Chapter 3116
3116 / 5804
12 min read
Chapter 3116 - Inspection
Published Apr 11, 2026, 09:56 AM
# บทที่ 3116 - การตรวจสอบ
ภายในถ้ำลึกลับคละคลุ้งไปด้วยไอร้อนระอุที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เมื่อม่านหมอกหนาทึบค่อยๆ เจือจางและจางหายไป ทัศนียภาพเบื้องหน้าของทุกคนก็พลันกระจ่างชัดขึ้นในทันที
หานเชียนเฉิงที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าปากถ้ำถึงกับเบิกตากว้าง จ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความสยดสยองจนแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวที่จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน
ภาพที่ปรากฏคือผู้อาวุโสร่างยักษ์ผู้ถือค้อนศึกและซูเหยียนยืนประจันหน้ากันโดยห่างกันเพียงสามก้าว ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง คมกระบี่อันวาววับกลับทะลวงผ่านทรวงอกของผู้อาวุโสจนปลายดาบทะลุออกทางแผ่นหลัง ตัวกระบี่นั้นทอประกายบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้ซึ่งรอยเลือดแม้เพียงหยดเดียวเปรอะเปื้อน
ทว่าจากบาดแผลที่เป็นจุดศูนย์กลาง กลิ่นอายความเย็นสุดขั้วได้แผ่ซ่านไปทั่วร่างของผู้อาวุโสอย่างรวดเร็ว แช่แข็งทั้งแขนขาและศีรษะของเขาจนกลายเป็นน้ำแข็งในชั่วอึดใจ
“เจ้า...” ผู้อาวุโสเค้นเสียงออกมาด้วยความยากลำบาก เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชีวิตของตนจะมาสิ้นสุดลง ณ สถานที่แห่งนี้ ในห้วงความคิดสุดท้าย เขารู้สึกว่าการถูกทำร้ายในครั้งนี้ช่างน่าขันยิ่งนัก ราวกับว่าเขาตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ และเมื่อได้สติกลับคืนมา ทรวงอกของเขาก็ถูกทะลวงไปเสียแล้ว
แม้แต่ซูเหยียนเองก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ นางไม่คาดคิดเลยว่าจะสามารถปลิดชีพผู้อาวุโสผู้นี้ได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เดิมทีนางตั้งใจที่จะยอมแลกอาการบาดเจ็บเพื่อสังหารอีกฝ่าย ทว่านางกลับพบว่าผู้อาวุโสคนนี้ช่างไร้ฝีมืออย่างเหลือเชื่อ
*[หรือจะเป็นเพียงความประมาท?]* ในใจของนางรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ทว่าไม่มีเวลาให้ขบคิดมากนัก นางรีบโคจรพลังเย็นแผ่ซ่านเข้าไปในร่างของผู้อาวุโส แช่แข็งเขาจนกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งในพริบตา เมื่อนางชักกระบี่ 'ลึกซึ้งเหมันต์' ออกมา ร่างของผู้อาวุโสก็ล้มคว่ำลงและแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ต่อหน้าต่อตา
ทันใดนั้น ซูเหยียนพลันหมุนกายตวัดกระบี่ กลิ่นอายความเย็นควบแน่นกลายเป็นพายุเกล็ดหิมะโปรยปรายเข้าปกคลุมผู้อาวุโสอีกคนที่เหลืออยู่
ผู้อาวุโสคนที่สองยังไม่ทันได้สติจากการที่พี่น้องของเขาถูกสังหาร ทว่าเมื่อต้องเผชิญกับท่วงท่าสังหารที่ใกล้เข้ามา เขาจึงรีบรวมสมาธิเพื่อตั้งรับ แต่กลับพบว่าตนเองไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว ร่างกายถูกปกคลุมด้วยเกล็ดหิมะและตกอยู่ในสภาพเดียวกับผู้อาวุโสคนก่อนหน้าไม่มีผิดเพี้ยน
เกล็ดหิมะเหล่านี้คือการควบแน่นของปราณต้นกำเนิดของซูเหยียน ซึ่งแฝงไปด้วยอานุภาพทำลายล้างอันทรงพลัง ความเย็นเยือกแทรกซึมผ่านรูขุมขนเข้าไปในร่างกาย ทำให้เขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ แม้แต่จะโคจรปราณต้นกำเนิดเพื่อต่อต้านก็ยังทำไม่ได้ แล้วเขาจะรับมือกับการโจมตีของนางได้อย่างไร?
เมื่อต้องเผชิญกับคมกระบี่ของซูเหยียน ผู้อาวุโสผู้นี้ทำได้เพียงแสดงสีหน้าเสียใจและอ้อนวอนผ่านแววตา ก่อนที่จะถูกคมกระบี่ตวัดฟันร่างขาดเป็นสองท่อน โลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นย้อมผนังถ้ำจนกลายเป็นสีเลือด
ซูเหยียนยืนถือกระบี่นิ่งพลางขมวดคิ้วมุ่น นางมิได้รู้สึกยินดีที่สังหารผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันได้ถึงสองคน และมิได้กระหยิ่มยิ้มย่องที่รอดพ้นมาได้โดยไร้รอยขีดข่วน ในทางกลับกัน นางยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ในขณะเดียวกัน บางสิ่งบางอย่างในใจของนางกลับเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
ทันใดนั้น นางก็ฉุกใจคิดอะไรบางอย่างได้ จึงหันขวับไปทางปากถ้ำด้วยดวงตาที่ทอประกายแปลกประหลาด
ก่อนหน้านี้ นางมัวแต่จดจ่ออยู่กับการต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับผู้อาวุโสทั้งสอง จึงมิได้สังเกตเห็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในจิตวิญญาณ ทว่าหลังจากศัตรูสิ้นชีพไปหมดสิ้น นางจึงตระหนักได้ว่าความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้คืออะไร แม้ว่านางจะเป็นสตรีที่มีนิสัยเย็นชาดุจน้ำแข็ง ทว่าในยามนี้ นางกลับมิอาจซ่อนเร้นอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามาได้ ทั้งความโหยหา ความประหลาดใจ ความกลัว และความกังวล...
“อา!” หานเชียนเฉิงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เขาซวนเซถอยหลังพลางโบกมือพัลวัน “ศ-ศิษย์น้อง โปรดอย่าฆ่าข้าเลย ม-มันเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น”
ผู้อาวุโสทั้งสองถูกฆ่าตายง่ายๆ เช่นนั้น หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองเขาคงไม่มีทางเชื่อ เขาเคยคิดว่าจะใช้พวกนั้นจับตัวซูเหยียนเพื่อทำตามอำเภอใจ ทว่ายามนี้ไม่เพียงแต่แผนการจะพังทลาย แต่เขายังอาจจะต้องสังเกตชีวิตที่นี่ด้วย
เขาหวาดกลัวจนสุดขีดเพราะไม่รู้ว่าซูเหยียนจะสังหารเขาด้วยหรือไม่ *[ไอ้พวกขยะ! ปล่อยให้ผู้หญิงฆ่าทิ้งง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน!?]*
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็ไม่สามารถถอยหลังได้อีก ราวกับชนเข้ากับกำแพงที่แข็งแกร่ง เมื่อหันกลับไปมอง เขาก็ต้องอ้าปากค้างพลางละล่ำละลักออกมา “จ-จ-เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
ชายหนุ่มที่ชื่อหยางไค่ยืนกอดอกอยู่ตรงหน้าเขา หานเชียนเฉิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหยางไค่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายพลังได้เลยแม้แต่น้อย *[มันควรจะถูกพวกผู้อาวุโสในสำนักจับตัวไปแล้วไม่ใช่รึ? ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาที่นี่ได้? แถมยังดูสบายดีไม่มีรอยขีดข่วนเลยสักนิด!]*
ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงทันควันเมื่อถูกขนาบข้างด้วยบุคคลที่มาพร้อมจิตสังหาร เมื่อเหลือบไปเห็นหร่วนปี้ถิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาจึงรีบตะโกนก้อง “อาวุโสหร่วน ช่วยข้าด้วย!”
หร่วนปี้ถิงมิได้ปกปิดแววตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน นางเพียงแค่แค่นเสียงเย็นชาใส่เขาเท่านั้น
“สวัสดี นายน้อยสำนัก!” หยางไค่แสยะยิ้มให้เขาก่อนจะยกมือขึ้นแล้วเอ่ยเบาๆ “ลาก่อน!”
สิ้นเสียงฝ่ามือที่ฟาดลงบนร่างของหานเชียนเฉิง ร่างของเขาก็พลันกลายเป็นกองเนื้อบดละเอียดโดยที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วถ้ำจนชวนให้อาเจียน หยางไค่ไม่ได้พบกับซูเหยียนมาเนิ่นนาน เขาจึงไม่อยากจะเสียเวลาไปกับขยะพรรค์นี้
เขากระตุกสายตามองไปที่สตรีภายในถ้ำ ภาพในความทรงจำค่อยๆ ซ้อนทับกับบุคคลเบื้องหน้า เขาลอบกลืนน้ำลาย แม้จะมีเรื่องราวมากมายอยากจะบอกกล่าว แตเขากลับไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนดี ความตื่นเต้นและความประหม่าถาโถมเข้าใส่เขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ในทางกลับกัน ซูเหยียนจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ใสกระจ่าง ราวกับว่าเขาเป็นเพียงตัวตนเดียวที่ดำรงอยู่ในโลกใบนี้สำหรับนาง
“อะแฮ่ม!” หร่วนปี้ถิงกระแอมไอแล้วเอ่ยขึ้น “คุยกันไปเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอก”
แม้แต่คนโง่ก็ยังมองออกว่าบรรยากาศกำลังเปลี่ยนไปในทางลึกซึ้ง นางจึงไม่คิดที่จะอยู่เป็นก้างขวางคอ ทว่าลึกๆ ในใจนางกลับรู้สึกห่อเหี่ยว เพราะการตัดสินใจของนางในครั้งนี้เปรียบเสมือนการนำพาสำนักเมฆาแดงไปสู่จุดจบ นางเองก็ไม่รู้ว่าจากนี้ไปจะไปอยู่ที่ไหนได้อีก
การกลับมาพบกันหลังจากการพลัดพรากอันยาวนานควรจะเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น ทว่าศพทั้งสามที่ทอดร่างอยู่บนพื้นกลับทำให้เสียอรรถรสไปบ้าง ถึงกระนั้น ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ด้วยกัน ต่อให้เป็นในนรก พวกเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงความหวานซึ้ง
“รออะไรอยู่ล่ะ? เข้ามาสิ!” ซูเหยียนกวักมือเรียกหยางไค่พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านางมิได้สงบเยือกเย็นอย่างที่แสดงออกมา
ในยามนี้ นางรู้แล้วว่าเหตุใดนางถึงสามารถสังหารผู้อาวุโสทั้งสองได้อย่างง่ายดาย มิใช่เพราะพวกเขาประมาท หรือเพราะพลังแฝงของนางตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน ทว่าเป็ชายผู้นี้ที่แอบช่วยเหลืออยู่ลับๆ
หยางไค่พุ่งเข้าหานาง โผเข้ากอดและดึงร่างของนางเข้ามาแนบอก เขาโอบกอดนางไว้อย่างแรงราวกับต้องการจะหลอมรวมร่างของนางเข้ากับร่างกายของเขา เพื่อที่พวกเขาจะได้ไม่พรากจากกันอีก
กลิ่นกายและสัมผัสของนางยังคงคุ้นเคยสำหรับเขา แม้จะพลัดพรากกันไปหลายสิบปี ทว่าเขามิเคยลืมเลือนสิ่งใดเกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่ร่างกายสัมผัสกัน ความทรงจำทั้งหมดก็ถูกปลดล็อกและไหลเวียนเข้ามาในหัวใจราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ซูเหยียนโอบแขนรอบตัวเขาและซบใบหน้าลงบนไหล่ของชายคนรัก ช่วงเวลานี้ราวกับหยุดหมุนไปชั่วนิรันดร์
หยางไค่สูดดมกลิ่นหอมจากเรือนผมของนางอย่างหิวโหยราวกับไม่รู้จักพอ ทว่าหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงในสภาพนั้น ซูเหยียนก็ตบหลังเขาเบาๆ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนมารดาที่ปลอบประโลมบุตร “ไม่เป็นไรแล้ว”
“ไม่...” หยางไค่ไม่อยากปล่อยนางไป เขาผละออกเล็กน้อยพลางกุมไหล่ของนางไว้ เมื่อดวงตาทั้งสองสบประสานกัน เขาก็โน้มใบหน้าลงประทับจิ้มลิ้มลงบนริมฝีปากของนาง
ริมฝีปากสีชาดของนางเย็นเยือกเหมือนนิสัย ทว่าหยางไค่กลับดื่มด่ำไปกับรสจูบนั้น เขาแทรกผ่านริมฝีปากของนางเข้าไป ลิ้มลองรสชาติแห่งความโหยหาที่สั่งสมมานาน ในตอนแรกซูเหยียนยังมีท่าทีแข็งทื่อ ทว่าหลังจากคุ้นเคยกับสัมผัส ร่างกายของนางก็เริ่มอ่อนระทวยและตอบสนองอ้อมกอดของเขาอย่างนุ่มนวล
ทั้งคู่จมดิ่งอยู่ในรสจูบอันแสนหวาน หากมิใช่เพราะสภาพแวดล้อมและซากศพบนพื้น ภาพตรงหน้าคงจะงดงามดุจกวีนิพนธ์
ครู่ต่อมา หยางไค่ที่ยังไม่พอใจเริ่มซุกซน มือหนึ่งเลื่อนลงไปสัมผัสที่บั้นท้ายงามงอน อีกข้างหนึ่งกุมเต้าทรวงอันอวบอิ่ม สัมผัสได้ถึงความยืดหยุ่นที่น่าอัศจรรย์ผ่านฝ่ามือ เขาเริ่มบีบเค้นตามอำเภอใจ
ซูเหยียนกำหมัดแน่นและทุบไหล่เขาเบาๆ ทว่ามันกลับไร้ผล ซ้ำยังเป็นการกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวเขาให้พลุ่งพล่านยิ่งขึ้น
นางตัดสินใจกัดริมฝีปากของเขาเบาๆ เพื่อให้เขาหยุด แต่เขากลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน
“อย่าฝืน...” นางพึมพำออกมาด้วยความยากลำบาก ทว่าก่อนจะทันพูดจบ ลิ้นอันอ่อนนุ่มของนางก็ถูกดูดดึงและพัวพันด้วยเรียวลิ้นของเขาอีกครั้ง
ทันใดนั้น เขาก็หยุดการกระทำอันรุกล้ำลงอย่างกะทันหัน เมื่อเขารู้สึกว่าสัมผัสอันชวนหลงใหลนั้นหายไป ทว่ากลับกลายเป็นกลิ่นอายความเย็นเยือกราวกับเขากำลังกอดก้อนน้ำแข็งอยู่ ร่างกายของนางไม่เพียงแต่แข็งทื่อ แต่ยังเย็นเฉียบจนบาดผิว ทั้งมือและลิ้นของเขารู้สึกเหมือนกำลังโอบกอดประติมากรรมน้ำแข็งไม่มีผิด
เขาผละออกมามองนางด้วยความตกใจ “ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไร?”
ในยามนี้ ร่างกายของซูเหยียนดูโปร่งแสงราวกับถูกแกะสลักมาจากน้ำแข็ง ไร้ซึ่งร่องรอยของเลือดเนื้อ หากมิใช่เพราะดวงตาที่วูบไหวและการหอบหายใจของนาง ใครต่อใครคงคิดว่านางเป็นเพียงหุ่นน้ำแข็งไปแล้ว
“อาจารย์ยังรออยู่ข้างนอกนะ” ซูเหยียนใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเขาเบาๆ
แม้ว่านางเองจะตกอยู่ในห้วงความโหยหาหลังการพบกันอีกครั้ง ทว่าในที่สุด นางก็ยังเป็นสตรีที่มีความละอายใจ อีกทั้งจะปล่อยให้หร่วนปี้ถิงรออยู่ข้างนอกในขณะที่นางเริงรักกับหยางไค่ในถ้ำแห่งนี้ได้อย่างไร?
หยางไค่คว้ามือของนางมาเล่นพลางถามด้วยความประหลาดใจ “นี่คือ 'กายหยกผลึกน้ำแข็ง' อย่างนั้นหรือ?”
ซูเหยียนพยักหน้าพลางถอนนิ้วคืน นางสลายวิชาเทวะและคืนสภาพร่างกายให้เป็นปกติ ก่อนจะผลักเขาออกแล้วดุเบาๆ “อยู่นิ่งๆ ให้ข้าตรวจดูหน่อย”
หยางไค่ยังคงยืนยิ้มกว้างอยู่ที่เดิม
หลังจากตรวจสอบแล้ว นางจึงเบาใจลง เขาออกไปเผชิญโลกภายนอกเพียงลำพังหลายสิบปี นางดีใจที่เขายังมีอวัยวะครบถ้วน สำหรับนางแล้ว ระดับพลังฝึกตนไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของเขาเลยแม้แต่น้อย
หยางไค่แสร้งเอ่ยขึ้น “ข้าบาดเจ็บ...”
ซูเหยียนถามด้วยความตกใจ “ที่ไหน?” นางเพิ่งจะตรวจสอบไปเมื่อครู่นี้เอง
จากนั้น เขาก็แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดพลางอธิบาย “ข้าไม่รู้ ศิษย์พี่ ท่านต้องตรวจดูให้ละเอียด ข้ารู้สึกปวดไปทั้งตัวเลย เหมือนข้ากำลังจะตาย...”
“เจ้าเจ็บตรงไหนกันแน่!?” สีหน้าของซูเหยียนเปลี่ยนไปทันทีด้วยความลนลาน
หลังจากนั้น หยางไค่ก็โอบเอวของนางไว้แล้วตอบด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เหมาะสำหรับการตรวจร่างกาย ไปที่อื่นกันเถอะ” สิ้นคำ แสงวาบก็ปรากฏขึ้น ร่างของทั้งคู่หายวับไปจากสถานที่แห่งนั้นในพริบตา
ณ บริเวณใกล้กับสวนสมุนไพรภายใน 'มุกโลกปิดกั้น' หยางไค่รีบเปลื้องผ้าออกจนเปลือยเปล่าอย่างรวดเร็ว เขาคว้ามือของนางมาวางไว้บนแผงอกแล้วเอ่ยด้วยท่าทางขัดเขิน “ศิษย์พี่ โปรดตรวจดูข้าให้ละเอียดเถิด หัวใจของข้ามันเต้นรัวเหลือเกิน”
ซูเหยียนจ้องมองเขาด้วยใบหน้าที่แดงซ่าน นางก้มหน้าลงพลางกัดฟันเอ่ย “ข้าว่าเจ้าดูสบายดีนะ ไม่เห็นบาดเจ็บตรงไหนเลย” นางเป็นห่วงเขาแทบตาย แต่เมื่อลองคิดดูดีๆ เขาสามารถจัดการผู้อาวุโสทั้งสองได้โดยไม่มีใครรู้ตัว แสดงว่าพลังของเขาต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะบาดเจ็บง่ายๆ
ส่วนสาเหตุที่หัวใจเต้นแรงนั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความกำหนัดของเขาก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนเกินพอแล้ว
หยางไค่ลอบกลืนน้ำลายขณะจ้องมองใบหน้าที่เขินอายของนาง เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบ “ศิษย์พี่ ท่านก็ต้องให้ข้าตรวจดูด้วยเช่นกันนะ”
“ข-ข้าไม่ได้บาดเจ็บสักหน่อย” ซูเหยียนหันมองไปทางอื่น
“ข้าจะรู้ได้ยังไงถ้าท่านไม่ให้ข้าตรวจดู? ท่านเพิ่งจะผ่านศึกหนักกับศัตรูในระดับเดียวกันมานะ หากมีอาการบาดเจ็บภายในขึ้นมาจะทำอย่างไร” ขณะพูด เขาก็เริ่มลงมือ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางไม่อาจต้านทานการกระทำอันรุนแรงของเขาได้ และถูกถอดออกในเวลาต่อมา
เมื่อเห็นร่างกายที่ขาวนวลราวกับหยกที่เต็มไปด้วยความโค้งเว้าอันเย้ายวนและความอ่อนนุ่ม หยางไค่ก็โถมเข้าใส่นางในทันที ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่ขณะพยายามสะกดเสียงคราง ในยามที่ทั้งสองหลอมรวมเป็นหนึ่ง ผิวพรรณของนางก็ปรากฏสีชมพูระเรื่อแผ่ซ่านไปทั่ว และแม้แต่อากาศรอบกายก็ดูเหมือนจะอบอวลไปด้วยรสสัมผัสอันแสนหวานและซาบซ่าน
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.