Chapter 208
194 / 455
4 min read
Chapter 208 I’m Just Asking For Directions!
Published Apr 3, 2026, 01:59 PM
บทที่ 208 ฉันแค่จะมาถามทาง!
“โอ๊ย!”
ร่างของเธอกลิ้งจากยอดเนินลงมาจนถึงพื้นด้านล่าง และหยุดลงได้เมื่อกระแทกเข้ากับต้นไม้ ความเจ็บปวดทำให้เธอครางออกมาเบาๆ และนอนแผ่อยู่บนพื้นพักใหญ่จนแทบลุกไม่ขึ้น
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจึงถอนหายใจยาวขณะนอนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลางคิดว่าการหนีออกมาจากสถานที่แห่งนั้นอย่าง 'วังนรก' ช่างไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
เป็นเพราะตอนที่เธอหลุดรอดออกมาจากค่ายกลเขตแดนของวังนรกนั่นแหละ เธอถึงได้รู้ว่าสถานที่แห่งนั้นถูกล้อมรอบด้วยภูเขาทั้งสามด้าน และมีทางออกเพียงด้านเดียว แต่ในเมื่อเธอกำลังหนีออกมาจากที่นั่น การใช้เส้นทางนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เธอจึงต้องปีนข้ามภูเขาซึ่งใช้เวลาเดินทางตลอดทั้งคืน ผ่านค่ายกลและเขตแดนอาคมไปมากกว่าสิบแห่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้
โชคดีที่พลังลึกลับของเธอที่เคยถูกผนึกไว้ถูกปลดปล่อยออกมาด้วยการใช้พลังวิญญาณ ไม่เช่นนั้นเธอคงถูกจับตัวกลับไปนานแล้ว
หลังจากพักเหนื่อยได้สักพัก เธอก็ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปรอบๆ ปฏิบัติตามสัญชาตญาณในการเลือกทิศทางที่จะเดินไป เธอคิดเพียงว่าเมื่อออกไปจากที่นี่ได้แล้วจะติดต่อเหลิ่งซวงทันที เพื่อให้คนทางนั้นเลิกเป็นห่วงหลังจากที่ไม่ได้ข่าวคราวของเธอมานาน
ทว่า สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือเธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน และความจริงที่ว่าทุกทิวทัศน์ที่ปรากฏแก่สายตาหลังจากนั้นมันน่าตื่นตะลึงจนทำให้เธอถึงกับชะงักไป...
หากในตอนนั้นเธอลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า เธอจะเห็นทันทีว่าจุดที่เธอยืนอยู่นั้นถูกรายล้อมไปด้วยป่าทึบที่ทอดยาวออกไปไกลหลายไมล์ คิดจะเดินออกไปจากที่นี่หรือ? หึ ถ้าไม่ใช้เวลาอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดวัน ก็อย่าได้หวังเลย
เธอกำลังเดินอยู่เพียงลำพังภายในป่า มองซ้ายมองขวาพลางรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ดูแปลกพิกล เธอพบว่ามีธงสีสันเล็กๆ ปักไว้เป็นระยะๆ และในทุกๆ ช่วงของถนนจะมีค่ายกลดักอยู่ บางแห่งถึงขั้นมีอันตรายซ่อนไว้ ในขณะที่บางแห่งเป็นเพียงค่ายกลวงกตชวนมึนงงเท่านั้น
“แปลกจริง ที่นี่มันที่ไหนกัน?”
เธอพึมพำกับตัวเองขณะเดินไป จู่ๆ ก็เห็นชายหนุ่มสองคนข้างหน้ากำลังพยุงกันและนั่งหอบหายใจอย่างหนักอยู่ใต้ต้นไม้ ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอรีบสาวเท้าเข้าไปหาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายทั้งสอง ข้าขอถามหน่อย...”
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ ทั้งสองคนก็สะดุ้งสุดตัวและรีบวิ่งหนีไปทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
เธอตกตะลึงไปครู่หนึ่ง นี่เธอก็เดินมาเกือบครึ่งค่อนวันกว่าจะเจอคนสองคนนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ปล่อยให้พวกเขาหนีไปไม่ได้ เธอจึงรีบวิ่งตามไปพร้อมตะโกนว่า “เฮ้! คุณชาย! ไม่ต้องวิ่ง! ข้าแค่จะมาถามทาง!”
ทว่าดูเหมือนการตะโกนของเธอจะไม่ได้ช่วยอะไรเลย เมื่อได้ยินเสียงเธอ ทั้งสองคนยิ่งวิ่งเร็วขึ้นไปอีก!
“โธ่เอ๊ย! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย!?” เธอถอนหายใจพลางขมวดคิ้วมองตามร่างทั้งสองไป เธอไม่ได้วิ่งไล่กวดอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เพียงแค่เดินตามหลังไปเรื่อยๆ โดยไม่เร่งรีบ เพราะคิดว่า [เดินตามพวกเขาไป เดี๋ยวก็คงหาทางออกไปจากที่นี่ได้เองแหละ]
แต่ถึงเธอจะไม่รีบร้อน คนที่เดือดร้อนกลับเป็นชายหนุ่มทั้งสองคนที่แทบจะเสียสติอยู่รอมร่อ
“คนผู้นั้นมาจากสำนักไหนกันแน่!? ทำไมถึงยังตามเรามาหลังจากวิ่งไล่มาตั้งนาน!? เขาต้องการอะไรกันแน่!?”
หนึ่งในนั้นเหงื่อโทรมกายจากการวิ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเขาหันกลับไปมองแล้วเห็นร่างสีแดงเดินตามหลังมาอย่างไม่ทุกข์ร้อนห่างออกไปประมาณสามสิบเมตร เขาก็อดไม่ได้ที่จะร้องครวญครางออกมาอย่างหมดหวัง
“แฮ่ก แฮ่ก! ข้าวิ่งไม่ไหวแล้ว! ต่อให้ต้องตายก็ช่างเถอะ!” ชายหนุ่มอีกคนที่มีรูปร่างท้วมกว่าเล็กน้อยตะโกนขึ้นมา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นพลางจ้องเขม็งไปที่เฟิ่งจิวที่อยู่ด้านหลังแล้วตะโกนว่า “เจ้ามาจากสำนักไหนกันแน่!? แค่ที่เจ้าตามเรามานานขนาดนี้มันยังไม่พออีกหรือไง!?”
เมื่อเห็นว่าพวกเขาเลิกวิ่งแล้ว เฟิ่งจิวจึงเร่งฝีเท้าเข้าไปหา ปากฉีกยิ้มพลางมองชายหนุ่มทั้งสองที่กำลังระแวดระวังตัวอย่างเต็มที่แล้วเอ่ยว่า “ข้าก็แค่คนที่กำลังจะมาถามทาง พวกเจ้าจะวิ่งหนีกันทำไม?”
“อะ... อะไรนะ? ถาม... ถามทางเหรอ?”
ทั้งสองคนอึ้งไปและจ้องมองเฟิ่งจิวด้วยความมึนงง ก่อนจะถามกลับว่า “จะถามทางอะไร!? เจ้าไม่รู้หรือว่าที่นี่คือที่ไหน!?”
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.