ตอนที่ 4754
4752 / 5804
อ่าน 13 นาที
Chapter 4754 – Lang Ya Paradise’s Sect Master, Li Yuan Wang
เผยแพร่เมื่อ 11 เม.ย. 2569 13:35
## **บทที่ 4754 – เจ้าสำนักหลางหยาพาราไดซ์ หลี่หยวนหวัง**
**ผู้แปล**: Silavin & Tia
**ผู้ตรวจทานคำแปล**: PewPewLazerGun
**บรรณาธิการและผู้พิสูจน์อักษร**: Leo of Zion Mountain & Dhael Ligerkeys
---
“ก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้าอยู่ที่ท่าเทียบยานแห่งความว่างเปล่าของนครดาราหลางหยา ข้าถูกศิษย์พี่นามว่าจงอวี้ฉวนเรียกพบ หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกจากกันข้าได้ลองหยั่งเชิงเขาเล่นๆ และยืนยันได้ว่าเขาถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬไปแล้ว!” หยางไค่กล่าวอย่างรวดเร็ว
กู่พานตกตะลึง “ศิษย์พี่จงถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬหรือเจ้าคะ!?”
เขาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “หมึกทมิฬ... ชั่วนิรันดร์! นั่นคือสิ่งที่สือเจิ้งกล่าวไว้ก่อนจะปลิดชีพตนเอง ข้าไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร แต่เป็นไปได้สูงว่ามันคือปณิธานอันแน่วแน่ของผู้ที่ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬ การกล่าวคำเหล่านั้นกับจงอวี้ฉวนเป็นเพียงความคิดชั่ววูบในตอนนั้น ข้าไม่เคยคาดคิดเลยว่าจงอวี้ฉวนจะตอบสนองกลับมาในลักษณะเดียวกัน”
กู่พานเข้าใจในบัดดล “นั่นคือเหตุผลที่ท่านใช้คำพูดเดียวกันเพื่อทดสอบข้าหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้และลงมือกักขังข้าในทันทีนะ ศิษย์น้องหญิง!”
กู่พานอธิบาย “ท่านอาจารย์ของข้าเคยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ที่ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬ ดังนั้นข้าจึงทราบถึงการมีอยู่ของเผ่าหมึกทมิฬ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับเผ่าหมึกทมิฬนั้นถูกควบคุมอยู่ภายในแดนสวรรค์และถ้ำเทวามาโดยตลอด แม้แต่ศิษย์ที่ไม่ใช่ศิษย์สายหลักในแดนสวรรค์และถ้ำเทวาก็จะไม่ล่วงรู้เรื่องราวเหล่านี้ ในทางกลับกัน ท่านไม่ใช่ศิษย์ของแดนสวรรค์หรือถ้ำเทวาแห่งใดเลย นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าเข้าใจท่านผิดไปเมื่อท่านเอ่ยถึงเรื่องหมึกทมิฬขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง!”
“ศิษย์พี่ เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เราจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้ต่อเจ้าสำนัก!”
หยางไค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับข้อเสนอนั้นและกล่าวว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ถ้าเกิดว่า... เจ้าสำนักของท่านเองก็ถูกครอบงำด้วยหมึกทมิฬเล่า? ผู้คนที่ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬทั้งหมดกำลังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดในขณะนี้ ไม่มีทางที่เราจะล่วงรู้ตัวตนของพวกเขาได้ คนเดียวที่ข้าสามารถไว้วางใจได้ในตอนนี้ก็คือเจ้า”
กู่พานลังเลก่อนจะเอ่ย “ข้าไม่คิดว่าจะเป็นไปได้นะเจ้าคะ หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าคงถูกครอบงำด้วยหมึกทมิฬไปนานแล้ว ท่านอาจไม่ทราบ ศิษย์พี่ แต่เจ้าสำนักแห่งหลางหยาพาราไดซ์ก็คือท่านอาจารย์ของข้าเอง และท่านก็เป็นผู้ที่บอกเล่าเรื่องเผ่าหมึกทมิฬแก่ข้าด้วย”
พรสวรรค์และศักยภาพในอนาคตของจงอวี้ฉวนย่อมไม่อาจเทียบได้กับกู่พานผู้ซึ่งก้าวขึ้นสู่ขอบเขตสวรรค์เบิกฟ้าระดับหกได้โดยตรง แต่ถึงกระนั้น เขายังถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่กู่พานจะไม่ตกเป็นเป้าหมายหากเป็นไปได้
หลังจากฟังคำของกู่พาน หยางไค่ก็รู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่เจ้าสำนักหลางหยาพาราไดซ์จะเกี่ยวข้องกับเผ่าหมึกทมิฬ
“จงอวี้ฉวนคงจะระบุตัวข้าว่าเป็นพวกเดียวกันแล้ว หากมีการสื่อสารระหว่างผู้ที่ถูกครอบงำด้วยหมึกทมิฬ ข่าวสารก็คงจะแพร่กระจายไปในหมู่พวกเขาแล้วในตอนนี้ หากข้าไปเข้าพบเจ้าสำนักในเวลานี้...” ถึงกระนั้น หยางไค่ก็อดที่จะลังเลไม่ได้
ทว่ากู่พานแย้งขึ้น “หลางหยาพาราไดซ์มีอารามเต๋าอยู่ในแดนดารา ดังนั้นจึงถือได้ว่ามีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกับแดนดาราเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังเป็นมหาจักรพรรดิแห่งแดนดารา ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ท่านจะเข้าพบเจ้าสำนักหลังจากมาเยือนหลางหยาพาราไดซ์ แม้ว่าผู้ที่ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬจะล่วงรู้เรื่องนี้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอันใด”
นั่นเป็นความจริง ในฐานะผู้น้อยและมหาจักรพรรดิแห่งแดนดารา ไม่มีเหตุผลใดที่หยางไค่จะไม่ไปเข้าพบเจ้าสำนักหลังจากมาเยือนหลางหยาพาราไดซ์ เพราะนั่นเป็นเพียงมารยาทขั้นพื้นฐาน
ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้นในใจ เขาก็พยักหน้า “เช่นนั้น ข้าคงต้องรบกวนศิษย์น้องหญิงช่วยจัดการให้แล้ว”
“ตามข้ามาเลยเจ้าค่ะ ศิษย์พี่”
หยางไค่เดินออกจากเรือนไผ่พร้อมกับกู่พาน จากนั้นทั้งสองก็ทะยานขึ้นฟ้า มุ่งตรงไปยังใจกลางของมณฑลวิญญาณขนาดมหึมาทั้งสามแห่ง ระหว่างทาง พวกเขาผ่านผู้คนจากหลางหยาพาราไดซ์มากมาย ส่วนใหญ่จะหยุดและโค้งคำนับอย่างสุภาพจากระยะไกลเมื่อเห็นกู่พาน จะเห็นได้ว่าศิษย์สายหลักเช่นนางมีสถานะสูงส่งอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น กู่พานก็หยุดและโค้งคำนับให้ชายชราผู้หนึ่งซึ่งค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้พวกเขาในความว่างเปล่า “ท่านอาจารย์อาหยวน!”
ชายชราแซ่หยวนเหลือบมองกู่พานด้วยรอยยิ้มและพยักหน้าทักทาย “หลานศิษย์ เจ้ากำลังจะไปพบเจ้าสำนักหรือ?”
นางตอบ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์อา”
เขาพยักหน้าเบาๆ เหลือบมองหยางไค่แล้วเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “หลานศิษย์ ผู้นี้คือใคร? ดูไม่เหมือนศิษย์ของหลางหยาพาราไดซ์เลย”
นางอธิบาย “เรียนท่านอาจารย์อา นี่คือเจ้าดินแดนว่างเปล่า หยางไค่ ศิษย์พี่หยางเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของข้าที่แวะมาเยี่ยมเยียนระหว่างเดินทางผ่านหลางหยาพาราไดซ์เจ้าค่ะ”
เขาประหลาดใจ “โอ้? เจ้าคือเจ้าดินแดนว่างเปล่า หยางไค่รึ?”
“ผู้น้อยหยางไค่คารวะท่านอาวุโสหยวน!” หยางไค่โค้งคำนับทักทาย
ชายชราแซ่หยวนลูบเคราด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสุภาพเกินไปแล้ว ผู้เฒ่าผู้นี้ได้ยินชื่อเสียงของเจ้ามาบ่อยครั้งในช่วงนี้ จากที่ข้าเห็น เป็นความจริงที่ว่าผู้เปี่ยมพรสวรรค์ย่อมถือกำเนิดขึ้นในทุกยุคสมัย!”
“ท่านอาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ ผู้น้อยยังด้อยกว่าท่านในทุกด้าน มิอาจเทียบกับบารมีของท่านได้เลยขอรับ ท่านอาวุโส!”
ชายชราแซ่หยวนพลันมีสีหน้าปลาบปลื้มเมื่อถูกเยินยอและหัวเราะเสียงดัง “เจ้าหนู เจ้ามีฝีปากคมคายนัก! อนาคตของเจ้ารุ่งโรจน์อย่างแน่นอน!” จากนั้นเขาก็ยิ้มให้หยางไค่อย่างเป็นมิตร “หากเจ้าไม่รีบร้อนจากไป ก็ควรแวะไปที่พำนักของข้าบ้าง ข้ามีสุราชั้นเลิศมากมาย น่าเสียดายที่ไม่มีใครร่วมดื่มด้วย!”
หยางไค่พยักหน้าอย่างร่าเริง “หากมีสุราชั้นเลิศ เช่นนั้นข้าย่อมไม่อาจพลาดโอกาสนี้ได้ วันหนึ่งข้าจะไปเยี่ยมคารวะท่านอย่างแน่นอนขอรับ!”
ชายชราแซ่หยวนยิ้มตอบและโบกมือ “ไปเถอะ เจ้าสำนักกำลังว่างอยู่พอดี หากเจ้าไปช้ากว่านี้ เขาอาจจะเข้าฌานไปเสียก่อน”
“เช่นนั้น ผู้น้อยขอตัวลาขอรับ” หยางไค่ประสานหมัดและเดินหน้าต่อไปพร้อมกับกู่พาน
ครู่ต่อมา กู่พานส่งกระแสจิตมา “ศิษย์พี่ ท่านวางแผนที่จะไปหยั่งเชิงท่านอาจารย์อาหยวนหรือเจ้าคะ?”
หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาคงไม่ตอบรับอย่างร่าเริงถึงเพียงนั้น
หยางไค่ถามกลับ “เจ้าคิดว่ามีโอกาสที่ท่านอาวุโสหยวนผู้นี้จะถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬหรือไม่?”
กู่พานครุ่นคิดอย่างเงียบงันครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์อาหยวนตู้เป็นหนึ่งในสามรองเจ้าสำนักของหลางหยาพาราไดซ์ ปกติท่านใจดีมากและปฏิบัติต่อเหล่าศิษย์เป็นอย่างดี จุดอ่อนเพียงอย่างเดียวของท่านคือชอบฟังคำเยินยอมากเกินไปหน่อย ข้าหวังว่าท่านจะไม่ใช่หนึ่งในผู้ที่ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬ”
หยางไค่รู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย ไม่น่าแปลกใจที่คำเยินยอส่งเดชของเขาทำให้หยวนตู้มีความสุขมากเมื่อครู่นี้ ปรากฏว่าหยวนตู้ชอบได้รับคำชมเช่นนั้นจริงๆ ส่วนเรื่องที่ว่าเขาถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬหรือไม่นั้น ไม่มีใครบอกได้อย่างแน่นอน ท้ายที่สุด หากหยางไค่ไม่ได้มาที่นี่ในวันนี้ กู่พานก็คงไม่มีวันเชื่อว่าผู้อาวุโสสือเจิ้งก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬเช่นกัน!
ทั้งสองเดินทางต่อไป และในเวลาไม่นาน พวกเขาก็ลงจอดหน้าตำหนักโอ่อ่าหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนมณฑลวิญญาณกลาง กู่พานเดินเข้าไปข้างในด้วยความคุ้นเคยอย่างยิ่งและตรงไปยังห้องโถงด้านใน เมื่อนางเคาะประตูเบาๆ ไม่นานก็มีเสียงเคร่งขรึมดังมาจากข้างใน “เข้ามา!”
ประตูเปิดออกอย่างช้าๆ กู่พานกวักมือเรียกหยางไค่แล้วเดินนำเข้าไป ห้องโถงนั้นไม่ใหญ่นัก และเมื่อหยางไค่เงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าขาตั้งภาพ เขากำลังถือพู่กันอยู่ในมือและดูเหมือนกำลังตั้งใจวาดภาพบางอย่างอย่างสุดหัวใจ
“ท่านอาจารย์!” กู่พานเอ่ยเรียกเบาๆ
“อืม!” ชายวัยกลางคนตอบรับโดยไม่เงยหน้าหรือหยุดการเคลื่อนไหวของมือ
หยางไค่ถือโอกาสพิจารณาเจ้าสำนักแห่งหลางหยาพาราไดซ์ ระหว่างทางมาที่นี่ เขาได้สอบถามเกี่ยวกับท่านอาวุโสผู้นี้และได้รู้ว่านามของเขาคือหลี่หยวนหวัง
หลี่หยวนหวังอยู่ในขอบเขตสวรรค์เบิกฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูงสุด ห่างจากการก้าวขึ้นสู่ระดับแปดเพียงก้าวเดียว แม้แต่ในบรรดาจอมยุทธ์ขอบเขตสวรรค์เบิกฟ้าระดับเจ็ดทั้งหมดในแดนสวรรค์และถ้ำเทวาต่างๆ เขาก็จัดอยู่ในระดับแนวหน้า
เมื่อได้เห็นเขาในขณะนี้ รัศมีของเขาก็ช่างไม่ธรรมดา พู่กันในมือของเขาดูราวกับมีชีวิต ตวัดวาดทิวทัศน์อันงดงามอย่างต่อเนื่องไร้การหยุดชะงัก ยิ่งไปกว่านั้น กระดาษที่กางอยู่เบื้องหน้าเขายังแผ่พลังโลกจางๆ ออกมา พลังโลกนี้ไม่ใช่พลังโลกที่เขาระดมออกมา แต่ราวกับว่าภาพวาดนั้นได้กลายเป็นโลกอิสระใบหนึ่งขึ้นมาเอง
เมื่อหยางไค่พบกู่พานเป็นครั้งแรก เขาพบว่ามันแปลกที่นางใช้พู่กันเป็นอาวุธ อาร์ติแฟกต์เช่นนี้นับว่าหายากยิ่งนัก แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน ดูเหมือนว่านี่จะเป็นอิทธิพลที่มาจากอาจารย์ของนาง หลี่หยวนหวัง
หยางไค่รออย่างเงียบๆ สังเกตหลี่หยวนหวังเป็นระยะ แม้ว่ากู่พานจะค่อนข้างมั่นใจได้ว่าหลี่หยวนหวังไม่ได้ถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬ แต่ก็ไม่มีใครสามารถพูดได้อย่างแน่นอน จะเกิดอะไรขึ้นหากเขาถูกครอบงำโดยหมึกทมิฬ?
เป็นเวลานาน ในที่สุดหลี่หยวนหวังก็หยุดวาดภาพ เขาถอยหลังไปสามก้าวเพื่อพิจารณาผลงานของตนก่อนจะพยักหน้าซ้ำๆ อย่างพึงพอใจ โดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนู มานี่สิ บอกข้าทีว่าภาพวาดของราชาผู้นี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หยางไค่ตกใจเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น แต่เขาก็ตอบสนองอย่างรวดเร็ว “ขอรับ!”
กู่พานรีบคว้าแขนเสื้อของเขาและส่ายหน้าให้เขาอย่างแนบเนียน “อย่าไปนะเจ้าคะ ศิษย์พี่!”
“มีอะไรหรือ?” หยางไค่มองนางอย่างงุนงง
นางไม่พูดอะไร เพียงแค่ส่ายหน้าด้วยสีหน้าลำบากใจ
หลี่หยวนหวังเงยหน้ามองนางและตวาดอย่างไม่พอใจ “เจ้าหมายความว่าอย่างไรนังหนู? อาจารย์ผู้นี้อุตส่าห์ทุ่มเทสร้างสรรค์ภาพวาดนี้ขึ้นมา จะให้สหายของเจ้าดูหน่อยจะเป็นอะไรไป? รีบปล่อยมือเร็วเข้า!”
กู่พานจึงยอมปล่อยมือจากแขนเสื้อของหยางไค่อย่างจนใจ นางยังหันหน้าไปด้านข้าง ไม่สามารถทนดูสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างแน่นอน
หลี่หยวนหวังมองหยางไค่ด้วยรอยยิ้ม “เด็กคนนี้มักจะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เสมอ ในฐานะอาจารย์ ข้าล้มเหลวในการสั่งสอนนาง โปรดอย่าได้ถือสาคำพูดของนางเลย”
หยางไค่ย่อมปฏิเสธคำพูดเหล่านั้น เขาก้าวไปยังขาตั้งภาพซึ่งหันหลังให้เขามาตลอด ในที่สุดเขาก็ได้เห็น ‘ภาพวาด’ และทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างตกตะลึง
“เป็นอย่างไรบ้าง?” หลี่หยวนหวังถามอย่างจริงจังจากด้านข้าง “ฝีมือการวาดภาพของราชาผู้นี้ก้าวล้ำพ้นโลกีย์และขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วใช่หรือไม่?”
หยางไค่มองม้วนภาพตรงหน้าราวกับว่ามันหยิบกริชขึ้นมาแทงท้องของเขา ‘ผลงานชิ้นเอก’ ชิ้นนี้ดูเหมือนมีก้อนหมึกหยดหนึ่งทางทิศตะวันออก และอีกหยดหนึ่งทางทิศตะวันตก ทั้งหมดถูกป้ายรวมกันจนกลายเป็นความยุ่งเหยิงที่ยากจะบรรยาย ชั่วขณะหนึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไรและทำได้เพียงกล่าวอย่างรวดเร็วว่า “ท่านอาวุโส ภาพวาดนี้เป็นมากกว่านั้นขอรับ! มันไม่ได้เพียงแค่ขึ้นสู่จุดสูงสุด! แต่มันก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ความพิเศษเหนือธรรมดา! มันสั่นสะเทือนประวัติศาสตร์และทำให้ยุคปัจจุบันต้องพร่างพราย! ภายในภาพวาดนี้มีจักรวาลทั้งใบซ่อนอยู่!”
[มโนธรรมของข้า... มันเจ็บปวด! รู้สึกเหมือนจะขาดอากาศหายใจตาย!]
กู่พานมองหยางไค่ด้วยสีหน้าตกตะลึง
ในขณะเดียวกัน หลี่หยวนหวังก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างเต็มที่ “ถูกต้อง! ราชาผู้นี้บ่มเพาะฝีมือการวาดภาพมานับพันปี ในโลกใบนี้ ใครจะกล้าอ้างตนเป็นอันดับหนึ่งหากราชาผู้นี้อ้างตนเป็นอันดับสอง?”
หยางไค่ประสานหมัดและกล่าวด้วยเสียงต่ำ “ข้ามิอาจกล่าวถึงอนาคตได้ แต่ฝีมือการวาดภาพของท่านอาวุโสนั้นไร้ผู้ใดเคยทำได้มาก่อนอย่างแน่นอนขอรับ!”
“ดี!” หลี่หยวนหวังพยักหน้าซ้ำๆ ขณะลูบคางและจ้องมองภาพวาดของตนเอง หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เขาก็ถามขึ้นทันที “เจ้าบอกว่ามีจักรวาลอยู่ในภาพวาดนี้ บอกข้ามาอีกสิ!”
[จะให้ข้าบอกอะไร? แม้แต่กลุ่มควันหมึกทมิฬที่บิดเบี้ยวอยู่ตลอดเวลาซึ่งถูกผนึกไว้ในจักรวาลย่อยของข้ายังดูดีกว่าภาพวาดนี้เสียอีก! ไม่น่าแปลกใจที่กู่พานพยายามห้ามไม่ให้ข้าเข้าใกล้ก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่านางรู้จักอาจารย์ของตนเองดี ภาพวาดนี้ช่าง... บาดตาเสียจริง!]
“ว่าต่อไปสิ! ทำไมเจ้าไม่พูด?” ในทางกลับกัน หลี่หยวนหวังดูเหมือนจะไม่มีความตระหนักรู้ในตนเองเลยและยังคงเร่งเร้าให้หยางไค่พูดต่อไป
ภาพลักษณ์ของหลางหยาพาราไดซ์ในใจของหยางไค่พังทลายลงทันที [แม้แต่เจ้าสำนักยังมีพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจที่หยวนตู้ จอมยุทธ์ขอบเขตสวรรค์เบิกฟ้าระดับเจ็ดซึ่งดำรงตำแหน่งหนึ่งในรองเจ้าสำนัก ถึงได้ชอบฟังคำเยินยอนัก! นี่เป็นตัวอย่างชั้นยอดของคำกล่าวที่ว่า ‘หากรากฐานคดเคี้ยว หลังคาก็ย่อมเบี้ยวตามไปด้วย!]
หยางไค่ข่มความคิดของตนเองไว้นาน ไม่รู้จะตอบว่ากระไร เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เงยหน้ามองหลี่หยวนหวังแล้วโพล่งออกไปว่า “ท่านอาวุโส หมึกทมิฬชั่วนิรันดร์!”
ใบหูอันงดงามของกู่พานกระดิกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น นางจ้องมองท่านอาจารย์ของตน จับตามองทุกการเปลี่ยนแปลงในท่าทีของเขาขณะที่ลอบโคจรพลังโลกอย่างลับๆ
หลี่หยวนหวังจ้องมองหยางไค่อย่างว่างเปล่า เวลาผ่านไปนานก่อนที่เขาจะเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าว่าอะไรนะ?”
หยางไค่รีบโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “ไม่มีอะไรขอรับ! ไม่มีอะไร!”
คำพูดยังไม่ทันขาดคำ พลังโลกอันทรงพลังก็หมุนวนและพลุ่งพล่าน ภาพวาดที่ดูเหมือนรอยสาดกระเซ็นบนม้วนภาพพลันมีชีวิตขึ้นมาทันที และลวดลายที่กระจัดกระจายในภาพวาดก็บิดเบี้ยวอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมกับแสงวาบหนึ่ง โลกทั้งใบก็พลันพลิกกลับตาลปัตร!
เมื่อหยางไค่และกู่พานได้สติกลับคืนมา พวกเขาก็ไม่ได้ยืนอยู่ในห้องโถงอีกต่อไป หากแต่อยู่ในโลกที่ไม่รู้จักแห่งหนึ่ง
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.