Chapter 1198
1207 / 4197
8 min read
Chapter 1198 A Powerful Master Part 2
Published Apr 9, 2026, 04:13 PM
บทที่ 1198 ยอดปรมาจารย์ผู้ทรงพลัง (ภาค 2)
“คนป่วยของเราเป็นอย่างไรบ้าง?” เฟรย่าเอ่ยถามพลางหยิบผ้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ผุดพรายตามใบหน้า
“ขี้หงุดหงิด หยาบคาย แถมยังขี้บ่นเป็นบ้า” ควิลล่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเอือมระอา
“กลับมาเป็นปกติแล้วสินะ นิสัยสุภาพแสนดีของเขาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาทำเอาฉันขนลุกชะมัด... นี่ พอจะมีเวลาออกไปข้างนอกด้วยกันสักพักไหม? ฉันอาจจะต้องให้เธอช่วยอะไรหน่อย” เฟรย่าสูดกลิ่นหอมหวนของซุปที่ลอยมาแตะจมูก จนท้องไส้ส่งเสียงประท้วงด้วยความหิวโหย
ทว่าเวลาสำหรับการฝึกฝนของเธอนั้นใกล้จะหมดลงแล้ว และอีกไม่นานก็ถึงตาที่เธอต้องกลับมาดูแลนัลรอนด์ อาหารกลางวันจึงจำต้องถูกวางพักไว้ก่อน ควิลล่าพยักหน้าขานรับ ทั้งคู่ก้าวเดินออกจากตัวบ้าน มุ่งหน้าเข้าสู่ ‘บันไดมิติ’ (Warp Steps) ที่ทอดตัวนำพาพวกเธอไปยังพื้นที่ฝึกซ้อมลับในทันที
หลังจากร่ายมหาเวท ‘ฟื้นฟู’ (Restoration) เพื่อปิดผนึกร่องรอยมิติไม่ให้ถูกเปิดออกอีกครั้ง และกางข่ายอาคม ‘ตรวจจับชีวิต’ (Life Sensing) จนมั่นใจว่าไร้ผู้สอดแนมในบริเวณนั้น ทั้งคู่จึงพ่นลมหายใจออกมาด้วยความผ่อนคลาย
“มีเรื่องอะไรเหรอ?” ควิลล่าถามขึ้น
“ฉันกำลังลองร่ายมิติมนตราบทใหม่ แต่ดูเหมือน ‘โมการ์’ จะคอยขัดจังหวะและแก้ไขฉันอยู่ตลอด ฉันลองใช้อักขระเวทมานับไม่ถ้วนที่ควรจะทำให้มันทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางกลับคอยส่งเสียงพึมพำตำหนิทุกครั้งที่ฉันเริ่มร่ายเวท” เฟรย่าตอบ
“นางงั้นเหรอ?”
“สำหรับฉัน เสียงนั่นฟังดูเหมือนผู้หญิงน่ะ” เฟรย่ายักไหล่
“เราสองคนใจตรงกันเลย แล้วเสียงนั้นเหมือนเสียงของเธอเอง หรือว่าเป็นเสียงของคนอื่นล่ะ?” ควิลล่าถามด้วยความสงสัย
“น่าเศร้าที่มันดันเหมือนเสียงของท่านแม่ตอนที่กำลังดุด่าพวกเราไม่มีผิด” เฟรย่าทอดถอนใจ “ฉันละหวังเหลือเกินว่ามันจะฟังดูเหมือนเสียงผู้ชายแทน บางทีอาจจะเป็นเสียงของใครบางคนที่ฉันรู้จัก...”
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?” ควิลล่าขมวดคิ้วด้วยความฉงน
“ก็จากที่นัลรอนด์เคยบอกไว้ ในเมื่อโมการ์จะจำแลงกายเป็นบุคคลที่มีความหมายที่สุดในชีวิตของคนคนนั้น ฉันเลยหวังจะได้ยินเสียงของรักแท้หรืออะไรทำนองนั้นน่ะสิ มันคงจะช่วยเยียวยาชีวิตรักของฉันได้มากทีเดียว”
“ใครจะไปรู้ บางทีท่านแม่ของเธออาจจะเป็นสเปกของเธอก็ได้นะ” ควิลล่าหัวเราะคิกคัก ขณะที่เฟรย่าทำท่าจะอาเจียนออกมาเป็นการประท้วง
“แหวะ! น่าขยะแขยงชะมัด... ว่าแต่เธอเถอะ ควิลล่า เธอได้ยินเสียงของใครในหัวล่ะ?”
“ฟาลูเอลน่ะสิ คงเป็นเพราะนางเป็นอาจารย์ของฉัน และเป็นจอมเวทที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ฉันเคยรู้จักมาละมั้ง” ควิลล่าโป้ปดคำโตโดยไม่กะพริบตา
ความจริงแล้ว นางได้ยินเสียงของ ‘ตัวเอง’ ยามที่โมการ์เอื้อนเอ่ยด้วย แต่นางกระดากอายเกินกว่าจะยอมรับมันออกมา
“เอาละ ฟังนะ เวทมนตร์ของฉันทำงานแบบนี้ และนี่คือสิ่งที่ฉันได้พยายามทำมาจนถึงตอนนี้...”
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจรักษานัลรอนด์ สิ่งเดียวที่พวกเธอทำได้ระหว่างรอให้เขาฟื้นคืนสติ คือการสลับกันฝึกฝนมนตราอย่างบ้าคลั่ง โดยต้องมีคนหนึ่งคอยเฝ้าอยู่ข้างกายเขาเสมอเพื่อระวังไม่ให้อาการทรุดหนักลง
ในช่วงเวลานั้นเอง พวกเธอได้ค้นพบหนึ่งในคุณสมบัติของ ‘เขตแดนบรรพกาล’ (Fringe) ที่ชาวมนุษย์สัตว์เชื่อว่าสูญหายไปตามกาลเวลา
ทุกครั้งที่พวกเธอพยายามสร้างสรรค์มนตราบทใหม่ วินาทีที่อักขระเวทใดถูกมองว่าด้อยคุณภาพในสายตาของโมการ์ จิตวิญญาณแห่งดวงดาวจะเข้าแทรกแซงความคิดของพวกเธอในรูปแบบต่างๆ หากอักขระนั้นใกล้เคียงความถูกต้อง โมการ์จะกระซิบแนะแนวทางออกมาตรงๆ
แต่หากห่างไกลความจริง นางจะส่งเสียงเหยียดหยาม จิ๊ปาก หรือกระแอมไอด้วยความรุนแรงตามระดับความผิดเพี้ยนที่ดวงดาวดวงนี้พิจารณา ในตอนแรก ควิลล่าและเฟรย่าเกือบจะคิดว่าพวกเธอเป็นบ้าไปแล้วเสียด้วยซ้ำ
พวกเธอไม่เคยได้ยินโมการ์เอื้อนเอ่ยมาก่อน และไม่อาจหาคำอธิบายใดๆ มาลบล้างความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้นอกจากความเสียสติ
เสียงนั้นดำรงอยู่เพียงภายในจิตใจ สื่อสารโดยมิได้ขออนุญาต และไม่เคยตอบคำถามใดๆ ที่พวกเธอเอ่ยถาม ปรากฏการณ์นี้สร้างความหวาดหวั่นจนพวกเธอเลือกที่จะเก็บมันไว้เป็นความลับ จนกระทั่งไม่อาจแบกรับความกดดันได้อีกต่อไป
และเฉกเช่นหลายครั้งที่ผ่านมานับตั้งแต่ย่างกรายเข้าสู่เขตแดนบรรพกาลแห่งนี้ ปัญญาอันแหลมคมกลับมาจากแหล่งที่เหนือความคาดหมายที่สุด
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก ข้าเองก็ได้ยินเหมือนกัน” โมร็อกยักไหล่อย่างไม่แยแส “โมการ์คงจะเบื่อหน่ายเหลือเกินถึงได้สร้างเขตแดนบรรพกาลนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่นางจะขานรับทุกครั้งที่พวกเจ้าสื่อสารด้วย”
“เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไรน่ะ?” เฟรย่าโต้กลับ “หากใครต่อใครสามารถพูดคุยกับโมการ์ได้ง่ายๆ ขนาดนั้น แล้วพิธีกรรมที่เกือบจะคร่าชีวิตนัลรอนด์จะมีไว้เพื่ออะไร? อีกอย่าง ข้าพยายามจะสนทนาด้วยแล้ว แต่นางไม่เคยตอบกลับเลยหลังจากที่เข้ามาป่วนสมาธิของข้า”
“พิธีกรรมนั้นมีไว้เพื่อถามคำถามที่ซับซ้อนเกินกว่าเวทมนตร์จะให้คำตอบได้ แต่เวทมนตร์ของพวกเจ้าเป็นเพียงการอัญเชิญพลังงานธาตุออกมาเท่านั้น... แล้วลองทายดูซิว่าใครเป็นผู้สร้างพลังงานเหล่านั้นขึ้นมา?” โมร็อกชี้นิ้วลงไปที่พื้นดิน ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า และกวาดไปยังผืนป่าที่โอบล้อมพวกเขาอยู่
“เขาพูดถูก! อักขระเวทเป็นเพียงวิธีที่เหล่านักเวทใช้เลียนแบบโมการ์เพื่อนำพลังธาตุมาใช้งาน หากจะพูดอีกอย่าง อักขระเวทก็คือภาษาของโมการ์ที่เราใช้สรรค์สร้างพลังงานแห่งโลกตามเจตจำนงนั่นเอง!” ควิลล่าเอ่ยด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินเสียงนางมาก่อนเลยล่ะ? หมายถึง... ฉันร่ายเวทมาตั้งมากมายในเขตแดนนี้ แต่ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นเลย” เฟรย่าถามซ้ำ
“ข้าจะไปรู้เรอะ บางทีโมการ์อาจจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าเจ้าเท่าไหร่ แต่ตอนนี้นางคงเริ่มเอ็นดูเจ้าขึ้นมาบ้างแล้วมั้ง ข้าเนี่ยได้ยินเสียงนางบ่อยจนรำคาญจะตายอยู่แล้ว” โมร็อกยักไหล่พลางซ่อนเร้นความลับที่ว่าเขาปฏิเสธที่จะเปิด ‘เนตรที่ห้า’ จนกว่าจะออกจากเขตแดนแห่งนี้ไว้ล่วงหน้า
‘ข้าไม่รู้ว่าทำไมโมการ์ถึงอยากให้ข้าเข้าสู่สภาวะตื่น (Awaken) และข้าก็ไม่ได้สนใจด้วย ข่าวดีก็คือข้าจะได้รับความช่วยเหลือจากนาง และกระบวนการทุกอย่างน่าจะราบรื่นแม้แก่นพลังของข้าจะเป็นสีน้ำเงินแล้วก็ตาม แต่ข่าวร้ายคือ... หากข้าตื่นขึ้นมาแล้ว จะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก’
“ฉันไม่คิดว่าโมการ์จะลำเอียงหรอกนะ” ควิลล่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเหตุผลที่โมร็อกได้ยินความคิดของดวงดาว เป็นเหตุผลเดียวกับที่ทำให้เขาไม่มีร่างจำแลงวิญญาณ (Soul Projection) นั่นแหละ”
“เขาเป็นคนที่สงบนิ่งกับตัวเอง และจิตใจของเขาก็เปรียบเสมือนห้องว่างเปล่าที่ต่อให้มีเสียงเพียงนิดเดียวก็เกิดเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่ว”
“นั่นเป็นวิธีการด่าว่าเขาเป็นคนบื้อได้นุ่มนวลดีนะ แต่มันก็ยังไม่ตอบคำถามของฉันอยู่ดี ทำไมโมการ์ถึงเข้ามายุ่งเฉพาะกับมนตราบางบทเท่านั้น?” เฟรย่าถามต่อ โดยได้รับเพียงการชูนิ้วกลางกลับมาจากโมร็อกเป็นคำตอบ
“มันไม่ชัดเจนเหรอ? ก็เพราะที่ผ่านมาเราฝึกฝนแต่อาคมที่สมบูรณ์แบบแล้วยังไงล่ะ” ควิลล่ากล่าว
“หมายความว่ายังไง?” ทั้งคู่ถามขึ้นพร้อมกัน
“ให้ตายเถอะ เฟรย่า เธอไม่ได้ฟังที่โมร็อกพูดเลยหรือไง? เขาอธิบายชัดเจนออกขนาดนั้น เมื่อเราร่ายเวท เท่ากับเรากำลังสื่อสารกับโมการ์ แล้วปกติเธอจะทำยังไงล่ะ เวลาคนที่เธอรู้จักพูดจาวกวนหรือใช้คำผิดๆ ตอนที่ถามคำถามเธอ?”
“ฉันก็คงบอกให้เขาพูดใหม่อีกรอบ หรือไม่ก็พยายามสรุปความหมายให้เขาใหม่ด้วยตัวเอง” เฟรย่าตอบ
“นั่นแหละคือสิ่งที่โมการ์กำลังทำ แม้จะเป็นวิธีที่หยาบคายไปหน่อยก็เถอะ เมื่อนางเข้าใจความหมายในมนตราของเรา นางจะบันดาลให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อใดที่เราสื่อสารผิดพลาด โมการ์ก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิเราออกมา”
“นั่นหมายความว่าเขตแดนบรรพกาลแห่งนี้คือสถานที่อันสมบูรณ์แบบในการฝึกปรือมนตราบทใหม่ เพราะเราสามารถใช้โมการ์เป็นอาจารย์ผู้ชี้นำได้ยังไงเล่า!” ควิลล่าเอ่ยอย่างตื่นเต้น
“อย่างที่นางว่านั่นแหละ นั่นคือสิ่งที่ข้าหมายถึงเป๊ะเลย” โมร็อกรีบสำทับพลางแสร้งทำเป็นรู้มาตั้งแต่แรก ทั้งที่ในใจยังคงสั่นสะท้านกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ เพราะก่อนหน้านี้เขาเอาแต่พยายามจะปิดหูไม่ฟังเสียงของโมการ์แทนที่จะตั้งใจสดับรับฟังนาง
นับแต่วินาทีนั้น ทั้งสามคนจึงทุ่มเทเวลาว่างทั้งหมดไปกับการฝึกฝนอาคมที่ซับซ้อนและยากเย็นที่สุดในตำราเวทของตน โดยอาศัยเสียงของโมการ์ในการไขปริศนาที่แม้แต่อาจารย์ผู้ตื่นแล้วของพวกเขาก็ยังไร้ซึ่งคำตอบ
เฟรย่าและควิลล่าต่างแลกเปลี่ยนสิ่งที่ค้นพบให้แก่กันและกันด้วยพันธะแห่งความเชื่อมั่น ขณะที่โมร็อกใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการชวนควิลล่าสนทนา และเขาก็ยอมรับอย่างเต็มใจว่านางนั้นเฉลียวฉลาดกว่าเขาหลายเท่าตัว
แม้ว่าควิลล่าจะไม่อาจใช้ ‘มนตราที่แท้จริง’ (True Magic) และอักขระเวทเหล่านั้นได้โดยตรง แต่นางก็ยังสามารถมอบทางออกที่หลากหลายให้แก่เขา เพื่อให้เขานำไปปรับใช้กับมนตราของตนได้อย่างยอดเยี่ยม
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.