Chapter 3289
3289 / 5804
12 min read
Chapter 3289 - Scram As Far as You Can
Published Apr 11, 2026, 10:19 AM
## บทที่ 3289 - ไสหัวไปให้ไกลที่สุด!
หลังจากบอกลาผู้อาวุโสและมูน่า หยางไค่ก็มุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักของลวนเฟิ่งในทันที
ณ เบื้องหน้าวังรังหงส์ ขุนพลอสูรผู้มีสง่าราศีสองตนยืนอารักขาอย่างเข้มงวด กลิ่นอายอาฆาตหนาแน่นแผ่ซ่านออกมาจากร่าง ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็วูบผ่านสายตาและร่อนลงสู่พื้นเบื้องหน้าพวกเขาราวกับภูตพราย
เมื่อเห็นผู้บุกรุก ขุนพลอสูรตนหนึ่งที่มีปากและจมูกใหญ่โตก็แผดเสียงคำราม “ใครกล้า...”
ทว่าคำพูดที่เหลือกลับถูกกลืนลงคอไปในทันที เมื่อเขาเพ่งมองจนเห็นใบหน้าของหยางไค่อย่างชัดเจน
หยางไค่นั้นถือเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงโด่งดังขจรขจายในแดนโบราณ นอกจากเหล่าราชาอสูรแล้ว แม้แต่ลูกน้องอย่างขุนพลอสูร นายกองอสูร หรือแม้แต่ทหารเลวต่างก็รู้จักมักจี่เขาเป็นอย่างดี
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยบุกรุกเข้าสู่วังรังหงส์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง โดยที่นายเหนือหัวอย่างลวนเฟิ่งไม่อาจขัดขวางหรือทำอะไรเขาได้เลย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนในตำหนักแห่งนี้ต่างตระหนักดีว่า ชายผู้นี้คือ ‘ตัวหายนะ’ ที่เดินดินได้
ก่อนหน้านี้ หลังจากลวนเฟิ่งกลับมาที่ตำหนัก นางได้ออกคำสั่งประกาศิตว่า หากใครพบเห็นหยางไค่อีก ให้สังหารทิ้งเสียทันทีโดยนางจะเป็นผู้รับผิดชอบผลที่ตามมาทั้งหมดเอง
ทว่าแม้จะมีคำสั่งเด็ดขาดเพียงใด เหล่าขุนพลอสูรก็หามีความกล้าที่จะลงมือไม่ ขนาดผู้ที่มีพลังฝีมือพอจะต่อกรกับเขาได้ยังไม่กล้า แล้วนับประสาอะไรกับพวกเขาทีมีระดับชั้นต่ำกว่าอย่างเทียบไม่ได้
ดังนั้น เมื่อเห็นหยางไค่ ขุนพลอสูรทั้งสองที่เฝ้าประตูจึงโยนคำสั่งของลวนเฟิ่งทิ้งไปในพริบตา พวกเขารีบประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ “ที่แท้ก็ท่านผู้อาวุโสหยางนี่เอง”
หากลวนเฟิ่งมาเห็นภาพนี้เข้า นางคงจะโกรธจนอกแตกตายเป็นแน่
หยางไค่เพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอ ก่อนจะไพล่มือไว้ข้างหลังแล้วก้าวย่างผ่านเข้าไปอย่างสงบ หากคนนอกมาเห็นเข้า คงจะคิดว่าหยางไค่กำลังเดินเข้าบ้านตัวเองเสียมากกว่า
ขุนพลอสูรตนเดิมรีบวิ่งตามไปพร้อมกับกล่าวอย่างประจบประแจง “ท่านขอรับ ไม่ทราบว่าการมาเยือนในครั้งนี้ ท่านมีธุระอันใดหรือ?”
ในขณะที่พูด เขาก็รีบส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ขุนพลอสูรอีกตนหนึ่งรีบไปแจ้งข่าวแก่ลวนเฟิ่งทันที
ปัญหาก็คือ ทุกครั้งที่หยางไค่มายังแดนโบราณ เขาจะต้องแวะเวียนมาที่วังรังหงส์เสมอ และการมาของเขาก็มักจะหมายถึงความโกลาหลวุ่นวาย ลวนเฟิ่งยังคงขุ่นเคืองกับเรื่องที่เกิดขึ้นในการมาเยือนครั้งก่อนไม่หาย พวกเขาจึงไม่คาดคิดเลยว่าหยางไค่จะกลับมาอีกครั้งในเวลาอันสั้นเช่นนี้ และเกรงเหลือเกินว่าเขาจะมาก่อเรื่องให้ปวดหัวอีก
แม้หยางไค่จะไม่เกรงกลัวลวนเฟิ่ง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะกล้าทำเช่นนั้น หากลวนเฟิ่งตัดสินใจระบายโทสะออกมา พวกเขานี่แหละที่จะกลายเป็นที่รองรับอารมณ์และต้องรับกรรมไปเต็มๆ
“ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย?” หยางไค่ตวัดสายตามองพลางผลักเขาให้พ้นทาง ขุนพลอสูรตนนั้นเซถลาเกือบจะล้มลงกับพื้นแต่ก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจ ทำได้เพียงเดินตามหยางไค่ไปรอบๆ เพื่อพยายามถ่วงเวลาให้ได้มากที่สุด
แน่นอนว่าเขาไม่อาจขัดขวางหยางไค่ได้เลย แต่ความพยายามตื๊อไม่เลิกนั้นกลับทำให้หยางไค่เริ่มรำคาญจนคว้าคอเสื้อของเขาแล้วเหวี่ยงออกไปไกลลิบ บังเอิญเป็นจังหวะที่กลุ่มนางกำนัลกำลังเดินผ่านมาพอดี เมื่อเห็นภาพนั้นเข้า พวกนางต่างเบิกตากว้างและแผดเสียงกรีดร้องวิ่งหนีเตลิดไปคนละทิศคนละทาง
หยางไค่ลูบจมูกตัวเองพลางพึมพำด้วยสีหน้าทะมึนทึง “พวกนางเป็นอะไรกันไปหมด?”
เขาหันไปมองรอบๆ และตระหนักว่าไม่มีใครอยู่ในสายตาแล้ว จึงแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วตะโกนลั่น “แม่นางเฟิ่ง หยางผู้นี้มาหาท่านแล้ว!”
น้ำเสียงที่ดังกังวานใสกระจายไปทั่วทั้งวังรังหงส์ ใครที่หูไม่หนวกย่อมต้องได้ยินกันถ้วนหน้า ทว่าดูเหมือนลวนเฟิ่งจะจงใจไม่รับแขก นางจึงไม่ได้ส่งเสียงตอบกลับมาแม้แต่น้อย
หยางไค่ยกยิ้มมุมปาก กวาดสายตามองไปรอบๆ พร้อมกับใช้สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบสภาพแวดล้อม จากนั้นร่างของเขาก็เลือนรางหายไปและไปปรากฏตัวอีกครั้ง ณ ลานกว้างในสวนแห่งหนึ่ง
ท่ามกลางลานบ้าน มีเด็กสาวตัวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มกำลังเล่นอยู่เพียงลำพัง เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ นางจึงเงยหน้าขึ้นมองและพบว่าหยางไค่กำลังจ้องมองนางด้วยรอยยิ้มจนทำให้สะดุ้งโหยง แต่เมื่อพินิจดูใกล้ๆ นางก็อุทานออกมาว่า “อ๊ะ! ข้าจำเจ้าได้!”
หยางไค่พยักหน้าพลางตอบด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “ข้าก็จำเจ้าได้เช่นกัน ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะสาวน้อย”
เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือลูกสาวของลวนเฟิ่งนั่นเอง ในอดีต เมื่อครั้งที่เขาเพิ่งมาถึงเขตแดนดาราได้ไม่นาน หยางไค่ต้องหลบหนีจากนิกายขนกสีครามไปยังเมืองต้นเมเปิ้ล และในตอนที่ออกล่าสมบัติ เขาบังเอิญไปพบกับลูกสาวของลวนเฟิ่งที่ถูกกลุ่มคนล้อมเอาไว้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอานุภาพของสัตว์อสูรเทวะและได้เห็นร่างจริงของลวนเฟิ่ง ซึ่งทิ้งความประทับใจไว้อย่างลึกซึ้ง
ทว่าหยางไค่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าโชคชะตาจะผูกพันพวกเขาไว้เช่นนี้ จนถึงปัจจุบันพวกเขาก็ยังคงติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ ลวนเฟิ่งที่เคยดูสูงส่งและห่างไกลในวันนั้น บัดนี้เขาสามารถยืนหยัดพูดคุยกับนางได้อย่างเสมอภาคแล้ว
เวลาผ่านไปหลายสิบปีนับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ลูกสาวของลวนเฟิ่งกลับดูไม่เติบโตขึ้นเลย ไม่ใช่เพราะนางมีพัฒนาการที่ผิดปกติ แต่เป็นเพราะสัตว์อสูรเทวะนั้นต้องใช้เวลานานแสนนานกว่าจะบรรลุนิติภาวะ
หยางไค่เคยสงสัยมาตลอดว่าพ่อของนางคือใคร เพราะเขาไม่เคยได้ยินว่าลวนเฟิ่งมีคู่ครองเลยแม้แต่น้อย คำถามคือลูกสาวคนนี้มาจากไหน? คงไม่ใช่ว่านางกระโดดออกมาจากก้อนหินหรอกนะ
“เจ้าชื่อเถียนหลงใช่ไหม?” หยางไค่เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มที่พยายามให้ดูใจดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
เถียนหลงพยักหน้าพลางชี้ไปที่เขา “เจ้าคือหยางไค่ คนที่ใจร้ายและชั่วช้าที่สุดในโลก!”
รอยยิ้มของหยางไค่แข็งค้าง ใบหน้ากระตุกเบาๆ “ใครบอกเรื่องไร้สาระแบบนี้กับเจ้ากัน!”
“ท่านแม่บอกข้ามา!” เถียนหลงตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ
หยางไค่รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านจนต้องเอ่ยออกมา “นางพูดจาเพ้อเจ้อ ข้าจะเป็นคนชั่วที่ร้ายกาจที่สุดได้ยังไง?”
เถียนหลงเอียงคอแล้วยิ้มแป้น “ท่านแม่บอกว่า เมื่อข้าโตขึ้นและแข็งแกร่ง ข้าต้องทุบตีเจ้าให้ได้ ว่าแต่เจ้าเก่งมากไหม?”
หยางไค่สูดหายใจเข้าลึก [อย่าไปถือสาเลย นางยังเป็นเด็ก... แต่ลวนเฟิ่ง เจ้าคอยดูเถอะ!]
เขาฝืนยิ้มแล้วตอบว่า “เจ้าจะรู้เองว่าข้าเก่งหรือไม่เมื่อเจ้าโตขึ้น” ดวงตาของเขาฉายประกายเจ้าเล่ห์ก่อนจะรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เจ้าอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ?”
เถียนหลงกลอกตาไปมาแล้วตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “เจ้ากำลังเล็งอะไรข้าอยู่หรือเปล่า? ระวังให้ดีนะ ไม่งั้นข้าจะเผาเจ้า!”
หยางไค่แสร้งทำเป็นตกใจ “โอ้ ไม่นะ! ข้าอาจถูกเผาจนตายก็ได้!”
“ฮิฮิฮิ!” เถียนหลงกุมท้องหัวเราะร่วน “ตอนเจ้าโกหกนี่มันดูตลกชะมัด!”
มุมปากของหยางไค่กระตุก เขาคิดว่าตัวเองช่างโง่เขลาจริงๆ เถียนหลงอาจดูเหมือนเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่ความจริงนางมีชีวิตอยู่มาหลายสิบปีแล้ว เขาจึงได้แต่โทษตัวเองที่ต้องมาเสียหน้าเพราะดันไปปฏิบัติกับนางราวกับเด็กน้อยธรรมดา
เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เถียนหลง เจ้ามีชาติกำเนิดที่สูงส่งและมีอนาคตที่รุ่งโรจน์รออยู่ แต่ตอนนี้เจ้ายังเป็นเด็กจริงๆ เจ้าควรจะมีเพื่อนเล่นสักคนนะ ให้ข้าช่วยเรื่องนี้ดีไหม? ข้ามีเพื่อนตัวน้อยคนหนึ่งที่สามารถเล่นกับเจ้าได้ เจ้าจะได้ไม่รู้สึกเหงาอีกต่อไป”
เถียนหลงเม้มริมฝีปากแล้วตอบอย่างเย่อหยิ่ง “นั่นก็ต้องดูว่านางมีคุณสมบัติพอไหม”
หยางไค่ยิ้มกริ่ม “แล้ว ‘หงส์อัคคี’ นี่ถือว่ามีคุณสมบัติพอหรือเปล่า?”
เถียนหลงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “เจ้าโกหก เจ้าจะไปหาหงส์อัคคีมาอยู่เป็นเพื่อนข้าได้อย่างไร?”
หยางไค่ส่ายหน้า “ข้าไม่ได้โกหก ในตำหนักวังมังกรฟ้าของเรามีหงส์อัคคีอยู่จริงๆ นางเป็นเด็กหญิงที่มีอายุพอๆ กับเจ้า ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะมีเรื่องคุยกันมากมาย เพราะยังไงพวกเจ้าก็มาจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน”
“จริงเหรอ?” เถียนหลงเริ่มมีท่าทีลังเลและสนใจ
“แน่นอนที่สุด”
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เถียนหลงก็เม้มปากแน่น “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดจะทำอะไร แต่ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นความจริง ข้าจะยกโทษให้เจ้าก็ได้”
“เจ้าจะรู้เองว่าจริงหรือไม่ถ้าเจ้าตามข้าไปที่ตำหนักวังมังกรฟ้า” หยางไค่พยายามหว่านล้อมต่อ “ที่นั่นเรายังมีของสนุกๆ อีกตั้งมากมาย”
เถียนหลงส่งเสียงฮึดฮัด “ข้าไม่สนใจเรื่องเล่นหรอกนะ แต่ว่า...” นางดูลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าความคิดเรื่องการได้พบกับหงส์อัคคีจะดึงดูดใจนางไม่น้อย
“พอได้แล้ว!” เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมาทันควัน เมื่อได้ยินเสียงนั้น เถียนหลงก็เงยหน้าขึ้นก่อนจะกระโดดเข้าไปกอดหญิงงามที่สวมชุดยาวภูมิฐานทรงอำนาจด้วยรอยยิ้ม นางกอดขาของหญิงผู้นั้นไว้แน่นแล้วส่งเสียงเรียก “ท่านแม่!”
ใบหน้าของลวนเฟิ่งเย็นชาจนแทบจะมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ นางลูบหัวลูกสาวเบาๆ ก่อนจะตวัดสายตามองหยางไค่อย่างรังเกียจเดียดฉันท์ “เจ้าถึงขนาดเล็งเป้าไปที่เด็กเชียวหรือ? จะไร้ยางอายเกินไปแล้วมั้ง!”
หยางไค่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ “แม่นางเฟิ่ง ท่านพูดเรื่องอะไรกัน? ข้าไม่ได้ทำอะไรเถียนหลงน้อยเลยนะ ข้าแค่คิดว่านางดูเหงาๆ เลยอยากหาเพื่อนเล่นให้นางก็เท่านั้น” จากนั้นเขาก็หันไปมองเถียนหลง “เจ้าลองถามท่านแม่ดูสิว่าที่ข้าพูดมาน่ะจริงไหม”
เป็นไปตามคาด เถียนหลงเงยหน้าขึ้นถาม “ท่านแม่ เขาบอกว่าในตำหนักของเขามีหงส์อัคคีที่อายุพอๆ กับข้า เรื่องจริงไหมคะ?”
ลวนเฟิ่งที่กำลังเดือดดาลตวาดก้อง “เขาเป็นพวกหัวขโมยและคนขี้โกหก! เจ้าเชื่อเขาได้ยังไงกัน?”
สีหน้าของหยางไค่เข้มขึ้นมาทันที “แม่นางเฟิ่ง ข้าคงปล่อยให้ท่านพูดแบบนั้นไม่ได้ ท่านเองก็รู้ความจริงดี ท่านก็เคยเจอนางมาแล้วนี่นา ไม่ใช่แค่ท่านนะ แม้แต่ราชาอสูรคนอื่นๆ ในแดนโบราณ พี่ฟ่านอู๋ หรือชางโกวต่างก็เคยเห็นนางกันหมด ท่านจะสั่งสอนลูกก็เรื่องของท่าน แต่อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีข้าแบบนี้”
ลวนเฟิ่งกัดฟันกรอด “นั่นมันเป็นเพราะเจ้าทำตัวเองทั้งนั้น!”
หยางไค่ตอบโต้ “ถ้าข้าไม่ทำแบบนี้ ข้าจะหาโอกาสพบท่านได้อย่างไร? ครั้งนี้ท่านตั้งใจจะไม่ยอมพบข้าใช่ไหมล่ะ?”
ลวนเฟิ่งโกรธจัดจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง “เจ้าคิดว่าเจ้าจะมารังแกข้าได้เพียงเพราะข้าเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ? นี่คือสาเหตุที่เจ้าชอบมาที่วังรังหงส์ทุกครั้งใช่ไหม!”
หยางไค่ทำสีหน้าประหลาดใจ “ท่านหมายความว่าอย่างไร? ข้ารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันและมีรสนิยมคล้ายกัน นั่นคือเหตุผลที่ข้ามักจะมาหาแม่นางเฟิ่งเป็นคนแรกเสมอ”
ลวนเฟิ่งแผดเสียง “ใครเป็นเพื่อนกับเจ้ากัน!? ถ้าอยากหาเพื่อนก็ไปรบกวนฟ่านอู๋หรือชางโกวโน่น!” นางรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ในการมาเยือนแดนโบราณครั้งก่อนๆ หยางไค่มักจะมุ่งหน้ามายังวังรังหงส์แทนที่จะไปหาฟ่านอู๋หรือชางโกว จนนาทนี้างไม่อาจทนได้อีกต่อไป
หยางไค่ถอนหายใจยาว “ข้าจริงใจกับท่านเสมอมา แต่ท่านกลับไม่เคยถนอมมิตรภาพของเราเลย”
ลวนเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็พ่นลมหายใจอย่างดูถูก “เหอะ...”
หยางไค่ปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นแล้วเอ่ย “ท่านไม่ควรโกรธนะ มันจะทำลายความงามของท่านเปล่าๆ”
ลวนเฟิ่งตะโกนลั่น “มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า!”
นางเป็นถึงสัตว์อสูรเทวะผู้สูงส่งและเป็นสตรีที่สง่างาม แต่ในยามที่ถูกโทสะครอบงำเช่นนี้ นางถึงกับหลุดวาจาที่ไม่สุภาพออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่านางรำคาญใจเพียงใด
หยางไค่ลูบจมูกตัวเอง “งั้นข้าจะไปสั่งน้ำชามาดื่มเสียหน่อย รอให้ท่านใจเย็นลงแล้วเราค่อยคุยเรื่องอื่นกัน”
“ไสหัวไปให้ไกลที่สุด! ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้า!” หลังจากสิ้นคำพูด ลวนเฟิ่งก็พาเถียนหลงเดินจากไปทันที
หยางไค่เม้มริมฝีปากและตัดสินใจที่จะยังไม่บอกจุดประสงค์ของการมาเยือนในตอนนี้ เพราะลวนเฟิ่งกำลังอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทุกเมื่อ หากเขาไปยั่วโมโหนางมากกว่านี้ ผลลัพธ์อาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เพราะสตรีในยามโกรธนั้นมักจะไร้เหตุผลเสมอ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะรอให้นางใจเย็นลงเสียก่อน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะพำนักอยู่ในวังรังหงส์ต่อไปโดยไม่รอคำเชิญ แม้จะไม่มีใครมาคอยรับใช้อุปัฏฐาก เพราะทั้งนางกำนัลและองครักษ์ต่างพากันหลีกเลี่ยงเขาประหนึ่งว่าเขาเป็นอากาศธาตุ แต่หยางไค่ก็ไม่ได้สะทกสะท้าน เขาเดินเข้าไปในห้องหนึ่งเพื่อทำสมาธิและเฝ้ารออย่างสงบนิ่ง
เวลาผ่านไปหลายวัน ลวนเฟิ่งก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรากฏตัวออกมา แต่หยางไค่ก็หาได้เร่งรีบไม่ บางครั้งเขาก็ลุกขึ้นมาเดินทอดน่องราวกับว่าที่นี่คือบ้านของเขาจริงๆ
แน่นอนว่าลวนเฟิ่งไม่อาจเมินเฉยต่อการคงอยู่ของเขาได้ นางได้สั่งให้คนคอยจับตาดูเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อได้รับรายงานถึงพฤติกรรมหน้าด้านของหยางไค่ นางก็รู้สึกโกรธจนแทบจะทนไม่ไหวจริงๆ
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.