ตอนที่ 134
130 / 1532
อ่าน 10 นาที
Chapter 134 Brutality
เผยแพร่เมื่อ 12 มี.ค. 2569 19:11
บทที่ 134 ความโหดเหี้ยม
“ไอ้หนู แกคิดว่าแกกำลังคุยอยู่กับใครอยู่หะ?” ชายหนุ่มผมสั้นคนหนึ่งพูดขึ้น ใบหน้าของเขาดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนตะโกนก้อง “แกจะมัวเสียเวลาอยู่ที่นี่ไปทำไม? ถ้าพวกเราไม่สั่งสอนให้มันรู้จักหลาบจำ ฉันยอมเขียนชื่อ หวังมู่ชิว กลับหลังเลยเอ้า!”
“เลิกพูดมากได้แล้ว ไอ้หนู เข้ามา!”
ดวงตาของชายหนุ่มร่างยักษ์เต็มไปด้วยความเย็นเยียบ เขาไม่ได้สนใจคำพูดของพวกพ้องเลยแม้แต่น้อย พลังดาราในกายพุ่งพล่านออกมาอย่างรุนแรง แม้เขาจะยังไม่ได้ขยับตัว แต่ลวดลายของทักษะเสริมพลังก็ได้ถักทอเข้ากับพลังดาราที่แผ่ซ่านออกมาจากรอบกายจนห่อหุ้มร่างเอาไว้
ความเชี่ยวชาญในทักษะเสริมพลังดาราระดับนี้มากพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเขาคือหัวกะทิของโรงเรียน
ในเมื่อ ‘หมี’ เอาจริงแล้ว นักเรียนคนอื่นๆ ก็หยุดหยอกล้อกัน พวกเขาถอยออกไปเพื่อเว้นระยะห่างให้หมีได้ลงมืออย่างสะดวก
ซูผิงท้าให้พวกเขาเข้ามารุมพร้อมกัน ทว่าเหล่านักเรียนผู้ทรงพลังเหล่านั้นย่อมไม่ยอมรุมกินโต๊ะคนไร้ชื่อเสียงอย่างเขา เพราะมันจะทำให้สถาบันของพวกเขาต้องขายหน้าและกลายเป็นเรื่องตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะ
ขณะที่ไต้เหยี่ยนเดินถอยหลังไป เขาก็คำรามด้วยความกราดเกรี้ยว “สั่งสอนมันให้รู้สำนึก!”
คนอื่นๆ ยืนห่างออกไปประมาณเจ็ดถึงแปดเมตร พวกเขามองซูผิงด้วยสายตาเย็นชา รอคอยเวลาที่จะเห็นอีกฝ่ายคลานเข้ามาขอความเมตตา
ซูผิงไม่ค่อยสบอารมณ์นักที่คนพวกนี้ถอยห่างออกไป เขาประกาศเจตจำนงไว้อย่างชัดเจนแล้วแท้ๆ ทำไมถึงยังอยากจะสู้กับเขาแบบตัวต่อตัวอีก? เสียเวลาชะมัด!
“เข้ามาสิ! ลงมือซะที!” ชายหนุ่มร่างยักษ์คำรามใส่ซูผิงที่ยังคงยืนนิ่ง
ชายหนุ่มร่างยักษ์คงไม่กำแหงเช่นนี้หากคนที่อยู่ตรงหน้าคือเย่ฮ่าว ทว่านอกเหนือจากเย่ฮ่าวคนนั้นแล้ว ในสายตาของเขาไม่มีใครคู่ควรจะเป็นคู่ต่อสู้เลย ยิ่งไปกว่านั้น เขาเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว เขาจึงบอกให้ซูผิงเป็นคนเริ่มก่อน เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าการได้เปรียบเรื่องการลงมือก่อนนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย!
ซูผิงจ้องมองเขา แววตาเย็นเยียบปรากฏขึ้น “ไสหัวไป!”
เขาไม่ได้แม้แต่จะยกมือขึ้นด้วยซ้ำ ทันทีที่เสียงของเขาจางหายไป ชายหนุ่มร่างยักษ์ก็ถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นไปชนเข้ากับคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
คนผู้นั้นเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิเช่นกัน เขาตอบสนองได้รวดเร็ว หลังจากความตกใจในช่วงเสี้ยววินาทีแรกผ่านไป เขาก็ยกมือขึ้นเพื่อรับร่างของชายหนุ่มร่างยักษ์เอาไว้ ทว่าแรงปะทะมหาศาลที่ส่งผ่านมาจากร่างของชายหนุ่มร่างยักษ์ทำเอาเขาประหลาดใจ
เขาประคองร่างชายหนุ่มคนนั้นไว้แล้วถูกแรงส่งถอยหลังไปหลายก้าว กว่าจะตั้งหลักและหยุดนิ่งได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ทุกคนต่างเฝ้ามองอยู่แต่ไม่มีใครเห็นเลยว่าซูผิงทำเช่นนั้นได้อย่างไร
“อะไรนะ...?”
พวกเขาทุกคนยืนนิ่งงันด้วยความตกตะลึง
ตลอดเวลาที่ผ่านมา สีหน้าของหลัวเฟิงเทียนยังคงเรียบเฉย แต่ในวินาทีนี้ ความประหลาดใจกลับแข็งค้างอยู่บนใบหน้าของเขา ไม่นานนัก ความคิดบางอย่างก็แวบเข้ามาในหัวซึ่งทำให้เขาหวาดหวั่น แต่เขาก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดแล้ว ซูผิงดูยังเด็กมาก
จะมีนักเรียนคนไหนที่บรรลุถึงระดับนั้นในวัยเพียงเท่านี้ได้?
หากนักเรียนคนหนึ่งสามารถทำเช่นนี้ได้ เขาคนนั้นคงคว้าแชมป์การแข่งขันอีลีทลีกระดับโลกไปครองได้โดยไม่ต้องลงแข่งแม้แต่แมตช์เดียว!
ชายหนุ่มร่างยักษ์ยืนงงงันอย่างสมบูรณ์ เขาจ้องมองซูผิงที่เมื่อครู่ยังอยู่ใกล้เขามาก แต่ตอนนี้กลับยืนห่างออกไปกว่า 10 เมตรแล้ว ชายหนุ่มร่างยักษ์ไม่เห็นว่าซูผิงขยับตัวด้วยซ้ำ ในจังหวะที่ถูกซัดออกมา เขารู้สึกเหมือนตัวเบาหวิว พอได้สติอีกทีก็ไม่มีที่ให้ยึดเหนี่ยวเสียแล้ว เขาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกซัดกระเด็นออกมา
ถ้าไม่ได้คนผู้นั้นช่วยเอาไว้ เขาคงต้องล้มลงอย่างน่าอับอายแน่
หลังจากความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มร่างยักษ์ก็รู้สึกว่าเท้าของเขาแตะพื้นในที่สุด เขายังคงอยู่ในอาการช็อกเพราะการโจมตีของซูผิงนั้นแปลกประหลาดอย่างยิ่ง แค่การปะทะกันเพียงครั้งเดียว ชายหนุ่มร่างยักษ์ก็ตกเป็นรองเสียแล้ว
เห็นได้ชัดว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ไม่ใช่คนที่ดีกว่านักเรียนทั่วไปเพียงเล็กน้อยอย่างที่พวกเขาคิดไว้ตอนแรก
“ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า นอกจากเย่ฮ่าวแล้ว เราจะเจอตัวอันตรายอย่างแกที่สถาบันฟีนิกซ์พีกได้อีก” ชายหนุ่มร่างยักษ์รวบรวมสติ แทนที่จะถอยหนี เขากลับเต็มไปด้วยความกระหายที่จะต่อสู้จนเลือดในกายเดือดพล่าน
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พื้นดินถึงกับสั่นสะเทือน มิติสัตว์เลี้ยงเปิดออกต่อหน้าเขาอย่างรวดเร็ว หมีกรงเล็บทองตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนพื้น นี่คือสัตว์เลี้ยงที่มีสายเลือดระดับแปด! ในขณะนั้น หมีกรงเล็บทองตัวนี้ได้บรรลุถึงระดับห้าขั้นปลาย และดุร้ายเป็นอย่างมาก!
โฮก! ทันทีที่หมีกรงเล็บทองออกมา มันก็รับรู้ถึงความโกรธแค้นของผู้เป็นนายได้อย่างชัดเจน มันคำรามใส่ซูผิง
เสียงคำรามดังสนั่นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและคุกคาม ทักษะเสียงคำรามของหมีเป็นทักษะพื้นฐานที่มีผลในการข่มขวัญ ทว่ามันยังคงสามารถสร้างความหวาดกลัวให้กับสัตว์เลี้ยงที่ระดับต่ำกว่าได้
เสียงคำรามนั้นดังกึกก้อง ซูผิงรู้สึกว่าแอ่งเลือดที่สงบนิ่งภายในกายของเขาถูกรบกวนเล็กน้อย ความรู้สึกที่เขาเคยสัมผัสในพื้นที่ฝึกฝนถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ความรู้สึกของความบ้าคลั่งและความต้องการฆ่าโดยไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ
เขาไม่กลัวความตาย ไม่กลัวความเจ็บปวด ขอเพียงแค่ได้ฆ่า!
ซูผิงไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
แทนที่จะเป็นสายตาปกติที่ดูใจเย็น แววตาของเขากลับกลายเป็นแววตาที่เขามักจะใช้ยามต่อสู้ในพื้นที่ฝึกฝน
เย็นชา กระหายเลือด โหดเหี้ยม และไม่แยแสสิ่งใด!
ราวกับว่าสายตาคู่นั้นมองลงมาจากเบื้องบนต่อทุกชีวิต ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีค่าอะไรเลย!
หมีกรงเล็บทองที่เพิ่งคำรามจบสบตากับเหยื่อของมัน ความโกรธในจิตใจอันเรียบง่ายของมันถูกหยุดชะงักด้วยบางสิ่ง ความรู้สึกอันตรายที่บรรยายไม่ได้ทำให้หมีกรงเล็บทองรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
หมีกรงเล็บทองรู้สึกถึงอันตรายอย่างมหาศาลจนมันอยากจะหันหลังวิ่งหนีไปพร้อมกับเจ้านายของมัน!
ในขณะที่หมีกรงเล็บทองยังคงยืนนิ่ง ซูผิงก็เริ่มเคลื่อนไหว
เขาไม่ได้เรียกสัตว์เลี้ยงออกมา เขากระแทกเท้าลงบนพื้นแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับปืนใหญ่ที่มนุษย์เป็นผู้ยิง ความเร็วของเขาสูงมากจนเทียบได้กับสัตว์เลี้ยงระดับห้าที่มีทักษะความเร็วโดยเฉพาะ!
ด้วยความเร็วปานสายฟ้า ซูผิงเข้าถึงตัวหมีกรงเล็บทองได้ในทันที
หมีกรงเล็บทองอยู่ในระยะที่เขาโจมตีถึง!
ใบหน้าของทั้งสองแทบจะชิดกัน ฝั่งหนึ่งคือใบหน้ามนุษย์ที่ดูหล่อเหลา ส่วนอีกฝั่งหนึ่งคือปากหมีขนาดใหญ่ที่มีเขี้ยวแหลมคม ใครเห็นก็คงเชื่อว่ามนุษย์ควรจะเป็นฝ่ายที่ต้องหวาดกลัว
ทว่าความหวาดกลัวกลับปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหมี เขี้ยวแหลมคมเหล่านั้นสั่นเทา
ปัง! ซูผิงชกหมัดออกไปในทันที
ท่าทางของเขาดุดันขณะชกเข้าที่หน้าท้องของหมีกรงเล็บทอง ท่ามกลางเสียงกระดูกแตกหัก หมีกรงเล็บทองถึงกับหลังงอ อวัยวะภายในของมันคงได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน ซูผิงจึงคุ้นเคยกับโครงสร้างทางกายภาพของเหล่าสัตว์อสูรเป็นอย่างดี เพียงหมัดเดียวเขาก็จัดการหมีกรงเล็บทองจนหมดสภาพ
แต่นี่ไม่ใช่การโจมตีเพื่อสังหาร หากเขาคิดจะฆ่า ซูผิงคงเลือกที่จะสับลงที่ใต้คอของมัน เล็บของเขานั้นคมกว่ามีดและเขาสามารถฉีกกระชากผิวหนังทะลวงเข้าไปถึงสมองของคู่ต่อสู้ได้ไม่ยาก
เขาลดมือลง หมีกรงเล็บทองยังไม่ล้มลงไป มันยังคงสั่นสะท้าน ซูผิงอาศัยจังหวะนี้พุ่งผ่านหมีกรงเล็บทองไปถึงตัวชายหนุ่มร่างยักษ์ ชายหนุ่มยังไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นซูผิงเขาก็ตกใจ และด้วยความกลัว ชายหนุ่มร่างยักษ์จึงยกมือขึ้นป้องกันตัวตามสัญชาตญาณ
ทว่าซูผิงเร็วกว่า
ซูผิงอาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มร่างยักษ์กำลังยกมือขึ้น คว้าเข้าที่ลำคอของเขาแล้วเหวี่ยงร่างอีกฝ่ายออกไปอย่างแรง จนร่างของเขากระแทกเข้ากับอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
คนที่มองเห็นเหตุการณ์ซึ่งไม่ถูกหมีกรงเล็บทองบดบังต่างตกตะลึง ซูผิงจัดการหมีกรงเล็บทองระดับห้าด้วยมือเปล่าได้อย่างไร?
หมีกรงเล็บทองเป็นสัตว์เลี้ยงที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังและพลังป้องกัน ในบรรดาสัตว์เลี้ยงระดับเดียวกัน หมีกรงเล็บทองถือเป็นสัตว์เลี้ยงชั้นยอด ชายหนุ่มที่ชื่อหมีทุ่มเทเวลาฝึกฝนมันมาอย่างหนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงระดับห้า แต่มันสามารถต่อกรกับสัตว์เลี้ยงระดับหกขั้นปลายได้เลยทีเดียว!
สัตว์เลี้ยงเช่นนี้จะพ่ายแพ้ให้กับหมัดเดียวของซูผิงได้อย่างไร?
นั่นมันวิชาอะไรกัน?
วิธีการต่อสู้นี้ดูประหลาดอย่างยิ่ง
โดยทั่วไปแล้ว นักรบสัตว์เลี้ยงควรจะซ่อนตัวอยู่หลังสัตว์เลี้ยงเพื่อคอยสนับสนุนไม่ใช่หรือ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นักรบสัตว์เลี้ยงลงมือทุบตีสัตว์อสูรด้วยตัวเอง?!
หลัวเฟิงเทียนที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ถึงกับตะลึงงัน สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้โลกทัศน์ของเขาสั่นคลอน ไม่มีนักเรียนธรรมดาที่ไหนสามารถเอาชนะหมีกรงเล็บทองระดับห้าด้วยมือเปล่าได้!
หลัวเฟิงเทียนคงยอมรับได้หากซูผิงเป็นนักรบสัตว์เลี้ยงระดับแปด ทว่าซูผิงดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา... ไม่มีทางที่เขาจะเป็นนักรบสัตว์เลี้ยงระดับแปดไปได้!
หรือว่าซูผิงจะเป็นพวกนักรบสายกายภาพที่หายากและไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน?
แต่นักรบสายกายภาพเหล่านั้นไม่ได้สาบสูญไปหมดแล้วหรือ?
หลัวเฟิงเทียนไม่มีเวลาให้คิดมากนัก แม้แต่หมีก็ยังพ่ายแพ้ให้กับซูผิง หลัวเฟิงเทียนจึงจำต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง มิฉะนั้นพวกเขาคงไม่กล้าก้าวเท้าเข้าประตูสถาบันฟีนิกซ์พีกหากพ่ายแพ้ตั้งแต่อยู่หน้าประตูในฐานะตัวแทนที่ถูกเชิญมาแลกเปลี่ยนความรู้
วูบ!
หลัวเฟิงเทียนปลดปล่อยพลังดาราที่เขาซ่อนไว้จนหมดสิ้น เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งอย่างซูผิง การเสแสร้งต่อไปก็เท่ากับการรนหาที่ตาย
เมื่อเขาปลดปล่อยพลังดาราออกมาเต็มที่ คนรอบข้างต่างก็ตกใจ
ความเข้มข้นของพลังดาราของเขาถึงระดับหกแล้ว!
พวกเขามาจากโรงเรียนเดียวกันแท้ๆ แต่หลัวเฟิงเทียนกลับก้าวไปถึงระดับหกแล้ว!!
ก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงก้าวเดียว หลัวเฟิงเทียนก็จะกลายเป็นนักรบสัตว์เลี้ยงระดับสูง!!
ด้วยพลังระดับหก หลัวเฟิงเทียนเทียบได้กับนักสำรวจระดับหัวกะทิขั้นสูง!
จำนวนของนักรบสัตว์เลี้ยงระดับสูง... ในเมืองฐานทัพทั้งเมืองนั้นมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น
ส่วนนักรบสัตว์เลี้ยงระดับแปดน่ะหรือ? จำนวนนับรวมกันทั้งหมดยังไม่ถึงสองหลักด้วยซ้ำ!
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.