ตอนที่ 3489
3489 / 5804
อ่าน 11 นาที
Chapter 3489 - Assembling an Army
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 10:35
บทที่ 3489 – รวมพลกรีธาทัพ
“รอคอยเพียงไม่กี่วันหาใช่อุปสรรคไม่” ไป๋หยาเผยยิ้มละไมพลางเบนสายตากลับไปยังรอยแยกห้วงมิติที่บิดเบี้ยววนเวียน “ข้าได้ยินกิตติศัพท์มานานว่าน้องหยางมีความหยั่งรู้ในวิถีแห่งมิติอย่างลึกซึ้ง ดูท่าข่าวลือนั้นจะเป็นความจริง...”
ขณะที่เขากล่าวอยู่นั้น สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง หลังจากตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งอย่างละเอียด เขาก็เผยแววตาตื่นตะลึงพลางเอ่ยถามว่า “หากข้าจำไม่ผิด ทวีปที่ประตูแดนแห่งนี้เชื่อมต่อไปนั้นสูญหายไปนานแสนนานแล้ว หรือจะเป็นไปได้ว่าน้องหยางสามารถเชื่อมต่อกับมันได้อีกครั้ง?”
กฎเกณฑ์แห่งมิติรอบรอยแยกนั้นดูจะสั่นสะท้านและพริ้วไหวอย่างผิดวิสัย ราวกับกำลังชี้นำไปสู่สถานที่อันห่างไกลและลี้ลับ แม้ไป๋หยาจะมิได้เชี่ยวชาญในวิถีแห่งมิติ ทว่าด้วยตบะระดับ ‘กึ่งนักบุญ’ เขาย่อมมองเห็นเค้าลางบางอย่าง ในใจเขาพลันครุ่นคิดว่า มิน่าเล่าท่านศักดิ์สิทธิ์ถึงได้ให้ความสำคัญกับมนุษย์ผู้นี้ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นส่งกึ่งนักบุญเช่นเขามาต้อนรับด้วยตนเอง คราแรกที่ได้รับมอบหมายงาน ไป๋หยารู้สึกไม่ยินดีนัก เขาคิดว่าตนเองผู้เป็นถึงกึ่งนักบุญผู้สง่างาม เหตุใดต้องดั้นด้นเดินทางนับแสนลี้เพื่อมาพบเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ว่ามนุษย์ผู้นี้จะมีความสามารถเพียงใด เขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าท่านศักดิ์สิทธิ์เป่ยลี่โม่ยกย่องอีกฝ่ายสูงเกินไปหรือไม่ ทว่าเขามิอาจขัดคำสั่งจึงต้องรุดหน้ามาอย่างจำใจ
ทว่ายามนี้ ดูเหมือนว่ามนุษย์ผู้นี้จะมีทักษะที่ควรค่าแก่การจับตามองจริงๆ หากหยางไค่สามารถค้นหาและนำทวีปที่สาบสูญกลับมาได้จริง ความขุ่นเคืองเล็กน้อยที่เขาต้องเผชิญจะนับเป็นอย่างไรได้?
หยางไค่แย้มยิ้มกับคำกล่าวนั้นพลางส่ายหน้า “ยังไม่ถึงขั้นนั้น ข้าเพียงแต่พยายามตามคำสั่งของท่านศักดิ์สิทธิ์ แม้จะพบร่องรอยบางอย่าง แต่ข้าก็ยังมิอาจระบุ ‘พิกัดห้วงมิติ’ ของทวีปที่อยู่ฟากโน้นได้อย่างแน่ชัด”
“พิกัดห้วงมิติ?” ไป๋หยาเผยสีหน้าสงสัย
หยางไค่อธิบายด้วยรอยยิ้ม “แม้ทวีปจะสูญหายไป แต่มันย่อมต้องดำรงอยู่ที่ใดสักแห่งในห้วงมิติว้างเปล่า ส่วนที่ยากลำบากที่สุดคือการเข้าถึงมัน หากสามารถระบุตำแหน่งในห้วงมิติได้ ก็อาจจะมีโอกาสเปิดเส้นทางเชื่อมต่อ ทว่าก่อนจะสร้างเส้นทางเช่นนั้น จำเป็นต้องกำหนดพิกัดห้วงมิติที่แม่นยำของทวีปเสียก่อน”
ไป๋หยาพยักหน้าอย่างกึ่งรับกึ่งสู้ แม้จะเป็นกึ่งนักบุญแต่เขากลับมีความรู้ในวิถีแห่งมิติน้อยนิด จึงไม่มีทางยืนยันได้ว่าสิ่งที่หยางไค่ป่าวประกาศออกมาอย่างจริงจังนั้นเป็นจริงหรือเท็จ เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าช้าๆ แล้วกล่าวว่า “วิชาของน้องหยางช่างล้ำลึกยิ่งนัก!”
หากคำกล่าวชื่นชมก่อนหน้าเป็นเพียงมารยาทตามน้ำ ทว่าในยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความจริงใจ เพียงแค่โอกาสที่จะค้นหาทวีปที่สาบสูญเหล่านั้นก็นับว่าน่าอัศจรรย์ใจยิ่งแล้ว หากหยางไค่ทำสำเร็จจริง เขาจะกลายเป็นผู้ทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อแดนปีศาจทั้งหมด และบางที... เขาอาจจะได้รับความเมนตาจาก ‘ผู้นั้น’ ด้วย เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เขาจะเป็นเพียงมนุษย์ แต่ก็ไม่ใช่ใครที่ใครจะลบหลู่ได้ง่ายๆ
ไป๋หยาตัดสินใจในใจอย่างเงียบเชียบว่า หากไม่สามารถผูกมิตรกับหยางไค่ได้ อย่างน้อยเขาก็ไม่ควรปฏิบัติต่ออีกฝ่ายอย่างไร้มารยาท
“หากพี่ไป๋หยาไม่มีธุระอื่นใด เหตุใดท่านไม่ล่วงหน้าไปยังทวีปเงาเมฆาก่อนเล่า? ข้าจะกลับไปที่นั่นในอีกไม่กี่วัน แล้วเราค่อยออกเดินทางไปพร้อมกัน”
ไป๋หยาชะงักไปเล็กน้อย แต่ในเมื่อหยางไค่เอ่ยปากเช่นนั้น เขาก็ย่อมไม่อาจหน้าด้านอยู่ต่อ จึงยิ้มรับและพยักหน้า “เป็นความคิดที่ดี เช่นนั้นข้าจะรอคอยการกลับมาของน้องหยาง”
“เชิญ!” หยางไค่ผายมือส่ง
ครั้นเมื่อเห็นไป๋หยาจากไป หยางไค่จึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา เมื่อครู่นี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดนัก หากไป๋หยาเกิดสงสัยมากกว่านี้อีกนิดแล้วยืนกรานจะเข้าไปตรวจสอบในรอยแยกมิติ ความจริงที่เขาพยายามปกปิดย่อมถูกเปิดโปง โชคดีที่ชายผู้นี้ไม่ปรารถนาจะล่วงเกินเขา หยางไค่จึงรอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้
ทว่าเรื่องนี้ทำให้หยางไค่ตระหนักถึงปัญหาอย่างหนึ่ง
ในดินแดนของอวี้หรูเมิ่ง เขาสามารถหยิบใช้ทรัพยากรทุกอย่างเพื่อปกปิดการกระทำของตนได้ แต่หากไปถึงดินแดนของเป่ยลี่โม่ เขาจะไม่มีความปลอดภัยใดๆ เลย
นั่นคือเหตุผลที่เขาเกิดความคิดให้ไป๋หยาไปรอที่ทวีปเงาเมฆา เขาต้องย้อนกลับไปที่นั่นเพื่อนำคนของตนเองติดสอยห้อยตามไปด้วย เพื่อให้การทำงานสะดวกราบรื่นยิ่งขึ้น
หยางไค่รอคอยอยู่ที่นั่นอีกหลายวัน จนกระทั่งกฎเกณฑ์โลกแห่งแดนปีศาจซ่อมแซมเส้นทางจนเสร็จสิ้น เขาจึงเคลื่อนขบวนกลับสู่ทวีปเงาเมฆา
หลังจากบังคับ ‘ราชรถเศียรพยัคฆ์’ ข้ามผ่านประตูแดนหลายแห่ง ในที่สุดหยางไค่ก็กลับถึงเมืองเงาเมฆา
เขามิรอช้า รีบเรียกตัวเหออินมาสั่งการทันที เมื่อรับคำสั่ง นางก็รีบเร่งออกไปดำเนินการอย่างรวดเร็ว
ไป๋หยาพำนักอยู่ที่นี่ได้หลายวันแล้ว โดยมีเหล่าเค่อคอยต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี เมื่อเห็นหยางไค่กลับมา ไป๋หยาก็รีบออกมาต้อนรับทันที ทั้งสองสนทนากันครู่หนึ่ง แต่น้ำเสียงที่ดูร้อนรนของอีกฝ่ายกลับทำให้หยางไค่รู้สึกขบขัน
โชคดีที่หยางไค่ไม่มีเจตนาจะรั้งรอ แม้ไม่มีไป๋หยามาเร่งรัด เขาก็ร้อนใจที่จะมุ่งหน้าสู่ดินแดนของเป่ยลี่โม่เช่นกัน ดังนั้นเมื่อเหออินกลับมารายงานด้วยเสียงกระซิบ หยางไค่จึงพยักหน้าและประกาศว่า “พวกเราออกเดินทางกันเถิด”
เมื่อก้าวพ้นจากตำหนักเจ้าเมือง เบื้องหน้าปรากฏเหล่าปีศาจนับพันขบวนรวมตัวกันอยู่ ในจำนวนนั้นมีราชาปีศาจระดับกลางและระดับต่ำถึง 50 ตน ส่วนที่เหลือคือนายพลปีศาจและทหารปีศาจผู้ห้าวหาญ
ไป๋หยามองหยางไค่ด้วยความฉงน สงสัยว่าเหตุใดเขาจึงรวบรวมไพร่พลมากมายในยามนี้ หรือเขาตั้งใจจะพากองกำลังเหล่านี้มุ่งสู่ทวีปหิมะเหิน? หยางไค่ดูจะอ่านความสงสัยนั้นออกจึงยิ้มพลางเอ่ย “พี่ไป๋หยาโปรดอย่าได้ถือสา มิใช่ว่าข้าไม่ไว้วางใจท่านศักดิ์สิทธิ์เป่ยลี่โม่ เพียงแต่ข้าต้องการผู้ช่วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการซ่อมแซมประตูแดน และคนเหล่านี้ก็คุ้นเคยกับการทำงานร่วมกับข้าแล้ว หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นข้าเกรงว่าจะทำให้งานล่าช้า”
ไป๋หยาเอ่ยด้วยสีหน้าพิกล “เช่นนั้นก็ตามแต่ท่านเถิดน้องหยาง แน่นอนว่าท่านศักดิ์สิทธิ์ย่อมไม่ปฏิเสธเช่นกัน”
[ปากก็บอกว่าไม่ได้ไม่ไว้วางใจ แต่การกระทำมันช่างตรงข้ามสิ้นดี เพียงแต่เจ้ากำลังจะไปถึงทวีปหิมะเหินด้วยตนเอง ยังต้องพาพวกสวะเหล่านี้ไปด้วยรึ? หากท่านศักดิ์สิทธิ์คิดร้ายต่อเจ้าจริงๆ อย่าว่าแต่คนเพียงไม่กี่พัน ต่อให้เป็นหมื่นเป็นแสนก็ช่วยอะไรไม่ได้] ไป๋หยาไม่อาจเข้าใจความคิดของชายผู้นี้ได้เลยจริงๆ
ทว่าเขาไม่อยากพูดมากความ จึงยอมตามใจหยางไค่แต่โดยดี
หยางไค่หันไปกำชับเหล่าเค่อและเคอเซิน “ในช่วงที่ข้าไม่อยู่ จงดูแลความเรียบร้อยในทวีปเงาเมฆาให้ดี หากใครบังอาจกระทำการไม่หวังดี จงแจ้งข้าทันที!”
หยางไค่มิได้กังวลเรื่องภายในนัก แต่สิ่งที่เขากังวลคือเรื่องที่เย่ว์ซางอาจจะกลับมาจากสงครามสองโลกอย่างกะทันหัน แม้โอกาสจะน้อยนิด แต่การเตรียมพร้อมย่อมดีกว่าเสมอ
แน่นอนว่าเหล่าเค่อและเคอเซินรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
จากนั้นหยางไค่จึงสะบัดมือพลางแผดคำราม “ออกเดินทาง!”
สิ้นคำกล่าว เขาพยักหน้าให้ไป๋หยาเล็กน้อย ทั้งสองทะยานร่างขึ้นสู่เวหาเคียงคู่กัน ตามติดด้วยเหออินและเหล่าราชาปีศาจ และปิดท้ายด้วยกองทัพปีศาจที่เกรียงไกร
*พรึ่บบบ!*
ขบวนทัพทอดตัวยาวเหยียดดุจมังกรยักษ์ทะยานฟ้า ดึงดูดสายตาชาวเมืองเงาเมฆาให้หยุดมองด้วยความฉงนงงงวยว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นที่ตำหนักเจ้าเมือง
เดินทางไปได้ไม่นาน นายพลปีศาจตนหนึ่งก็เร่งรุดเข้ามาด้วยวิชาลับจนถึงตัวเหออิน แล้วกระซิบรายงานบางอย่างผ่านสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
เหออินพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะโบกมือไล่อีกฝ่ายไป
“มีเรื่องอันใดรึ?” หยางไค่หันไปถาม
เหออินตอบว่า “ท่านเจ้าเมืองโปรดทอดพระเนตรไปด้านหลัง แล้วจะทราบเองเจ้าค่ะ”
หยางไค่เหลียวหลังกลับไป เห็นแสงสีขาวนวลตานวลหนึ่งกำลังติดตามมาเบื้องหลังห่างออกไปนับสิบลี้ จังหวะการเคลื่อนไหวมิได้ช้าหรือเร็วจนเกินไป ภายใต้แสงนั้นปรากฏเงาร่างอันบอบบางอรชรลางๆ
หยางไค่รู้สึกคิ้วกระตุกทันที พลางนึกในใจว่าแม่สาวน้อยผู้นี้กำลังเล่นตลกอะไร เหตุใดถึงตามมาเช่นนี้? แต่ไม่ว่าอย่างไร ในเมื่อนางตามมาถึงที่นี่แล้ว เขาจะเพิกเฉยก็คงไม่ได้ จึงหยุดชะงักและกล่าวกับไป๋หยาว่า “พี่ไป๋หยา โปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบกลับมา”
ไป๋หยาย่อมสังเกตเห็นสถานการณ์ด้านหลังเช่นกัน เขาจึงยิ้มอย่างมีเลศนัย “มิต้องรีบร้อนน้องหยาง เชิญตามสบาย”
[ถ้าไม่รีบ แล้วเมื่อกี้เจ้าจะเร่งข้าทำไม!] หยางไค่บ่นพึมพำในใจพลางหันตัวบินย้อนกลับไป
เมื่อเขาหยุด กองทัพปีศาจนับพันก็หยุดกลางอากาศด้วยเช่นกัน และผู้ที่ติดตามมาเบื้องหลังก็จำต้องหยุดชะงัก
เมื่อไปถึง หยางไค่จ้องมองหลี่ซือฉิงพลางเอ่ยถาม “เจ้าตามมาทำไม?”
หลี่ซือฉิงก้มหน้าลงพลางพึมพำ “ข้า... ข้าไม่อยากอยู่ที่นั่นคนเดียว”
ไม่ว่าหยางไค่จะปฏิบัติต่อนางย่ำแย่เพียงใด แต่อย่างไรเขาก็ยังเป็น ‘มนุษย์’ เพียงคนเดียวที่นางรู้จักในแดนปีศาจแห่งนี้ เมื่อเทียบกับเผ่าปีศาจที่น่าสะพรึงกลัว นางย่อมปรารถนาจะอยู่ใกล้หยางไค่มากกว่า
เห็นนางเป็นเช่นนี้ หยางไค่ก็ไม่รู้จะรู้สึกรำคาญหรือขบขันดี หลังจากถอนหายใจยาว เขาก็กล่าวว่า “ช่างเถิด ในเมื่อเจ้ามาถึงที่นี่แล้ว ก็ไปด้วยกันเสีย”
เหตุผลสำคัญคือครั้งนี้เขานำเสี่ยวอู่ติดตัวไปด้วย เพราะเขาไม่ไว้วางใจเป่ยลี่โม่อย่างถึงที่สุด หากมีเสี่ยวอู่อยู่ข้างกาย ไม่ว่าอันตรายเพียงใด อวี้หรูเมิ่งย่อมสามารถปรากฏกายผ่าน ‘จิตจุติ’ ได้ทุกเมื่อ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลี่ซือฉิงและเสี่ยวอู่ได้เริ่มสนทนากันบ้าง แม้จะไม่สนิทสนมแต่ก็มิใช่คนแปลกหน้า หากแม้แต่เสี่ยวอู่ยังจากไป ในเมืองเงาเมฆาก็คงไม่มีมนุษย์คนใดให้หลี่ซือฉิงได้ปริปากพูดด้วยอีก
สำหรับคนในสถานการณ์เช่นนาง การอยู่ในเมืองเงาเมฆาย่อมไม่ต่างจากการถูกทรมาน แม้พวกเหล่าเค่อจะไม่กล้าเสียมารยาทต่อนาง แต่นางก็ยังคงใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงอยู่ทุกลมหายใจ
ดูเหมือนหลี่ซือฉิงจะไม่คาดคิดว่าหยางไค่จะตกลงง่ายดายเช่นนี้ ดวงตาคู่งามของนางพลันสั่นสะท้านด้วยความยินดี ยามมองสบตาเขา แววตานั้นยังแฝงไปด้วยความซาบซึ้ง
หยางไค่กล่าวเสริม “แต่เจ้าต้องเชื่อฟัง มิเช่นนั้นอย่าหาว่าคนของข้าไร้ความปรานี!” เขาทำสีหน้าข่มขู่จนหลี่ซือฉิงตกใจรีบพยักหน้าหงึกๆ ราวกับไก่จิกข้าว
หยางไค่ลอบถอนหายใจในอก เขามองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยว่า “การใช้พลังอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้าหรือ?”
ที่นี่คือแดนปีศาจ กลิ่นอายปีศาจในพลังแห่งโลกโดยรอบย่อมกัดเซาะพลังปราณจักรพรรดิที่ปกป้องร่างนางอยู่ตลอดเวลา หากสูญเสียพลังมากเกินไป นางย่อมได้รับผลกระทบ และหากกลิ่นอายปีศาจรุกรานเข้าสู่ร่างจริง ปัญหาคงมิใช่เรื่องเล็กน้อย
หลี่ซือฉิงตอบเสียงเบา “ข้าจะระวังตัวเจ้าค่ะ”
หยางไค่พยักหน้า “เจ้ายังมีผลึกต้นกำเนิดและโอสถอยู่หรือไม่?”
“มีเจ้าค่ะ ท่านมอบให้ข้ามากมาย ข้าเพิ่งใช้ไปเพียงไม่กี่ส่วนเท่านั้น” หลี่ซือฉิงเงยหน้าขึ้นและรวบรวมความกล้าส่งยิ้มให้เขา แต่มันช่างดูแข็งทื่อพิกล
“จำไว้ว่าให้มาหาข้าก่อนที่มันจะหมด” หลังจากกำชับนาง หยางไค่ก็ใช้พลังปราณจักรพรรดิห่อหุ้มร่างนางไว้แล้วพานางทะยานไปข้างหน้าพร้อมกัน
หลี่ซือฉิงรู้สึกตื้นตันกับการกระทำนี้ และพลันตระหนักได้ว่าหยางไค่มิได้ดุร้ายอย่างที่นางจินตนาการไว้
เมื่อไป๋หยาเห็นหยางไค่กลับมา เขาก็ยิ้มเยือนราวกับจะชื่นชมในวาสนาความรักของอีกฝ่าย
หยางไค่คร้านจะสนใจ เขาพาทั้งหลี่ซือฉิงและเสี่ยวอู่ทะยานนำหน้าไป ทิ้งให้ไป๋หยาต้องขบเคี้ยวเคี้ยวฟันอยู่เบื้องหลัง ริมฝีปากสีแดงขยับมุบมิบ แม้ไม่มีเสียงรอดออกมา แต่มองจากรูปปากก็รู้ว่าเขากำลังสาปแช่งอยู่แน่นอน
แน่นอนว่าความเร็วของคนนับพันที่เคลื่อนขบวนย่อมมิอาจรวดเร็วนัก พวกเขาใช้เวลาเดินทางเต็มหนึ่งวันเต็มๆ กว่าจะมองเห็นประตูแดนอยู่รำไรจากที่ไกลๆ
ไป๋หยาเผยสีหน้าฉงนพลันเร่งความเร็วขึ้นมาขนาบข้างหยางไค่ “น้องหยาง เหตุใดเจ้าจึงมาทางนี้? เส้นทางนี้จะทำให้ระยะทางไปสู่ทวีปหิมะเหินไกลขึ้นกว่าเดิมมาก เราควรจะผ่านประตูแดนอีกแห่งหนึ่งมากกว่า”
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.