ตอนที่ 322
322 / 1536
อ่าน 12 นาที
Chapter 322: Killing People
เผยแพร่เมื่อ 8 เม.ย. 2569 07:38
**บทที่ 322: ปลิดชีพคนถ่อย**
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสพุ่งทะลุออกมาจากลำคอของเซินเทียนอวี้ในทันที เมื่อจางเฟยตัดสินใจเปิดใช้งาน ‘วิชามารกลืนกิน’ และ ‘วิชากลืนกินแก่นแท้’ พร้อมกันอย่างอำมหิต ภาพเบื้องหน้าทำให้เซินเฮ่าหรานและพรรคพวกถึงกับขวัญหนีดีฝ่อ โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นผิวพรรณที่เคยผุดผ่องของบุตรชายเริ่มซีดเผือดและเหี่ยว่ย่นลงต่อหน้าต่อตา
“หยุดนะ! ได้โปรด! อย่าทรมานลูกข้าเช่นนั้น!” เซินซีอู่กรีดร้องพรางพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ทว่าจางเฟยกลับแผ่ซ่าน ‘กลิ่นอายจิ้งจอกสวรรค์’ อันทรงพลัง กดทับร่างของนางให้หมอบราบลงกับพื้นอย่างเด็ดขาด “ข้าขอร้อง! จะฆ่าพวกเราก็เชิญ แต่ได้โปรดอย่าทารุณลูกข้าเลย!”
แน่นอนว่าจางเฟยหาได้แยแสต่อคำวิงวอนของนางไม่ เขายังคงเดินหน้ากลืนกินต่อไปอย่างเย็นชา ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสข้อมูลบางอย่างที่ไหลบ่าเข้ามาในห้วงสำนึก มันคือความรู้ความเข้าใจในสรรพสิ่งของเซินเทียนอวี้ที่กำลังถูกช่วงชิงมา
นอกจากนี้ จางเฟยยังรู้สึกได้ว่าระดับบำเพ็ญเพียรของเขาเริ่มพุ่งทะยานขึ้น เนื่องจากวิชามารกลืนกินไม่เพียงแต่จะสูบเอาพลังชีวิตเท่านั้น แต่ยังสามารถดูดซับตบะบารมีของผู้อื่นมาเป็นของตนได้อีกด้วย *‘ความรู้สึกนี้มันช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน เหมย... หากข้ากลืนกินตบะของพวกมันให้สิ้น ระดับบำเพ็ญของข้าต้องพุ่งพรวดจนเข้าสู่ขอบเขตปฐพีได้เร็วกว่าที่คาดไว้แน่’*
ทว่า เหมยรีบส่งเสียงเตือนสติเขาทันควัน [นายท่าน วิชามารกลืนกินอาจช่วยท่านได้ในเรื่องนั้น แต่มันเป็นวิชาที่ชั่วร้ายเกินไป การใช้ทางลัดเช่นนี้เพื่อเพิ่มตบะหาได้ส่งผลดีต่อท่านไม่ เพราะมันจะนำไปสู่ความไม่มั่นคงของรากฐานพลัง จนอาจส่งผลให้รากฐานพังทลายและทำให้ท่านกลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต]
“เฟยเอ๋อร์! หยุดเดี๋ยวนี้!” เซินเสวี่ยอี้โพล่งขึ้นมาทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายการบำเพ็ญที่เร่งเร้าผิดปกติของจางเฟย “ข้ารู้ว่าเจ้าปรารถนาจะแข็งแกร่งเพื่อชิงตัวหูเย่ว์กลับมาใจจะขาด แต่เจ้าไม่ควรใช้ทางลัดเช่นนี้ เพราะมันจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวเจ้าเอง อีกอย่าง... เจ้ายังมีภรรยาอีกหลายคนที่รออยู่ พวกนางคงหัวใจสลายหากเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับเจ้า”
เซินอวี้เองก็รีบกล่าวเกลี้ยกล่อมสามีด้วยความกังวล “หยุดเถิดท่านพี่ ท่านยังมีพวกเราอยู่เคียงข้าง พวกเราพร้อมจะช่วยท่านขัดเกลาพลังบำเพ็ญเสมอ ท่านไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิชามารอันชั่วร้ายเช่นนี้เลย”
“เจ้าควรฟังพวกนางนะ จางเฟย” เซินหวงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าเองก็เกลียดชังพวกตระกูลผังมิใช่หรือ? หากเจ้าใช้วิชาของพวกมันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง แล้วเจ้าจะต่างอะไรกับพวกมันเล่า? วิชาเช่นนี้จะทำให้เจ้าเสพติดทางลัด และค่อยๆ เปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นนักล่าวิญญาณสายมารที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าพวกมันเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้น เจ้ายังมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าใครผู้อื่น จงใช้ข้อได้เปรียบเหล่านั้นสร้างรากฐานที่มั่นคงเถิด”
มีเพียงเซินซินหยาเท่านั้นที่เลือกจะปิดปากเงียบ นางลอบหวังอยู่ในใจว่าจางเฟยจะไม่หยุดมือ เพราะหากเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาก็จะสามารถช่วยให้นางบรรลุระดับบำเพ็ญที่สูงขึ้นได้เช่นกัน
แม้จางเฟยจะเป็นคนดื้อรั้นและมีความทะเยอทะยานที่จะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เขาก็ยังตระหนักถึงความเสี่ยงที่ทุกคนเตือน ในที่สุดเขาก็หยุดใช้ ‘วิชามารกลืนกิน’ ทำให้ตบะที่พุ่งพล่านเริ่มคงที่ ทว่าเขายังคงเดินหน้าใช้ ‘วิชากลืนกินแก่นแท้’ กับเซินเทียนอวี้ต่อไป
จางเฟยเร่งเร้าพลังจนถึงขีดสุด เสียงกรีดร้องของเซินเทียนอวี้ดังระงมไม่ขาดสาย ร่างกายของเขาสูบผอมและแห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็วราวกับซากไม้ตายซากที่ถูกแดดเผา
ถึงแม้เซินเสวี่ยอี้และคนอื่นๆ จะรู้สึกว่าวิชากลืนกินแก่นแท้นี้ดูโหดเหี้ยมเกินไป แต่พวกนางก็ไม่ได้ห้ามปราม เพราะรู้ดีว่าจางเฟยจำเป็นต้องใช้ ‘แก่นแท้อสูร’ จำนวนมหาศาลเพื่อใช้ในการวิวัฒนาการ
ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ เสียงกรีดร้องโหยหวนก็เงียบหายไป... เซินเทียนอวี้สิ้นใจตายในสภาพศพที่แห้งกรังไม่ต่างจากมัมมี่ จางเฟยยกยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อมีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในหัว
[ท่านได้รับแก่นแท้อสูร 20,000 หน่วย]
เซินซีอู่และเซินเฮ่าหรานหัวใจสลายเมื่อได้เห็นลูกชายตายอย่างอนาถต่อหน้าต่อตา จางเฟยสะบัดมือโยนร่างที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของเซินเทียนอวี้ลงตรงหน้าพวกเขา สร้างความหวาดผวาให้แก่ทุกคนจนตัวสั่นงันงก เมื่อจินตนาการว่าหากวิชานั้นถูกนำมาใช้กับตนเองจะเป็นเช่นไร
“ท่านพี่ ท่านจะใช้วิชานั้นกับพวกเขาด้วยหรือ?” เซินอวี้เอ่ยถาม
“ใช่” จางเฟยพยักหน้ารับ “ข้ายังขาดแก่นแท้อสูรอีกมากเพื่อจะเลื่อนเป็นห้าหาง และจำนวนที่ต้องใช้สำหรับหกหางนั้นยิ่งมหาศาลกว่าหลายเท่า เพราะฉะนั้นข้าจะไม่ยั้งมือ ข้าจะสูบเอาแก่นแท้อสูรจากพวกมันเพื่อก้าวสู่ระดับห้าหางให้เร็วที่สุด”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เซินอวี้พยักหน้าอย่างเห็นใจก่อนจะเสนอแนะ “แต่ท่านไม่อยากเก็บบางคนไว้เป็นทาสหรือ? อย่างเซินซีอู่ นางมีตบะถึงระดับขอบเขตสวรรค์ 9 ดารา ข้าคิดว่ามันน่าเสียดายหากจะฆ่านางทิ้งเสียเปล่าๆ สู้สยบนางไว้เป็นทาสรับใช้ดีกว่า ท่านจะได้ทั้งพลังหยินและแก่นแท้อสูรจากนางไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะช่วยให้ท่านแข็งแกร่งขึ้นได้ไวยิ่งขึ้น”
ใบหน้าของเซินซีอู่ซีดเผือดลงทันทีที่ได้ยินคำแนะนำนั้น นางไม่เคยคิดเลยว่าเซินอวี้จะมอบไอเดียที่อำมหิตเช่นนี้ให้แก่สามี ร่างของนางสั่นสะท้านด้วยความขยะแขยงเมื่อคิดว่าต้องปรนนิบัติผู้ที่สังหารลูกชายตนเอง “ไม่! ไม่นะ! ข้าไม่ยอมเป็นทาสของเจ้า! ฆ่าข้าเสียตอนนี้เถิด ให้ข้าได้ไปอยู่กับลูกชายในปรโลก!”
“เจ้าคิดว่าเจ้ามีสิทธิ์เลือกงั้นรึ?” จางเฟยขยับเข้าไปใกล้ก่อนจะโน้มตัวลงใช้มือแตะที่หน้าอกของเซินซีอู่ “เจ้าจะต้องเป็น ‘เตาหลอมบำเพ็ญ’ ให้ข้าไปชั่วชีวิต!”
“ไม่!” เซินซีอู่แผดเสียงร้องลั่นเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่มีอานุภาพเหนือกว่าพุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณ มันคือ ‘ตราทาส’ ของจางเฟย แม้นางจะพยายามขัดขืนเพียงใดก็ไร้ผล ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ตราประทับนั้นก็สลักลึกเข้าสู่ก้นบึ้งแห่งดวงวิญญาณของนางอย่างสมบูรณ์ หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศรินไหลออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
“เหอะ!” จางเฟยแค่นเสียงในลำคอพรางลุกขึ้นยืน เขาปรายตามองไปยังกลุ่มผู้ภักดีของเซินเฮ่าหราน โดยเฉพาะเหล่าสตรี ทว่าเหมยรีบบอกเขาว่าพลังหยินของคนเหล่านี้อ่อนแอเกินไปแม้จะมีตบะสูงก็ตาม เขาจึงละทิ้งความปรารถนาที่จะเก็บพวกนางไว้
จากนั้น จางเฟยก็เริ่มใช้ ‘วิชากลืนกินแก่นแท้’ กับพวกมันทีละคน... เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วคุกใต้ดินอย่างต่อเนื่อง สตรีสามนางฝ่ายเซินเฮ่าหรานได้แต่เฝ้ามองภาพการสังหารหมู่อย่างเวทนาและสะเทือนใจจนแทบสิ้นสติ
จางเฟยจงใจไม่ใช้วิชากลืนกินกับเซินซิ่วโดยตรง ทำให้นางแอบโล่งอกที่รอดพ้นจากความตายอันสยดสยอง แต่กระนั้นนางก็หารู้ไม่ว่าจางเฟยมีแผนการอื่นที่เตรียมไว้ให้แล้ว
[ท่านได้รับแก่นแท้อสูร 350,000 หน่วย]
“เฮ้อ...” จางเฟยระบายลมหายใจยาวก่อนหันไปพูดกับเซินเสวี่ยอี้ “ด้วยวิธีนี้ ตระกูลเซินจะกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าอย่างเบ็ดเสร็จ และถ้าวันข้างหน้ามีคนทรยศโผล่ขึ้นมาอีก ข้าแนะนำให้เจ้าปลิดชีพพวกมันทิ้งทันทีจะดีกว่า”
เซินเสวี่ยอี้พยักหน้าเห็นพ้อง ทว่านางก็ชี้ไปที่เซินซิ่ว “แล้วนางเล่า เจ้าจะจัดการอย่างไร? ซิ่วเอ๋อร์เป็นหลานสาวของว่านซาน พ่อแม่ของนางก็ยังอยู่ที่นี่ แต่นางกลับโง่เขลาที่เลือกเข้าข้างเซินเฮ่าหราน”
“หืม?” จางเฟยปราดสายตามองสตรีผู้นั้นก่อนจะกระชากนางมาตรงหน้า เขาแตะมือลงบนหน้าอกของเซินซิ่วและเซินอวี้พร้อมกัน “สตรีผู้นี้เข้าร่วมกับพวกกบฏเพราะความริษยาที่มีต่อเซินอวี้ แต่นางไม่ได้มีความแค้นโดยตรงกับข้า ข้าจึงจะไว้ชีวิตนาง... อย่างไรก็ตาม นางต้องได้รับการลงทัณฑ์ ต่อไปนี้นางจะเป็นทาสของภรรยาข้าไปตลอดชีวิต!”
เซินซิ่วตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ แน่นอนว่านางไม่อยากตกเป็นทาส แต่เมื่อเทียบกับความตายอันน่าอนาถของพวกเซินเฮ่าหรานแล้ว นางจึงจำต้องยอมรับชะตากรรม นางเชื่อว่าเซินอวี้ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันคงไม่ทรมานนางจนเกินไปนัก
“ท่านพี่... ข้า...” จางเฟยส่ายหน้าห้ามไม่ให้เซินอวี้ปฏิเสธ เขาประทับ ‘ตราทาสมาร’ ลงในดวงวิญญาณของเซินซิ่วทันที ร่างของนางสั่นเทิ้มเมื่อตราสีดำทมิฬปรากฏขึ้นในจิตใจ จากนั้นเขาก็โอนอำนาจการควบคุมทาสไปยังดวงวิญญาณของเซินอวี้โดยตรง เพื่อให้คนผู้นี้อยู่ภายใต้อาณัติของภรรยาเขาอย่างสมบูรณ์
เมื่อเสร็จสิ้น จางเฟยก็ถอนมือกลับพรางกล่าวกับเซินอวี้ “ตอนนี้พี่สาวของเจ้าเป็นทาสของเจ้าแล้ว นางจะเชื่อฟังทุกคำสั่งของเจ้า เจ้าอยากให้นางทำสิ่งใดก็ตามแต่ใจเจ้าเถิด”
เซินอวี้ถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้นางจะไม่ปรารถนาเช่นนั้น แต่ก็รู้ดีว่าหากจางเฟยตัดสินใจแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง “ตกลง ข้าจะทำตามใจท่าน ข้าจะให้เซินซิ่วคอยรับใช้อยู่ข้างกาย แม้นางจะเลือกทางผิดเพราะความอิจฉาริษยา แต่เนื้อแท้นางก็ไม่ใช่คนชั่วร้าย ข้าคงไม่ได้ลงโทษอะไรนางรุนแรงนัก”
“นั่นก็สุดแท้แต่เจ้า” จางเฟยโน้มตัวลงโอบกอดเอวบางของเซินอวี้ ก่อนจะสะบัดมือเรียก ‘ปราณอัคคี’ ออกมาเผาผลาญซากศพทั้งหมดในคุกจนกลายเป็นจลาจลในพริบตา เขาหันไปสั่งการให้เซินสือซีและเซินซีอู่ไปรอเขาที่จุดอื่น ก่อนจะพาภรรยาสาวผู้เลอโฉมของเขาเดินออกจากคุกใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
เซินอวี้สั่งให้พี่สาวของนางกลับไปยังห้องพักส่วนตัวและทำตัวตามปกติ เพราะนางไม่อยากให้พ่อแม่ของเซินซิ่วรู้ว่าตอนนี้ลูกสาวกลายเป็นทาสไปเสียแล้ว
หลังจากที่พวกจางเฟยคล้อยหลังไป เซินหวงก็เอ่ยกับหลานสาว “ข้ายังไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดจางเฟยถึงได้โหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนาเพียงนี้ ทั้งที่เขายังอายุน้อยนัก แต่กลับสังหารคนได้โดยไม่กะพริบตา”
“บางทีความโหดร้ายนั้นอาจเป็นอิทธิพลมาจากสายเลือดมารในตัวเขาก็เป็นได้” เซินเสวี่ยอี้ให้ความเห็นพรางถอนใจ “ถึงกระนั้น เขาก็ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ ข้าเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่มีวันกลายเป็นปิศาจร้ายเหมือนพวกผู้รุกรานเหล่านั้นแน่นอน”
ทว่าเซินหวงกลับไม่ได้มั่นใจเหมือนหลานสาว นางเกรงว่าหากปล่อยให้สายเลือดมารครอบงำต่อไป จางเฟยอาจจะกลายเป็นคนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้ “เอาเถิด ตอนนี้ปัญหาในตระกูลเราคลี่คลายแล้ว ตระกูลตูเองก็น่าจะถูกตระกูลหลิวทำลายล้างไปแล้วเช่นกัน ถ้าตระกูลไช่และตระกูลโหยวหายไปจากดินแดนนี้ด้วย ดินแดนแห่งนี้คงจะสงบสุขเสียที”
“ใช่” เซินเสวี่ยอี้พยักหน้า “ข้าคิดว่าจางเฟยมีแผนการสำหรับตระกูลโหยวแล้ว เพียงแต่เขายังไม่ได้คุยกับข้า ส่วนตระกูลไช่นั้น เขาบอกว่าเขากำลังรอการตัดสินใจของฉางอู่เหินอยู่ หากนางตกลงที่จะกวาดล้างตระกูลไช่ เขาก็จะลงมือทันที”
“นั่นเป็นความคิดที่ฉลาด ฉางอู่เหินเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตนี้ และตระกูลฉางเองก็ทรงอำนาจ อีกอย่างตระกูลไช่ก็เป็นญาติของนาง การรอให้ฉางอู่เหินตัดสินใจก่อนจึงเป็นเรื่องที่ควรทำแล้ว” เซินหวงหันไปมองบุตรสาว เซินซินหยา ที่เอาแต่จ้องมองไปยังทางออกด้วยแววตาประหลาด
เซินหวงไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับบุตรสาว เพราะนางรู้ดีถึงนิสัยดื้อรั้นของเซินซินหยา นางจึงปล่อยให้บุตรสาวทำตามความปรารถนาของตนเอง ก่อนที่นางจะเดินออกจากสถานที่แห่งนั้นไป
เซินเสวี่ยอี้เองก็เข้าใจมารดาของตนดี นางจึงเอ่ยกับเซินซินหยาว่า “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านปรารถนาจะบำเพ็ญคู่กับจางเฟยใจจะขาด แต่ข้าหวังว่าท่านจะไม่ไปรบกวนจางเฟยกับเซินอวี้ในตอนนี้ ปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เวลาในคืนเข้าหอด้วยกันก่อนเถิด แล้วค่อยไปหาเขาในวันพรุ่งก็ยังไม่สาย”
“ข้ารู้แล้ว” เซินซินหยาตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะหายวับไปจากสายตา
เซินเสวี่ยอี้ระบายลมหายใจยาว ก่อนจะไปพบกับเหล่าผู้ภักดีและแจ้งข่าวการประหารเซินเฮ่าหรานและพวกกบฏ แม้ทุกคนจะตกใจแต่ก็แฝงไปด้วยความโล่งอก ทว่านางไม่ได้ปริปากบอกถึงวิธีการสังหารอันสยดสยอง บอกเพียงว่าร่างของพวกมันถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดสิ้นแล้ว
.
.
.
ในขณะเดียวกัน จางเฟยได้พาเซินอวี้มาถึงยัง ‘ห้องหอ’ อันวิจิตรบรรจง ทว่าทั้งคู่ยังไม่ได้เริ่มบทบำเพ็ญคู่ในทันที พวกเขานั่งเคียงข้างกันพรางรำลึกถึงวันวานที่ได้พบกันครั้งแรกที่ภูเขาไฟโชติช่วง “ข้ายังนึกขำท่าทางของท่านตอนนั้นไม่หาย เรายังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ...” เซินอวี้เอ่ยพรางอมยิ้ม “แต่จู่ๆ ท่านก็เดินเข้ามาบอกว่าอยากจะได้ข้าเป็นภรรยา ข้าล่ะไปไม่เป็นจริงๆ ว่าจะตอบท่านอย่างไรดี”
“ฮ่าฮ่า!” จางเฟยหัวเราะร่วนพลางใช้นิ้วลูบไล้แก้มเนียนของภรรยา “เจ้าไม่รู้ตัวบ้างหรือว่าเจ้างดงามหยาดเยิ้มเพียงใด? ความงามของเจ้าสะกดใจข้าตั้งแต่แรกเห็นจนข้าต้องรีบจองตัวไว้ก่อน แม้จะต้องรอนานไปเสียหน่อย แต่ข้าก็ขอบคุณโชคชะตาเหลือเกินที่ได้เจ้ามาเป็นเมียในวันนี้”
“ข้าก็เช่นกัน...” เซินอวี้ซบศีรษะลงบนไหล่หนาของสามี “ข้าซาบซึ้งใจนักที่ได้พบกับท่าน และมีความสุขเหลือเกินที่ท่านเป็นสามีของข้า ถ้าไม่ได้พบท่าน วันนี้ข้าคงต้องเข้าพิธีแต่งงานกับเซินเทียนอวี้ และต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วชีวิตเป็นแน่”
เมื่อได้ยินดังนั้น จางเฟยจึงเชยคางมนขึ้นมาสบตา “อย่าไปจดจำเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นอีกเลยนะ คนถ่อยอย่างเซินเทียนอวี้มันตายไปแล้ว และข้าสัญญา... ข้าจะมอบความสุขให้แก่เจ้าให้ถึงที่สุด”
เซินอวี้ยิ้มละไมพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปนั่งลงที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง “ท่านพี่... มาช่วยข้าถอดชุดเจ้าสาวออกทีเถิด เราจะได้เริ่มคืนเข้าหอของเราเสียที”
**- โปรดติดตามตอนต่อไป -**
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.