ตอนที่ 11
11 / 25
อ่าน 15 นาที
บทที่ 11 — คืนที่พันคนหายไป
เผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2569 07:54
คืนนั้นบนที่ราบทางตะวันออกเฉียงเหนือ ดาวเต็มฟ้า และไม่มีลม.
นั่นคือสิ่งแรกที่ทหารยามชื่อกัลด์สังเกตได้ — ไม่มีลม. ทั้งที่ค่ายนี้ตั้งอยู่กลางทุ่งโล่ง ลมกลางคืนควรพัดโกรกเป็นปกติทุกคืน. แต่คืนนี้ธงผ้าขาดวิ่นเหนือเต็นท์ของเจ้าโจรห้อยนิ่งราวกับผ้าตาย. เปลวไฟกองใหญ่กลางค่ายลุกตรงขึ้นฟ้าไม่ไหวเอน.
กัลด์ขยับเท้าบนหอคอยไม้ที่สั่นคลอน เอามือถูแขนที่ขนลุก. เขาบอกตัวเองว่าเป็นเพราะอากาศหนาว. เขาโกหกตัวเองเก่ง — เป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับคนที่อยู่กับเจ้าโจรเลือดเหล็กมาสามปีโดยยังมีหัวติดคอ.
ด้านล่างเขา ค่ายของคางโกรกำลังกินอาหารเย็น.
พันชีวิต. กัลด์เคยนับ — ไม่ใช่นับจริงๆ หรอก แต่นับจากจำนวนหม้อข้าวที่ครัวกลางต้มทุกเย็น. เจ็ดสิบกว่าหม้อ. คนพันคนที่หนีมาจากทุกหนแห่ง — ทหารหนีทัพ ชาวนาที่ถูกเผาบ้าน อาชญากรที่หนีตะแลงแกง คนที่โลกไม่เหลือที่ให้ยืน. คางโกรรับพวกเขาไว้หมด เลี้ยงข้าวพวกเขา และในการแลกเปลี่ยน พวกเขาก็ยกดาบให้เขา.
วันนี้ทั้งค่ายอารมณ์ดีเป็นพิเศษ. อีกหกวันจะได้ไปเผาเมืองใหม่ทางตะวันตก — เมืองคนยากที่ข่าวลือว่ามีทองและของวิเศษ. มีคนเล่นพิณ มีคนร้องเพลงหยาบคาย มีเสียงหัวเราะลอยขึ้นมาถึงหอคอย.
กัลด์มองออกไปในความมืดของที่ราบ.
แล้วเขาก็เห็นมัน.
ไม่ใช่เห็นจริงๆ — มันเล็กเกินกว่าจะเรียกว่าเห็น. เป็นเพียงจุดหนึ่งในความมืดที่ดูมืดกว่าความมืดรอบข้าง. จุดที่ดาวด้านหลังมันหายวับไปชั่วขณะแล้วโผล่กลับมา ราวกับมีอะไรบางอย่างเดินผ่านหน้าดวงดาว.
กัลด์กะพริบตา. มองอีกครั้ง.
ไม่มีอะไร. แค่ความมืดธรรมดา.
เขาถอนหายใจ บ่นกับตัวเองว่ากำลังเห็นภาพหลอนเพราะง่วง แล้วหันกลับไปมองกองไฟด้านในค่ายเพื่อให้ตาคุ้นแสง.
นั่นคือความผิดพลาดของเขา.
เพราะถ้ากัลด์มองออกไปในความมืดต่ออีกสามวินาที เขาจะเห็นว่าจุดมืดนั้นไม่ได้หายไป. มันแค่เข้าใกล้ขึ้น — เร็วเกินกว่าที่ขาคนใดจะวิ่งได้ เงียบเกินกว่าที่เท้าใดจะเหยียบหญ้าได้.
และมันรู้ว่ากัลด์มองไม่เห็นมันแล้ว.
---
ราฮับหยุดอยู่ที่ขอบเขตแสงไฟของค่าย ห่างจากแนวเต็นท์ชั้นนอกราวยี่สิบก้าว.
เขายืนนิ่งในความมืดสักครู่ ปล่อยให้สายตาวาดภาพทั้งค่ายลงในหัว เหมือนช่างแกะสลักที่เพ่งมองหินก้อนหนึ่งก่อนลงสิ่ว. หอคอยยามสี่มุม. แนวเต็นท์ทหารเรียงเป็นวง. คอกม้าทางทิศใต้. คลังเสบียงที่มุงด้วยหนังสัตว์. และกลางค่าย — เต็นท์ใหญ่ของเจ้าโจร ปักธงขาดวิ่น มีไฟส่องสว่างกว่าที่อื่น.
ราฮับไม่สนใจเต็นท์กลาง. ยังไม่ถึงเวลา.
นายสั่งว่า *อย่าให้ใครรู้.*
ในการทำงานแบบนี้ มีกฎอยู่ข้อเดียวที่ราฮับยึดถือมานับพันปี — เริ่มจากริมขอบ แล้วค่อยเข้าหาใจกลาง. เริ่มจากคนที่จะส่งเสียงเตือนก่อน. แล้วค่อยจัดการคนที่เหลือ ทีละกอง ทีละจุด ในขณะที่ไม่มีใครรู้ว่ากองข้างๆ เงียบลงแล้ว.
ความเงียบไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งค่าย. ความเงียบคือสิ่งที่คืบคลานเข้าไปทีละนิ้ว.
ราฮับยกมือขึ้นแตะด้ามดาบที่หลัง.
เขาไม่ได้ชักมันออก. ยัง.
เพราะเหล็กเปลือยสะท้อนแสงไฟ. และแสงที่กระพริบผิดจังหวะคือสิ่งที่สายตามนุษย์จับได้ก่อนสิ่งอื่นใด.
นายเคยสอนเขาอย่างนั้น — นานมาแล้ว ในยุคที่ฟ้ายังเต็มไปด้วยหอคอยร้อยยอด. *ดาบที่ดีที่สุดคือดาบที่ศัตรูไม่เคยเห็นว่าถูกชัก.*
ราฮับก้าวเท้าแรกเข้าสู่ค่าย.
หญ้าใต้เท้าเขาไม่ส่งเสียง.
---
ทหารคนแรกชื่ออะไร ราฮับไม่รู้ และไม่จำเป็นต้องรู้.
เป็นชายร่างใหญ่นั่งยองๆ อยู่หลังเต็นท์ชั้นนอก กำลังปัสสาวะรดพุ่มไม้และฮัมเพลงเบาๆ ไปด้วย. เขาไม่เคยได้ยินเสียงอะไรข้างหลัง เพราะไม่มีเสียงให้ได้ยิน. เขาแค่รู้สึกว่าโลกเย็นวูบลงทันที — เหมือนเมฆบังดวงจันทร์ — แล้วทุกอย่างก็ดับลง.
ไม่ใช่ความเจ็บ. ไม่ใช่ความตกใจ. แค่... ดับลง. เหมือนเทียนที่ถูกนิ้วบีบ.
ราฮับประคองร่างนั้นลงกับพื้นอย่างนุ่มนวลก่อนที่มันจะล้มกระแทกดิน. เสียงร่างกระแทกพื้นคือเสียง. และเสียงคือพยาน.
เขาวางชายคนนั้นลงในเงาของพุ่มไม้ แล้วเคลื่อนต่อไป.
ราฮับไม่ได้ใช้เวทเทพเจ้า — ยัง. เขายังไม่จำเป็น. คนพวกนี้คือมนุษย์ยุคเสื่อม คนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขาทำได้แค่จุดไฟด้วยปลายนิ้ว. การจัดการพวกเขาด้วยมือเปล่ากับดาบที่ยังไม่ชัก เป็นเรื่องง่ายเสียจนราฮับรู้สึกแทบไม่ต่างจากการเดินเล่น.
เขาเข้าใจว่าทำไมนายถึงสั่งให้ "อย่าให้ใครรู้ว่าเราแกร่ง". ถ้าเขาชักดาบเวทเทพเจ้าออกมาฟันแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งค่ายนี้จะกลายเป็นหลุมในแผ่นดิน. แต่หลุมเป็นร่องรอย. แสงเป็นร่องรอย. เสียงระเบิดที่ได้ยินไปสิบไมล์เป็นร่องรอย.
ความเงียบไม่ทิ้งร่องรอย.
ราฮับชื่นชมความฉลาดของนายในใจ. *นายไม่เคยสั่งให้ฆ่าด้วยพลัง. นายสั่งให้ฆ่าด้วยความเงียบ. เพราะความเงียบนั่นเองคืออาวุธที่ไม่มีใครจับได้.*
เขาเคลื่อนเข้าสู่แนวเต็นท์ชั้นที่สอง.
---
บนหอคอยทิศตะวันตก ทหารยามอีกคนหนึ่งกำลังเบื่อหน่าย.
เขามองลงไปที่ค่าย เห็นกองไฟกองหนึ่งที่ขอบด้านเหนือดับลง. เขาเลิกคิ้ว. แปลกดี — กองไฟนั่นเพิ่งลุกโชนอยู่เมื่อครู่. คงมีคนเอาน้ำราดดับเพื่อเข้านอน เขาคิด.
ครู่ต่อมา กองไฟข้างๆ ก็ดับลงอีกกอง.
แล้วอีกกอง.
ทหารคนนั้นเริ่มรู้สึกแปลก. กองไฟในค่ายโจรไม่เคยดับเองตอนกลางคืน — มันลุกตลอดจนเช้าเพื่อให้แสงสว่างและไล่สัตว์ร้าย. การที่มันดับลงทีละกอง ทีละกอง ไล่จากเหนือลงใต้ ราวกับมีใครเดินไปดับมันทีละจุด...
เขาอ้าปากจะตะโกนถามว่าใครกำลังดับไฟ.
แต่เขาไม่ได้ตะโกน. เพราะในจังหวะที่เขาหันกลับมา มีใครบางคนยืนอยู่บนหอคอยข้างหลังเขาแล้ว — บนหอคอยสูงสามวาที่มีทางขึ้นเพียงบันไดเดียวซึ่งเขาเฝ้าอยู่ทั้งคืน.
ทหารคนนั้นได้เห็นใบหน้าเพียงเสี้ยววินาที. ใบหน้าธรรมดา ไม่โหดร้าย ไม่โกรธเกรี้ยว. ใบหน้าของคนที่กำลังทำงานที่ตนถนัด ด้วยสมาธิเงียบสงบราวกับช่างไม้กำลังเหลาแผ่นกระดาน.
นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เขาคิดในเสี้ยววินาทีสุดท้าย — ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความบ้าคลั่ง.
แต่คือความ *ไม่รู้สึกอะไรเลย.*
แล้วหอคอยทิศตะวันตกก็เงียบ.
---
ครึ่งค่ายผ่านไปก่อนที่ใครจะรู้ตัว.
มันเริ่มจากเด็กรับใช้คนหนึ่งที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะปวดท้อง. เขาคลานออกจากเต็นท์ มุ่งไปที่ส้วมหลังคลังเสบียง — แล้วหยุดกึก.
ค่ายเงียบเกินไป.
เด็กคนนั้นอยู่ในค่ายโจรมาตั้งแต่จำความได้ เขารู้จักเสียงของมันดีกว่ารู้จักเสียงหัวใจตัวเอง. เสียงกรนของคนเมา เสียงม้ากระทืบเท้าในคอก เสียงคนเฝ้ายามเดินไปมาบนเชิงเทิน เสียงไฟแตกประทุ. เสียงเหล่านี้คือเสียงกล่อมนอนของเขามาทั้งชีวิต.
คืนนี้ไม่มีเสียงเหล่านั้นเลย.
ไม่มีแม้แต่เสียงเดียว.
เด็กคนนั้นยืนนิ่งกลางลานค่าย หันมองไปรอบตัว. เต็นท์ทุกหลังยังตั้งอยู่. กองไฟครึ่งหนึ่งยังลุก. ทุกอย่างดูเหมือนเดิมทุกประการ — เพียงแต่ไม่มีใครเหลืออยู่ให้ส่งเสียง.
เขาเดินไปที่เต็นท์ของพี่ชาย เปิดผ้าม่านเข้าไป.
พี่ชายของเขานอนอยู่ตรงนั้น สงบ ราวกับหลับ. แต่หน้าอกไม่ขยับ. ไม่มีลมหายใจ. ไม่มีบาดแผล ไม่มีเลือด — เพียงแค่ไม่หายใจอีกต่อไป.
เด็กคนนั้นถอยหลังออกมา. มือสั่น. เขาอ้าปาก สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด เตรียมจะกรีดร้องให้ทั้งค่ายตื่น—
มือเย็นเฉียบวางลงบนไหล่เขาเบาๆ.
เด็กแข็งทื่อ. เสียงร้องค้างอยู่ในคอ.
ราฮับมองลงมาที่เด็กคนนั้น.
เป็นเด็กตัวเล็ก ผอม ผมยุ่ง ตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว. อายุไม่น่าเกินสิบสอง. เด็กที่ไม่มีดาบ ไม่มีพิษภัย — เด็กที่บังเอิญตื่นขึ้นมาผิดคืน.
ราฮับนิ่งไปครู่หนึ่ง.
ในหัวเขา มีเสียงหนึ่งดังขึ้นแผ่วเบา — เสียงของลิเลีย ที่เคยพูดเล่นๆ ครั้งหนึ่งว่า *"นายน่ะ ราฮับ บางทีก็ต้องถามตัวเองนะว่าคนที่นายฆ่ามันสมควรตายจริงไหม."* ตอนนั้นราฮับไม่ได้ตอบ. เขาไม่เคยตอบคำถามแบบนั้น.
เพราะมันไม่ใช่คำถามของเขาที่จะตอบ.
นายสั่งว่า *อย่าให้ใครรู้.* นายไม่ได้สั่งว่า "อย่าให้ใครรู้ ยกเว้นเด็ก". นายไม่ได้สั่งว่า "เหลือพยานไว้ได้ถ้าตัวเล็กพอ". คำสั่งคือคำสั่ง. ความเมตตาไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในสมการ — และราฮับไม่เคยเป็นคนที่เพิ่มตัวแปรเข้าไปในสมการที่นายเขียนไว้แล้ว.
เขาคิดถึงนายอีกครั้ง — คิดถึงวันที่นายคุ้ยซากปราสาทที่ถล่มทับเขาด้วยมือเปล่าทั้งที่ทุกคนบอกว่าเขาตายไปแล้ว. นายไม่เคยอธิบายว่าทำไม. นายแค่ทำ. และนับแต่วันนั้น ราฮับก็ตัดสินใจว่าเขาจะไม่ถามนายว่า "ทำไม" อีกเลย.
ความภักดีที่แท้จริงไม่ต้องการคำอธิบาย.
ราฮับยกมืออีกข้างขึ้น.
เด็กคนนั้นมองมาที่เขา ดวงตายังเบิกกว้าง แต่บัดนี้ไม่มีเสียงร้องอีกแล้ว — ราวกับเข้าใจ ราวกับยอมรับ ราวกับเด็กที่โตมาในค่ายโจรย่อมรู้ดีว่าค่ำคืนแบบนี้ลงเอยอย่างไรเสมอ.
ราฮับสัมผัสหน้าผากเด็กเบาๆ.
แล้วลานค่ายก็เงียบลงอีกครั้ง.
ราฮับวางร่างเล็กนั้นลงกับพื้นอย่างนุ่มนวล จัดให้นอนหงายเรียบร้อย เหมือนคนที่หลับ. เขาไม่ได้รู้สึกผิด. เขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลย — และเขาเข้าใจดีว่านั่นแหละคือเหตุผลที่นายไว้ใจให้เขาทำงานแบบนี้ ไม่ใช่ลิเลีย ไม่ใช่ใครอื่น.
เขาลุกขึ้น มองไปยังเต็นท์กลางค่ายที่ยังมีไฟส่องสว่าง.
เหลือเพียงคนเดียว.
---
คางโกรนั่งอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ในเต็นท์ของตน.
เขาไม่ได้นอน. เจ้าโจรเลือดเหล็กไม่ค่อยได้นอน — ไม่ใช่ตั้งแต่คืนที่เขาเห็นเมียและลูกสองคนแขวนคออยู่หน้าคุก. หลังจากคืนนั้น การหลับตาลงหมายถึงการต้องเห็นภาพนั้นซ้ำ. ดังนั้นเขาจึงนั่งตื่น วางแผน คิดเรื่องเมืองใหม่ทางตะวันตกที่จะไปเผาในอีกหกวัน.
เขายกถ้วยเหล้าขึ้นจิบ มองแผนที่ที่กางอยู่ตรงหน้า. นครรุ่งอรุณ. เมืองเล็กๆ ที่ผุดขึ้นกลางเขตของเขาอย่างไม่รู้ที่ต่ำที่สูง. มีกำแพงหินขาวสวยงาม มีหอคอยเรืองแสง — ของวิเศษทั้งนั้น. เขาส่งสารไปขู่แล้ว. ถ้าพวกมันฉลาดก็จะจ่าย. ถ้าโง่ก็จะถูกเผา. คางโกรไม่สนใจว่าจะเป็นทางไหน.
เขาเคยเป็นทหารที่ดี. นานมาแล้ว. เคยเชื่อในเกียรติ เคยเชื่อในนาย เคยเชื่อว่าถ้าเขารับใช้อย่างซื่อสัตย์ โลกจะตอบแทนเขาอย่างยุติธรรม. แล้วโลกก็สอนเขาว่าความซื่อสัตย์คือสิ่งที่ทำให้คนถูกขายทิ้ง. ขุนนางยักยอกเสบียงของกองพันเขา ส่งคนของเขาไปตายในศึกที่แพ้แน่ๆ แล้วโยนความผิดให้เขา.
ตอนนี้คางโกรไม่เชื่ออะไรอีกแล้ว นอกจากดาบในมือและท้องที่หิวของคนพันคนที่ตามเขามา.
เขาวางถ้วยลง.
แล้วสังเกตว่าเต็นท์เงียบผิดปกติ.
คางโกรเป็นทหารมาทั้งชีวิต. สัญชาตญาณที่ทำให้เขารอดจากสนามรบนับสิบ จากการลอบสังหารนับไม่ถ้วน ตื่นขึ้นในวินาทีนั้นทันที. เขาไม่ได้ยินเสียงยาม. ไม่ได้ยินเสียงม้า. ไม่ได้ยินเสียงคนพันคนที่ควรนอนอยู่รอบตัวเขา.
เขาคว้าดาบที่พิงข้างโต๊ะ ลุกขึ้นยืน เปิดผ้าม่านเต็นท์ออก.
ลานค่ายว่างเปล่า.
กองไฟยังลุกอยู่บางกอง. เต็นท์ทุกหลังยังตั้งอยู่. อาวุธยังวางพิงอยู่ที่เดิม. ทุกอย่างเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้ว — ยกเว้นว่าไม่มีคนแม้แต่คนเดียว.
ไม่มีศพกองพะเนิน. ไม่มีเลือดนองพื้น. ไม่มีร่องรอยการต่อสู้. พันชีวิตไม่ได้ถูกสังหารในสนามรบ — พวกเขาเพียงแค่ *หายไป* ราวกับว่ายมราชเดินผ่านค่ายแล้วเก็บลมหายใจของทุกคนใส่ย่ามไป.
คางโกรยืนนิ่งกลางความเงียบนั้น มือกำดาบจนข้อนิ้วขาว.
"...ออกมา" เขาพูดเสียงต่ำ. "ออกมาให้ข้าเห็นหน้า ไอ้ขี้ขลาด."
ความมืดด้านหน้าเต็นท์ขยับ.
ราฮับก้าวออกมาจากเงา — ไม่รีบร้อน ไม่ลังเล. ชายชุดดำไร้เครื่องหมาย ใบหน้าธรรมดา ดาบยังคาดอยู่ที่หลังโดยไม่ได้ชักออก.
คางโกรกวาดตามองเขาจากหัวจรดเท้า ประเมินศัตรูด้วยสายตาของคนที่ฆ่าคนมาแล้วนับร้อย. คนเดียว. ไม่มีกองหนุน. ดูธรรมดา ไม่ใหญ่โต ไม่มีกล้ามเป็นมัด. แค่ชายร่างผอมในชุดดำ.
ในใจคางโกรคำนวณ — *คนเดียวจะฆ่าพันคนได้ยังไง. เป็นไปไม่ได้. ต้องมีกองทัพซ่อนอยู่. ต้องมียาพิษในน้ำ. ต้องมีบางอย่าง.*
"พวกเจ้าเป็นใคร" คางโกรตวาด ยกดาบขึ้นจ่อ. "ส่งมาจากนครรัฐไหน. เทลวานหรือ. หรือพวกขุนนางหน้าเลือดที่ข้าพลาดฆ่าไป—"
ราฮับไม่ตอบ.
คางโกรเห็นแล้วว่าจะไม่ได้คำตอบ. เขาเคยเห็นสายตาแบบนี้มาก่อน — สายตาของเพชฌฆาตที่มาทำงาน ไม่ใช่มาคุย. ดังนั้นเขาจึงทำในสิ่งที่ทหารเก่าอย่างเขาทำได้ดีที่สุด.
เขาพุ่งเข้าใส่.
คางโกรเร็ว — เร็วอย่างน่าตกใจสำหรับคนวัยเขา. ดาบของเขาฟันลงด้วยพลังที่เคยปราบกองทัพนครรัฐมาแล้วสองครั้ง ด้วยทักษะที่กลั่นมาจากสนามรบนับสิบปี ด้วยความสิ้นหวังของคนที่ไม่เหลืออะไรให้เสีย.
มันคือการฟันที่งดงามที่สุดในชีวิตของเจ้าโจรเลือดเหล็ก.
ราฮับขยับศีรษะหลบไปข้างหนึ่งสองนิ้ว.
ดาบของคางโกรผ่านไปในอากาศที่หัวของราฮับเคยอยู่เมื่อเสี้ยววินาทีก่อน. ราฮับไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว. เขาเพียงแค่ขยับศีรษะ — ราวกับหลบแมลงที่บินมาเกาะ.
ในวินาทีนั้น คางโกรเข้าใจ.
เขาเข้าใจว่าทำไมพันคนถึงหายไปโดยไม่มีเสียง. เขาเข้าใจว่าทำไมไม่มีกองทัพซ่อนอยู่ ไม่มียาพิษในน้ำ. เพราะไม่จำเป็น. เพราะสิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่นักรบที่เก่งกว่า — มันคือสิ่งที่อยู่คนละโลกกับคำว่า "นักรบ" โดยสิ้นเชิง. เหมือนปลาที่เพิ่งเข้าใจว่ามือที่จับมันขึ้นจากน้ำนั้นไม่ใช่ปลาที่ใหญ่กว่า.
มันเป็นอะไรที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้เลยตั้งแต่แรก.
คางโกรไม่กลัว. คนที่ไม่เหลืออะไรให้เสียจะกลัวอะไรอีก. เขาเพียงรู้สึก — เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี — ถึงบางสิ่งที่คล้ายความสงบ. ในที่สุดมันก็มาถึงแล้ว สิ่งที่เขารอคอยมาตั้งแต่คืนที่เห็นเมียและลูกแขวนคอ. ในที่สุดก็จะได้พักเสียที.
เขายิ้มเยาะ ยกดาบขึ้นอีกครั้ง.
"ก็ได้" เขาพูดเบาๆ. "มาเลย."
ราฮับชักดาบออกจากหลัง.
ใบดาบสีดำสนิทไม่สะท้อนแสงไฟแม้แต่น้อย — มันดูดกลืนแสงนั้นเข้าไปราวกับหิวโหย ราวกับว่าหลังจากรอคอยมานับพันปี มันกำลังจะได้ดื่มอีกครั้ง.
ดาบเดียว.
ตัดฉาก.
---
รุ่งเช้าวันต่อมา ลูกเมืองนครรุ่งอรุณสามคนที่ออกไปหาฟืนเป็นกลุ่มแรกที่ไปถึงค่าย.
พวกเขาไปด้วยความกลัวจับใจ — ใครๆ ก็รู้ว่าทางตะวันออกเฉียงเหนือคือเขตของเจ้าโจรเลือดเหล็ก แต่ป่าฟืนที่ดีที่สุดอยู่แถบนั้น และฤดูหนาวกำลังจะมา. พวกเขาตั้งใจจะรีบเก็บฟืนแล้วรีบกลับ หลบให้ไกลจากค่ายโจรที่สุด.
แต่เมื่อเดินผ่านเนินมาเห็นค่าย พวกเขาก็หยุดชะงัก.
ประตูค่ายเปิดอ้า. ธงขาดวิ่นของเจ้าโจรยังปักอยู่ ห้อยนิ่งในสายลมเช้า. กองไฟดับมอดเหลือแต่ขี้เถ้า. และเงียบ — เงียบสนิทอย่างที่ค่ายโจรพันคนไม่ควรจะเงียบได้.
ชายคนหนึ่งในสามคนนั้น ชื่อเปตรา เป็นคนกล้าที่สุด. เขาค่อยๆ เดินเข้าไปดู เพื่อนอีกสองคนตามหลังด้วยขาสั่น.
ค่ายว่างเปล่า.
ไม่ใช่ถูกทิ้งร้าง — ถูกทิ้งร้างจะมีร่องรอยการเก็บข้าวของหนีไป. นี่ไม่ใช่. ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม. ดาบยังพิงเต็นท์. หม้อข้าวยังตั้งบนเตา. เหล้ายังค้างอยู่ในถ้วย. แม้แต่ม้าก็ยังผูกอยู่ในคอก ยืนนิ่งสงบ — ม้าเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่เหลืออยู่ในค่ายนั้น.
แต่คนพันคน—
หายไป.
ไม่มีศพ. ไม่มีเลือด. ไม่มีร่องรอยการต่อสู้. ไม่มีรอยเท้าทหาร ไม่มีรอยล้อเกวียน ไม่มีอะไรเลยที่บ่งบอกว่าคนพันคนเคยอยู่ที่นี่แล้วจากไปทางใด. พวกเขาเพียงแค่ไม่อยู่อีกต่อไป ราวกับว่าแผ่นดินอ้าปากกลืนพวกเขาลงไปในชั่วข้ามคืน.
เปตรายืนนิ่งกลางลานค่ายของเจ้าโจรเลือดเหล็ก — ค่ายที่ทั้งภูมิภาคหวาดกลัว ค่ายที่กองทัพนครรัฐยังปราบไม่ลง — และรู้สึกขนลุกซู่ทั้งตัว.
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่" เพื่อนคนหนึ่งกระซิบ เสียงสั่น.
เปตราไม่ตอบทันที. เขามองไปรอบๆ ค่ายที่เงียบงัน มองธงที่ห้อยนิ่ง มองกองไฟที่มอดดับ. ในหัวของชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่โตมากับนิทานเรื่องเทพและคำสาป มีคำอธิบายเดียวเท่านั้นที่ดูสมเหตุสมผล.
มนุษย์ทำสิ่งนี้ไม่ได้. กองทัพทำสิ่งนี้ไม่ได้ — กองทัพทิ้งศพ ทิ้งเลือด ทิ้งเสียง. สิ่งที่ทำให้พันชีวิตหายไปในคืนเดียวโดยไม่ทิ้งร่องรอยแม้แต่หยดเดียว...
"...พรจากเทพ" เปตรากระซิบ.
เพื่อนทั้งสองหันมามองเขา.
"เมืองของเรา" เปตราพูดต่อ เสียงเริ่มสั่นด้วยอารมณ์ที่ปนกันระหว่างความกลัวกับความปีติ. "ท่านผู้ที่เทพส่งมา... ท่านปกป้องเรา. โจรจะมาเผาเมืองเราในอีกหกวัน — แต่ดูสิ. เทพกวาดมันไปแล้ว. ทั้งกอง. ในคืนเดียว."
เขาคุกเข่าลงกลางลานค่ายที่ว่างเปล่า น้ำตาไหลพราก.
เพื่อนอีกสองคนมองหน้ากัน แล้วค่อยๆ คุกเข่าลงตาม.
ลมเช้าพัดผ่านค่ายร้าง สะบัดธงขาดวิ่นของเจ้าโจรเลือดเหล็กเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะหลุดจากเสา ปลิวว่อนไปในอากาศ แล้วร่วงลงในกองขี้เถ้าที่ยังอุ่นอยู่.
ไกลออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ในนครรุ่งอรุณ เวอร์ดานยังหลับสบายในห้องของตน โดยไม่รู้เลยว่าคำว่า "จัดการให้เนียน" ของเขา เพิ่งให้กำเนิดตำนานบทใหม่ — ตำนานที่จะวิ่งไปทั่วภูมิภาคเร็วกว่าม้าใดๆ และดังกว่าที่เขาจะเก็บงำได้.
ตำนานของเมืองที่เทพปกป้อง.
เมืองที่โจรพันคนหายวับไปในคืนเดียว.
และในหอคอยทิศตะวันออกของนครรุ่งอรุณ มีคนเพียงคนเดียวที่ไม่ได้หลับตลอดคืน — ลิเลีย ที่ยืนมองทิศตะวันออกเฉียงเหนือมาตั้งแต่พลบค่ำ. เมื่อแสงอรุณแรกแตะขอบฟ้า เธอก็เห็นร่างชุดดำร่างหนึ่งกำลังเดินกลับมาเงียบๆ จากทิศนั้น เสื้อผ้าสะอาดสะอ้านไร้รอยเลือดแม้แต่หยดเดียว ราวกับเพิ่งกลับจากเดินเล่นยามค่ำ.
ลิเลียมองราฮับเดินผ่านประตูเมืองเข้ามา.
แล้วเธอก็รู้ — โดยไม่ต้องถาม — ว่าความสงสัยของเธอเมื่อคืนนั้นถูกต้องทุกประการ.
หัวใจเธอเย็นวูบลง.
*เวอร์ดานต้องรู้เรื่องนี้* เธอคิด. *ก่อนที่ทั้งภูมิภาคจะรู้.*
React
พูดคุย
ความคิดเห็นและกิจกรรมของชุมชนจะโหลดเมื่อคุณเลื่อนถึงส่วนนี้
Scroll a little further or use the button above to open the discussion panel.