แต่ก็ประมาทไม่ได้เด็ดขาด น้องหยาง เจ้าไม่มีภารกิจเฉพาะเจาะจง ดังนั้นเจ้าจงคอยตรวจตราไปรอบๆ หากเห็นจุดใดวิกฤติก็ขอให้ยื่นมือช่วย... เจ้าคิดเห็นอย่างไร?” ต้วนหยวนซานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ตกลง!” หยางไค่พยักหน้ารับคำ
ต้วนหยวนซานหยิบศัสตราสื่อสารออกมาส่งให้หยางไค่ “รับสิ่งนี้ไว้ หากมีใครต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะส่งสัญญาณผ่านสิ่งนี้ เมื่อนั้นข้าขอฝากให้น้องหยางเร่งไปช่วยให้ทันท่วงที!”
หยางไค่รับมาแล้วซุกไว้ในอกเสื้อ ไม่ได้เก็บลงในแหวนมิติ
เขามันกลับมาหาโม่เซี่ยวชีและสองสตรีตระกูลจาง “พวกเจ้าอยู่ที่นี่ คอยฟังคำสั่งจากท่านเจ้าเมืองต้วน ข้าจะไปสำรวจรอบๆ เสียหน่อย”
สิ้นคำ ร่างของเขาก็กลายเป็นลำแสงทะยานไปตามแนวกำแพงเมือง
ตลอดแนววิถีนั้น เหล่าผู้ฝึกตนแห่งเมืองเฟิงหลินต่างร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้อย่างกล้าหาญ ส่วนใหญ่มีพลังอยู่ในขอบเขตราชันต้นกำเนิด พวกเขาบ้างก็สู้เดี่ยว บ้างก็รวมกลุ่มสามถึงห้าคน เมื่อพลังหมดสิ้นก็จะถอยกลับขึ้นมาพักบนกำแพงเมืองเพื่อให้คนอื่นเข้าผลัดเปลี่ยน
หลังจากสำรวจรอบๆ หยางไค่ก็ตระหนักว่าสถานการณ์ไม่ได้ย่ำแย่นัก
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความตื่นตระหนกและสับสนในคราแรก ผู้ฝึกตนในเมืองเฟิงหลินเริ่มสงบจิตใจลงได้ แทนที่จะเอาแต่คิดหนี พวกเขาต่างรวมใจกันเป็นหนึ่งเพื่อต่อต้านมวลปราณมาร
แสงเจิดจ้าจากทักษะยุทธ์หลากสีสันระเบิดเข้าใส่ปราณมาร แม้จะถูกความมืดมิดกลืนกินไปในพริบตา แต่ด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์อันเฉียบคม หยางไค่สัมผัสได้ว่าปราณมารเหล่านั้นก็ถูกกร่อนสลายไปไม่น้อยเช่นกัน
คนเพียงคนเดียวอาจดูไร้ค่า แต่หากเป็นร้อยคน พันคน หมื่นคน หรือแสนคน... เมื่อทุกคนกระทำสิ่งเดียวกัน ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมยิ่งใหญ่จนสั่นสะเทือนฟ้าดิน
ทุกครั้งที่ปราณมารโถมเข้าหา มันจะถูกปะทะด้วยวิชาลับหรือทักษะยุทธ์อันทรงพลัง คอยปัดเป่ากระแสความมืดที่ดูเหมือนจะหยุดยั้งไม่ได้ให้กระจายตัวออกไป
จากการทดสอบเพียงเล็กน้อย หยางไค่พบว่านี่เป็นวิธีการที่เรียบง่ายแต่ได้ผลในการจัดการกับปราณมารรอบเมือง
อย่างไรก็ตาม ปราณมารมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งนัก ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเรียกศัสตราออกมาสู้โดยตรง ทำได้เพียงพึ่งพาวรยุทธ์และวิชาลับในการโจมตีเท่านั้น
ในเวลานี้ เมืองเฟิงหลินเปรียบเสมือนป้อมปราการที่แข็งแกร่งมั่นคง ความรู้สึกนี้สร้างความฮึกเหิมให้แก่เหล่าผู้ฝึกตนบนกำแพงเมืองจนขวัญกำลังใจพุ่งทะยาน ในขณะเดียวกัน ความหวาดกลัวต่อปราณมารก็เริ่มเปลี่ยนเป็นความดูแคลน ราวกับว่าภัยร้ายนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เวลาค่อยๆ ผ่านพ้นไป
หนึ่งวันเต็มที่เมืองเฟิงหลินถูกล้อมกรอบด้วยปราณมาร ทว่ากลับยังไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่คนเดียว
ความผิดปกตินี้ทำให้สัญชาตญาณระวังภัยในใจของหยางไค่ทำงานอย่างหนัก เพราะในยามที่เขาอยู่ในเหมือง เขาเคยสัมผัสกับความสยดสยองของ ‘ปราณมารโบราณ’ มาด้วยตนเอง แม้จะไม่ได้เผชิญหน้ากันตรงๆ แต่เพียงแค่จิตสังหารอันคลุ้มคลั่งที่แผ่ออกมาก็เพียงพอจะทำให้ผู้คนเสียสติได้แล้ว
ข้อความจากยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าคนอื่นๆ ถูกส่งผ่านศัสตราสื่อสารอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกคนสามารถเข้าใจสถานการณ์ของแต่ละจุดได้อย่างแจ่มชัด
ครั้นเมื่อแสงรุ่งอรุณของวันใหม่สาดส่อง ปราณมารที่โอบล้อมเมืองเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง มันค่อยๆ ถอยร่นออกไปหลายสิบเมตร ทิ้งพื้นที่ว่างเป็นวงกลมรอบกำแพงเมือง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เหล่าผู้ฝึกตนบนกำแพงเมืองต่างแผดเสียงโห่ร้องไชโยด้วยความปรีดา
ด้วยเชื่อว่าพวกเขาสามารถขับไล่ปราณมารได้สำเร็จ หลายคนเริ่มแสดงความยินดีและเฉลิมฉลองชัยชนะให้แก่กันและกัน
แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าบางคนก็พลอยหลงเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
“อย่าได้ประมาทเด็ดขาด!” เสียงของต้วนหยวนซานดังขึ้นผ่านสื่อสาร น้ำเสียงของเขาเคร่งเครียดกว่าเดิมหลายเท่า
ณ มุมหนึ่งของกำแพงเมือง หยางไค่ยืนเด่นอยู่กลางเวหา หรี่ตาลงมองไปข้างหน้า แม้พลังในขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าจะช่วยให้เขามีสายตาที่ยอดเยี่ยมเพียงใด แต่ในช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดก่อนรุ่งสาง ประกอบกับปราณมารที่หมุนวนรอบด้าน ทำให้เขามิอาจมองเห็นได้ไกลนัก
ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนเพียงแผ่วเบาเริ่มสั่นสะท้านแผ่นดิน ตามมาด้วยเสียงอึกทึกทึบต่ำคล้ายเสียงคำรามจากแดนไกลที่ขยับเข้าหาเมืองด้วยความเร็วสูง
ในคราแรก แรงสั่นสะเทือนนั้นเบาบางจนแทบไม่รู้สึก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันกลับรุนแรงขึ้นจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
เสียงโห่ร้องยินดีบนกำแพงเมืองเงียบหายไปในทันควัน ผู้ฝึกตนต่างหันมาสบตากันด้วยความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ
หยางไค่สูดลมหายใจลึกและหลับตาลง ครั้นเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงสีทองเจิดจ้าก็ปกคลุมดวงตาซ้ายของเขา รูม่านตานั้นเปลี่ยนเป็นทรงตั้งดูน่าเกรงขาม
‘เนตรมารสยบฟ้า’ ทะลวงผ่านทุกภาพลวงตา!
ด้วยเนตรมารนี้ เขาสามารถมองทะลุผ่านม่านปราณมารได้อย่างง่ายดาย เข้าไปถึงก้นบึ้งของความมืดมิดนั้น...
ในชั่วพริบตาถัดมา สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด เขาร้องตะโกนใส่ผู้ฝึกตนบริเวณนั้นทันที “เร็วเข้า! เร่งพลังค่ายกลวิญญาณให้ถึงขีดสุดเดี๋ยวนี้!”
พร้อมกันนั้น สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาก็พุ่งเข้าไปในศัสตราสื่อสารเพื่อส่งคำเตือนไปยังยอดฝีมือคนอื่นๆ “มีฝูงสัตว์อสูรและผู้ฝึกตนที่ถูกมารเข้าสิงจำนวนมหาศาลกำลังมุ่งหน้ามาทางเรา! ทุกคนระวังตัว!”
ภายในครรลองสายตาของเขา เขาเห็นร่างที่กำยำและทรงพลังจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งตรงมาทางนี้ท่ามกลางปราณมารที่ม้วนตัวหนาแน่น ไม่เพียงแต่สัตว์อสูรเท่านั้น แต่ยังมีมนุษย์ปะปนอยู่ด้วย
สัตว์อสูรเหล่านั้นมีรูปร่างประหลาดล้ำและบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดน่าชัง ไม่รู้ว่าพวกมันโผล่มาจากหนใด แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายที่กลืนกินสรรพสิ่งรอบข้าง
ส่วนมนุษย์เหล่านั้น หลังจากถูกปราณมารเข้าแทรกซึม กลิ่นอายพลังก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พลังชีวิตของพวกเขากลับกลายเป็นแข็งแกร่งและคลุ้มคลั่งอย่างยิ่งยวด
ไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรหรือมนุษย์ และไม่ว่าจะมีระดับพลังเพียงใด จำนวนของพวกมันกลับน่าพรั่นพรึงจนถึงที่สุด พวกมันดาหน้าเข้ามาจากทุกทิศทางราวกับกระแสน้ำที่ไม่มีวันสิ้นสุด โอบล้อมเมืองเฟิงหลินเอาไว้จนมิดชิด
เมื่อได้ยินเสียงคำรามเตือนของหยางไค่ เหล่าผู้ฝึกตนโดยรอบก็ไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย ต่างเร่งถ่ายเทพลังลงสู่ค่ายกลวิญญาณป้องกันอย่างสุดกำลัง
เสียงครางต่ำกัมปนาทดังขึ้น รัศมีของค่ายกลพลันเจิดจ้าขึ้นหลายเท่าตัว
เหตุที่ผู้ฝึกตนเหล่านี้ยอมทำตามคำสั่งโดยไร้ข้อกังขา เป็นเพราะหยางไค่ได้แสดงแสนยานุภาพของยอดฝีมือขอบเขตต้นกำเนิดเต๋าให้ประจักษ์มาตลอดทั้งวัน สำหรับพวกเขาแล้ว คำพูดของยอดฝีมือระดับนี้ย่อมไม่มีเหตุผลให้ต้องสงสัย
ในอึดใจต่อมา คำสั่งของต้วนหยวนซานก็ดังสะท้อนผ่านสื่อสารออกมาเช่นกัน
พริบตานั้น ค่ายกลป้องกันทั่วทั้งเมืองเฟิงหลินก็ถูกเร่งพลังจนถึงขีดสูงสุด แสงสว่างวาบเจิดจ้าเสียจนดูเหมือนว่ารุ่งอรุณได้มาเยือนกำแพงเมืองก่อนเวลาอันควร
*โครมมมมมม!*
มวลปราณมารที่เคยถอยร่นออกไปกลับม้วนตัวโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์สึนามิ มันคำรามลั่นขณะก่อตัวเป็นกำแพงทมิฬบดบังแผ่นฟ้า พุ่งเข้าปะทะกับกำแพงเมืองอย่างดุดัน
ประกายไฟมหาศาลปะทุขึ้นทุกหย่อมหญ้า
ปราณมารโบราณถูกกักกั้นไว้ด้วยม่านพลังป้องกัน แต่มันก็ยังพยายามกัดกร่อนพลังงานเหล่านั้นอย่างไม่ลดละ จนเกิดเสียงเสียดสีที่บาดลึกเข้าถึงกระดูก
ผู้ฝึกตนบนกำแพงเมืองต่างรู้ซึ้งถึงวิกฤตการณ์นี้ดี พวกเขาเร่งโคจรพลังในกายอย่างบ้าคลั่งเพื่อค้ำยันค่ายกลเอาไว้
ทว่าในวินาทีนั้นเอง ร่างเงาแล้วร่างเล่ากลับอาศัยปราณมารมหาศาลเป็นเกราะกำบัง พุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด
สัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งด้วยดวงตาสีดำสนิทและมนุษย์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยหมอกดำหนาทึบพุ่งเข้าหาผู้ฝึกตนบนกำแพงเมืองดุจภูตพราย
*ปัง! ปัง! ปัง!* เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง
ทันทีที่เข้าถึงระยะ เหล่าสัตว์อสูรที่ถูกมารเข้าสิงต่างก็ปลดปล่อยทักษะลับเฉพาะตัว แสงสีรุ้งจากวิชาอสูรเบ่งบานกลางอากาศ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ที่กลายเป็นมารเหล่านี้ยังคงความสามารถเดิมเอาไว้ได้ครบถ้วน บางคนถึงกับเรียกศัสตราออกมาโจมตีเข้าใส่ม่านพลังป้องกันอย่างบ้าคลั่ง
ม่านป้องกันยุบตัวลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายถูกลูกบอลกระแทก แม้มันจะมีความยืดหยุ่นและดีดตัวกลับมาได้ ทว่าแสงเจิดจ้าของค่ายกลวิญญาณกลับเริ่มหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด!
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.