Chapter 60
60 / 330
11 min read
Chapter 60: Mending
Published Apr 8, 2026, 06:28 AM
บทที่ 60: รอยร้าวและการเยียวยา
หลังจากเหตุการณ์นั้น ความกังวลใจก็เกาะกินจนผมมิอาจข่มตาลงได้
ผมเอนกายลงบนโซฟา สายตาเหม่อมองเพดานอย่างไร้จุดหมาย พาดแขนทับดวงตาหวังเพียงจะลบเลือนภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นออกไปจากหัว ทว่ามันกลับไร้ผล ภาพจำนั้นยังคงฉายซ้ำวนเวียนอยู่เช่นนั้น... สัมผัสจากปลายนิ้วของเธอที่ลากผ่านริมฝีปากของผม แววตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงยามผมลืมตาขึ้นมา และน้ำเสียงสั่นพร่าที่พยายามจะอธิบายด้วยความลนลาน
*“นายกอดฉัน... ถึงสองครั้ง”*
ผมส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอด้วยความอึดอัด พลิกตัวไปมาพลางทุบหมอนให้เข้าที่เพื่อหวังจะพบความสบาย แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ไม่มีสิ่งใดจะช่วยผมได้ในตอนนี้ เพราะผมติดอยู่ในกงขังของความคิดที่คอยตอกย้ำความโง่เขลาของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จริงอยู่ที่ผมตื่นขึ้นมาพบว่าเธอซุกตัวอยู่ในอ้อมกอด แต่ความฝันที่เกิดขึ้นก่อนจะลืมตานี่ต่างหากคือปัญหาที่แท้จริง
ผมพยายามจะโยนความผิดให้ความฝัน ทว่าลึกๆ ในใจผมรู้ดี... ท่ามกลางหมอกจางๆ ระหว่างความหลับใหลและความตื่นรู้ ผมนั่นเองที่เป็นฝ่ายไขว่คว้าหาเธอเป็นคนแรก ความรู้สึกนั้นยังคงเด่นชัดอยู่ในมโนสำนึกดั่งเงาที่ไม่อาจสลัดหลุด แขนที่ดึงรั้งเธอเข้ามาใกล้ มือที่โอบกระชับรอบเอวบาง และไออุ่นจากลมหายใจของเธอที่รดรินบนแผ่นอก ก่อนที่ผมจะทันได้ลืมตาขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
ผมกอดเธอ... สองครั้ง... นั่นคือความจริงที่ผมไม่อาจปฏิเสธได้
แม้ความฝันจะผลักดันผมไปหาเธอ แต่สัญชาตญาณนั้นเป็นของผมเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ลำคอของผมตีบตันจนหายใจลำบาก ผมยังจำสัมผัสจากเรือนร่างของเธอได้ กลิ่นหอมจางๆ จากสบู่ที่เธอใช้ และเส้นผมที่คลอเคลียอยู่ตรงแนวกรามของผม แม้จะอยู่ในภวังค์ครึ่งหลับครึ่งตื่น แต่ร่างกายของผมกลับรู้ดีว่าเธออยู่ตรงไหน
ผมหลับตาลงแน่น สอดมือเข้าไปขยี้ผมจนยุ่งเหยิง ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ความร้อนผ่าวก็แล่นริ้วขึ้นมาถึงลำคอ สิ่งที่แย่ที่สุดคือความรู้สึกนั้นมันช่างดู ‘ธรรมดา’ เหลือเกิน ราวกับการกอดเธอเป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นนิจ ราวกับว่าผมมีสิทธิ์ทุกประการที่จะทำเช่นนั้น
*เธอต้องคิดว่าผมเสียสติไปแล้วแน่ๆ*
ผมพลิกตัวกลับมานอนหงายอีกครั้ง จ้องมองความว่างเปล่าเบื้องบน ห้องทั้งห้องเงียบสงัดจนน่าใจหายและหนักอึ้ง หน้าอกของผมรุ่มร้อนด้วยความอับอายผสมปนเปกับความรู้สึกบางอย่างที่ผมไม่อยากจะเอ่ยนาม
ภาพใบหน้าของเธอยามที่ผละหนีไปนั้นยังติดตา ดวงตาที่เบิกกว้าง ลมหายใจที่ขาดช่วง และปลายนิ้วที่สั่นเทา... ไม่ใช่เพราะเธอเกลียดมัน ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่มันดูเหมือนเธอไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไรมากกว่า... ไม่รู้ว่าจะรับมือกับผมอย่างไร
และผมก็ทำให้มันแย่ลงกว่าเดิมด้วยการแสร้งทำเป็นจำอะไรไม่ได้ ทั้งที่ความจริงผมจำได้ทุกอย่าง แม้จะไม่ชัดเจนหรือครบถ้วนนัก แต่มันก็เหมือนเสียงสะท้อนที่ดังก้องอยู่ในส่วนลึกของความคิด เพียงพอที่จะตอกย้ำว่าผมเป็นคนเริ่มมันเอง ถึงแม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
ความจริงข้อนี้กวนใจผมมากกว่าที่ควรจะเป็น... ความคิดที่ว่าเธอนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วคิดว่าตัวเองก้าวล้ำเส้นเข้ามา ทั้งที่ความจริงแล้วผมต่างหากที่เป็นคนดึงรั้งให้เธอข้ามเส้นนั้นมาเอง
ผมครางออกมาอีกครั้งก่อนจะเอาหมอนมาอุดหน้าตัวเอง
ผมนี่มันโง่สิ้นดี เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้ผมตาสว่างในตอนนี้คือความจริงที่ผมไม่อาจหลีกเลี่ยง
ผมไม่ได้ฝันถึงเธอเพราะความบังเอิญ
ผมไขว่คว้าหาเธอ เพราะส่วนหนึ่งในใจของผมโหยหาเธอเหลือเกิน
และในตอนนี้ ผมก็ไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร
ความฝันนั้นยังคงหลอกหลอนอยู่ในซอกหลืบของความคิด
เสียงกระซิบข้างใบหู เข่าของเธอที่แทรกอยู่ระหว่างขา และริมฝีปากที่ประทับลงมา พันธนาการของเส้นเชือก เก้าอี้ตัวนั้น และวิธีที่เธอสัมผัสผมราวกับว่าเธอรู้แจ้งถึงทุกจุดอ่อนที่ผมมี... ผมยังคงรู้สึกถึงลมหายใจของเธอ ยังคงได้ยินเสียงเธอเรียกชื่อผม มันช่างสมจริงเกินไป เฉียบคมเกินไป และหนักหน่วงเกินไป
ผมลูบหน้าตัวเองแรงๆ
แล้วผมก็ต้องตื่นมาพบว่าใบหน้าของเธออยู่ห่างเพียงไม่กี่นิ้ว และปลายนิ้วของเธอก็กำลังแตะแต้มอยู่บนริมฝีปากของผม
เพียงชั่วพริบตา ผมเกือบคิดไปว่านั่นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความฝัน คิดว่าเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นจริงๆ ไม่ได้สัมผัสผมด้วยความโหยหาเช่นนั้น จนกระทั่งความจริงฟาดแสกหน้า และผมได้ตระหนักว่าเราอยู่ใกล้กันเพียงใด ผมเห็นจังหวะลมหายใจของเธอที่สะดุดลงยามดวงตาเราสบกัน และเห็นว่าเธอผลักผมออกไปอย่างรวดเร็วเพียงใด
ผมยันกายลุกขึ้นนั่งบนโซฟา พลางขยี้หน้าตัวเองเพื่อเรียกสติ เรื่องนี้กำลังจะบานปลายเกินการควบคุม ผมจะปล่อยให้ความสัมพันธ์มันอึดอัดไปมากกว่านี้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิธีวิวาห์ของอัลฟ่าจูเลียสกำลังจะมาถึง เราต้องไปร่วมงานในฐานะคู่รัก... คู่รักกำมะลอที่ต้องทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราสามารถยืนเคียงข้างกันได้นานกว่าห้านาที
แต่ตอนนี้ แค่นอนเตียงเดียวกันเรายังทำเรื่องประหลาดๆ ใส่กันเลย และผมเกลียดความไม่ปกติแบบนี้
มันเป็นเขตอันตรายสำหรับคนอย่างผม
ผมลุกขึ้นและเดินวนไปมาในห้อง เท้าเปล่าเหยียบลงบนพรมอย่างไร้เสียง ห้องหอในตอนนี้ช่างเงียบเชียบเหลือเกิน ผมได้ยินเสียงแว่วของรถยนต์จากภายนอกไกลๆ เสียงกระสุนปืนจากการฝึกซ้อมของเหล่าองครักษ์ที่ลานฝึก แต่นอกจากนั้นกลับไม่มีเสียงใดอีก ราวกับว่าโลกทั้งใบหดเล็กลงจนเหลือเพียงตัวผมกับความกระวนกระวายที่สลัดไม่หลุด
ผมเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนัง... ตีห้ากับอีกยี่สิบสามนาที มันเช้าเกินกว่าจะเริ่มทำอะไรที่มีประโยชน์ แต่ก็สายเกินกว่าจะกลับไปนอน
ผมเดินวนต่อไป
งานแต่งงานจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วัน เราต้องดูดีเมื่ออยู่ด้วยกัน ต้องดูสง่างามเหมือนคู่รักจริงๆ ที่พึงใจในกันและกัน นั่นหมายความว่าผมต้องจัดการความวุ่นวายนี้ให้จบสิ้นก่อนที่มันจะเลวร้ายลงไปกว่านี้ ก่อนที่ความอึดอัดจะหยั่งรากลึกจนเราไม่อาจสบตากันได้โดยไม่หลบเลี่ยง
ความคิดหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้น... การช้อปปิ้ง... ผมจะพาเธอไปเลือกซื้อชุดราตรีดีๆ สักชุด ชุดที่หรูหราที่จะทำให้เธอรู้สึกมั่นใจ และบางทีมันอาจจะช่วยเบนความสนใจของเธอไปจากเรื่องบ้าๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ได้ มันเป็นเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า และทำให้เรามีกิจกรรมร่วมกันที่ไม่ใช่การนอนนิ่งอยู่บนเตียงแล้วพยายามบังคับตัวเองไม่ให้เผลอไปสัมผัสอีกฝ่าย
ผมหยุดเดินแล้วพยักหน้าให้ตัวเอง... ใช่ นั่นแหละคือแผนการที่ถูกต้อง
ผมหันไปทางประตูห้องนอน ผมจะบอกเธอเดี๋ยวนี้เลย จัดการให้มันจบไปก่อนที่เราคนใดคนหนึ่งจะคิดมากจนเกินไป ก่อนที่ความเงียบจะแผ่ซ่านจนไม่มีใครกล้าเริ่มบทสนทนาอีก
ผมผลักประตูเปิดออกและก้าวเข้าไปข้างใน
เธอคนนั้นยืนอยู่ข้างโต๊ะลิ้นชักของผม แผ่นหลังของเธอหันมาทางผม ศีรษะก้มต่ำลงเล็กน้อย และในมือนั้นเธอกำลังถือบางอย่างอยู่... กรอบรูปภาพหนึ่ง
หัวใจของผมพลันรัดตัวแน่น
ผมรู้ดีว่ามันคือรูปใบไหนก่อนที่จะได้เห็นมันชัดๆ เสียอีก จากมุมที่เธอยืนอยู่ และท่าทางที่เผลอห่อไหล่ไปข้างหน้าเหมือนกำลังเพ่งพินิจมันอย่างละเอียด มีเพียงกรอบรูปเดียวเท่านั้นที่เธอจะถืออยู่เช่นนั้น
“เธอทำบ้าอะไรของเธอ!”
คำพูดนั้นโพล่งออกมาจากปากผมก่อนที่ผมจะทันได้ยั้งคิด มันรุนแรงเกินไป ดังเกินไป และหนักหน่วงเกินไป แต่ผมไม่สน เธอแตะต้องรูปใบนั้น... รูปที่เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะสัมผัส
เธอสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกฟาดด้วยแส้ ร่างบางหันกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง กรอบรูปในมือก็ลื่นหลุดลงสู่พื้น
เพล้ง!
เสียงกรอบรูปกระทบพื้นดังกึกก้องราวกับจะฉีกกระชากบรรยากาศในห้องให้ขาดสะบั้น เศษกระจกแตกกระจายเกลื่อนพรม สะท้อนแสงรำไรในยามเช้าดุจดั่งดวงดาราที่แตกสลาย
“โอ... พระแม่เจ้า” เธอครางแผ่วเบา ยกมือขึ้นปิดปาก “ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันไม่เห็นว่านายอยู่ตรงนี้”
ผมแทบไม่ได้ยินเสียงของเธอ สายตาของผมจดจ้องอยู่เพียงซากความเสียหายที่แทบเท้าของเธอ กรอบรูปที่แตกหัก เศษกระจกที่กระจัดกระจาย และภาพถ่ายข้างในที่เปิดเปลือยต่อสายตาโลกภายนอก ทั้งที่มันไม่ควรจะมีใครได้เห็น
ความร้อนผ่าวพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที มันแล่นริ้วขึ้นมาถึงลำคอและแผ่ซ่านไปทั่วอก ความโกรธเกรี้ยวจู่โจมอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนบดบังทุกความรู้สึกอื่นสิ้น
“ทำไมเธอถึงเก็บไม้เก็บมือตัวเองไม่เป็นฮะ!” ผมตะคอก เสียงสั่นพร่าด้วยอารมณ์ที่พุ่งสูง “มันยากนักหรือไง?”
เธอผงะราวกับโดนทำร้ายทางวาจา ดวงตาที่เบิกกว้างเริ่มหรี่ลง ความสับสนและความเจ็บปวดพาดผ่านใบหน้าของเธอ
“มันก็แค่กรอบรูปภาพหนึ่งเท่านั้นเอง” เธอกล่าว น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “ฉันซ่อมมันได้”
“ไม่!” ผมแผดเสียง “ออกไป!”
เธอนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จ้องมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับไร้ซึ่งถ้อยคำ จากนั้นเธอจึงหันหลังและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของเธอดูไม่มั่นคงนัก
เสียงประตูปิดลงตามหลังเธอ
ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิม ลมหายใจหอบถี่ มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ข้างกาย ความโกรธยังคงแผดเผาอยู่ในอกอย่างแหลมคม แต่ลึกลงไปกลับมีความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่านั้นกดทับอยู่... บางอย่างที่ทำให้หน้าอกของผมรัดแน่นจนเจ็บปวด
สายตาของผมเลื่อนลงไปมองที่พื้น
ใบหน้าของ ‘แมดเดอลีน’ จ้องมองกลับมาหาผมจากกรอบรูปที่พังยับเยิน รอยยิ้มของเธอยังคงอ่อนโยนในภาพถ่ายนั้น เส้นผมล้อแสงตะวันเหมือนเช่นที่มันเคยเป็นมาเสมอเธอดูมีชีวิตชีวา ดูอบอุ่น และเปล่งประกาย... เราทั้งคู่ต่างก็ดูเป็นเช่นนั้นในตอนนั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและแตกสลาย
ผมทรุดกายลงคุกเข่าบนพรม ยื่นมือที่สั่นเทาออกไปหาภาพนั้น เศษกระจกชิ้นหนึ่งบาดลึกเข้าไปในฝ่ามือทันทีที่ผมสัมผัส ความรู้สึกแสบร้อนแล่นพุ่งเข้ามา เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาเป็นทางยาว ก่อนจะหยดแหมะลงบนภาพถ่าย... ตรงพวงแก้มของแมดเดอลีนพอดี
ภาพนั้นทำให้ผมแข็งทื่อ
รอยยิ้มของเธอที่เปรอะเปื้อนด้วยรอยเลือด รอยร้าวที่ฉีกแยกภาพนั้นออกเป็นสองส่วน ตัดขาดเราออกจากกัน... ความย่อยยับของสิ่งสุดท้ายที่ผมพยายามจะฉุดรั้งไว้อย่างสุดความสามารถ
มือของผมเต้นตุบๆ ด้วยความเจ็บปวด และเปียกชื้นไปด้วยเลือด แต่ผมกลับไม่ขยับเขยื้อน ผมยังคงคุกเข่าอยู่ท่ามกลางเศษซากที่แตกสลาย โอบกอดสิ่งที่เหลืออยู่ของภาพถ่ายใบเดียวที่เราเคยมีร่วมกัน ในตอนนี้ แม้แต่การหายใจก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์
ผมควรจะซ่อนมันให้ดีกว่านี้ ผมรู้ดีอยู่เต็มอก ผมควรจะเก็บมันไว้ในที่ที่ไม่มีใครเข้าถึงได้ ในที่ที่ใบหน้าของเธอจะไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผย หรือถูกทำให้แตกสลาย หรือถูกมองด้วยสายตาของคนที่ไม่เข้าใจความหมายของมัน
แต่ผมก็ไม่ได้ทำ เพราะส่วนหนึ่งในใจของผมยังไม่อาจปล่อยวางได้ ส่วนหนึ่งของผมยังคงต้องการที่จะเห็นใบหน้าของแมดเดอลีนเป็นครั้งคราว แม้ว่ามันจะสร้างความเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม
และตอนนี้ กรอบรูปก็แตกกระจาย กระจกก็แหลกละเอียด... และฟีอาก็เห็นมันแล้ว
ผมวางกรอบรูปลงอย่างระมัดระวัง มือยังคงมีเลือดไหลซึม ผมกดฝ่ามือลงบนกางเกงเพื่อหยุดเลือด เนื้อผ้าพลันเปลี่ยนเป็นสีเข้มทันที
ในอีกไม่กี่นาที บาดแผลนี้ก็จะสมานตัว... แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ผมรู้ตัวว่าผมทำเกินกว่าเหตุ ฟีอาไม่ได้มีเจตนาร้าย เธอแค่สงสัย หรืออาจจะแค่อยากรู้อยากเห็นไปบ้าง แต่เธอไม่ได้จงใจ เธอไม่รู้ว่าภาพใบนี้มีความหมายต่อผมอย่างไร เธอไม่รู้ว่าแมดเดอลีนเป็นใคร หรือทำไมการเห็นกรอบรูปนั้นอยู่ในมือของเธอถึงทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีใครบางคนล้วงมือเข้ามาขยี้หัวใจของผมเช่นนี้
ทว่าผมไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้อีก ความเสียหายมันเกิดขึ้นแล้ว
ผมลุกขึ้นยืนช้าๆ ขาที่แข็งทื่อพาผมหันไปมองทางประตู เธอคงจะอยู่ข้างนอกนั่นในตอนนี้... ทั้งสับสน ทั้งโกรธ และเจ็บปวด และผมก็ไม่มีคำพูดใดที่จะมอบให้เธอได้เลย
งานแต่งงานกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน
เราควรจะเป็นคู่รักกัน
แต่ผมเพิ่งจะตะคอกใส่หน้าและไล่เธอออกไปให้พ้นสายตา
React
Discussion
Comments and community activity load when this section is in view.
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.